หลายเรื่องหลากรส

หลากเรื่องวรรณกรรม นักเขียนและหนังสือ

นักเลงโคลง-นกกินไฟ-ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร

nok_kin_fire
ว่ากันว่า-ซึ่งไม่รู้ว่าใครว่าเป็นคนแรก, แต่ว่ากันว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์นั้น กวีนิพนธ์เป็นงานอันสูงส่งกว่าประเภทใดทั้งหมด คำพูดนี้จะจริงหรือไม่อย่างใดนั้น ก็สุดแท้แต่มุมมองของใครของมัน สำหรับผมแล้ว ยอมรับว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์ที่ตนเองมีส่วนในการสร้างนั้น รักในกวีนิพนธ์มากกว่าอย่างอื่น แม้ว่า สิ่งที่เขียนนั้นจะห่างไกลจากการเป็นกวีนิพนธ์ก็ตาม

ปัญญาน่างึด

มีผญาบทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักความผู้พันของคนอย่างลึกซึ้ง ผมเชื่อว่านี่เป็นวรรคทองของวรรณคดีอีสานอีกบทหนึ่ง มีอยู่ว่า

ฮักกันนี่ แม่นสิอยู่ขอบฟ้า โขงเขตจักรวาล
กะคือสองคนเฮา อยู่เฝือแฝงฝั่น
ซังกันนี่ บ่เหลียวแลตาต่อ แม่นสิอยู่ฮ่วมห้อง
กะคือไม้ป่าบัง
เมื่อพิเคราะห์ข้อความและความหมายแล้ว เห็นตรงกับโคลงโลกนิติ บทที่ว่า

ความรักเป็นสากล เบ่งบานอีกครั้งเหนือฟ้าอินโดจีน

ย้อนหลังไปช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ ในอาณาบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน อันประกอบไปด้วยประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย การเผชิญหน้าระหว่างลัทธิและประเทศที่ปกครองด้วยระบอบการเมืองแตกต่างกันทำให้เกิดภาวะตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าระบอบของตนดีที่สุด และกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งจ้องรุกรานตน ความสัมพันธ์ในฐานะศัตรูทางลัทธิการเมืองพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นศัตรูคู่สงคราม ถ้าหากเพียงแค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำเนินนโยบายผิดพลาดเพียงนิดเดียว สงครามก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ สันติภาพอยู่ในภาวะล่อแหลม

ช่วงนั้นสงครามปฏิวัติในลาว เวียดนาม กัมพูชา จบลงหมาด ๆ ดาวแดงแห่งสังคมนิยมฉายแสงแรงเริงเหนือฟากฟ้าอินโดจีน ไทยกลายเป็นเมืองหน้าด่านต้านยันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ช่างน่ากลัวยิ่งนักในสายตาของใครหลายคน

บทสนทนาของจิ้งจกกับกวีหนุ่ม

กวีหนุ่มกำลังสร้างสรรค์บทกวีหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ (แน่นอน กวีทุกวันนี้มีจำนวนน้อยที่เขียนต้นฉบับด้วยกระดาษ) ขณะกำลังบรรจงใช้นิ้วชี้ทั้งซ้ายขวาจิ้มแป้นพิมพ์ดีดอยู่นั้น จิ้งจกปรากฏตัวขึ้นที่ผนังห้องด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ ส่งเสียงทักทาย

“สวัสดีคุณมนุษย์” จิ้งจกร้องทัก

กวีเงยหน้ามองไปทางต้นเสียง เห็นจิ้งจกกำลังเปลี่ยนสีจากสีนวลๆเหมือนแสงไฟไปเป็นสีแดง ค่อย ๆ แดงขึ้นทีละน้อยๆ

“สวัสดีจิ้งจก” กวีทักตอบ มองสีจิ้งจกที่กำลังเปลี่ยนไปด้วยความแปลกใจ “อ้าว ทำไมสีของคุณจิ้งจกเปลี่ยนเป็นสีแดงล่ะนั่น”

จิ้งจกผงกหัวให้กวี (แน่นอน เป็นการผงกหัวที่มีจุดมุ่งหมายต่างจากกิ้งก่าในนิทาน) เพื่อแสดงความขอบคุณทีกวีให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนกำลังทำ

“เป็นการให้เกียรติผู้อื่นของชาติพันธุ์จิ้งจกโดยเปลี่ยนสีผิวให้เหมือนกับผู้ที่เรากำลังสนทนาด้วย” จิ้งจกอธิบาย

กวีหนุ่มมองดูตัวเองจึงเข้าใจ เพราะเขาใส่เสื้อยืดสีแดงนั่นเอง จิ้งจกจึงเปลี่ยนสีผิวเป็นสีแดง

“ขอบคุณ” …

บันทึกสมัย (๓) ทุนนิยมเสื่อมสมัย

แล้วโลกแทบล่มลงอีกครั้ง
เศรษฐกิจเพพังคนแพ้พ่าย
สับสนอลม่านอันตราย
ผู้คนเจียนตายให้ลำเค็ญ

แว่วว่าเพราะมีเศรษฐีประเทศ
เป็นต้นแห่งเหตุอันทุกข์เข็ญ
ถีบธรรมาภิบาลกันกระเด็น
เพราะเห็นแก่ตัวมั่วกำไร

บันทึกสมัย (๒) เสื่อมสมัย

เสียงแผ่วแว่วมาว่าเสื่อมสมัย
ความดีที่ใดก็ขาดเขิน
ความชั่วกลับงอกออกมากเกิน
โลกจักจำเริญได้อย่างไร

ศีลธรรมถูกฝังเสียทั้งหมด
คนคดอ้วนพีมีคนไหว้
ซื่อกินกลับหมดสลดใจ
คดจึงมีใช้ไม่ขาดแคลน

บันทึกสมัย (๑) ปรารภสมัย

จดจารจารึกบันทึกสมัย
ในยุคโลกร้อนเจียนบรรลัย
หลากเรื่องหลายนัยให้จดจำ

พุทธศกสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง
สิบเก้าพฤศจิกามาสพ้องขึ้นสองค่ำ
ข้าพเจ้าเริ่มต้นร่ายลำนำ
เรียงถ้อยร้อยคำเป็นกลกลอน

ชีวิตชาวทุ่งในเพลงของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ

๑.ลูกทุ่งอย่างเราชาวนา
เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วขณะนั้นอายุคงสักเจ็ดหรือแปดขวบได้ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งล่วงมาถึง วันนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นก็จำได้พอเลาๆ ว่าตื่นเช้ายังไม่สว่างนัก ภาษาบ้านนอกเรียกว่า พอเห็นลายมือ พ่อจะจูงควายออกจากคอกใต้ถุนบ้านไปยังนาของเราที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านสักสี่หรือห้ากิโลเมตร เดินลัดทุ่งไปใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ อากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ เพราะเป็นช่วงต้นฤดูฝน กลิ่นดินกลิ่นฝนยังใหม่ หอมกรุ่น ๆ อยู่ไม่จาง เมื่อเวลาผ่านไปสักเดือนกลิ่นหอมกรุ่น ๆ ที่ว่านี้ก็จะหายไป เพราะจมูกของเราชินแล้ว

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats