ประเทศ ลาวเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดของไทย ทั้งดินแดนและเชื้อชาติวัฒนธรรม เป็นสองประเทศในโลกที่คุยกันคนละภาษาแต่เข้าใจกันได้ การเจรจาความเมืองกันระหว่างสองประเทศนี้จึงไม่ต้องมีล่าม แม้จะพูดภาาใครภาษามันก็ตาม

ผมมาที่เมืองซิดนีย์ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน น่าจะ 14 หรือ 15 ปีแล้ว ตอนนั้นเป็นเมืองที่เงียบสงบ ไม่ค่อยพลุกพล่าน บรรยากาศดี หลังจากนั้นเคยกลับมาสอง-สามครั้งบรรยากาศก็ยังเหมือนเดิม ปีนี้มาอีกครั้ง เมืองนี้เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง

บล็อก (Blog) คือสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นนวัตกรรมที่อาจจะเทียบเท่ากับการกำเนิดแท่นพิมพ์ซึ่งทำให้การพิมพ์หนังสือเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข่าวสารและความรู้ของมนุษยชาติมาหลายร้อยปี ทำให้เกิดการสั่งสมภูมิปัญญามากมายหลายหลากสาขา นำไปสู่การใช้ภูมิปัญญาเหล่านั้นสร้างสรรค์พัฒนาสังคมมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด จนปัจจุบันนี้หนังสือเป็นอุปกรณ์ในการเก็บภูมิปัญญาความรู้ของมนุษย์มากมายจนสุดจะประมาณได้ ซึ่งจะคงทนถาวรต่อไปอีกเป็นเวลานาน

ว่ากันว่า-ซึ่งไม่รู้ว่าใครว่าเป็นคนแรก, แต่ว่ากันว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์นั้น กวีนิพนธ์เป็นงานอันสูงส่งกว่าประเภทใดทั้งหมด คำพูดนี้จะจริงหรือไม่อย่างใดนั้น ก็สุดแท้แต่มุมมองของใครของมัน สำหรับผมแล้ว ยอมรับว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์ที่ตนเองมีส่วนในการสร้างนั้น รักในกวีนิพนธ์มากกว่าอย่างอื่น แม้ว่า สิ่งที่เขียนนั้นจะห่างไกลจากการเป็นกวีนิพนธ์ก็ตาม
มีผญาบทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักความผู้พันของคนอย่างลึกซึ้ง ผมเชื่อว่านี่เป็นวรรคทองของวรรณคดีอีสานอีกบทหนึ่ง มีอยู่ว่า
ฮักกันนี่ แม่นสิอยู่ขอบฟ้า โขงเขตจักรวาล
กะคือสองคนเฮา อยู่เฝือแฝงฝั่น
ซังกันนี่ บ่เหลียวแลตาต่อ แม่นสิอยู่ฮ่วมห้อง
กะคือไม้ป่าบัง
เมื่อพิเคราะห์ข้อความและความหมายแล้ว เห็นตรงกับโคลงโลกนิติ บทที่ว่า
ย้อนหลังไปช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ ในอาณาบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน อันประกอบไปด้วยประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย การเผชิญหน้าระหว่างลัทธิและประเทศที่ปกครองด้วยระบอบการเมืองแตกต่างกันทำให้เกิดภาวะตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าระบอบของตนดีที่สุด และกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งจ้องรุกรานตน ความสัมพันธ์ในฐานะศัตรูทางลัทธิการเมืองพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นศัตรูคู่สงคราม ถ้าหากเพียงแค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำเนินนโยบายผิดพลาดเพียงนิดเดียว สงครามก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ สันติภาพอยู่ในภาวะล่อแหลม
ช่วงนั้นสงครามปฏิวัติในลาว เวียดนาม กัมพูชา จบลงหมาด ๆ ดาวแดงแห่งสังคมนิยมฉายแสงแรงเริงเหนือฟากฟ้าอินโดจีน ไทยกลายเป็นเมืองหน้าด่านต้านยันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ช่างน่ากลัวยิ่งนักในสายตาของใครหลายคน
กวีหนุ่มกำลังสร้างสรรค์บทกวีหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ (แน่นอน กวีทุกวันนี้มีจำนวนน้อยที่เขียนต้นฉบับด้วยกระดาษ) ขณะกำลังบรรจงใช้นิ้วชี้ทั้งซ้ายขวาจิ้มแป้นพิมพ์ดีดอยู่นั้น จิ้งจกปรากฏตัวขึ้นที่ผนังห้องด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ ส่งเสียงทักทาย
“สวัสดีคุณมนุษย์” จิ้งจกร้องทัก
กวีเงยหน้ามองไปทางต้นเสียง เห็นจิ้งจกกำลังเปลี่ยนสีจากสีนวลๆเหมือนแสงไฟไปเป็นสีแดง ค่อย ๆ แดงขึ้นทีละน้อยๆ
“สวัสดีจิ้งจก” กวีทักตอบ มองสีจิ้งจกที่กำลังเปลี่ยนไปด้วยความแปลกใจ “อ้าว ทำไมสีของคุณจิ้งจกเปลี่ยนเป็นสีแดงล่ะนั่น”
จิ้งจกผงกหัวให้กวี (แน่นอน เป็นการผงกหัวที่มีจุดมุ่งหมายต่างจากกิ้งก่าในนิทาน) เพื่อแสดงความขอบคุณทีกวีให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนกำลังทำ
“เป็นการให้เกียรติผู้อื่นของชาติพันธุ์จิ้งจกโดยเปลี่ยนสีผิวให้เหมือนกับผู้ที่เรากำลังสนทนาด้วย” จิ้งจกอธิบาย
กวีหนุ่มมองดูตัวเองจึงเข้าใจ เพราะเขาใส่เสื้อยืดสีแดงนั่นเอง จิ้งจกจึงเปลี่ยนสีผิวเป็นสีแดง
“ขอบคุณ” …
แล้วโลกแทบล่มลงอีกครั้ง
เศรษฐกิจเพพังคนแพ้พ่าย
สับสนอลม่านอันตราย
ผู้คนเจียนตายให้ลำเค็ญ
แว่วว่าเพราะมีเศรษฐีประเทศ
เป็นต้นแห่งเหตุอันทุกข์เข็ญ
ถีบธรรมาภิบาลกันกระเด็น
เพราะเห็นแก่ตัวมั่วกำไร
เสียงแผ่วแว่วมาว่าเสื่อมสมัย
ความดีที่ใดก็ขาดเขิน
ความชั่วกลับงอกออกมากเกิน
โลกจักจำเริญได้อย่างไร
ศีลธรรมถูกฝังเสียทั้งหมด
คนคดอ้วนพีมีคนไหว้
ซื่อกินกลับหมดสลดใจ
คดจึงมีใช้ไม่ขาดแคลน
จดจารจารึกบันทึกสมัย
ในยุคโลกร้อนเจียนบรรลัย
หลากเรื่องหลายนัยให้จดจำ
พุทธศกสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง
สิบเก้าพฤศจิกามาสพ้องขึ้นสองค่ำ
ข้าพเจ้าเริ่มต้นร่ายลำนำ
เรียงถ้อยร้อยคำเป็นกลกลอน
๑.ลูกทุ่งอย่างเราชาวนา
เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วขณะนั้นอายุคงสักเจ็ดหรือแปดขวบได้ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งล่วงมาถึง วันนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นก็จำได้พอเลาๆ ว่าตื่นเช้ายังไม่สว่างนัก ภาษาบ้านนอกเรียกว่า พอเห็นลายมือ พ่อจะจูงควายออกจากคอกใต้ถุนบ้านไปยังนาของเราที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านสักสี่หรือห้ากิโลเมตร เดินลัดทุ่งไปใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ อากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ เพราะเป็นช่วงต้นฤดูฝน กลิ่นดินกลิ่นฝนยังใหม่ หอมกรุ่น ๆ อยู่ไม่จาง เมื่อเวลาผ่านไปสักเดือนกลิ่นหอมกรุ่น ๆ ที่ว่านี้ก็จะหายไป เพราะจมูกของเราชินแล้ว