ขอบคุณความจน ที่คอยคัดคนจริงใจ
ในบรรดาคนร่ำรวยทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก น่าจะมีที่มาที่ไปสองประเภท คือ ประเภทแรก เป็นพวกจนมาก่อน แต่ได้สร้างเนื้อสร้างตัวทำงานจนร่ำรวย ผ่านความทุกข์ยากแทบจะล้มประดาตายมาก็มาก เรียกว่าทำงานหนักอาบเหงื่อแทนน้ำจึงได้เป็นเศรษฐี ประเภทที่สอง พวกที่เกิดบนกองเงินกองทอง คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด
คนรวยประเภทแรกส่วนมากแล้วจะเป็นบุพการีของคนรวยประเภทที่สอง คนรวยประเภทแรกจะเห็นคุณค่าของเงินทองทรัพย์สมบัติ แม้มีเงินจนล้นแต่ก็ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ดังจะเห็นได้ว่า บรรดาคนรวยประเภทแรกส่วนมาก พอรวยแล้วมักเป็นเศรษฐีใจบุญ ช่วยเหลือคนยากจน สละเงินบำรุงศาสนา ในรูปมูลนิธิต่างๆ ทั้งในเมืองไทยและเมืองนอก
ส่วนคนรวยประเภทสอง ซึ่งเป็นทายาทของคนรวยประเภทแรก เกิดมาพ่อแม่ก็รวยแล้ว จึงไม่ได้สร้างสมสมบัติเอง ไม่เคยทุกข์ยาก ดังนั้นความเห็นใจคนจนจึงอาจมีน้อยกว่า ดังนั้นคนใจบุญประเภทที่สองจึงมีน้อยกว่าประเภทแรก นี่ยังไม่นับว่าจะรักษาสมบัติให้ตกถึงรุ่นลูกหลานต่อไปได้หรือไม่ เพราะมีให้เห็นอยู่เสมอว่า คนรวยประเภทที่สองนี้ได้ใช้สมบัติไปเสียจนเกลี้ยงก่อนตัวเองจะตาย
ดังที่ได้พรรณามานี้ เห็นได้ว่าความจนนั้นมิใช่ว่าไม่มีประโยชน์เลย ในทางตรงกันข้ามหากคนรู้จักใช้ความจนเป็นแรงผลักดันให้ทำงานกลายเป็นเศรษฐีแล้ว ก็นับว่าความจนมีคุณค่ามหาศาลต่อคนๆนั้น ยิ่งหากเป็นคนรวยใจบุญเพราะเคยจนมาก่อน นั่นแสดงว่าความจนได้มีส่วนสร้างเศรษฐีคุณภาพขึ้นมาแล้ว เป็นเศรษฐีที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ดูถูกคนจน
ผมจึงคิดว่า คนรวยประเภทแรกและคนจนอย่างเราที่ได้รับความเห็นใจจากคนรวยประเภทแรกนั้น ควรที่จะขอบคุณความจนเพราะทำให้เกิดคนดีๆและสิ่งดีๆขึ้นมา
เหตุผลที่ควรจะขอบคุณความจนอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความจนเป็นมาตรวัดความจริงใจ ความรัก ความเห็นอกเห็นใจจากผู้คนได้ดีที่สุด ดังจะได้ยินอยู่เสมอว่า เราจะรู้ว่าใครเป็นเพื่อนแท้ก็แต่ในยามยาก ยามที่เราตกต่ำ ไร้เงินทองนี่แหละ เพราะจะพบเห็นอยู่เสมอว่า ในยามปกติมีเงินและอำนาจวาสนา จะมีผู้คนแสดงตัวเป็นมิตรสนิทสนมอยู่ไม่ถ้วน แต่พอตกต่ำจะเหลือเพียงไม่กี่คน คนไม่กี่คนนี่แหละที่เป็นมิตรแท้ คนอื่นตัดทิ้งได้เลย
ที่เขียนเรื่องความจนขึ้นมาในครั้งนี้ด้วยสาเหตุสองอย่างคือ หนึ่ง ผู้เขียนเองก็เป็นคนจนซึ่งหวังอยู่ว่าจะใช้ความจนเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานให้กลายเป็นเศรษฐีคุณภาพในวันหนึ่งข้างหน้า เหตุผลอย่างที่สองคือ ได้ฟังเพลงของศิริพร อำไพพงษ์ แล้วชอบใจในเนื้อหาเพลงนี้มาก นั่นคือเพลง ความจนวัดใจ ที่ขึ้นต้นว่า “ขอบคุณความจน ที่คอยคัดคนจริงใจ มีหนึ่งเดียวก็คืออ้าย….ผมว่าเพลงนี้เป็นเพลงดีสร้างสรรค์เพลงหนึ่ง ที่มีเนื้อหากินใจ
ผมทั้งได้ฟังจากวิทยุและได้ดูมิวสิควิดิโอเพลงนี้ เนื้อเพลงนั้นชอบอยู่แล้ว บรรยายถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งความตกต่ำ ไม่มีใครแม้แต่พี่น้องที่จะมาเห็นใจ มีเพียงอ้าย(หรือพี่ชาย) คนนี้คอยเป็นกำลังใจ คอยแนะนำช่วยเหลืออยู่เสมอทั้งๆที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง จนทำให้สามารถยืนหยัดผ่านพ้นวิกฤติชีวิตไปได้ อ้ายที่แสนดีจึงได้รับใบรับรองความดีจากน้องหญิงคนนี้ไปในที่สุด
แม้แนวคิดหรือ Theme ของเพลงนี้จะมองได้ว่าซ้ำๆกับเพลงอีกหลายๆเพลง แต่คุณค่าในแง่ที่ให้กำลังใจ เห็นอกเห็นใจ แสดงภาพของคนที่ช่วยเหลือเจือจานกันนั้นนับว่ามีคุณค่าควรแก่การพูดถึง
ส่วนเรื่องมิวสิควิดีโอ(ต่อไปนี้ผมขอเรียกว่าภาพยนต์บรรยายเพลง) นั้นทำออกมาค่อนข้างดี อธิบายภาพของผู้หญิง(นางเอก)ที่ตกอยู่ในสภาพตกต่ำคือตกงาน ไม่มีใครสนใจ ต้องอยู่คนเดียว พี่น้องก็ไม่มีใครช่วยเหลือ มีอ้ายซึ่งเป็นคนเช่าห้องใกล้กันคอยช่วยเหลือ หาหนังสือสมัครงานมาให้ ขับมอร์เตอร์ไซด์พาไปสมัครงาน จนในที่สุดนางเอกก็ได้งานทำ
ผมชอบคนที่แสดงเป็นพระเอกกับนางเอกในหนังบรรยายเพลงเรื่องนี้ ทั้งสองแสดงได้เป็นธรรมชาติดี ผู้ชายแสดงสีหน้าเห็นอกเห็นใจได้แนบเนียน ส่วนผู้หญิงแสดงสีหน้าเศร้า ผิดหวังได้สมจริง เวลาที่หัวเราะหรือยิ้มอย่างมีความสุขเธอก็ทำได้น่ารัก ผิดกับหนังบรรยายเพลงส่วนมากที่ผู้แสดงๆได้ทื่อๆดีแท้
ในฐานะผู้ฟังและผู้ชม ผมชอบเพลงนี้เพราะมีเนื้อหาที่สะท้อนความเป็นจริงของชีวิต ให้ข้อคิดได้ไม่น้อย โดยเฉพาะคนจนอย่างเราๆท่านๆทั้งหลาย ควรจะขอบคุณความจนอยู่เสมอ เพราะความจนนั้นให้ประโยชน์แก่เราหลายอย่าง
โดยเฉพาะข้อที่ว่า ความจนช่วยคัดคนจริงใจ อย่างที่ศิริพร ร้องให้เราฟังนั้น เป็นข้อที่ควรจะขอบคุณความจนเป็นที่สุด.





เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ