ความงามของภาษาในเพลงลูกทุ่ง

๑.

บทกวีชื่อ ข้าวงาม ของ ไพวรินทร์ ขาวงาม กวีหนุ่มผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวนาแห่งภาคอีสาน จากรวมเล่มบทกวีชื่อ คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ เป็นความงามในภาษาของกวีที่บรรยายภาพท้องนาได้อารมณ์ ความรู้สึก ความเคลื่อนไหวแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนไปยืนอยู่ท่ามกลางท้องทุ่งเลยทีเดียว

นี่ย่อมเป็นความสามารถใช้ภาษาของกวี ที่ทำให้ภาพต่างๆ เคลื่อนไหวในความรู้สึกของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นใบเขียวของต้นข้าวที่ ระริกใบไหวเอนอ่อน หรือ ลมพลิกพลิ้วบรรเลงเพลงใบข้าว หรือน้ำค้างยามเช้าที่เกาะอยู่ตามใบข้าวพอแดดส่องก็กลายเป็นภาพ น้ำค้างซ้อนเป็นเงาแดดเช้าส่อง ในสายตาของกวี ซึ่งภาษาที่ใช้แม้จะเป็นคำง่ายๆ ธรรมดาสามัญ แต่พอเรียงร้อยออกมาถูกจังหวะ อยู่ในตำแหน่งอันเหมาะสม ก็กลับกลายเป็นภาษาที่มีอารมณ์ มีความเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาษากวี  โดยจะขอได้ยกบางส่วนมาให้อ่านกันดังนี้

เขียวขจีระริกใบไหวเอนอ่อน
น้ำค้างซ้อนฝากไว้จูบใบเขียว
อุ้มหยาดน้ำราวมณีที่ริ้วเรียว
เติบโตต่อรอเคียวมาเกี่ยวคม

…………………………………….
ลมพลิกพลิ้วบรรเลงเพลงใบข้าว
เคลียหยาดหนาวน้ำฟ้ามาค้างติด
เหนืออกแม่ธรณีที่อุทิศ
แม่โพสพโอบผลิตชีวิตนั้น
………………………………..
เขียวขจีระริกใบไหวเอนอ่อน
น้ำค้างซ้อนเป็นเงาแดดเช้าส่อง
ปลูกข้าวงามวาดหวังไว้รังรอง
ฝันเห็นกองเมล็ดข้าวอยู่เกลื่อนลาน

ภาษากวีเป็นภาษาไพเราะงดงาม เป็นงานศิลปะขั้นสูง ว่ากันว่าในสังคมสากลหรืออารย-ชนให้เกียรติและยกย่องกวียิ่งนัก เพราะถือได้ว่าเป็นผู้เข้าถึงความงาม ความสุนทรีย์ มีจิตวิญญาณสูงส่ง ภาษาของกวีก็ถึงแล้วซึ่งความงาม ความสุนทรีย์นั้น ในวงการเพลงลูกทุ่ง นักแต่งเพลงหลายคนมีความสามารถใช้ภาษาเป็นหรือไกล้เคียงลักษณะความเป็นกวี โดยเฉพาะครูเพลงรุ่นเก่านั้นมีความสามารถและรอบรู้เรื่องภาษาอย่างแตกฉาน ที่เห็นได้ชัดเจนท่านหนึ่งคือ ไพบูลย์ บุตรขัน ที่สามารถ“เล่น”กับคำทุกคำได้งามดังใจปรารถนา ไม่ว่าคำศัพท์สูงๆ ยากๆ ที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต เขมร หรือที่เป็นคำไทยธรรมดาสามัญ ก็สามารถนำมาเรียงร้อยให้เกิดความไพเราะงดงามได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการบรรยายความงามของธรรมชาติ ไม่ว่าทุ่งนาหรือป่าเขา กลางดินกลางทรายหรือในทะเลกว้าง หากครูเพลงท่านนี้เขียนถึงแล้วย่อมได้ทั้งความงาม ความเคลื่อนไหวและอารมณ์อยู่เต็มเปี่ยม
ผู้ที่ชื่นชอบเพลงลูกทุ่งย่อมคุ้นเคยกับผลงานการประพันธ์เพลงของไพบูลย์ บุตรขัน เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเสียชีวิตไปนานแล้วแต่ผลงานยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ มีนักร้องรุ่นหลังนำนี้บันทึกเสียงใหม่อยู่ไม่ขาด
นอกจากครูไพบูลย์ บุตรขัน แล้ว ยังมีนักแต่งเพลงคนอื่นๆที่มีผลงานระดับครู อย่างเช่น พงศักดิ์ จันทรุกขา นักแต่งเพลงชาวอีสานก็แต่งเพลงที่ใช้ภาษาได้งดงาม กระทบใจ จนได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง มีนักร้องใหม่ๆได้นำมาร้องหลายราย เพลงนี้ชื่อ ทุ่งรัก ซึ่งนักร้องต้นแบบคือ ศรคีรี ศรีประจวบ เป็นเพลงที่เรียกได้ว่าสื่อด้วยภาษากวีอีกเพลงหนึ่ง
แดดบ่ายปลายคุ้งท้องทุ่งรวงทอง
น้ำทรงเมื่อเดือนสิบสอง
หัวใจพี่กลับนองรักน้องนางทุ่ง
กระจับจอกแหน
เป็นแพลอยติดก้นคุ้ง
เหมือนสวาทพัดผันใจมุ่ง
มุ่งปองรักสาวแม่ดาวบ้านนา
ย่างเดือนสิบสองลมล่องนารัก
ข้าวเอนอุ้มรวงหน่วงหนัก
เหมือนใจพี่อุ้มรักภักดีกานดา
เจ้าเรียมเจ้าขวัญเทวัญสถิตทุ่งนา
โปรดช่วยดลหัวใจน้องข้า
รักหนุ่มบ้านนาเหมือนอธิษฐาน
ฯลฯ
ความโดดเด่นของเพลงนี้มีอยู่สองประการ อย่างแรก ใช้คำได้ภาพพจน์งามเหมาะใจ เห็นความงามของท้องทุ่งได้เต็มความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นภาพ แดดบ่ายปลายคุ้งท้องทุ่งรวงทอง หรือ กระจับจอกแหนเป็นแพลอยติดก้นคุ้ง หรือภาพ ข้าวเอนอุ้มรวงหน่วงหนัก นั้นบอกเล่าให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวา ความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งนาไทย โดยไม่จำเป็นต้องบอกตรงๆว่า นี่คือความอุดมสมบูรณ์ นี่คือชีวิต แต่รับรู้ด้วยอารมณ์ความรู้สึก ประการต่อมาคือใช้ความเปรียบได้กินใจ ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบความรักที่ถั่งท้นอยู่เต็มอกกับภาพของกระจับจอกแหนลอยเป็นแพที่ก้นคุ้ง หรือภาพของ “ใจอุ้มรัก” ที่ไม่ต่างจาก “ข้าวเอนอุ้มรวง” เป็นการอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมคือ “ความรัก” ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน มีความหมายและอารมณ์ความรู้ที่ดีงาม
อีกนัยหนึ่งนั้น เพลงนี้ทั้งเพลงสรุปออกมาได้ความว่า อันความรักนั้นเมื่อเกิดขึ้นในใจใครแล้ว ก็ย่อมจะงอกเงยเติบโตงดงามขึ้น เหมือนต้นข้าวที่กำลังออกรวงให้ผลผลิตแก่ชาวนา หากบำรุงรักษาให้ดี ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่า เพราะความรักนั่นคือความงาม คือชีวิต คือความสุข คนที่บำรุงรักษาความรักดีๆ ย่อมได้ตอบแทนเป็นแน่แท้ ผู้แต่งอาจต้องการบอกผ่านบทเพลงมาถึงเราอย่างนี้

rice-field๒.

ความงามในภาษาเพลงนั้น นอกจากสัมผัสรูปอักษรโดยการมองเห็น สัมผัสเสียงจากการฟังแล้ว ยังสัมผัสได้จากอารมณ์หรือจากใจ ซึ่งอันหลังนี้สำคัญที่สุด หากเพลงใดฟังแล้วไม่สัมผัสใจ ความงามความไพเราะก็เห็นจะไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับบทกวีที่แม้จะใช้คำได้สวยแท้งามนัก สัมผัสพร้อมไม่ผิดพลาด แต่เมื่ออ่านแล้วไม่ได้อารมณ์ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่สัมผัสใจ บทกวีนั้นก็เป็นเพียงการนำคำหรูๆมาเรียงกันไว้โดยเปล่าประโยชน์
ไม่ว่าบทกวีหรือบทเพลง ถ้าผู้แต่งมือถึงจริงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้คำหรูหรา เพียงใช้คำธรรมดามาร้อยเรียงให้พอเหมาะพอเจาะ วางรูปวางเสียงให้พอดี ก็จะกลายเป็นความงามความไพเราะในความเรียบง่าย สัมผัสใจไปไม่รู้ลืม อย่างเช่น
ทุ่งข้าวเขียวขจี
สีสดชื่นระรื่นลมไหว
ปูปลามาเล็มไคล
ในน้ำใสใต้สันตะวา
สาหร่ายส่ายดอกกระจิริด
แมลงน้อยนิดไร้เดียงสา
เกาะดอกหญ้าบนคันนา
แมงมุมตั้งท่าตะครุบกิน
ฯลฯ

นี่คือความงามในความเรียบง่ายของบทกวีชื่อ ทุ่งข้าว ของท่านอังคาร กลัยาณพงษ์ กวีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของไทยในปัจจุบัน บทกวีชิ้นนี้แต่งขึ้นเมื่อปี ๒๕๐๗ ถ่ายทอดความงาม ความมีชีวิตของทุ่งนาไทยออกมาได้อย่าง “จับอยู่ในใจ” ของคนอ่าน โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกหลานของชาวนาซึ่งเคยวิ่งเล่นอยู่กลางดิน สูดกลิ่นโคลนสาบควายมาก่อน
ในเรื่องของเพลงก็เช่นกัน ครูเพลงอย่าง ไพบูลย์ บุตรขัน ซึ่งมีผลงานการประพันธ์เพลงจำนวนมาก ถือเป็นแบบอย่างของการใช้ประโยชน์จากคำธรรมดาสามัญได้ดังใจปรารถนา พูดตามภาษานิยายกำลังภายในก็ว่าสูงสุดคืนสู่สามัญ หรือขั้นกระบี่อยู่ที่ใจแล้ว ไม่ว่าจะเขียนเพลงถึงเรื่องอะไร ดูเหมือนจะใช้พลังทั้งหมดที่มีอยู่สร้างเพลงนั้นขึ้นมาให้งดงามและดีที่สุด เพลงใดที่บรรยายถึงความคิดคำนึงและอารมณ์ความรู้สึกของคนๆหนึ่งที่มีต่อสิงใดสิ่งหนึ่ง เมื่อฟังแล้วคล้ายกับว่าผู้ฟังได้หลุดเข้าไปอยู่ในฉากในเรื่องในเพลงนั้นจริงๆ อย่างเช่น

กลิ่นโคลนสาบควายมันติดผิวกายพี่มา
มาอยู่กรุงเทพฯเมืองฟ้า
ตั้งสามปีกว่าแล้วยังมีกลิ่น
อาบน้ำประปาใสกว่าน้ำโคลนน้ำดิน
ไม่อาจลบทั้งรอยและกลิ่น
ไอดินกลิ่นโคลนสาบควาย
กลิ่นฟางสาบสาวหอมติดใจเราเรียกร้อง
เห็นแต่ใบหน้านวลน้อง
ใส่งอบเดินท่องผืนนาตอนบ่าย
ผิวน้องหม่นแมมสองแก้มเปื้อนดินและทราย
ไม่อาจลบความงามลงง่าย
ไม่วายชวนมองต้องตา
ฯลฯ
นี่คือเพลง ไอดินกลิ่นสาว บรรยายถึงอารมณ์คิดถึง โหยหา อาลัยอาวรณ์ได้ดีนัก ยิ่งได้เสียงเหน่อๆ ใสๆ ของ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ มาร้องด้วยแล้วยิ่งทำให้มีความไพเราะแบบลูกทุ่งแท้ ได้กลิ่นดินกลิ่นแก้มสาวอบอวลในใจ
ภาษาเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่ฟังแล้ว “สัมผัสเข้าไปถึงใจ” นั้นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะผ่านมุมมองของชายหนุ่มหรือหญิงสาว มุมมองของคนอกหักหรือสมรัก บรรยายความงามของธรรมชาติหรือผู้คนที่ทมองเห็นเป็นรูปธรรม รวมทั้งบรรยายถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมเช่น ความรัก ความเกลียด ความดีหรือความเลว สามารถสัมผัสได้จากเพลงของท่านผู้นี้ ยิ่งการหยิบยกเอาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมาเปรียบเปรยกับอารมณ์ความรู้สึกของคนก็ทำได้อย่างงดงาม อย่างเช่น การหยิบยกเอาความกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลมาเปรียบกับความอ้างว้างของคน เอาท้องฟ้า เสียงลมเสียงคลื่นมาอธิบายความรู้สึกโดดเดี่ยวและเงียบเงาได้งามนัก ดังที่ปรากฏในเพลง ทะเลร่ำไห้ ขับร้องโดย ลัดดา ศรีวรนันท์ เนื้อเพลงท่อนหนึ่งมีอยู่ว่า

ใครเอยจะมาตระโบมโลมไล้
ดวงใจอ้างว้างเปลี่ยวใจท่ามกลางลมเป่า
โขดหินหาดนี้ก่อนมีรักเรา เงียบเหงาสะอื้น
ได้ยินเสียงคลื่นคร่ำครวญ
คืนหาดไร้จันทร์โอ้ฝันถึงดาว
ข้างดงมะพร้าว ดึกลงยิ่งหนาวเนื้อนวล
ฝันถึงเราเคยเคล้าคู่ชิดชวน
ลมโบยโชยหวน ทะเลคร่ำครวญร้องไห้

นี่เป็นเพลงที่บรรยายถึงความรู้สึกภายในของคนๆหนึ่งได้ถึงก้นบึ้งของดวงใจ คนที่รู้สึก “เปลี่ยวใจท่ามกลางลมเป่า” และได้ยินเสียงทะเลหรือเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่ออกจะไพเราะ แต่กลับกลายเป็นเสียง “ทะเลคร่ำครวญร้องไห้” นั้นไม่ใช่คนเหงาธรรมดา หากแต่เหงาเข้าขั้นตรีทูตเลยทีเดียว คนที่สามารถบรรยายความเหงาออกมาได้ถึงอารมณ์และกินใจเช่นนี้ ต้องยกให้ไพบูลย์ บุตรขัน เป็นเอกคนหนึ่ง
ถ้าไม่เชื่อก็อยากเชิญชวนท่านผู้ชายทั้งหลายฟังเพลงที่ขึ้นต้นว่า “น้ำตาผู้ชายที่ไหลริน มันหมายถึงความสูญสิ้น อเนกอนันต์นานา ภายในดวงใจไม่มีผู้ใดรู้ว่า ผู้ชายที่หลั่งน้ำตายิ่งกว่าฟ้าร้องไห้” ซึ่งขับร้องโดย ทูล ทองใจ กันดูแล้วจะรู้ว่านี่แหละคือความงามในภาษาเพลง โดยฝีมือของคีตกวีโดยแท้

rice-field

มีเพลงอยู่จำนวนไม่น้อยได้ฟังครั้งเดียวก็จดจำรำลึกถึงได้ เนื่องมาจากความงามของภาษา ความไพเราะของดนตรีและท่วงทำนอง รวมทั้งเสียงของนักร้องที่ขับร้องเพลงนั้น ทั้งหมดนี้จะต้องผสานกลมกลืนกัน จึงจะทำให้เพลงนั้นๆสมบูรณ์ สัมผัสเข้าไปถึงใจ ฟังแล้วอิ่มอารมณ์ อยากฟังอยู่บ่อยๆ หากองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งขาดหายไป ย่อมทำให้ลดความไพเราะลงเป็นอันมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่นักร้องชั้นหลังนำเพลงเก่ามาร้องใหม่ เรียบเรียงดนตรีใหม่ เมื่อฟังเปรียบเทียบกับต้นฉบับเดิม ส่วนมากหาความไพเราะได้ไม่เท่าของเก่า ขาดเสน่ห์ ไม่มีพลัง เนื่องจากนักร้องใหม่ไม่สามารถตีความเพลงนั้นๆจนเข้าใจได้ อารมณ์และน้ำเสียงจึงยังไม่เหมาะ การเรียบเรียงดนตรีใหม่บางครั้งก็ใส่ดนตรีหลายชิ้นมากเกินไป ทำให้ยุ่งเหยิง กลบความงามของเนื้อเพลงหมด
เพลงลูกทุ่งนั้น โดยเฉพาะเพลงเก่าๆ เป็นเพลงที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้นักร้องแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ทั้งน้ำเสียง ลีลา อารมณ์ ดังนั้นจึงใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น ทำให้ไม่กลบเสียงนักร้อง
เพลงที่ประสานกลมกลืนระหว่างเนื้อเพลง ท่วงทำนอง เสียงร้องและดนตรีได้เหมาะเจาะจึงครองใจผู้ฟังเสมอมา แม้จะผ่านกาลเวลามานาน เมื่อนำมาฟังอีกก็ยังกินใจอยู่เสมอ ไม่ว่าเพลงนั้นจะพูดถึงอารมณ์ด้านใดของมนุษย์ ทุกข์ สุข โศก ชื่น หรือพูดถึงความงามของธรรมชาติและความดีของมนุษย์ ถ้าเพลงนั้นดีจริงแม้จะพูดถึงความผิดหวัง การพลัดพรากจากกัน ก็ยังมีความไพเราะ ดังตัวอย่างเพลง ฝนตกบ้านน้องฟ้าร้องบ้านพี่ ของ ชาย เมืองสิงห์ นักร้องเพลงลูกทุ่งผู้มีลีลาเป็นเอกลักษณ์ แต่งและร้องเพลงนี้ได้ถึงใจนัก บางวรรคบางตอนฟังแล้วสะท้อนอกสะท้อนใจ เช่น

บ้านน้องอยู่ฝั่งขะโน้น บ้านพี่อยู่ฝั่งขะนี้
ฝนตกอยู่ทางบ้านน้อง เสียงฟ้าร้องมาถึงบ้านพี่
เห็นน้ำฝนหยดใส น้ำตาพี่ไหลแทบทุกที
คิดถึงน้องคนดี โอ้ปานฉะนี้น้องพี่คงหนาวใจ
หน้าหนาวย่างเข้ามาแล้ว น้องแก้วจะหหนาวแค่ไหน
เมื่อก่อนพี่เคยกอดน้อง น้ำตานองพี่เคยเช็ดให้
…………………………………….
แว่วเสียงย่ำกลองวัดโบสถ์ พี่ปลูกข้าวโพดสาลี
ลูกเขยเมื่อมันตกยาก แม่ยายพรากลูกสาวเสียนี่
แม่เอ๋ยแม่ยายหนอ ไม่ตายจะขอดูหน้าที
ปีนี้จนทั้งปี ปีหน้าคงมีเงินบ้างนะแม่จ๋า
บ้านน้องอยู่ทางฝั่งซ้าย พี่ชายอยู่ทางฝั่งขวา
น้ำขึ้นเอ่อริมฝั่งคลอง พี่ยังมองน้องที่ริมท่า
แม่ยายเขามายืนค้อน น้องยังสะท้อนกลั้นน้ำตา
ฯลฯ
ถ้าหากได้ฟังเพลงนี้แล้ว สำหรับคอลูกทุ่งขนานแท้คงไม่ปฏิเสธในความไพเราะของท่วงทำนองและความงามของภาษา โดยภาษาที่นำมาใช้นั้นมีความเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา มีอารมณ์ แม้แต่ชื่อเพลงนอกจากมีความหมายตามตัวอักษรแล้ว ยังมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ซ่อนอยู่ในถ้อยคำนั้น อย่างเช่น “ฝนตกที่บ้านน้อง” ก็ไม่ต่างจากน้ำตาของสาวเจ้าที่ร้องไห้เพราะคิดถึงพี่ หรือ “ฟ้าร้องถึงบ้านพี่” ก็คือเสียงร่ำร้องในใจของพี่ที่คิดถึงเจ้า แปลความหมายออกมาสั้นๆก็คือ “น้ำตาเจ้าตกหัวอกพี่ร้อง” นั่นเอง
ข้อจำกัดในการเขียนถึงความไพเราะของเพลงก็คือ ทำได้เพียงแค่ยกเนื้อเพลงมาประกอบให้ผู้อ่านได้อ่านไปด้วย การอธิบายถึงความงามความไพเราะของเพลงด้วยตัวหนังสือนั้นทำได้ยากยิ่งนัก เพราะการที่จะรู้ว่าเพลงจะไพเราะเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการฟังเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้ลองหาเทปเพลงนี้มาฟังด้วยหูพิจารณาไปพร้อมกัน
กล่าวสำหรับ ชาย เมืองสิงห์ ในฐานะนักร้องเขาได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้โดดเด่นขึ้นมาด้วยลูกคอและเสียงเอื้อนที่ไม่เหมือนใคร รวมทั้งเสียงขึ้นจมูกเหมือนคนเป็นหวัด การร้องก็ทำได้ทุกอารมณ์ ไม่ว่าจะเศร้า เหงา สุข ออเซาะ ตัดพ้อต่อว่า เล่ากันว่าสมัยที่ยังหนุ่มและโด่งดังสุดขีดนั้น เป็นขวัญใจสาวแก่แม่หม้าย ต่างคลั่งไคล้และชื่นชมน้ำเสียงของเขาไม่แพ้นักร้องยอดนิยมคนอื่นๆ
ในฐานะนักแต่งเพลงก็สามารถใช้ภาษาได้อย่างงดงาม มีชีวิตชีวา มีอารมณ์อยู่ในนั้น เพลงที่ชาย เมืองสิงห์ขับร้องจนโด่งดังเป็นเพลงที่แต่งเองโดยใช้ชื่ออื่นแทบทั้งนั้น ซ้ำยังมีกลิ่นอายของเพลงพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเพลงแหล่ ลิเก ลำตัด และหลายๆเพลงก็ดัดแปลงทำนองเพลงเพลงพื้นบ้านเหล่านี้ไปใช้ เช่นเดียวกับนักร้องนักแต่งเพลงจากภาคอื่นๆที่ได้นำเอาเพลงพื้นบ้านในภาคของตนมาปรับใช้
จะว่าไปแล้วเพลงทุกเพลงล้วนมีความไพเราะงดงามด้วยกันทั้งสิ้น ต่างแต่เพียงว่าเพลงใดจะยั่งยืนเป็นที่นิยมในหมู่นักฟังเพลงมากกว่ากันเท่านั้น โดยอาศัยปัจจัยหลายๆอย่างประกอบ เพลงใดมีความงดงามไพเราะมากกว่าย่อมเป็นอมตะ ดังนั้นเพลงในโลกนี้ที่มีนับอเนกอนันต์จึงมีไม่กี่เพลงที่คงอยู่คู่กาลเวลามานาน ส่วนที่เหลือก็ค่อยๆ หายไป จนผู้คนลืมเลือนในที่สุด
เมื่อได้ฟังเพลงที่ชอบก็มีความสุข ได้ผ่อนคลาย จิตใจอ่อนโยน ได้รับสุนทรียรสจากเพลงนั้น นักฟังเพลงทั้งหลายจึงต้องระลึกถึงนักแต่งเพลง นักร้อง นักดนตรีที่ได้ร่วมสร้างสรรค์บทเพลงขึ้นมา พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่บันดาลความสุขทางใจให้กับผู้ฟังโดยแท้
หากขาดบุคคลทั้งสามที่กล่าวมานี้ ความงามในภาษาเพลงย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

……….

พิมพ์ครั้งแรก เนชั่นสุดสัปดาห์
๒๙ กรกฎาคม – ๔ สิงหาคม ๒๕๓๗
๕ – ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๗
๑๒ – ๑๘ สิงหาคม ๒๕๓๗

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Monday, June 8th, 2009 and is filed under เพลงลูกทุ่ง. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats