ตำนานแผ่นดิน ภาค ๑

แผ่นดินเปลี่ยน

บทกวีว่าด้วยเรื่องราวยาวนานของแผ่นดินและผู้คน

โกศล อนุสิม

…..

คำนับกวี

ข้าพเจ้ารักบทกวี ทั้งอ่านและเขียน แม้งานเขียนของข้าพเจ้าไม่ได้สูงส่งเลิศเลอ เป็นเพียงงานของผู้ที่พยายามเรียนรู้ศิลปกวีนิพนธ์ หาใช่ บทกวี ของผู้เป็น กวี แต่อย่างใด

ข้าพเจ้ารักที่จะหัดเขียนบทกวีเพราะทำให้มีความสุข ทั้งยังเชื่อว่าหากบทกวีถึงพร้อมซึ่งความงามและความไพเราะ ย่อมทำให้ผู้อ่านเกิดความสุข ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่าสักวันหนึ่งจะก้าวไปถึงความงามและความไพเราะนั้น

ข้าพเจ้าเหมือนกับคนอื่นๆที่รักบทกวี นั่นคือพยายามทุ่มกายเทใจศึกษาและสร้างสรรค์ แต่ข้าพเจ้าขี้ขลาดกว่าหลายๆคนที่ไม่กล้าทุ่มกายเทใจให้กวีนิพนธ์เพียงอย่างเดียว เพราะในประเทศของเรานั้นยากนักที่จะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเขียนหนังสือเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนบทกวีนั้นยิ่งยากกว่าการเขียนประเภทอื่น

ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงชื่นชมและยกย่องผู้ที่อุทิศตนเพื่องานกวีโดยมิสนใจสิ่งอื่น และข้าพเจ้ายังเชื่อว่า สายธารแห่งกวีนิพนธ์จะยังคงรินไหลต่อไปไม่เหือดแห้ง เพราะมีคนกล้าหาญอุทิศตัวเพื่องานกวีเหล่านั้น ซึ่งพวกเขาคือกวีที่แท้จริง

คนขี้ขลาดอย่างข้าพเจ้าจึงขอก้มหัวให้ด้วยความเคารพจากใจจริง

โกศล อนุสิม

บทกวีชุดนี้ เขียนจบร่างแรกเมื่อ ปี ๒๕๓๕ และแก้ไขขัดเลาเรื่อยมา

ภาคหนึ่ง :
คำบอกเล่าของปู่

ทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนดีพอสิได้ลี้อยู่
ทุกข์บ่มีข้าวใส่ท้อง สินอนลี้อยู่จังใด๋

คำโบราณอีสาน

๑. ต้นตำนาน

เนิ่นนานผ่านมาแล้วหลวงหลาย
เส้นทางปีนป่ายตามป่าเขา
เป็นเพียงด่านสัตว์ลัดลำเนา
มีหนุ่มหนึ่งลัดเข้าล่องป่าภู
คือพรานป่าท่องไพรไปโดดเดี่ยว
ออกจากบ้านคนเดียวแต่เช้าตรู่
ลุวันล่วงคืนแล้วสิตู
เอานกเอาหนูเป็นเพื่อนนอน
มิ่งมิตรเมียพี่อยู่ที่บ้าน
คงห่วงใยเอาการเหมือนเมื่อก่อน
ไหว้พระไหว้เจ้าเฝ้าอ้อนวอน
ให้ปัดทุกข์คลายร้อยที่คอยรุม
พี่ยังอยู่ดีดอกน้องแก้ว
จะกลับคืนหาเจ้าแล้วแม่เนื้อนุ่ม
สิงสาราสัตว์แสนชุกชุม
เก้งกวางเป็นกลุ่มอยู่เกลื่อนกอง
ล้มกวางรมควันจนหอมกรุ่น
นึกถึงแม่คุณแล้วคลายหมอง
นี่แหละฝีมือพี่ขอรับรอง
หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องบ่อดตาย
นึกนึกตรึกตรองต้องเผลอยิ้ม
หัวใจอิ่มหวังอยู่มากหลาย
เมื่อยขบลุกขึ้นยืนบิดกาย
สายตาสอดส่ายไปรอบตัว

ตะวันพ้นแมกไม้ไล่สายหมอก
มวลนกเริ่มออกหยอกยิ้มหัว
ส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ระรัว
ระงมร้องก้องทั่วทั้งพฤกษ์ไพร
แลลงหุบลุ่มชะอุ่มพฤกษ์
สายธารทอดลึกกลางหุบใหญ่
เป็นที่ราบฮาบเพียงอันกว้างไกล
พรานหนุ่มนึกในใจเฝ้าไตร่ตรอง
ถ้าเปิดป่าถางพงที่ตรงนี้
ดูท่าดินดีไม่มีสอง
งามแมกไม้ เขียวใบหญ้า ฉ่ำลำคลอง
น่าจับ น่าจองลองตรวจตรา
จึงดุ่มลัดตัดลงตรงธารน้อย
ป่าชัฏเกลื่อนรอยฝูงสัตว์ป่า
ดินชุ่ม หมอกชื้น เพิ่งฝนลา
ธารใสไหลเริงร่าอยู่รินริน
ที่ลุ่มนุ่มดินสิ้นทั้งแหล่ง
เม็ดดินสีแดงเป็นแหล่งสิน
ลูกไม้ป่าผลโตเท่าหม้อดิน
นกหนูแทะกินยังทิ้งรอย
เปิดป่าแปงดิน ณ ที่นี่
ชักชวนน้องพี่มาอีกหน่อย
พรานหนุ่มนิ่งคิดจนตาลอย
ฝันเห็นบ้านน้อยที่ริมธาร

ตะวันสูงแดดฉายละลายป่า
ปลุกชีวี ฟื้นชีวา ป่าละหาน
ป่าจึงเริ่มเคลื่อนไหวไปตามกาล
มวลวิหคเห่ผสานกับสายลม
ดอกไม้ป่าหลากสีมีร้อยแปด
ตะวันแผดแสงเข้มลงมาข่ม
แต่มวลไม้ใบหญ้าไม่ปรารมย์
ยังเย็นชื่นหอมฉมทั้งภูไพร
พรานหนุ่มดุ่มกลับทับที่พัก
มีเสบียงเป็นหลักเนื้อกวางใหญ่
เมื่ออิ่มหมีพีมันพลันคลาไคล
มุ่งหน้ากลับไปสู่เรือนชาน

๒. สร้างตำนาน

มันเงียบแท้เหงาใจ ไกลมวลหมู่
เมื่อมาอยู่ป่าใหญ่ไกลหมู่บ้าน
แต่เพื่อวันข้างหน้าที่ยาวนาน
เพื่อลูกเพื่อหลานที่เกิดมา
จึงลงแรงแปงค่าเป็นนาไร่
เอาใจทั้งใจลงแปรค่า
เอาแรงเป็นสินทรัพย์นับราคา
คนไม่เคยสิ้นท่าหากทุ่มแรง
ไม้ใหญ่หญ้ารกที่ปรกพื้น
โค่นลงสุมฟืนไปทั้งแหล่ง
คืนวันล่วงผ่านการเปลี่ยนแปลง
ป่าเปิดดินแดงทั้งผืนดิน
มีหนึ่งกระท่อมน้อยที่ริมน้ำ
ธารใสเต็มลำละหานหิน
อีกหนึ่งไม่ห่างไกล เรียกได้ยิน
อีกหนึ่งผินหน้าออกหยอกตะวัน
สามกระท่อมเรียงรายอยู่ในป่า
ทุกชีวิตปรารถนาตั้งหน้ามั่น
อยู่นอกป่าก็ไร้ทรัพย์อับจนกัน
หวังสร้างสินจากพืชพันธุ์ที่หว่านลง
บวบ แฟง แตง หอม ข้าวโพดฝัก
ฟักทอง แมงลัก ไม่ลืมหลง
สำคัญนั้นข้าวเฝ้าเจาะจง
ปลูกตรงที่เหมาะเพราะสำคัญ
เสร็จสรรพรับวสันต์ที่หลั่งสาย
ลมฝนเยี่ยมกรายมาอึงลั่น
เมื่อดินอิ่มน้ำสองสามวัน
ก็แตกหน่อพืชพันธุ์เต็มผืนดิน
เขียวเขียวเรียวแหลมแซมเสียดยอด
แลสลอนตลอดล้วนงามสิ้น
ดินงาม น้ำดี มีดื่มกิน
แตกใบอวลกลิ่นขึ้นอวบงาม
อัศจรรย์ใจแท้ทั้งชายหญิง
คล้ายฝันคล้ายจริงจึงไต่ถาม
ว่า เทวา ผีป่า ทุกผู้นาม
ท่านโปรดไขความเหล่าข้าน้อย
มิเคยพบพานพลันได้เห็น
ข้าวงามดั่งเป็นเช่นต้นอ้อย
ข้าวโพดต้นสูงดั่งหอคอย
ฟักทองลูกจ้อยเท่ากะละมัง
ตื่นเต้นตื้นตันอยู่เต็มอก
พืชผลดื่นดกที่ปลูกฝัง
ครานี้ทุกข์คงสิ้นลงภินท์พัง
เพราะมีความหวังอยู่เกลื่อนดิน
พระแม่ธรณีท่านดีแท้
เมตตาปกแผ่ไม่เคยสิ้น
ทั้งเทวาผีป่าผีป่าโปรดได้ยิน
จะเซ่นไหว้ให้ดื่มกินทุกท่านไป
พรานหนุ่มปรึกษาเพื่อนอาวุโส
ต้องจัดแจงอย่าโลเลอย่าเฉไฉ
เทวา ผีป่า ท่านเห็นใจ
มอบพืชผลมาให้เราได้กิน
อยู่ป่าน้อมนบเคารพป่า
กราบไหว้วันทาเทวาสิ้น
ทั้งผีดงผีป่าอารักษ์ดิน
แล้วเก็บทรัพย์สินเป็นของตน.

๓. ในตำนาน

เสร็จสรรพเก็บเกี่ยวพืชผล
พักผ่อนเสียจน
หายเหนื่อยหายเพลียเสียนาน
พรานหนุ่มชวนเพื่อนหมู่พราน
ท่องป่าท่าธาร
ดักสัตว์ขนัดชุกชุม
เก้งกวางมีทุกสุมทุม
เม่น หมู ล่ากุม
มาแล่มาย่างอย่างดี
เมื่อกลับคืนหมู่บ้านมี
สินค้าพงพี
เนื้อย่างวางขายเป็นกอง
หวังเก็บหวังกำเงินทอง
เพื่อซื้อข้าวของ
คืนกลับไร่นาป่าดง
สามเพื่อนลิบลิบเข้าพง
พฤกษ์ไพรยังคง
รกชัฏขนัดแมกไม้
เขียวสดสีสันเต็มใบ
ฉ่ำชื้นชื่นใจ
นกป่าก็โบกโบยบิน
เกาะกลุ่มสุมหัวหากิน
ป่าครึกครื้นยิน
เสียงเพรียกหมู่นกนานา
แซงแซวบินแซ่วแซวมา
หางบ่วงพ่วงพา
พลิกพลิ้วพริบพริบพรางไพร
ปากแดงนกแก้วแจ้วไป
เคี้ยวขบลูกไม้
ขบเปลือกขบคายขบคาย
พรูพรึบวึบวุ่นโวยวาย
เหยี่ยวป่าบินกราย
กรูหลบหลีกไกลหายหัว
โพระดกก๊กก๊กร้องรัว
โก่ก๊กมิกลัว
มิเกรงกรงเล็บนกใด
ผีเสื้อวิบวิบบินไป
ไต่ตอมดอกไม้
ดอกโน้นดอกนี้ดอกนั้น
หลากสีลวดลายพรายพรรณ
ปีกแต้มสีสัน
สวยสดหมดจดสดใส
อวดปีกแข่งขันกันไป
กลางป่าลึกไพร
ดื่มด่ำน้ำหวานเกษร
ทั้งผึ้งภู่หมู่ภมร
จับกลีบแล้วจร
แล้วจับแล้วจากพรากไป
เร่ร่อนรื่นเริงเถลิงใจ
หลากดอกไม้ไพร
ให้ชื่นให้ชมฉมจริง
ฝูงค่างเจี๊ยกเคี้ยกเจอลิง
เจ้าจ๋อพลันนิ่ง
ใครวะหน้าตาคล้ายตู
เพียงครู่จึงรู้แลดู
จ๋อเจี๊ยกเกรียวกรู
โน้มกิ่งไม้โหนหนีหาย
เจี๊ยกเคี้ยกจ๊ากว๊ากวุ่นวาย
ยอดไม้เรียงราย
ไหวเคลื่อนเฟือนฟั่นลั่นดัง
มวลนกตกใจได้ฟัง
บินพรึบพรูพรั่ง
หลีกหลบเกรงพบโพยภัย
พลันเสียงเปรี้ยงดังทันใด
ทรุดลงกวางไพร
และป่าก็นิ่งงงงัน
เงียบเสียงสรรพสัตว์จำนรรจ์
เสียงภัยร้ายพลัน
สะกดหมดสิ้นดินไพร
เพียงเสียงสะท้อนไกลไกล
แว่วแว่วแผ่วไหว
ซึมแทรกแมกไม้ไพรพฤกษ์.

๔. ความเป็นอยู่

ณ ริมธารในป่าลึก
ต่างผู้รู้สึก
บัดนี้แน่มีความหวัง
สามนางสนทนาเสียงดัง
ต่างพูดต่างฟัง
ต่างนั่งโอภาปราศัย
บนกระท่อมน้อยกลางไพร
อิ่มเอมเปรมใจ
เคยทุกข์ผ่านทุกข์เกินทน
บัดนี้มีไร่นาตน
พืชผักมากล้น
ลืมตาอ้าปากสักที
บ่นานบรรดาสามี
คงได้ฤกษ์ดี
ขนข้าวหาบของคืนเรือน
ส่งข่าวป่าวร้องเรียกเตือน
พี่น้องผองเพื่อน
รู้ข่าวข้าวน้ำดินดี
คงได้ผองเพื่อนมากมี
ร่วมเบิกพงพี
ร่วมชุมร่วมสร้างกลางไพร
ปีหน้าจักบ่เหงาใจ
เจ็บป่วยยามใด
จักได้ช่วยเหลือเกื้อกัน
สามนางต่างนั่งจำนรรจ์
ด้วยความผูกพัน
สมัครรักใคร่กลมเกลียว
มิใช่ก็เหมือนญาติเชียว
ล้วนสายเลือดเดียว
สายเลือดของผู้ทุกข์ทน
วันนี้ลำบากยากจน
หวังวันหน้าพ้น
เมื่อพบสบช่องเช่นนี้
พูดยังมิทันจบดี
ยินเสียงสามี
ร้องเรียกเพรียกซ้ำย้ำมา
ว่าน้องเอ๋ยแก้วภรรยา
เตรียมมีดหยิบพร้า
มาลับแล่เนื้อกวางไพร
เก็บฟืนสุมเข้าเอาไฟ
ย่างเนื้อรมไว้
แบ่งสู่หมู่เราเท่ากัน
หามกวางไปริมธารพลัน
แย้มยิ้มอิ่มฝัน
ว่านี่นะล้วนเงินทอง
ธารใสไหลรินหลั่งนอง
ปลาว่ายเมียงมอง
อวดเกล็ดอยู่กลางสายธาร
เย็นฉ่ำน้ำใสในวาร
ทุกฤดูกาล
รินหลั่งพรั่งพรูพลิ้วสาย
จากเทือกเขาสูงเรียงราย
ซับซ้อนซอนกาย
ครึ้มเขียวเลี้ยวลดหลั่นเหลือ
เสียดฟ้าเมฆฟ่องมาเฟือ
โอบอุ้มจุนเจือ
เป็นฝนหล่นลงโลมดิน
มวลพืชสัตว์ไพรดื่มกิน
เหลือล้นหลั่งริน
เป็นสายเป็นร่องธารใส
ผ่านป่าผ่านพงดงไพร
ผ่านแดนแคว้นใด
ก็ชุ่มฉ่ำพื้นธรณินทร์
กระทั่งพะลานแหล่งหิน
ธารก็ยังริน
อาบลานเป็นรอยเลือนราง
สามชายหามกวางมาวาง
ชำแหละแลย่าง
รมควันกรุ่นหอมร่วมกัน
ร้องสั่งนางน้องเร็วพลัน
นี่ชิ้นเนื้อสัน
ลาบต้มก้อยยำทำแกง
มาแบ่งกันกินเอาแรง
จากนั้นจัดแจง
แบ่งสรรปันเนื้อรมควัน
ด้วยรอยยิ้มย่องผ่องพรรณ
และแยกย้ายกัน
กลับสู่กระท่อมแห่งตน.

๕.ผู้ค้นพบ

ตะลึงแลประหลาดเหลือ
บ่อยากเชื่อแต่ใจจน
ตำตากันทุกคน
บ่เบือนบิดให้ผิดแผลง
พืชผลจากพงป่า
นี่นำมาให้หล่ำแยง
มะเขือราวหม้อแกง
ข้าวโพดฝักนั้นหนักหลาย
เอามาพอให้เห็น
ว่าเป็นจริงนะอีนาย
ที่ไร่อีกมากมาย
เกินจะหาบจะหามมา
คนแลแล้วร้อง ฮู้!

มันน่าดูอยู่มากนา
ปานว่าเทวดา
นิมิตมาบ่แม่นคน
ดินดีปานนี้หวา
ดูเข้าท่าน่าไปยล
ปลูกแปงให้มากจน
ขึ้นเต็มหุบเต็มหลุบภู
กระพือไปปากต่อปาก
คนมายมากมาเยี่ยมดู
ซื้อหากันเกรียวกรู
ไปลองชิมเพื่อลิ้มรส
ที่หาบมาจากป่า
บ่นานช้าก็สิ้นหมด
ใครบ่ทันก็รันทด
กูบุญน้อยถอยกลับไป
อยากได้ไปถางป่า
คนนำมาบอกทันใด
ป่ายังอีกกว้างใหญ่
ให้สูถากสูทำถาง
สัตว์ชุกนกหนูชุม
แผ่นดินชุ่มทุกหนทาง
น้ำท่ามีบ่จาง
บ่มีเหือดบ่แห้งหาย
“บ่ยั่นบ่กลัวฤา
ผีป่าฮือมาเอาตาย
เสือสางทั้งคางลาย
บ่มีมามุ่งฆ่ารึ”
คนป่า ฮา ฮา ร้อง
สายตาจ้องแล้วร้อง หึ
เชื่อตามคำคร่ำครึ
ก็บ่ได้อันใดกิน
ข้าอยู่ในกลางป่า
เสือสางข้าบ่เคยยิน
อยู่บนผืนเดียวดิน
ก็ต่างเขาต่างเราไป
เสือสางอยู่กลางป่า
เขาก็หากินอยู่ไกล
ผีป่าจะกลัวไย
เรานบนอบตอบแทนเขา
เทวดาในป่าใหญ่
เราเซ่นไหว้ไม่ดูเบา
ขออยู่ในร่มเงา
เป็นลูกหลานของท่านแล้ว
“เออเอ็งเว้าเข้าท่า
บ่แน่นา ข้าเห็นแนว
คนตามเอ็งเป็นแถว
ไปเบิกป่าไร่นางาม”

ข้านะจะดีใจ
พวกเราไปหลายหน้านาม
ได้ช่วยกันในยาม
เมื่อป่วยไข้ให้บรรเทา

ข่าวแพร่ไปแค่วัน
คนรู้กันทั่วถิ่นเนา
หลายคนว่าตัวเรา
จะบุกบ้างอย่างไรหวา
อยู่นี่ก็จนยาก
มันลำบากไร้ที่นา
หากินกับปูปลา
เช่าดินเขาเราไม่พอ
อยู่ไปก็จนตาย
ปานงัวควายเขาล่ามคอ
อย่าเลยอย่ารีรอ
ลองเข้าป่าหากินดู
อยู่ไหนก็เจียนตาย
ลองโยกย้ายไปป่าภู
จะตายก็ช่างตู
ชีวิตมีแค่นี้เอง
พรานหนุ่มผู้หัวหน้า
เห็นคนมาก็ครื้นเครง
หลายครัวบ่กลัวเกรง
จะบุกฝ่าเข้าป่าพง
พรานบอก เย็นไว้พี่
มันบ่หนีดอกป่าดง
เตรียมตัวให้มั่นคง
เตรียมข้าวของที่ต้องการ
ให้เสร็จให้พร้อมสรรพ
มีดขวานลับให้คมนาน
เดินไกลในพงพาล
ใช้ฟันถางหนทางไป
หยูกยาอย่าลืมเด้อ
ข้าวเกลือเน้อจำใส่ใจ
เราต่างอยู่ห่างไกล
จากหมู่คนทุกหนทาง
ครึกครื้นตื่นเต้นใจ
วุ่นวุ่นไปไม่วายวาง
หวังไว้ในป่ากว้าง
จะซุกยู้กู้ชีวิต.

๖.อพยพ

แดดสาดตะวันส่อง
ลงเยี่ยมมองทั่วป่าปิด
พฤกษ์ไพรใบดกมิด
มากั้นแสงตะวันฉาย
แม้แดดจะแผดลำ
ยังชื่นฉ่ำสบายกาย
ไม้สูงอันเรียงราย
อากาศชื่นทุกฤดู
หมู่คนลัดเลาะลอด
ลุตลอดแนวเชิงภู
เหนื่อยหนักอยู่หนอตู
แต่ด้นดั้นบ่หวั่นเกรง
มีดคมควะขวับฉับ
หวดเข้ากับเครือโตงเตง
ส่งเสียงคุยโฉงเฉง
ไปตามทางที่ย่างเดิน
ป่านี้ไม้รกแท้
มันปกแผ่กันมากเกิน
สรวลเสกันเพลิดเพลิน
ทั้งฟันถางทำทางไกล
ทางนี้แหละแน่นัก
เป็นทางหลักภายหน้าไป
เป็นทางเที่ยวท่องใน
ระหว่างไร่และบ้านเรา
บ้างว่า น่าจะถาง
ให้เปิดกว้างกลางลำเนา
ปีหน้าฟ้าใหม่เอา
เกวียนมาเทียวทุกเที่ยวไป
เสียงตอบว่า เออ! เอ็ง
บักเส็งเคร็งอย่าฝันไกล
มึงมีกี่เฟื้องไพ
จึงโอ่อ้างจะเอาเกวียน
ฮ่วย! ลุงอย่าเว้าหลาย
ยังบ่ตายข้อยพากเพียร
อยู่นอกมันจนเจียน
จะตายจึงเข้าถึงภู
มีแรงต้องลงแรง
ข้อยแข็งแกร่งจงคอยดู
ผู้คนต้องร้อง ฮู!
ข้อยก็มีดีคือกัน
ว่าพลางก็ย่างเดิน
บ่ไกลเกินเพียงแค่วัน
เหนื่อยหนักก็พักพลัน
พอหายเหนื่อยก็ดั้นดง
ตื่นตาต่อป่าไพร
ผู้มาใหม่ให้งวยงง
ถามไถ่เรื่องป่าพง
เห็นสิ่งใดก็ไต่ถาม
เด็กน้อยอีหนูนาง
มันก้าวย่างต้อยต้อยตาม
แม่พ่อก็หาบหาม
เครื่องข้าวของอยู่นุงนัง
เกาะเกี่ยวกับหนามไหน่
ทั้งกิ่งไม้เกะกะดัง
จะขัดจะขวางยั้ง
ให้คนพ่ายลงพับกอง
แต่คนดั้นด้นต่อ
บ่ทดท้อยังลำพอง
จากนี้สิยุคทอง
จะอิ่มหนำสำราญทรวง
ไอ้หนุ่มแอบมองสาว
ผิวก็ขาวแก้มเป็นพวง
ใฝ่ฝันถึงแดนสรวง
สาวก็เมินสะเทิ้นอาย
แต่แอบชำเลืองตา
จนพลาดท่ามัวยิ้มพราย
หาบหล่นลงกระจาย
เกี่ยวไม้กิ่งที่กีดกัน
เสียงหล่นลงโคล้งเคล้ง
สะดุ้งเหยงยั้งไม่ทัน
แม่ขวับมาทันควัน
เป็นหยังน้ออีนางกู
ตอบแม่ ข้อยตกใจ
เห็นกิ่งไม้ว่าแม่นงู
แม่ว่า คราวหน้าดู
ให้แน่หน่อยค่อยตกใจ.

๗.ศพแผ่นดิน

คลุ้งควันกลางเขาป่าเขียว
บิดกายขวั้นเกลียวกรูไหว
จากเปลวเปล่งโชนกองไฟ
กลุ่มควันคลุ้งในท้องฟ้า
ไฟหิวไม้แห้งกลืนหาย
ไฟกินแล้วคายควันหนา
คนโค่นต้นไม้ลงมา
เปลวไฟรอท่ากลืนกิน
ตรงโน้น ตรงนี้ ตรงนั้น
ป่าเขียวก็พลันเปลี่ยนผิน
ไม้ล้มตึงดังได้ยิน
ป่าโล่งโปร่งบิ่นบัดนี้
อิ่มอกสะออนใจหลาย
ทุ่มเทแรงกายเต็มที่
รู้ว่าป่านี้ดินดี
แรงมีเท่าใดไม่ยั้ง
เบิกป่าเตรียมดินรับฝน
น้ำท่าเปี่ยมล้นท้นหวัง
พืชผลสมบูรณ์เหมือนดัง
เป็นคลังภักษามนุษย์
ขนออกนอกป่าไปขาย
เอิบอิ่มยิ้มพรายผ่องผุด
คนมากหลากล้นเร่งรุด
มาโค่นมาขุดภูไพร
มาพลิกแผ่นดินสีแดง
มายื้อมาแย่งกันใหญ่
เสียงคำร่ำลือลามไป
ผู้คนหลั่งไหลหวังรวย
คลื่นคนหลั่งมาหมื่นพัน
มาสร้างความฝันสดสวย
ดินฟ้าอากาศอำนวย
มิมอดมิม้วยคราวนี้
สร้างบ้านแปลงเรือนเป็นหลัก
เป็นแหล่งพำนักที่นี่
ทางน้อยกลางดงพงพี
กลายเป็นทางดีกว่าเดิม
ย่อยแยกแตกยวงเป็นสาย
มีทางมากมายมาเพิ่ม
คนอยู่ตรงไหนใคร่เติม
ก็สร้างทางเสริมเข้าไป
อยู่กันเกาะกลุ่มเป็นเหล่า
รวมเข้าเป็นก้อนกลุ่มใหญ่
เป็นบ้านเป็นเมืองเฟื่องไกล
คลื่นคนกลุ่มใหม่ยังมี
แต่ก่อนคนตื่นเต้นป่า
สัตว์ร้ายกรายมาคนหนี
เทวาอารักษ์พงพี
คนเซ่นทุกปีกราบกราน
บัดนี้ป่าตกใจตื่น
เห็นคลื่นคนบ้ากล้าหาญ
ป่าสั่นขวัญหายภัยพาน
ป่าจึงลนลานเร้นกาย
เทวาอารักษ์ก็เผ่น
ผีป่าตื่นเต้นใจหาย
หอบเสื่อหอบหมอนวุ่นวาย
หนีตายดาบหน้าวะตู
ก้มหน้าตรมตรอมยอมแพ้
อย่างดีก็แค่อดสู
ลี้หลบมาแถวแนวภู
จึงเมื่อมองดูชอุ่มดี
ที่ราบลุ่มเคยเป็นป่า
ก็เป็นไร่นาทุกที่
เป็นบ้านเป็นเมืองเฟื่องทวี
ไม่กี่สิบปีกลับกลาย
ต้นข้าวเคยสูงปานอ้อย
นานเข้าค่อยค่อยหดหาย
มะเขือเท่าหม้อก็วาย
เหลือต้นยืนตายให้แล
ให้เป็นประจักษ์หลักฐาน
ว่าคำเล่าขานจริงแน่
แปลกจริงคนมากจอแจ
บ่สนใจแย่จริงคน
เรื่องราวเก่าก่อนย้อนหลัง
บ่เคยรับฟังบ่สน
ปล่อยให้สูญหายมืดมน
พ้นยุคจึงค้นคว้าเรียน.

๘.พลิกตำนาน

ปู่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย
ป่ามอดวอดวายโล่งเหี้ยน
ต่อไปเอ็งจงพากเพียร
ขีดเขียนเรียนรู้วิชา
แผ่นดินแม้ยังสีแดง
บ่แม่นแหล่งทรัพย์นับค่า
ปลูกพืชผลไร้ราคา
เทวาอารักษ์ละแล้ว
ยุคนี้มีการหนังสือ
มีค่าดังคือเพชรแก้ว
เอ็งร่ำเรียนรู้เป็นแนว
รู้คล่องผ่องแผ้วเป็นทรัพย์
รุ่นปู่สู้สร้างด้วยแรง
รุ่นเอ็งดินแล้งป่าดับ
ความรู้ปัญญาจึ่งนับ
ให้เทียมเทียบกับทรัพย์สิน
“จะเรียนให้รู้อยู่ดอก
แต่ปู่ยังบอกไม่สิ้น
ก่อนโน้นทำมาหากิน
กับดินอย่างเดียวหรือไร”
ปู่ตอบ แท้เทียวไอ้หนู
บอกแล้วรุ่นปู่หว่านไถ
พืชผลล้นหลามดั่งใจ
เพราะเคารพในดินฟ้า
ก่อนลงเพาะกล้าหน้าฝน
ผู้คนเซ่นไหว้ทั่วหน้า
ภูตผี อารักษ์ เทวา
ผู้รักษาป่าท่าธาร
ให้ท่านคุ้มครองป้องปก
ถางป่าพงรกบอกท่าน
เข้าป่าล่าสัตว์ หมู่พราน
ยังต้องกราบกรานขอกิน
เคารพนบนอบท่านเห็น
ร่มเย็นเป็นสุขทุกถิ่น
จะปลูกแปงใดในดิน
กลายเป็นทรัพย์สินอนันต์
“เหตุผลกลใดนะปู่
เดี๋ยวนี้มิสู้ก่อนนั้น
ทั้งที่ผืนดินเดียวกัน
พืชผลจึงพลันสิ้นงาม”
เอ็งถามเข้าท่าหลานปู่
เดี๋ยวขอคิดดูที่เอ็งถาม
ปู่จะลองว่ามาตาม
ความคิดสองสามประการ
เพราะคนมีแต่กอบโกย
เอาโดยตามใจใครท่าน
เพราะทำลายป่าท่าธาร
ทุกห้วยละหานลำเนา
ก่อนโน้นคนถางพงป่า
ก็ปลูกขึ้นมาแทนเก่า
เอ็งเห็นไหมได้ร่มเงา
รอบบ้านเมืองเรามากมาย
มีมวลไม้หมากมากผล
ดกดื่นดาษล้นหลวงหลาย
หน้าแล้งหลบร้อนผ่อนคลาย
หมู่นกเยี่ยมกรายกรูเกรียว
เมื่อปู่สิ้นอายุขัย
เอ็งต้องตั้งใจแลเหลียว
ดูแลให้เหมือนปู่เทียว
อย่าเที่ยวหยิบยกให้ใคร
“ปู่อยู่อีกนานน่าปู่
ใครแข็งแรงสู้ปู่ได้
ถามปู่อีกหน่อยเป็นไร
พรานหนุ่มคือใครต่อมา”
ปู่จ้องมองหลาน ร้องอือ!
“คนนั้นแหละคือปู่ข้า
พ่อของทวดเอ็งเทียวนา
ผู้สร้างไร่นาเราไว้”

(อ่านต่อภาค ๒)

 

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Sunday, July 6th, 2008 and is filed under ตำนานแผ่นดิน (บทกวีเรื่องยาว). You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses to “ตำนานแผ่นดิน ภาค ๑”

  1. สิงหา สัตยนนท์ on July 7th, 2008 at 7:18 pm

    หวัดดีครับพี่
    เขียนบทนี้คงใช้เวลา สมาธิน่าดูเลยนะครับ

  2. โกศล อนุสิม on July 15th, 2008 at 9:40 am

    หวัดดีครับสิงหา

    ตอนที่เขียนนั้นก็ใช้มากอยู่ แต่ก็ค่อยแก้ไขเรื่อยมาแหละ อ่านที่ก้แก้ไขที 10 กว่าปีก็ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะ จนกว่าจะได้พิมพ์เป็นเล่มมั่ง แต่คงนานนนนนนนเหอๆ

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats