ท่าน(สหาย)รัฐมนตรี [รวมเรื่องสั้น : ฟ้าเดียวกัน]
สงครามกลางเมืองเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมเพิ่งเกิด จนกระทั่งผมอายุ 20 ปีจึงค่อยๆสงบลงโดยไม่มีการเจรจาสงบศึกอย่างเป็นทางการ ผมคิดว่ามันเป็นสงครามที่แปลกประหลาด เพราะในระหว่างสงครามนั้นคู่ศึกทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าทำเพื่อประชาชน พยายามที่จะครองใจประชาชนให้มากที่สุด แต่เอาเข้าจริงแล้วประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรนัก
ในช่วงท้ายของสงครามดูเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างเบื่อหน่ายการสู้รบ ฝ่ายที่เรียกว่ากองทัพปฏิวัติเพื่อประชาชนซึ่งจับอาวุธต่อสู้รัฐบาลนานร่วม 20 ปีต่างพร้อมใจกันวางอาวุธเลิกทำสงคราม ฝ่ายรัฐบาลที่ผลัดเปลี่ยนกันหลายหมู่หลายคณะ หน้าเดิมบ้างหน้าใหม่บ้าง ก็ดูเหมือนไม่ติดใจเอาความ ปล่อยให้นักรบปฏิวัติกลับบ้านทำมาหากินอย่างปกติ ในกาลต่อมายังมีนักรบฝ่ายปฏวัติจำนวนไม่น้อยได้เข้าไปเป็นใหญ่เป็นโตในคณะรัฐบาล ขณะเดียวกันพวกรัฐมนตรีเก่าที่นักรบปฏิวัติเคยก่นด่าและพยายามโค่นล้มก็ยังอยู่ในคณะรัฐบาลจำนวนมาก แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายลืมเลือนเรื่องเก่าไปหมดสิ้น บัดนี้กลายเป็นพวกเดียวกันอย่างสนิทแน่น แยกไม่ออกว่าใครเป็นใครมาก่อน
บ้านเกิดของผมเป็นเมืองเล็กๆที่เงียบสงบ แวดล้อมด้วยขุนเขาป่ากว้าง ในช่วงสงครามมีทหารฝ่ายปฏิวัติยึดป่าเขารอบๆเมืองเป็นฐานที่มั่น วันดีคืนดีทหารรัฐบาลก็ยกออกไปรบกับพวกปฏิวัติในป่า บางครั้งทหารฝ่ายปฏิวัติก็ยกพวกออกจากป่าเข้ามายิงถล่มโจมตีฐานที่มั่นของทหารรัฐบาลที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับเมือง เสียงปืนเสียงระเบิดดังเหมือนเสียงพลุเสียงประทัดในงานเทศกาล
เมืองของเราเป็นเมืองใหม่ ตอนที่ผมเกิดนั้นเมืองก่อตั้งมายังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ คนที่มาบุกเบิกเมืองใหม่ส่วนมากเป็นคนอพยพมาจากที่อื่น นั่นก็รวมทั้งพ่อแม่ผมด้วย ผมเป็นลูกคนแรกที่เกิดที่เมืองใหม่นี้ พ่อผมเล่าว่า สมัยสงครามกลางเมืองนั้นรัฐบาลอนุญาตให้บุกป่าถางพงเป็นที่ทำกินได้อย่างเสรี ให้สัญญาว่าภายในเวลายี่สิบปีจะออกเอกสารสิทธิ์ให้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขาว่ากันว่าการที่รัฐบาลสมัยนั้นทำเช่นนี้เพราะต้องการเอาใจประชาชน โดยให้คนยากคนจนได้มีที่ทำกิน จะได้ไม่ไปเข้ากับพวกปฏิวัติที่ยกเอาความยากไร้ของประชาชนมาเป็นข้ออ้างในการทำสงคราม ผลที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อป่าถูกโค่นถางจนโล่งแล้ว ที่หลบซ่อนของกองทัพปฏิวัติก็จะไม่มี ฝ่ายปฏิวัติก็จะพ่ายแพ้ไปเอง ทั้งหมดนี้ผมไม่ทราบว่าเป็นนโยบายจริงๆของรัฐบาลสมัยนั้น หรือเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานของผู้คน
เมื่อสงครามกลางเมืองสงบลง ผู้คนก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ คนที่เคยทำไร่ทำนาก็ยังทำไร่ทำนาอยู่เช่นเดิม ที่ยากจนก็ยังยากจนเหมือนที่เคยเป็นมา เมืองเล็กๆของเราก็ยังเงียบสงบเหมือนกาลก่อน
แต่แล้วผู้คนที่ดำเนินชีวิตไปอย่างเรียบเรื่อยมานับสิบๆปีต่างตกตื่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลอาศัยอำนาจตามกฎหมายประกาศให้ป่าเขารอบๆเมืองเป็นป่าสงวน ห้ามประชาชนโค่นถางโดยเด็ดขาด หากห้ามเฉพาะป่าเขาดงทึบที่ยังเหลืออยู่ก็คงไม่มีใครเดือดร้อน แต่ได้รวมเอาที่ดินทำกินของประชาชนนับพันครอบครัวเข้าไปด้วย จะเป็นด้วยเหตุที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยึดตามแผนที่ฉบับก่อนสงครามกลางเมืองหรือไม่ก็ไม่ทราบชัด ที่ดินทำกินซึ่งได้รับอนุญาตให้โค่นถางอย่างเสรีในช่วงสงครามจึงเป็นส่วนหนึ่งของเขตป่าสงวนตามกฎหมายใหม่ใหม่
เจ้าของที่ดินซึ่งบัดนี้สูญเสียให้แก่ทางราชการแล้ว ได้รับคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ หากขัดขืนก็จะได้รับโทษตามกฎหมาย เอกสารสิทธิ์ที่รอคอยมานับสิบยี่สิบปีจึงหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา
ในฐานะเป็นลูกของเมืองนี้ แม้ช่วงหลังนับตั้งแต่เข้ามาเรียนหนังสือและประกอบอาชีพอย่างถาวรในเมืองหลวง แต่ผมก็ยังกลับไปบ้านเกิดอยู่เสมอ ไปร่วมกิจกรรมสำคัญในเมือง ช่วยเหลือกิจการงานหลายอย่างด้วยความเต็มใจ แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นใหม่นี้ผมไม่สามารถช่วยเหลืออะไรใครได้เลย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎหมายบ้านเมือง
เหตุการณ์ที่ดูเหมือนว่าสงบเงียบก็ได้ปะทุขึ้นในวันหนึ่ง ชาวเมืองได้มารวมตัวกันอยู่ที่หน้าสำนักงานรัฐบาลประจำเมือง เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินโดยด่วน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพยายามเจรจาแต่ไม่เป็นผล ชาวเมืองชุมนุมกันอยู่หลายวันหลายคืน ขู่ว่าจะเดินทางมาประท้วงถึงในเมืองหลวง ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากส่วนกลางต้องมาเจรจากับชาวเมือง แต่ชาวเมืองยังยืนยันเช่นเดิม จนเมื่อเจ้าหน้าที่นำข่าวมาบอกว่า อีกห้าวันท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนี้จะเดินทางมาเยี่ยมเยือนและรับเรื่องร้องเรียนด้วยตัวท่านเอง ชาวเมืองจึงยอมสลายตัวตัว
ข่าวการเดินทางมาของท่านรัฐมนตรีสร้างความยินดีแก่ชาวเมืองยิ่งนัก ผู้คนในเมืองเล็กๆต่างพูดถึงท่านไม่ขาดปาก ทุกคนล้วนยกย่องชมเชยท่านขนานใหญ่ กำหนดการเดินทางของท่านได้รับการบอกกล่าวไปปากต่อปาก ไม่ช้าชาวเมืองแทบทุกคนก็รู้จักชื่อท่านรัฐมนตรี
ตามความเป็นจริงแล้ว ท่านรัฐมนตรีเป็นคนดังและคนสำคัญในคณะรัฐบาล ชีวิตในอดีตของท่านนับว่าโชกโชนสมเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง สมัยสงครามกลางเมืองนั้นท่านเข้าร่วมกับฝ่ายปฏิวัติ เมื่อสงครามสงบลงท่านก็เข้าต่อสู้ในมรภูมิการเมือง ประชาชนเลือกท่านเป็นผู้แทนหลายสมัย และเหล่าผู้แทนทั้งหลายได้เลือกท่านเป็นรัฐมนตรีมาแล้วสองครั้ง
ตามประวัติที่ท่านได้จัดพิมพ์เผยแพร่นั้น ในสมัยที่ท่านเป็นนักรบกองทัพปฏิวัติ ท่านปฏิบัติการรบขับเคี่ยวกับกองทัพรัฐบาลในแถบถิ่นเมืองของเรานี่เอง ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกินที่ชาวเมืองของเราคนหนึ่งอ้างว่า เคยอยู่กับท่านในสมัยที่ท่านเป็นนักรบระดับนำในกองทัพปฏิวัติ โดยทำหน้าที่เป็นทหารพิทักษ์หรือองครักษ์ประจำตัวเป็นเวลาหลายปี เมื่อสงครามสงบท่านกลับเข้าเมืองหลวง ส่วนทหารพิทักษ์ก็มาอยู่ที่เมืองใหม่ของเรา
เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าท่านรัฐมนตรียังจำสหายร่วมรบคนหนี้ได้หรือไม่ แต่คนๆนี้ไม่เคยลืมท่านเลย ตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมานักรบกองทัพปฏิวัติคนนี้พูดถึงสหายนำที่แกทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เสมอ พูดถึงด้วยความนิยมยกย่อง มีรอยจารึกจากสงครามคือนิ้วก้อยกับนิ้วนางข้างซ้ายขาดหายไป เนื่องจากถูกทหารฝ่ายรัฐบาลลอบบุกเข้าโจมตี ในครั้งนั้นแกได้ช่วยชีวิตสหายนำเอาไว้ได้ แกยังภูมิอกภูมิใจไม่หายที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
ชาวเมืองมักมองว่าแกบ้าเพราะเสียสติจากสงคราม จึงพูดพร่ำแต่เรื่องที่หาหลักฐานแน่นอนมิได้ แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่แกพูดมานั้นมีทางเป็นไปได้มาก เพราะตามประวัติของท่านรัฐมนตรี ท่านบอกไว้ว่าเคยถูกล้อมยิงจากทหารฝ่ายรัฐบาลสมัยโน้น รอดมาได้ก็เพราะสหายพิทักษ์คอยช่วยเหลือ เมื่อนำมาปะติดปะต่อกับคำบอกเล่าของอดีตทหารปฏิวัติไม่เต็มเต็งในสายตาของคนเมืองเรา เรื่องก็เข้ากันได้พอดิบพอดี ที่ทำให้น่าเชื่อยิ่งขึ้นก็คือ แกพูดถึงท่านรัฐมนตรีมานานแล้ว ก่อนที่ท่านจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในแวดวงการเมืองตั้งหลายปี
เหตุการณ์ประท้วงของชาวเมืองเกิดขึ้นช่วงที่ผมกลับมาเยี่ยมบ้านพอดี เมื่อมีโอกาสผมจะมานั่งฟังอดีตนักรบกองทัพปฏิวัติเล่าเรื่องราวเก่าๆอยู่เสมอ กลับบ้านคราวนี้ก็เช่นกัน ผมมานั่งคุยกับแกในเย็นวันหนึ่ง เห็นแกท่าทางมีความสุขมากเมื่อท่านรัฐมนตรีจะมาที่นี่ แกยังเรียกท่านว่าสหายอย่างติดปาก ซึ่งบัดนี้เรียกเต็มยศว่าท่านสหายรัฐมนตรี
“ท่านเป็นคนดีแท้เทียวแกเอ๋ย” แกบอกทุกๆคนทุกๆครั้งที่พูดถึงท่านรัฐมนตรี “สมัยอยู่ในป่าน่ะ อดอยากจริงๆแหละแก ทุกอย่างมีจำกัดจำเขี่ย แต่ท่านสหายรัฐมนตรีมีอะไรท่านก็แบ่งปันให้ข้า ให้สหายทุกคนเลยแหละ ท่านบอกว่าชีวิตนี้จะทำงานเพื่อคนยากคนจนอย่างเอ็งอย่างข้านี่แหละ”
แววตาของแกเปล่งประกายปีติศรัทธา ผมมักมาคุยกับแกที่กระท่อมหลังเล็กๆซึ่งแกอาศัยอยู่เพียงลำพัง ทำมาหากินโดยการรับจ้างเล็กๆน้อยๆ อาศัยว่าเป็นคนมีน้ำใจ บ้านไหนมีงานบุญก็ไปช่วยเขาโดยไม่ต้องไหว้วาน งานวัดงานบุญก็อุทิศแรงช่วยเหลือพระศาสนา ถึงแม้มองว่าแกบ้าแต่คนเมืองเราก็เต็มใจช่วยเหลือตอบแทนแก มีงานอะไรก็เรียกไปทำ มีค่าจ้างตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อ อดีตทหารปฏิวัติจึงมีชีวิตอยู่ได้ไม่ขัดสน
“ตอนที่ท่านออกจากกองทัพปฏิวัติท่านยังบอกข้าว่า ถ้าเดือดร้อนให้ไปหาท่านได้ ท่านจะช่วยเหลือข้าทันที” แกพูดถึงท่านสหายรัฐมนตรีด้วยท่าทางเหมือนตกในภวังค์ ผมได้แต่นั่งฟัง ปล่อยให้แกพูดไปเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะผมไม่เคยขัดคอ แกจึงชอบเล่าเรื่องมากมายให้ผมฟังเรื่อยมาเสมอ “ข้ายังจำคำพูดของท่าน ยังก้องอยู่ในหูนี่แหละ ท่านว่าถึงออกจากกองทัพปฏิวัติแล้วท่านก็จะยังคงต่อสู้เพื่อประชาชนต่อไป ท่านจะเข้าไปต่อสู้ทางการเมือง แล้วท่านก็ทำสำเร็จ”
“ท่านเป็นรัฐมนตรีตั้งสองหรือสามสมัยแล้วนะ” ผมพูดขึ้น “เป็นรัฐมนตรีที่พูดเก่งปากกล้าเชียวแหละ เป็นคนสำคัญในคณะรัฐบาลด้วย”
“ท่านสหายรัฐมนตรีเป็นอย่างนี้มานานแล้ว” แกยืนยันหนักแน่น เหม่อมองไปยังทิวเขาเหมือนกำลังเดินทางย้อนกลับไปยังอดีต “ท่านพูดเก่ง มีหลักเกณฑ์ ทำเพื่อประชาชนทั้งนั้น”
ยิ่งได้ฟังแกพูด ผมยิ่งสงสัยว่าทำไมชาวเมืองจึงมองว่าแกไม่เต็มเต็ง เพราะสิ่งที่แกพูดออกมานั้นล้วนแต่มีเหตุมีผล ไม่ส่อเค้าว่าแกบ้า อาจเป็นเพราะแกพูดถึงแต่สงครามกลางเมือง สงครามปฏิวัติ ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครพูดถึงแล้ว เลยทำให้บ้าๆบอๆในสายตาคนอื่น
ใกล้วันที่ท่านรัฐมนตรีจะมาเมืองเราเท่าใด แกยิ่งพูดคุยเสียงดัง หน้าชื่นตาบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไปที่บ้านไหนก็คุยเรื่องสหายรัฐมนตรีได้น้ำไหลไฟดับ ชาวเมืองได้ยินแล้วก็ไม่ได้ถือเป็นจริงเป็นจัง พากันยิ้มหัวเราะเห็นเป็นเรื่องสนุก บางรายก็ทำทีเป็นเออออห่อหมก นั่นยิ่งทำให้แกเสียงดังมากขึ้น เที่ยวคุยไว้ทั่วว่าถ้าท่านสหายรัฐมนตรีคนนี้มาเองก็ไม่ต้องห่วง แกจะเข้าไปพบเจรจาให้เอง
“ท่านกับข้าเคยกอดคอรบมาด้วยกัน” ท่าทางแกภูมิอกภูมิใจยิ่งนัก ” นิ้วข้าขาดสองนิ้วก็เพราะช่วยท่านนั่นแหละ ท่านมาแล้วข้าไปขอเข้าพบท่าน รับรองท่านจำข้าได้ ท่านต้องช่วยพวกเราแน่ ไม่ต้องห่วง ท่านทำเพื่อประชาชนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
“ท่านสหายรัฐมนตรีของแกนี่เป็นยอดคนจริงๆนะ” บางคนแกล้งแหย่
“แน่นอนโว้ย ข้ารับประกันได้” แกตอบรับด้วยความภูมิใจ ยืดอกราวเป็นรัฐมนตรีเอง “รอให้ได้พบก่อนเถอะ ข้าจะขอร้องท่านให้ช่วยพวกเรา”
ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีมาถึงสองวัน ผมต้องกลับเมืองหลวงเพราะครบกำหนดลาพักแล้ว จึงไม่มีโอกาสเห็นแกเข้าพบสหายเก่า
สามวันต่อมา ผมอ่านข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ ท่านรัฐมนตรีไปเยี่ยมประชาชนที่เมืองของเรา เพื่อรับทราบความเดือดร้อน ท่านบอกว่าขอให้ใจเย็นๆ รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ท่านยังบอกอีกว่าปัญหาแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะแค่เมืองเราเท่านั้น มันเกิดขึ้นแทบทั่วประเทศอันกว้างใหญ่ของเรา ทั้งยังไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากรัฐบาลนี้ มันเกิดขึ้นมานานแล้ว ดังนั้นต้อง ค่อยๆแก้ไขกันไป ประชาชนอย่าได้ร้อนใจ ในข่าวไม่ได้บอกว่าท่านรัฐมนตรีได้พบกับสหายร่ววมรบเมื่อครั้งสงครามปฏิวัติหรือไม่
หกเดือนต่อมาผมจึงมีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านอีกครั้ง เมืองของเรายังมีสภาพเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ผู้คนก็ทำมาหากินกันตามปกติ ไม่มีร่องรอยแสดงให้เห็นว่าเคยมีรัฐมนตรีมาเหยียบที่นี่แล้ว ปัญหาคนถูกขับไล่จากที่ดินทำกินของตัวเองก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน
มีเพียงกระท่อมของอดีตนักรบปฏิวัติที่เปลี่ยนแปลงไป บัดนี้กลายเป็นกระท่อมร้างไปแล้ว เจ้าของลาโลกนี้ไปเมื่อสี่เดือนก่อน ผมรู้สึกวังเวงขึ้นมาเมื่อรู้ข่าว
ตามที่สอบถามจากเพื่อนบ้านได้ความว่า แกนอนป่วยหนักอยู่ที่กระท่อมจนสิ้นใจ สภาพผ่ายผอมจนแทบไม่มีเนื้อหนัง ก่อนแกตายข้าวปลาไม่กิน พูดแต่คำว่า ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย เมื่อมีคนถามว่าเรื่องอะไร แกปิดปากสนิท
“แล้วแกเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรละ ก่อนผมกลับคราวนั้นยังดีๆอยู่นี่นะ”
“ก็หลังจากที่ท่านรัฐมนตรีมานั่นแหละ”
“อ้าวเรอะ” ผมรู้สึกแปลกใจ เรื่องชักน่าสนใจแล้วสิ “มีอะไรเกิดขึ้นรึไง”
“ก็ไม่รู้สินะ” เพื่อนบ้านตอบอย่างไม่แน่ใจ “ก่อนที่รัฐมนตรีจะมา คงจำได้นะว่าแกโม้อะไรไว้ แกเรียกท่านว่า สหายรัฐมนตรีน่ะ”
“อ้อ จำได้สิ แล้วไงต่อ”
“แกบอกว่าจะขอพบท่านเพื่อให้ช่วยเหลือเรา ทีนี้แกพยายามทำอย่างที่พูดไว้ แต่ลูกน้องของท่านไม่ให้เข้าพบ แกก็ไม่ละความพยายาม ตอนที่ท่านออกมาพบปะกับพวกเรา แกออกไปยืนอยู่หน้าคนอื่นๆ เรียกท่านรัฐมนตรีอย่างสนิทสนม ท่าทางแกยินดีปรีดานักล่ะ ”
“แล้วยังไงอีก”
“แกร้องเรียกเต็มเสียงว่า ท่านสหายรัฐมนตรีครับ ผมอยู่นี่ครับ แกก็บอกชื่อแกไป ท่านจำผมได้ไหมครับ พวกเราได้ยินทุกคนแหละ ท่านหันมามองแกแวบหนึ่งแล้วหันไปทางอื่น ไม่สนใจว่าแกจะร้องหรือโบกมือเรียก ท่านสหายรัฐมนตรีครับ แกยังร้องเมื่อท่านเดินไปไกลแล้ว ท่านต้องช่วยเหลือพวกผมนะครับ ท่านเคยรับปากว่าจะช่วยเหลือผมทุกอย่าง ถึงแม้แกจะร้องยังไงก็ดูเหมือนว่าท่านรัฐมนตรีไม่สนใจหรือไม่ได้ยิน”
“สรุปแล้วท่านคงจำแกไม่ได้”
“เหมือนกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“แกคงเสียใจมากนะ”
“คงมากโขอยู่ล่ะ”
เขายังเล่าต่อไปอีกว่า หลังจากวันนั้นแกก็เงียบขรึม พูดน้อย จากคนที่อารมณ์ดีก็เคร่งเครียด ชอบบ่นพึมพำกับตัวเอง ไม่ค่อยกินข้าวกินปลา ผอมลงจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แล้วล้มป่วยลงจนสิ้นใจ พูดอยู่เพียงสองสามคำซ้ำๆว่า ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย จนลมหายใจเฮือกสุดท้าย
“ที่น่าแปลกก็คือ…” เพื่อนบ้านผู้ใกล้ชิดเหตุการณ์ตั้งข้อสังเกต “หลังจากที่ท่านรัฐมนตรีมาเมืองของเรา แกไม่ได้พูดถึงท่านอีกเลย”
…
พิมพ์ครั้งแรก จุดประกาย กรุงเทพฯธุรกิจ




เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ