นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๗)

ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แม่หนูวัชรีโกศลจาก อสมก. มาฝึกงานที่สำนักงานเลขานุการนายกรัฐมนตรี โดยอยู่ภายใต้การดูแลของท่านเลขาฯโกศล ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายไว้ว่า แม่หนูจะเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่จะฝึกฝนไปสู่การเป็นผู้รับผิดชอบสังคมโกศลในรุ่นถัดไป

“ผมขอให้ท่านเลขาฯฝึกฝนแม่หนูคนนี้ให้ดีจนกว่าโครงการผู้นำรุ่นใหม่จะเรียบร้อย เธอจะเป็นแบบอย่างหรือเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้หนุ่มๆสาวๆของประเทศโกศล ได้คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ จะทำให้พรรคของเรามั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น เป็นการสร้างฐานสำหรับคนรุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง รับรองว่า ท่านเลขาฯจะต้องเป็นเลขาฯของผมไปอีกนับสิบๆปี”

“ท่านนายกฯไม่ต้องกังวลในข้อนั้นครับ” ท่านเลขาฯโกศลรับคำสั่ง

“ถ้าสำเร็จตามที่ผมตั้งใจไว้ จะเป็นการสร้างรากฐานสำหรับพรรคโกศลของเรา กลไกในการสร้างความเชื่อมั่นจะทอดยาวไปอีกในอนาคต จนพวกเราตายไปแล้วก็จะยังคงอยู่ให้ลูกหลานของพวกเราได้เดินต่อไป”

“ครับท่านนายกฯ” ท่านเลขาฯโกศลรับคำหนักแน่น “แหม ผมรู้สึกทึ่งจริงๆที่ท่านนายกฯคิดโครงการนี้ขึ้นมาแล้วประกาศทันทีเลย”

“ความคิดของผมมันก็โลดโผนอย่างนี้บ่อยๆ แต่พอคิดแล้วก็ต้องพึ่งท่านเลขาฯนี่แหละเป็นกำลังสำคัญ” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความจริงใจอย่างสุดซึ้ง “ท่านอาจารย์ก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย ต้องเป็นมันสมองให้ผมจนไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรจึงจะหมดสิ้นได้”

“โอ๊ย! ท่านนายกฯพูดอย่างนี้ผมเห็นทีจะต้องรีบเกษียณเสียแล้ว” ท่านศาสตราจารย์โบกไม้โบกมือ “ที่ท่านดูแลผมอยู่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรจึงจะตอบแทนท่านได้สมค่า รู้สึกว่าที่ผมทำอยู่นี่ไม่ถึงหนึ่งในสิบที่ท่านนายกฯให้ความกรุณาแก่ผมเลย”

“ท่านอาจารย์พูดหนักเกินไปแล้ว” ท่านนายกรัฐมนตรีโค้งให้ท่านศาสตราจารย์ในท่านั่ง “ผมเป็นฝ่ายพึ่งพาอาศัยท่านอาจารย์มากกว่า อย่างโครงการฝึกผู้นำรุ่นใหม่คิดใหญ่ทำใหญ่ที่ท่านอาจารย์กรุณารับไปดำเนินการ”

“ข้อนี้เป็นความรับผิดชอบของผมอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดการศึกษาให้เหมาะสมเพื่อสร้างรากฐานให้แก่ชาติ” ท่านศาสตราจารย์ตอบ “ผมจะจัดเป็นหลักสูตรพิเศษภาคบังคับในระดับมหาวิทยาลัยเลย เพื่อพัฒนาแนวคิดเรื่องผู้นำรุ่นใหม่ให้เป็นมาตรฐาน”

“ครับท่านอาจารย์ แม่หนูวัชรีโกสลก็คงช่วยเป็นพรีเซ็นเตอร์ดึงคนหนุ่มๆสาวๆเข้าโครงการของท่านอาจารย์ได้เป็นอย่างดี” ท่านนายกรัฐมนตรีคาดการ “เพราะโดยชื่อเสียง ความนิยมในหมู่เด็กๆรุ่นใหม่ของเธอก็อยู่ในลำดับต้นๆอยู่แล้ว ความน่ารักน่าเอ็นดูของเธอก็จะทำให้ผู้ใหญ่ให้ความสนใจ ความฉลาดของเธอก็อยู่ในระดับเกินมาตรฐาน ดีนะที่ทาง อสมก. ส่งมาร่วมพูดคุยกับผมวันนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นผมก็คงคิดโครงการนี้ขึ้นมาไม่ได้”

“ครับ ท่านนายกฯ อย่างนี้น่าจะตอบแทนทางผู้บริหาร อสมก. ด้วยนะครับ” ท่านศาสตราจารย์แสดงความคิดเห็นเชิงแนะนำ

“ข้อนี้อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง อสมก. เป็นหน่วยงานภายใต้ กสช. ผมสั่งให้ กสช. จ่ายโบนัสพิเศษแก่ผู้อำนวยการ อสมก. แล้ว โดยโยกงบจากกองคลังกลางสำนักนายกฯไปให้ 100 ล้านเหรียญ อันที่จริงแล้วการออกระเบียบให้หน่วยงานต่างๆส่งงบที่ใช้ไม่หมดมาไว้ที่กองคลังกลางสำนักนายกฯนี่ ทำให้ผมสะดวกในการจ่ายจริงๆ ไม่ต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ยุ่งยาก ไม่ต้องให้สภาลงมติเหมือนงบประจำปี ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์จริงๆที่แนะนำให้ทำระเบียบนี้ขึ้นมา” ท่านนายกรัฐมนตรีค้อมหัวให้ท่านศาสตราจารย์อีกครั้ง “สรุปว่า ผมต้องรบกวนท่านอาจารย์เรื่องโครงการผู้นำคนรุ่นใหม่นะครับ”

“ข้อนั้น ท่านนายกฯไม่ต้องห่วง” ท่านศาสตราจารย์รับคำ

“อีกอย่าง ผมอยากเรียนถามท่านอาจารย์เรื่องวินิจฉัยกรณีเอไอเอสด้วยครับ” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดขึ้น

“เรื่องนั้น ท่านนายกฯสบายใจได้ ผมสอบถามทางศาลสรรพวินิจฉัยแล้ว ทางโน้นได้ตรวจสอบข้อกฎหมายแล้วสรุปว่าสามารถทำได้ รัฐธรรมนูญไม่มีห้ามไว้ ใช้หลักเดียวกับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของท่านนายกฯครับ เป็นการมาในฐานะบุคคลไม่ใช่ตำแหน่ง และเรื่องที่ท่านหญิงเอกฯเป็นเจ้าของนั้นก็ไม่มีห้ามไว้ว่าไม่ให้บริษัทฯที่ครอบครัวนายกรัฐมนตรีหรือนักการเมืองอื่นเป็นเจ้าของ หรือถือหุ้น หรือมีผลประโยชน์อื่นใด รับงานโครงการของรัฐ ห้ามเฉพาะบริษัทฯที่นักการเมืองเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นหรือเกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น ฉะนั้น เอไอเอสสามารถทำได้ และสามารถอ้างเหตุผลที่สมควรยิ่งขึ้นได้ว่า การที่ท่านหญิงเอกฯเป็นเจ้าของบริษัทฯนั้น จะยิ่งทำให้สามารถประหยัดงบประมาณยิ่งขึ้น เพราะท่านหญิงเอกฯย่อมลดกำไรหรือควบคุมต้อนทุนให้ต่ำลงได้ ทำให้ลดราคาค่าจ้างลงได้อีก ทั้งท่านประธานกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติที่เป็นเจ้าของโครงการก็เป็นประธานบริษัทฯด้วย จึงยิ่งทำให้ควบคุมการทำงานได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น นำไปสู่ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน สรุปแล้ว รัฐบาลได้กำไรสองต่อ คือ ประหยัดงบประมาณมากขึ้นและได้คุณภาพงานเพิ่มขึ้น เหลืองบส่งมาให้ท่านที่กองคลังกลางของสำนักนายกฯเพิ่มขึ้น ประเมินอย่างคร่าวๆก็ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ตกประมาณ 10,000-15,000 ล้านเหรียญต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ”

“ถ้าอย่างนั้นผมก็เบาใจ” ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกพอใจคำตอบของท่านศาสตราจารย์ “ผมห่วงอยู่อย่างเดียวว่า กรณีนี้ภรรยาผมเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะก่อนหน้านี้บริษัทอื่นๆที่ได้งานไปภรรยาผมไม่ได้เป็นเจ้าของโดยตรง บริษัทในเครือของเขาเป็นเจ้าของ ผู้บริหารก็ไม่ใช่เขาเอง จึงไม่มีปัญหา พอมาเจอกรณีนี้ผมก็เลยไม่อยากให้มีปัญหา ถึงเขาไม่ได้บริหารเอง แต่มีชื่อเป็นเจ้าของ”

“ไม่มีปัญหาครับท่านนายกฯ หรือถ้าจะให้มั่นคงมากขึ้นก็ส่งให้สภาอนุมัติหรือเห็นชอบ เพราะงบประมาณมากขนาดนี้สามารถส่งให้สภาเห็นชอบได้ ถึงแม้ไม่ได้บังคับไว้แต่ถ้าส่งไปก็จะทำให้สาธารณชนเชื่อมั่นยิ่งขึ้น แนบคำวินิจฉัยของศาลสรรพวินิจฉัยไปด้วย แบบนี้ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนจากประเทศเพิ่มขึ้นมากด้วย ว่าพวกเราทำงานตามมาตรฐานประชาธิปไตยสากล”

“ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่ท่านอาจารย์บอก” ท่านนายกฯหันไปหาเลขาฯคู่ใจ “เมื่อได้คำวินิจฉัยแล้วท่านเลขาฯ ส่งเรื่องไปที่สภาเลยนะ ทางรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจเขาทำเรื่องอนุมัติงบประมาณเสร็จแล้ว เข้าประชุมรัฐมนตรีคราวหน้า ถ้าได้มติจากสภาแล้วก็เป็นอันว่าได้ทั้งเงินได้ทั้งใบอนุญาตตามกฎหมาย จะได้ดำเนินการเลย”

เมื่อเรื่องราวทั้งหลายปรากฏเช่นนี้ ยิ่งทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีมีความยินดีเพิ่มขึ้นหลายเท่า ท่านต้อนรับแม่หนูวัชรีโกศลที่มาฝึกฝนเป็นแบบอย่างของผู้นำรุ่นใหม่เป็นการภายในแต่ยิ่งใหญ่ โดยสั่งอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากนอกโลกล้วนๆ ซึ่งปกติแล้วเป็นเมนูสำหรับการต้อนรับอาคันตุกะระดับผู้นำเท่านั้น โดยท่านให้เหตุผลว่า แม่หนูวัชรีโกศลก็เป็นผู้นำเช่นกัน แม้ว่าเวลานั้นยังมาไม่ถึง แต่อย่างไรก็จะก้าวขึ้นไปเป็นบุคคลระดับผู้นำของประเทศในวันหนึ่งข้างหน้า การที่จะเลี้ยงอาหารผู้นำในอนาคตสักมื้อหนึ่งก็ไม่เสียหายอันใด อีกอย่าง แม่หนูวัชรีโกศลก็มาหลายวันแล้ว แต่ท่านยังไม่ได้ทักทายเลย ถือว่าเป็นการทักทายย้อนหลังไปพร้อมกัน

เจ้าหน้าที่ของสำหนักงานเลขานุการนายกรัฐมนตรีจึงมีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารเมนูพิเศษอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน เพราะอาศัยบุญบารมีของแม่หนูวัชรีโกศลโดยแท้ ซึ่งปกติพวกเขาก็ชื่นชมเธอในฐานะพิธีกรรายการสัมภาษณ์ดาราอยู่แล้ว พอมาถึงงานนี้ ถึงกับทำให้รักเธอเลย แม่หนูวัชรีโกศลก็สวยน่ารักจนทำให้คนหลงใหลได้ด้วยตัวของเธอเองอยู่แล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งพอใจเป็นที่สุดที่ทฤษฎีผู้นำรุ่นใหม่ของท่านมีแนวโน้มว่าจะได้ผลตั้งแต่ยังไม่ทันลงมือทำจริงๆ แบบนี้ แม้ท่านจะตายจากไปแล้ว รากฐานที่ท่านได้สร้างไว้ก็จะทำให้ลูกหลานท่านเป็นผู้นำต่อไปอีกเป็นเวลานาน

ท่านกลับถึงบ้านด้วยอาการคึกคักแจ่มใสจนท่านหญิงเอกโกศลประเทศผู้เป็นภรรยาแปลกใจ ลูกชายและลูกสาวของท่านที่กลับจากทำงานพร้อมกับผู้เป็นแม่ถึงกับแซวหนักๆว่า คุณพ่อต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ

“หรือข่าวลือเป็นจริงคะ” ลูกสาวของท่านเป็นคนเริ่มประเด็นเมื่ออยู่กันพร้อมหน้าในห้องนั่งเล่นก่อนเข้านอน “เห็นทีต้องตรวจสอบจริงๆแล้วล่ะค่ะคุณแม่”

“ข่าวอะไร ลืออะไรหรือลูก” ท่านนายกรัฐมนตรีถามลูกสาว “ข่าวลือทหารจะยึดอำนาจพ่อหรือเปล่า พ่อไม่เห็นได้ข่าวเลย”

“แหมคุณพ่อ จะมีทหารคนไหนกล้ายึดอำนาจคุณพ่อคะ เขารักคุณพ่ออย่างกะอะไรดี” ลูกสาวหัวเราะคิกคัก “ข่าวลือที่ว่าน่ะ เขาว่าคุณพ่อพาผู้หญิงมาไว้ที่ทำเนียบ เป็นดาวสังคมเสียด้วยสิคะ”

“ปะโธ่เอ๊ย! ยัยนี่” ท่านนายกรัฐมนตรีหัวเราะให้ลูกสาว “พูดเสียอย่างนี้พ่ออาจโดนแม่ตัดเบี้ยเลี้ยงก็ได้นะ”

“ถ้าขืนท่านทำอย่างนั้นจริง ดิฉันไม่ตัดหรอกค่ะเบี้ยเลี้ยง ดิฉันจะสั่งให้ทหารยึดอำนาจจากท่านเลยจริงๆ” ภรรยาท่านพูดเสียงขึงขัง “ดิฉันจ่ายเงินให้เขาก็มากอยู่นะคะ อาวุธส่วนที่ดิฉันต้องซื้อจากต่างประเทศมาให้น่ะ กี่ครั้งๆก็ต้องจ่าย แหม! ทหารของท่านคิดเงินเก่งเหมือนกันนะคะ ที่สำคัญอีกอย่าง พวกเขาต้องเชื่อฟังดิฉันเพราะดิฉันเป็นผู้พิจารณาความชอบ เลื่อนตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายเดี๋ยวนี้พวกเจ้าพนักงานรัฐทั้งใหญ่ทั้งเล็กมาหาดิฉันทุกวันจนลูกต้อนรับจะไม่ไหวอยู่แล้วล่ะท่าน”

“โถท่านหญิงเอกฯครับ อย่าถึงขนาดนั้นเลย ผมไม่กล้าทำหรอก” ท่านนายกรัฐมนตรีทำสีหน้าท่าทางว่ากลัวอย่างที่สุด “ลูกเอ๊ย ช่วยพ่อทีลูกสาวกับแม่เขาถล่มพ่อยับแล้ว” ท่านนายกรัฐมนตรีหันไปทางลูกชาย

“แหม คุณพ่อครับ คุณพ่อสั่งทหารได้ทั้งกองทัพอยู่แล้ว คุณพ่อก็เพิ่มเบี้ยหวัดประจำปีให้หนักๆมากกว่าคุณแม่ แค่นี้ทหารเขาก็ไม่ทำอะไรคุณพ่อแล้วล่ะ”

“เออ จริงสินะ ฮ่าๆ ขอบใจมากลูก” ท่านนายกรัฐมนตรีตบไหล่ลูกชาย “เอาเถอะ จะบอกความจริงให้ฟัง พ่อพาผู้หญิงไปที่ทำเนียบจริงนั่นแหละ แต่ไปฝึกเป็นตัวแทนของประเทศชาติ…” แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เล่าถึงเรื่องโครงการผู้นำรุ่นใหม่จนจบ แล้วตบท้ายว่า “…คนพวกนี้แหละที่จะทำงานให้ลูกในอนาคตข้างหน้าตอนที่พ่อตายไปแล้ว หรือพ่อทำไม่ไหว ลูกคนใดคนหนึ่งก็ต้องขึ้นไปแทนพ่อ”

“โอ้โห กว่าพวกเราจะได้ขึ้นไปทำ ไม่แก่เท่ากับพ่อตอนนี้หรือ” ลูกชายพูดขึ้นพลางหัวเราะ

“อย่าทำเป็นเล่นไป” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดจริงจัง “ที่พ่อพูดอะไรๆให้ฟังทุกวันนี่ก็เพื่อให้ลูกได้รู้ได้เรียนไว้ เมื่อเวลาเหมาะสม ลูกคนใดคนหนึ่งก็ต้องแยกออกมาอยู่กับพ่ออย่างจริงๆจังๆ ต้องแบ่งงานกัน คนหนึ่งเตรียมสืบทอดงานคุณแม่ อีกคนเตรียมสืบทอดงานของพ่อ ที่ช่วยแม่เขาดูแลพวกพนักงานของรัฐน่ะดีแล้ว จะได้รู้จักคุ้นเคย ถึงตอนนั้นเขาก็จะได้เป็นฐานให้ลูกได้”

“หนูยกให้พี่เลย หนูจะอยู่กับคุณแม่” ลูกสาวรีบออกตัว “จะได้สั่งนายกรัฐมนตรีได้เหมือนคุณแม่”

“โอ๊ย ตอนนั้นพี่มีคนสั่งการเป็นของตนเองแล้ว ไม่ต้องอาศัยน้องหรอกแม่คุณ” พี่ชายบอกน้องสาว “พี่ไม่อยู่เป็นโสดให้เธอสั่งๆๆๆหรอกน่า”

น้องสาวหัวเราะคิกคักเมื่อได้ยินพี่ชายพูด

“แล้วเรื่องงานบริหารข่าวสารของท่าอวกาศยานล่ะคะท่านนายกฯ” ภรรยาท่านถามขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน “ทางศาลสรรพวินิจฉัยของท่านอาจารย์ว่ายังไง”

“ท่านอาจารย์รับรองแล้วว่าไม่มีปัญหา แต่ผมต้องให้ทางสภาเห็นชอบก่อน เพราะเรื่องนี้มันใหญ่ แถมชัดเจนเกินไป ถ้าท่านหญิงเอกฯไม่ได้เป็นเจ้าของโดยตรงก็ไม่ยุ่งยากอย่างนี้หรอก” ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ “แต่ท่านหญิงเอกฯต้องช่วยประหยัดๆด้วยนะ จะได้มีเงินเหลือส่งไปที่กองคลังกลางฯ ของผมมากหน่อย ส่วนเรื่องโครงการเมืองใหม่ของท่าอวกาศยาน ผมเพิ่มงบเป็น 70 ล้านล้านเผื่อใช้งบเหลือ โครงการนี้ต้องให้บริษัทร่วมทุนโกศลอเมริเซียที่เคยสร้างท่าขนส่งสินค้าเป็นคนรับงานตามที่เขาขอไว้ คุณหญิงเอกฯช่วยต่อรองราคาให้มากๆหน่อยตอนเจรจาน่ะ เอาให้มากกว่าครั้งก่อนได้ยิ่งดี”

“ค่ะท่าน แต่ยังไม่เห็นเรื่องส่งมาเลย”

“กำลังทำเอกสารประมูลกันอยู่”

“แต่เจ้านี้ค่อนข้างเรื่องมากนะคะ อย่างที่ดิฉันบอก คราวก่อนกว่าจะยอมก็ต้องให้ดิฉันรับรองว่าจะต้องได้โครงการใหม่หลังจากโครงการนั้นเสร็จ คราวนี้ ท่านอาจต้องเตรียมโครงการต่อไปไว้ให้พวกเขาด้วย”

“ถ้าลดได้มากกว่าคราวที่แล้ว ผมอาจให้ทำท่าอวกาศยานที่นิคมสักที่ใดที่หนึ่งเลย กำลังศึกษาอยู่ มูลค่าโครงการเฉพาะท่าขนส่งสินค้าอย่างต่ำๆก็ เป็นหมื่นๆล้านล้านเหรียญ ” ท่านนายกรัฐมนตรีแจง

“ก็น่าจะไม่มีปัญหาค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้”

“สำหรับส่วนค่าตอบแทนของคุณ ผมก็จะใช้เงินจากกองคลังกลางฯของผมเป็นโบนัสให้เหมือนเดิม ในฐานะที่คุณทำงานให้รัฐบาลฟรีๆทุกงาน จึงตอบแทนเป็นโบนัสให้นิดๆหน่อยๆสัก 1,000 หรือ 2,000 ล้าน เงินส่วนนี้ผมใช้ได้ตามอัธยาศัยอยู่แล้ว ประชาชนก็ไม่ได้สนใจว่าผมจะใช้อะไรไปบ้าง คุณก็ไม่ต้องรับค่าตอบแทนจากโครงการโดยตรงเหมือนที่เคยทำมา ต้องรักษาหลักการตรงนั้นไว้อย่างถาวร”

“ดิฉันก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้วนี่คะ” ภรรยาท่านนายกรัฐมนตรีบอกสามี “ดิฉันบอกไม่รับก็ไม่รับ แต่โบนัสนี่ท่านสัญญาแล้วถ้าไม่จ่ายต้องเป็นเรื่องแน่ ลูกสองคนเป็นพยานนะ”

ภรรยาท่านนายกรัฐมนตรีหันไปพูดกับลูกๆ

“แล้วคุณแม่จะแบ่งหนูเท่าไรล่ะ” ลูกสาวถามมารดา “พยานก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนกันนะคะ”

“ลูกชายก็ต้องไม่น้อยกว่าลูกสาว” ลูกชายพูดขึ้นบ้าง

“ฮ่าๆ” ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลหัวเราะเสียงดัง หากไม่ใช่ในครอบครัวท่านจะไม่หัวเราะเสียงดังขนาดนี้ในที่แห่งใด “นักล็อบบี้ระดับโลกจนมุมก็คราวนี้แหละ”

แล้วเสียงหัวเราะจากพ่อแม่ลูกทั้งสี่คนก็ดังประสานกันขึ้น บ่งบอกถึงความสุขใจของเจ้าของเสียงหัวเราะนั้น ซึ่งเป็นครอบครัวของนายกรัฐมนตรีผู้เป็นที่รักของประชาชนในประเทศที่ประชาชนร่ำรวยและสุขสบายที่สุดในโลก.

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Saturday, November 8th, 2008 and is filed under นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats