นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๕)
ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศล เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้นำทั่วโลกที่ได้พบปะกับท่านว่า ท่านเป็นผู้นำที่มีปากตรงกับใจที่สุด การเจรจาใดๆกับท่านนายกรัฐมนตรีโกศล หากมัวแต่อ้อมค้อม ยกอาณานิคมทั้งหมดในอวกาศมาหว่านล้อม เป็นต้องโดนท่านสอนมวยให้แน่ หรือหากใครจะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของท่านหรือประเทศของท่าน หากไม่ตรงกับความเป็นจริง ท่านต้องโต้ตอบอย่างทันควันและอย่างสมน้ำสมเนื้อ ไม่ว่าผู้พูดจะอยู่ในฐานะอะไร เป็นผู้นำของชาติหรือองค์กรระหว่างประเทศก็ตาม
เรื่องราวการตอบโต้ฟาดฟันด้วยคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีโกศลนั้น มีมาตั้งแต่สมัยท่านยังไม่ได้เป็นผู้นำแต่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว เมื่อได้เป็นผู้นำของประเทศโกศล สาธารณชนทั้งในประเทศและในโลกต่างจับจ้องมาที่ท่าน ในฐานะหนึ่งในประเทศมหาอำนาจ ท่านจะพูดอะไร จะทำอะไรจึงมักเป็นข่าวฮือฮาเสมอ
ประชาชนชาวโกศลยังจดจำได้เมื่อครั้งที่ท่านขึ้นเป็นผู้นำสมัยแรก องค์การสหประชาชาติเพื่อกิจการอาณานิคมในอวกาศ ( United Nations Organization of Space Colonails—UNOSC) หรือ ยูโนสซ์ ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและประเทศโกศลว่า การที่ไม่สนใจสร้างนิคมในอวกาศเหมือนประเทศอื่นๆ ทั้งๆที่โกศลก็เป็นประเทศมหาอำนาจและร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งนั้น จะทำให้ชาวโกศลสูญเสียประโยชน์มหาศาลในการด้านการค้าขาย การให้เช่าหรือซื้อพื้นที่บนอาณานิคม และอาจกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ เมื่อได้ยินเช่นนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลตอบโต้เลขาธิการใหญ่ยูโนสซ์ทันทีว่า การพูดเช่นนี้เป็นการดูหมิ่นประเทศและประชาชนชาวโกศลอย่างยิ่ง
“ผมขอให้พ่อแม่พี่น้องชาวโกศลอย่าได้สนใจคำพูดไร้สาระเช่นนั้น…” ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศผ่านสื่อทุกชนิดจากทำเนียบรัฐบาลด้วยน้ำเสียงแกร่งกร้าว “ยูโนสซ์ไม่ใช่พ่อของเราที่จะสั่งให้ทำโน่น ทำนี่ ยูโนสซ์เองก็มีปัญหาของตนอยู่แล้ว ประเทศสมาชิกหลายประเทศเขาก็เบื่อหน่ายเต็มที ประเทศเราก็เป็นสมาชิก ชำระค่าสมาชิกปีละกว่า 8 แสนล้านเหรียญเพื่อให้ยูโนสซ์นำไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเราก็ติดใจสงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะเกิดประโยชน์อะไรมากน้อยในการเป็นสมาชิกยูโนสซ์ ผมจึงฝากไปถึงเลขาธิการยูโนสซ์ว่า ให้จัดการเรื่องในบ้านตัวเองก่อนที่จะมาแนะนำคนอื่น ส่วนเรื่องอขงชาวโกศลนั้น เรามีปัญญาจัดการเองได้”
เมื่อโดนเข้าไม้นี้ เลขาธิการยูโนสซ์ต้องสงบปากสงบคำ เพราะเกรงว่าประเทศโกศลอาจงดชำระค่าสมาชิก ซึ่งปีหนึ่งก็หลายแสนล้านเหรียญอันเป็นเงินก้อนใหญ่ในไม่กี่ก้อนที่ยูโนสซ์ได้รับทุกปี ตั้งแต่นั้นมา ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลจึงถูกสังคมโลกจับตามองยิ่งขึ้น ว่าจะมีบทบาทอย่างไรในเวทีโลก
ด้วยคำพูดของเลขาธิการยูโนสต์นั่นเอง ที่ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลดำเนินนโยบาย คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ ของท่านอย่างเต็มรูปแบบ ท่านตัดสินใจทำสิ่งที่โลกไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ ท่าบริการอวกาศยานที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก โดยกำหนดเวลาก่อสร้างไว้ 15 ปี ใช้งบประมาณก่อสร้างมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยก่อสร้างโครงการใดๆขึ้นบนโลก
“นี่จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า ถึงแม้ประเทศโกศลจะไม่มีนิคมในอวกาศ แต่ก็จะเป็นผู้ควบคุมกิจการอวกาศได้ในที่สุด” ท่านประกาศในวันเปิดตัวโครงการ “อีก 15 ปีต่อจากนี้ ไม่เพียงแต่ยูโนสซ์เท่านั้น แต่ทุกประเทศ ทุกอาณานิคมในอวกาศจะได้รู้ว่า ประเทศโกศลเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศอย่างแท้จริง”
ผู้นำทั่วโลกต่างยอมรับโดยไม่อายว่า ไม่มีใครกล้าที่จะคิดใหญ่ ทำใหญ่จนเข้าข่ายบ้าบิ่นเหมือนนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศลอีกแล้ว
นโยบายคิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ มีพื้นฐานสำคัญอยู่ที่การ “ใช้เงินต่อเงิน” ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีศึกษาจากประสบการณ์ 2 ทางคือ หนึ่ง ประสบการณ์จากอดีตซึ่งเป็นประสบการณ์ของวีรบุรุษในดวงใจของท่าน คือ ท่านทักษิณอดีตนายกรัฐมนตรีประเทศเล็กประเทศหนึ่งในอดีตไกลโพ้น ท่านนายกรัฐมนตรีบอกใครต่อใครว่า นโยบาย คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ ของท่านนี้ ได้แบบอย่างมาจากความสำเร็จของท่านทักษิณ ซึ่งท่านายกรัฐมนตรีโกศลนั้นนับเป็นผู้ศึกษาเรื่องของท่านทักษิณอย่างลึกซึ้งที่สุดจากหลักฐานเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน จนรู้อย่างทะลุปรุโปร่งในเรื่องท่านทักษิณ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลสนใจมากก็คือ ท่านทักษิณได้พัฒนาประเทศของท่านด้วยการใช้เงินต่อเงิน โดยทุ่มเงินสร้างโครงการใหญ่ๆซึ่งสมัยโน้นเรียกว่า “Mega Project” ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในเรื่องค่าจ้างแรงงานทั้งจากโครงการนั้นโดยตรงและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างมหาศาลแล้ว เมื่อสร้างเสร็จก็จะมีรายได้จากค่าใช้บริการตามชนิดของโครงการนั้นๆ ขณะเดียวกันก็จัดสรรเงินงบประมาณส่วนหนึ่งให้ประชาชนในประเทศกู้ยืมไปลงทุนและใช้จ่าย คนที่มีหนี้สินก็เอาไปใช้หนี้ คนที่ไม่มีหนี้ก็เอาไปลงทุน คนที่ไม่มีหนี้และไม่ได้ลงทุนก็เอาไปใช้จ่ายตามความจำเป็น นโยบายอีกอย่างหนึ่งของท่านทักษิณก็คือ การเปิดให้นักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในกิจการต่างๆแทนนักลงทุนในประเทศ โดยนักทุนต่างชาติได้รับเงื่อนไขดีๆจึงทำให้เข้ามาลงทุนมาก นำเงินมาใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ประชาชนประเทศของท่านจึงไม่ต้องทำอะไรมาก แค่การเป็นลูกจ้างของบริษัทต่างชาติอย่างเดียวก็พอแล้ว รัฐบาลก็ได้เงินค่าธรรมเนียมและภาษีจากบริษัทต่างชาติเหล่านั้น นานเข้าประชาชนประเทศของท่านก็ไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะต่างชาติทำให้หมด เมื่อพ้นสมัยของท่านทักษิณไปแล้วไม่นานเท่าใด แม้แต่การบริหารประเทศคนในประเทศก็แทบไม่ต้องทำ เพราะเปิดให้ชาวต่างชาติได้สัมปทานการบริหารจัดการประเทศในรูปบริษัท ใครให้ค่าตอบแทนมากกว่าก็รับไปบริหาร รัฐบาลมีหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมจากการสัมปทานบริหารประเทศของชาวต่างชาติและคอยอำนวยความสะดวกให้ ต่อจากนั้นอีกประมาณ 100 ปีเศษๆ ประชาชนประเทศท่านก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อประเทศอีกต่อไป เพราะกลมกลืนกับชาวต่างชาติหมดแล้ว จากประเทศก็กลายเป็นดินแดนกึ่งประเทศกึ่งบริษัทที่บริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการ ประเทศต่างๆทั่วโลกผลัดเปลี่ยนกันเข้าสัมปทานบริหาร ผ่านมา 400 กว่าปีบัดนี้ดินแดนที่เคยเป็นประเทศนั้นไม่ปรากฏว่าตั้งอยู่ ณ ที่ใด เพราะประชาชนทั้งหลายเลือกที่จะไปอยู่ที่ใดก็ได้ เหลือเฉพาะชื่อของท่านทักษิณที่สร้างปรากฏการณ์เช่นนั้นได้เพียงผู้เดียว และหลักการทักษิณที่นำมาปรับใช้กับประเทศโกศลจนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้
“ถึงแม้ประชาชนต้องการ แต่ประเทศโกศลของเรายังคงใช้เวลาอีกนาน กว่าจะก้าวไปถึงจุดที่ให้สัมปทานการบริหาร” ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลประกาศในการหาเสียงเลือกตั้งทุกครั้ง “ยังดีที่ประชาชนชาวโกศลยังรักที่จะเป็นประเทศโกศลอยู่ ตอนนี้เราต้องสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง ผมจึงอยากจะสืบต่องานที่ได้วางไว้ ดังนั้น ขอให้ผมได้ดำเนินงานวางพื้นฐานให้แก่ประเทศชาติต่อไป เมื่อสำเร็จแล้วก็ไม่ต้องเลือกผมอีก”
ประชาชนชาวโกศลตอบสนองความต้องการของท่านนายกรัฐมนตรีโกศล โดยเลือกท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกโดยพร้อมเพรียงกัน
ประสบการณ์ทางที่สองของท่านก็คือประสบการณ์การทำธุรกิจของครอบครัวภรรยาท่าน ที่ขยายตัวเติบโตไปถึงระดับโลก มีบริษัทในเครือดำเนินธุรกิจการค้าการลงทุนแขนงต่างๆนับร้อยบริษัท เพียงแค่บริษัทเอไอเอส เพียงบริษัทเดียวก็มีทุนจดทะเบียนเกือบ 2 พันล้านล้านเหรียญ มีสินทรัพย์นับแสนล้านล้านเหรียญ ซึ่งนับเป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก ท่านนายกรัฐมนตรีจึงอาศัยประสบการณ์จากครอบครัวภรรยาท่านนำมาปรับใช้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะบิดาของภรรยาท่านและภรรยาท่านนั้น ให้คำปรึกษาอันเป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันนี้ ภรรยาของท่านก็มาช่วยทำงานโดยไม่รับค่าตอบแทนใดๆ ดังที่ประชาชนชาวโกศลทราบกันดี
การใช้ “เงินต่อเงิน” ของท่านนายกรัฐมนตรีโกศล ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนต่างมีความสุขกับการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองที่รัฐบาลมอบให้ สิทธิในการกู้ยืมเงินโดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยและไม่มีระยะเวลาบังคับส่งคืน สิทธิในการรักษาพยาบาลโดยจ่ายแค่ 13 เหรียญเท่านั้น สิทธิในการเรียนฟรีของลูกหลาน สิทธิในการได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นปีละ 200-300 เปอร์เซ็นต์ สิทธิในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย สิทธิในการรับข่าวสารเรื่องนโยบายรัฐบาลโดยเท่าเทียมกันฯลฯ อีกมากมายแทบนับไม่ถ้วน
งบประมาณจำนวนมากมายที่รัฐบาลทุ่มเทเพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีแก่ประชาชนและสร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้านั้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้ประชาชนทราบอยู่เสมอว่า ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่จะมาคิดเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีคิดให้ทำให้ทุกอย่างแล้ว
“ท่านควรคิดหาทางใช้เงินในกระเป๋าของท่านจะดีกว่า อย่าให้เงินมันนอนอยู่เฉยๆมากเกินไป เรื่องเงินงบประมาณในการบริหารประเทศและสร้างรายได้ให้ท่านนั้น ผมมีหน้าที่คิดและหามา จะได้มาจากไหน เท่าไร ทำอะไร ประชาชนไม่ต้องคิดเรื่องนี้” ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศผ่านสื่อทุกครั้งที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี “ประชาชนของประเทศโกศลมีหน้าที่ใช้เงินเป็นหลัก”
ท่านผู้นำจะพูดอะไรประชาชนเชื่อฟังเสมอ เพราะท่านผู้นำทำในสิ่งที่พูด พูดในสิ่งที่ทำมาตลอด ดังนั้น ประชาชนจึงเชื่อในสิ่งที่ผู้นำพูด ทำในสิ่งที่ผู้นำบอกจนเคยชิน จะมีก็เพียงแต่ฝ่ายคัดค้านที่มีจำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้น ที่คอยตั้งข้อสังเกตในเชิงคัดค้าน หรือวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงไม่เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรี แต่เป็นเสียงที่แผ่วเบามากเหลือเกินในการรับรู้ของประชาชนชาวโกศล เพราะนับตั้งแต่ศาสตราจารย์โกศลอธิการบดีมหาวิทยาลัยโกศลยืนเคียงข้างท่านนายกรัฐมนตรี เสียงจากฝ่ายคัดค้านก็ค่อยๆเบาลงจนประชาชนรู้แต่เพียงว่ามีฝ่ายคัดค้าน แต่ไม่สนใจที่จะฟังหรือจดจำว่าฝ่ายคัดค้านพูดอะไรและทำอะไรบ้าง ท่านนายกรัฐมนตรีเสียอีกที่ยังเอาใจใส่ เพราะท่านบอกว่าท่านเคารพประชาธิปไตย ในระบบประชาธิปไตยต้องมีฝ่ายคัดค้านคอยตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งท่านศาสตราจารย์ก็เห็นด้วย จึงให้มีฝ่ายคัดค้านอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ทำหน้าที่อย่างสมเกียรติ
เมื่อมีฝ่ายคัดค้าน ท่านนายกรัฐมนตรีจึงต้องทำงานอย่างระมัดระวังขึ้น แม้ฝ่ายคัดค้านจะเป็นเสียงส่วนน้อย อันเป็นครรลองของระบบประชาธิปไตย แต่รัฐบาลก็ต้องรับฟัง
“เสียงของฝ่ายคัดค้านก็เป็นเสียงของประชาชน” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเสมอๆ “เขาพูดอะไร ค้านอะไรก็ต้องฟัง ต้องตรวจสอบ ผมอาจจะพูดตรงๆ พูดแข็งๆกับคนอื่น แต่สำหรับฝ่ายค้านแล้ว ผมต้องฟังเขา ประเทศของเราเจริญมาได้ขนาดนี้ก็เพราะประชาธิปไตยที่ฝ่ายคัดค้านคอยตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล”
ดังนั้น เมื่อฝ่ายคัดค้านพูดอะไร ค้านอะไร ท่านนายกรัฐมนตรีจะฟังเสมอ ซึ่งผิดกับบุคลิกโผงผาง ตรงไปตรงมาของท่าน เมื่อมีข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ท่านจึงส่งให้ศาลสรรพวินิจฉัยตีความเสมอ เพราะเป็นหน่วยงานอิสระที่มีความเป็นกลาง และท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในความเป็นกลางของสรรพศาลวินิจฉัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการแต่งตั้งท่านศาสตราจารย์อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศลเป็นประธานที่ปรึกษาศาลสรรพวินิจฉัย ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งประเทศโกศลกำหนดให้ประธานที่ปรึกษาของคณะกรรมการองค์กรอิสระต่างๆมีอำนาจในการสั่งการในคณะกรรมการนั้นๆ โดยที่ประธานคณะกรรมการองค์กรอิสระมีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยงานต่างๆเพียงอย่างเดียวอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแบกภาระด้านการบริหารองค์กร เหตุผลที่แต่งตั้งท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติเป็นประธานที่ปรึกษาศาลสรรพวินิจฉัยนั้น เพราะท่านไม่ได้มีตำแหน่งใดๆในรัฐบาล ดังนั้น จึงสามารถดำรงความเป็นกลางตามหลักการได้ ไม่เอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งคำวินิจฉัยที่ปรากฏแก่สาธารณชนก็ยืนยันได้อย่างชัดเจนโดยมีข้อกฎหมายรองรับทุกเรื่อง
หากไม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ยอมเสียเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกเว้นเฉพาะตำแหน่งประธานที่ปรึกษาศาลสรรพวินิจฉัยเท่านั้นที่ไม่ต้องให้ “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” เป็นประธานที่ปรึกษา ซึ่งในข้อนี้ ท่านได้รับคำยกย่องนับถือจากชาวโกศลเป็นอย่างยิ่ง ว่ามีจิตวิญญาณประชาธิปไตยและรักความถูกต้องอย่างล้ำเลิศ
การดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาศาลสรรพวินิจฉัยของท่านศาสตรารย์โกศลอธิการบดีมหาวิทยาลัยโกศลก็เป็นการเลือกบุคคลที่เหมาะสมยิ่ง เป็นการยืนยันหลักการ “Put the Right Man on the Right Job” ของท่านนายกรัฐมนตรีโกศลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งท่านจะย้ำแนวคิดการเลือกคนให้ถูกกับงานนี้เสมอ โดยท่านศาสตราจารย์ที่มีความฉลาดระดับเดียวกันกับท่านนายกรัฐมนตรี มีความรอบรู้ศาสตร์ทุกแขนง ได้รับการยอมรับจากทุกๆฝ่าย ย่อมเหมาะสมทุกประการกับตำแหน่งอันสำคัญนี้
การวินิจฉัยข้อกฎหมายล่าสุดที่ศาลสรรพวินิจฉัยต้องทำให้เสร็จโดยเร็วก็คือ กรณีที่รัฐบาลจะต้องจัดจ้างบริษัทเอกชนให้ดำเนินงานตาม แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ ที่มีมูลค่าสูงนับแสนล้านเหรียญต่อเดือนในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ประเด็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีส่งให้ศาลสรรพวินิจฉัยพิจารณาโดยยังไม่มีเสียงท้วงติงจากฝ่ายค้านคือ
1. กรณีการให้บริษัทระบบสื่อสารก้าวหน้าหรือเอไอเอสซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่เข้าเงื่อนไขการจ้างงานลักษณะนี้รับงานไปทำเพื่อประหยัดเงินของชาติในขณะที่ประธานบริษัทเป็นประธานคณะกรรมการ กสช. ที่เป็นเจ้าของโครงการ จะได้หรือไม่
2. กรณีเจ้าของบริษัทระบบสื่อสารก้าวหน้า หรือ เอไอเอสเป็นภรรยาของนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการจะผิดหรือไม่หากบริษัทฯได้รับงานนี้
ท่านศาสตราจารย์โกศลในฐานะประธานที่ปรึกษาซึ่งมีอำนาจสั่งการศาลสรรพวินิจฉัย ได้สั่งให้ประธานคณะกรรมการศาลสรรพวินิจฉัยเข้าหารือเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อแจ้งให้ดำเนินการศึกษาโดยเร็ว สถานที่หารือคือที่ทำงานของท่านศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล
ท่านประธานศาลสรรพวินิจฉัยซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นโกศลในภายหลังเช่นกัน เข้าพบท่านศาสตราจารย์โกศลตามคำสั่งตรงตามเวลา ท่านศาสตราจารย์ได้มอบหนังสือหารือจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้แก่ประธานศาลสรรพวินิจฉัย
“เท่าที่ผมจำได้ ทั้ง 2 ประเด็นน่าจะทำได้หมด มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ทำได้ หรือถ้าไม่กำหนดห้ามไว้ก็ทำได้ เว้นแต่ถ้ากำหนดห้ามไว้จึงจะทำไม่ได้” ท่านศาสตราจารย์ให้ข้อคิดเห็นแก่ประธานกรรมการศาลสรรพวินิจฉัย ซึ่งหากท่านประธานที่ปรึกษาได้ให้ข้อคิดเห็นเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าต้องทำให้ได้ “แต่อย่างว่าล่ะ ผมไม่เชี่ยวชาญกฎหมาย คุณต้องไปดูให้ชัดเจน”
“ได้ครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านศาสตราจารย์อีกคนหนึ่งรับคำ “ถ้าอาจารย์บอกว่าทำได้ผมก็ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น”
“แต่ต้องดูให้ดีๆ อย่าให้พลาด ถึงฝ่ายคัดค้านทำอะไรไม่ได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็อยากให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สุด ถ้ามีข้อขัดข้อง ติดขัดในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญก็รีบบอกผม จะได้เรียนท่านนายกฯแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ทาง สส. และ สว. เขาก็พร้อมอยู่แล้ว เรียกประชุมได้ตลอดเวลา เพราะทุกคนพร้อมทำตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีวางหลักการไว้ว่า เราต้องยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องดีกว่าให้รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติแล้วเราไปละเมิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นการไม่เคารพและทำลายหลักการประชาธิปไตย”
“ครับท่านอาจารย์”
“ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องท่าบริการอวกาศยานนี้มาก เป็นงานที่ใหญ่ที่สุดที่ท่านและโลกนี้เคยทำมา ดังนั้น งานต่อเนื่องจึงต้องใหญ่ตาม ใช้เงินไปกับโครงการนี้มหาศาล โลกทั้งโลก ทั้งอวกาศต่างแทบจะก้มหัวให้แล้ว ดังนั้น ท่านจึงไม่อยากให้มีอุปสรรคมาขัดขวาง แม้จะเป็นอุปสรรคเล็กๆน้อยก็ตาม จะทำให้งานสะดุด”
“ครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยรับคำ
“เรื่องานผมก็มีเท่านี้ แล้วครอบครัวคุณเป็นอย่างไรบ้าง” เสร็จจากเรื่องงานแล้วท่านศาสตราจารย์ถามทุกข์สุขของครอบครัวผู้ร่วมงานเสมอ
“สบายดีครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยตอบด้วยน้ำเสียงสดชื่น “เพราะท่านอาจารย์กรุณาดูแลครอบครัวผมอย่างดี จึงมีความสุขกันมาก”
“ที่จริงแล้วผมไม่ได้ดูแลพวกคุณหรอก เพราะคุณทำงานหนักทำงานดีต่างหาก คุณเป็นคนดูแลครอบครัวของคุณเอง” ท่านศาสตราจารย์ไม่ยอมรับคำยกย่องของลูกศิษย์ “อ้อ ผมจะถามคุณตั้งหลายครั้งแล้ว คุณเคยไปพักผ่อนที่ไหนนอกโลกบ้างหรือยัง”
“ยังเลยครับท่านอาจารย์”
“อยากไปที่ไหนไหมล่ะ”
“ได้ยินเด็กๆคุยกันว่าอยากจะไปดูทะเลน้ำแข็งที่ยูโรป้า แม่เขาก็เห็นด้วย แต่ผมยังไม่ว่างไปเลยครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยตอบ “อีกอย่าง ถ้าไปกันทั้งหมด ค่าใช้จ่ายก็หนักหนาเอาการอยู่”
“โอ๊ย คุณนี่คิดอะไรแบบนั้น ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครเลยหรือ” ท่านศาสตราจารย์พูดกับลูกศิษย์ด้วยน้ำเสียงเจือความขบขัน
“ผมเป็นประธานศาลสรรพวินิจฉัยครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยตอบแบบพาซื่อ “ผมทำงานกับท่านอาจารย์ครับ”
“เออๆ ข้อนั้นผมรู้ แสดงว่าคุณเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาผม เป็นลูกศิษย์ผมด้วย กะแค่การไปยุโรป้าคุณยังคิดให้มากเรื่องอีก”
“ครับ ท่านอาจารย์ ผมเข้าใจแล้วครับ ผมไม่คิดอะไรแล้วครับ” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยตอบ
“ไปทำเรื่องนี้ให้เสร็จ แล้วแจ้งให้ผมทราบผมจะได้เรียกประชุมศาลอย่างเป็นทางการ เสร็จแล้วคุณค่อยไปยูโรป้า จะไปเมื่อไรก็บอกผม”
“ครับผม ท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยรับคำ และเข้าใจความหมายของท่านศาสตราจารย์อย่างปรุโปร่ง “ผมขอลาท่านอาจารย์ครับ”
ประธานศาลสรรพวินิจฉัยลุกขึ้น โค้งคำนับท่านศาสตราจารย์ หยิบกระเป๋าเอกสารแล้วเดินออกไปจากห้องของท่านประธานที่ปรึกษาศาลฯ พร้อมด้วยรอยยิ้มอันสุขใจที่เรื่องการไปยูโรป้าสำเร็จลงเรียบร้อยตามที่รับปากกับลูกและเมียไว้ ที่เหลือก็แค่ทำงานของท่านอาจารย์ให้เสร็จเท่านั้น
“ผมรู้น่ะว่าคุณอยากจะให้ช่วยอะไร” ท่านศาสตราจารย์พูดพึมพำตามหลังลูกศิษย์ ยิ้มด้วยความพอใจ “ไม่เสียทีที่ผมสอนมากับมือ”
หลังจากประธานศาลสรรพวินิจฉัยไปแล้ว ท่านศาสตราจารย์ก็พบกับคณะบุคคลและบุคลที่มาเข้าพบหลายคณะ จากนั้นก็เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อพบกับท่านนายกรัฐมนตรี
เมื่อไปถึงต้องรออยู่ครู่ใหญ่ๆ เนื่องจากมีผู้นำต่างประเทศที่จะเดินทางไปพักผ่อนยังอาณานิคมดาวอังคารแวะเข้ามาเยี่ยมคาระวะ เมื่อแขกคนสำคัญไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้พบกับท่านศาสตราจารย์
“ผมต้องขอภัยท่านอาจารย์ที่ต้องให้รอนาน” ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวขอโทษท่านศาสตราจารย์ “ผมพร้อมจะฟังคำชี้แนะของท่านอาจารย์แล้วครับ”
“เรื่องแรกเป็นเรื่องค่อนข้างส่วนตัวหน่อยนะครับท่านนายกฯ” ท่านศาสตราจารย์เอ่ยด้วยความเกรงใจ “คือผมคิดว่าอยากให้ประธานศาลสรรพวินิจฉัยไปพักผ่อนกับครอบครัวของเขาที่ยูโรป้าสักพักหลังเสร็จงานวินิจฉัยเรื่องเอไอเอส เพราะเท่าที่ทราบเขาไม่ได้ไปไหนๆเลยตั้งแต่ทำงานนี้มา ผมรู้สึกว่าเอาลูกศิษย์มาใช้งานหนักเกินไปเสียแล้ว”
“โธ่ ท่านอาจารย์ นึกว่าเรื่องอะไร” ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มอย่างอารมณ์ดี “ผมนี่รบกวนท่านอาจารย์มากจริงๆ ขอร้องให้ท่านอาจารย์มาช่วยงานแล้วยังเอาลูกศิษย์ท่านอาจารย์มาใช้งานทั้งโดยตรงโดยอ้อมอีกตั้งหลายคน ใช้งานหนักเสียด้วย แบบนี้ ผมจะปฏิเสธท่านอาจารย์ได้อย่างไร”
“ท่านนายกฯกรุณามากครับ” ท่านศาสตราจารย์ตอบด้วยเสียงนอบน้อม
“ไม่หรอกครับท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา มีงบมากมายที่กองคลังกลางของสำนักนายกฯ ผมมีอำนาจตามกฎหมายสั่งจ่ายเต็มที่อยู่แล้ว ใช้งบส่วนนี้ได้เลย เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด แล้วก็ให้เงินติดกระเป๋าไปด้วยสัก 500 ล้าน ” จากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีหันไปสั่งท่านเลขาฯโกศล “ท่านเลขาฯช่วยทำเรื่องค่าใช้จ่ายยุโรป้าให้ประธานศาลฯเพื่อนคุณด้วยนะ”
“ครับผม ท่านนายกฯ”
“เรื่องต่อไป เรื่องวินิจฉัยกรณีเอไอเอสนั้น ผมดูคร่าวๆแล้วไม่มีปัญหา หากจะมีก็อาจติดขัดในรัฐธรรมนูญ”
“ถ้ามีก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนขึ้น ข้อนี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว สส. สว. เขาพร้อมลงมติให้ทุกเวลา” ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ
“รอให้ศาลสรรพวินิจฉัยไปดูรายละเอียดก่อนสักวันสองวันคงชัดเจนขึ้น”
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากครับ ถ้าไม่มีท่านอาจารย์ ผมคงไม่สามารถทำอะไรได้มากมายขนาดนี้” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดกับท่านศาสตราจารย์
“ท่านฉลาดอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว ถึงไม่มีผมก็ทำได้” ท่านศาสตราจารย์ตอบ
“แต่ถ้ายังมีท่านอาจารย์คอยวิจารณ์ผมอยู่ คนก็คงไม่เชื่อผมมากมายขนาดนี้” ท่านายกรัฐมนตรีพูดด้วยความจริงใจที่สุด “เรื่องนี้ ผมยอมให้ท่านอาจารย์เพียงคนเดียว”
“ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เปิดโอกาสให้ผม ผมก็คงไม่มีโอกาสสร้างคุณภาพทางด้านศึกษาให้ประชาชนตามที่ฝันไว้ได้มากขนาดนี้ ผมก็คงเป็นแค่คนแก่ขี้บ่นให้รัฐบาลไปวันๆ”
ท่านนายกรัฐมนตรีหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดศาสตราจารย์
“หรือผมอาจจะปวดหัวไม่หายถ้าท่านอาจารย์ยังคอยวิจารณ์ผมอยู่” นายกรัฐมนตรีพูดกลั้วหัวเราะ หันไปทางท่านเลขฯ “ที่เราต่างคนต่างได้ทำในสิ่งที่ต้องทำก็เพราะท่านเลขาฯโกศลลูกศิษย์ของท่านอาจารย์แท้ๆ”
ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่หันไปมองท่านเลาฯโกศลด้วยสายแต่แสดงความขอบคุณ ท่านเลขาฯโกศลค้อมหัวให้ผู้เป็นอาจารย์และเจ้านายของตนโดยที่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศล และท่านศาสตราจารย์โกศลผู้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล ต่างหัวเราะด้วยความรื่นเริง ขณะที่เลขานุการคณะรัฐมนตรีโกศล นั่งยิ้มอยู่ใกล้ๆ คอยซึมซับบรรยากาศของการพบปะกันของสองผู้ยิ่งใหญ่ที่นักปราชญ์ทั้งหลายทั่วประเทศโกศลต่างอยากมีโอกาสเช่นนี้บ้าง.




เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ