นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๔)
เมื่อสถานีบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่เปิดดำเนินการ ประเทศโกศลคึกคักขึ้นมาทันตา นักธุรกิจ นักเดินทาง นักอะไรต่อมิอะไรต่างหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศโกศล นำเงินตราเข้ามาจับจ่ายใช้สอยวันหนึ่งนับแทบไม่ถ้วน กิจการ ร้านค้า โรงแรม ที่พัก สินค้าอุปโภคบริโภคต่างขายดิบขายดี สร้างรายได้แก่ชาวโกศลกันอย่างถ้วนหน้า รัฐบาลโกศลมีรายได้จากการใช้ท่าอวกาศยานทั้งจากยานขนส่งสินค้า ยานโดยสาร และจากผู้โดยสารที่ต่างก็มุ่งมาใช้บริการของท่าบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่ บรรดาผู้นำประเทศเจ้าของอาณานิคมในอวกาศ และเจ้าหน้าระดับสูงที่ต้องเดินทางไปตรวจตราและดูแลกิจการก็เป็น
ลูกค้าชั้นดีที่มีอำนาจในการจ่ายไม่จำกัด และส่วนมากแล้วมักแวะเข้าเยี่ยมคารวะท่านนายกรัฐมนตรีโกศลก่อนออกเดินทาง จึงทำให้ทำเนียบนายกรัฐมนตรีประเทศโกศลมีแขกระดับวีไอพีแทบทุกสัปดาห์ กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจของโลกไปโดยปริยาย
ท่านายกรัฐมนตรีโกศลมีความพอใจเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำระดับสูงของประเทศต่างๆ รวมถึงผู้นำองค์กรธุรกิจใหญ่ๆระดับโลกและระหว่างดวงดาวเข้าเยี่ยมคารวะท่าน นี่ย่อมไม่เพียงแต่ทำให้ท่านมีความภูมิอกภูมิใจเป็นส่วนตนเท่านั้น แต่หมายถึงความภูมิใจของชาวโกศลทั้งมวลด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีการจัดการบริหารงานข่าวสารในส่วนของท่าอวกาศยานแห่งใหม่ให้เป็นระบบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ หรือ กสช. ที่เป็นกรรมการอิสระมีหน้าที่บริหารจัดการในเรื่องการสื่อสารทุกชนิดของชาติ ที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ปรึกษา กสช. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีอำนาจสั่งการสูงสุด เข้าประชุม กสช. ที่ห้องประชุมทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ท่านนั่งบนเก้าอี้ประธานที่จัดทำขึ้นอย่างพิเศษ เป็นเก้าอี้อเนกประสงค์ที่มีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง เช่น ติดเครื่องปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะกับอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ มีความนุ่มนิ่มเหมาะสำหรับผิวหนังของผู้นั่ง สามารถปรับเอนได้ทุกมุมทั้งซ้ายขวา หน้าหลัง เมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เพียงแค่กดปุ่มเก้าก็จะแปลงร่างกลายเป็นห้องนิรภัยขนาดย่อมๆ หุ้มเกราะกันกระสุนและทนแรงระเบิดได้หลายตัน มีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในตัว มีระบบสื่อสารเชื่อมต่อกับศูนย์บัญชาการของรัฐบาลที่เป็นศูนย์บัญชาการระบบป้องกันภัยของชาติด้วย เก้าอี้ลักษณะแบบเดียวกันนี้มีอยู่ในศูนย์ประชุมของรัฐบาลทุกแห่งทั่วประเทศ ผู้ที่มีสิทธิ์ใช้ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
คณะกรรมการ กสช. ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวิชาการด้านต่างๆ ไม่ว่าด้านกฎหมาย ด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านสื่อสาร ด้านการศึกษา ด้านโทรคมนาคม ด้านเทคนิคการสื่อสาร ฯลฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพของตน สรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านใดที่มีอยู่ในโลกนี้ ล้วนแต่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นอยู่ในคณะกรรมการ กสช. นี้ด้วย มากบ้างน้อยบ้างตามความจำเป็น รวมแล้วคณะกรรมการชุดปัจจุบันมีทั้งหมด 500 คน (เรียกกันทั่วไปว่า “กสช. 500”) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเห็นสมควรแต่งตั้งขึ้นมา ตามอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า นายกรัฐมนตรีต้องลงนามแต่งตั้งกรรมการ กสช. ตามรายชื่อที่เสนอโดยประธานที่ปรึกษา ซึ่งประธานที่ปรึกษานี้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งพร้อมกับคณะที่ปรึกษาประกอบไปด้วย “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” เป็นประธานที่ปรึกษา และให้ รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติ เป็นคณะที่ปรึกษาเพื่อทำหน้าที่เลือกสรรคณะกรรมการ กสช. เมื่อแต่งตั้งคณะกรรมการ กสช. แล้ว ให้คณะกรรมการ กสช. เลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งจากคณะกรรมการขึ้นเป็นประธานโดยคำแนะนำของประธานที่ปรึกษา ซึ่งประธานที่ปรึกษาแนะนำคณะกรรมการให้เลือก ประธานบริษัท ระบบสื่อสารก้าวหน้า จำกัด หรือ Adanced Information System Co.Ltd. หรือรู้จักกันทั่วไปตามคำย่อว่า เอไอเอส (AIS) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก แต่มีผู้ตั้งข้อสังเกตในเชิงไม่เห็นด้วย (ฝ่ายคัดค้านในสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา ซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยเพียงหยิบมือ)ว่า ประธานบริษัทเอไอเอสมีสายสัมพันธ์กับท่านนายกรัฐมนตรี อาจผิดกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ ที่ออกตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามไม่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ กสช. เพราะอาจถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองได้ ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะให้ประธานบริษัทเอไอเอสดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ กสช. ซึ่งอาจจะไม่มีความเป็นอิสระในการทำงาน (กสช. เป็นองค์กรอิสระที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่จัดสรรค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลจะสั่งให้ทำโน่นทำนี่ไม่ได้ เว้นแต่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยรัฐบาลอาจเสนอความเห็นให้พิจารณาได้ ซึ่งผลจะเป็นเช่นไรนั้น ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ กสช. และคณะที่ปรึกษาจะพิจารณา ทั้งนี้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการนั้น ศาลสรรพวินิจฉัยได้พิจารณาวินิจฉัยแล้วว่าเป็นได้ เพราะกำหนดไว้ใน กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ ว่าให้ “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” เป็นประธานที่ปรึกษา ซึ่งสอดคล้องกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด จึงเป็นเรื่องของตัวบุคคล หากกำหนดไว้ว่าให้ “นายกรัฐมนตรี” จึงจะมีฐานะเป็นฝ่ายการเมือง ดังนั้น การเกี่ยวข้องกับกรรมการอิสระใดๆของท่านนายกรัฐมนตรี จึงเกี่ยวข้องในฐานะบุคคล มิใช่ตำแหน่งทางการเมือง จึงเชื่อว่า คณะกรรมการอิสระจะดำรงความเป็นอิสระต่อไปได้) เรื่องนี้มีการถกเถียงกันมาก เพราะเมื่อมีผู้ทักท้วงด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีจึงส่งให้ศาลสรรพวินิจฉัยพิจารณาตีความ ว่าประธานคณะกรรมการมีสายสัมพันธ์กับท่านจริงจนอาจเป็นผลเสียต่อการทำงานในฐานะประธาน กสช. 500 หรือไม่
ศาลสรรพวินิจฉัยหรือคณะ500 ได้สืบค้นข้อเท็จจริงได้ความว่า ประธานบริษัทเอไอเอสซึ่งเป็นประธาน กสช.500 ด้วยนั้น มีความเกี่ยวดองกับท่านนายกรัฐมนตรี โดย ทวดของทวดของปู่ของปู่ของพ่อของพ่อประธานบริษัทเอไอเอสแต่งงานกับน้องสาวของทวดของทวดของยายของยายของแม่ของแม่ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อมาถึงรุ่นปัจจุบันคือท่านนายกรัฐมนตรีกับประธานเอไอเอสนั้น ทั้งสองไม่รู้จักกันแล้วเพราะเป็นคนละสายโลหิตโดยสิ้นเชิง หลักฐานสำคัญก็คือ ผลการตรวจดีเอ็นเอของทั้งสองภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของคณะกรรมการตรวจสอบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน แสดงว่า ดีเอ็นเอของทั้งสองมีความเหมือนกันแค่ 0.000000009 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ความเกี่ยวพันในเชิงญาติตกไป ส่วนข้อที่บริษัทเอไอเอสมีท่านหญิงเอกแห่งโกศลประเทศคือภรรยาท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าของนั้น ก็เป็นกิจการส่วนตัวของครอบครัวฝ่ายบิดามารดาของท่านหญิงเอกฯ ไม่เกี่ยวข้องกับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีหุ้นในบริษัทนั้นแต่อย่างใด จึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งการให้ทำตามความต้องการหรือรับผลประโยชน์ใดๆได้ คณะ 500 จึงมีมติ 500 เสียงต่อ 0 ว่า ประธานบริษัทเอไอเอสเป็นประธาน กสช.500 ได้
การประชุมคณะกรรมการ กสช. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่ปรึกษา มีอำนาจสูงสุดในที่ประชุมนั้น เป็นที่เข้าใจทั่วกันว่า ท่านทำงานในฐานะ “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ซึ่งเป็นตัวบุคคลไม่ใช่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามที่ศาลสรรพวินิจฉัยหรือ “คณะ 500” ได้วินิจฉัยไว้ และประชาชนชาวโกศลทั้งหลายก็เข้าใจและเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยนั้น (ยกเว้นฝ่ายคัดค้านซึ่งมีจำนวนน้อยเพียงหยิบมือ) ท่านนายกรัฐมนตรีจึงมีความสบายอกสบายเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ทำงานกับคณะกรรมการ กสช. 500 โดยที่ไม่ต้องเอาตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องให้วุ่นวาย ท่านจะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการก็ต่อเมื่อต้องลงนามในคำสั่งแต่ตั้งคณะกรรมการในฐานนะนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
การประชุมวาระพิเศษนี้ เริ่มต้นด้วยการรายงานกิจการของประธานคณะกรรมการ กสช. 500 ให้ประธานที่ปรึกษาและคณะที่ปรึกษาได้ทราบ ซึ่งประธานคณะที่ปรึกษาจะต้องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีตามลำดับ จึงเป็นข้อดีอย่างยิ่งยวดที่กฎหมายกำหนดให้ประธานที่ปรึกษาเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ที่ต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ ในกรณีนี้ถึงแม้จะต่างตำแหน่งหน้าที่แต่เป็นคนๆเดียวกันจึงลดขั้นตอนลง ทำให้งานเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว
ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะ “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการ กสช.500 นั่งด้วยท่าทีผ่อนคลายบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ขนาบข้างด้วยท่านเลขาฯโกศลซึ่งนั่งอยู่ด้านซ้ายของท่านประธาน ทำหน้าที่เลขานุการในที่ประชุม ทางด้านขวาของท่านนายกรัฐมนตรีคือท่านศาสตราจารย์โกศล อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ซึ่งนอกจากจะเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของคณะกรรมการ กสช.500 แล้ว ยังเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้วย
“ขอบคุณคณะกรรมการ กสช. ทุกท่านและคณะที่ปรึกษาท่านที่มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกันในวันนี้ ก่อนอื่นผมขอแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่าบัดนี้ได้มีการจัดทำแผนงานใหม่คือ แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ โดยท่านประธาน กสช. จัดทำมาให้ผมเรียบร้อยแล้ว นับจากนี้ไปผมจะดำเนินการสั่งการแผนนี้ไปตามขั้นตอนปกติในฐานะของนายกรัฐมนตรี ผมมีเรื่องแจ้งให้ทราบเท่านี้ ต่อไปก็เชิญท่านเลขาฯ ดำเนินการตามวาระปกติ” ประธานที่ปรึกษาในฐานะประธานที่ประชุมสั่งการเลขาฯที่ประชุม
“วาระแรก การรายงานกิจการของคณะกรรมการในรอบเดือนที่ผ่านมา ขอเชิญท่านประธาน คณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ รายงานครับ” ท่านเลขาฯโกศลดำเนินการต่อ
ประธานคณะกรรมการ กสช. 500 ซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าท่านประธานในที่ประชุม ขยับแว่นตา อ่านรายงานบนเอกสารตรงหน้าช้าๆ
“เรียน ท่านประธานที่ปรึกษา กระผมขออนุญาตรายงานกิจการของคณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ ดังนี้
1. การออกใบอนุญาตในการตั้งสถานีโทรทัศน์ให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ในเดือนที่ผ่านมา จำนวน 500 ราย โดยผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิ์กู้เงินลุงทุนจากรัฐบาลได้เต็มจำนวน ให้มีการจัดทำเนื้อหารายการได้โดยเสรี และให้เก็บค่าบริการโดยเสรี ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตรา 1.5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้แก่รัฐปีละ 1 ครั้ง และอัตราภาษี 0.15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ด้วย ตามนโยบายการเปิดเสรีด้านการสื่อสารและการส่งเสียงของรัฐบาล
2. การออกใบอนุญาตการจัดตั้งสถานีวิทยุให้แก่นักลงทุนต่างชาติในเดือนที่ผ่านมา จำนวน 500 ราย โดยใช้เงื่อนไขเดียวกับข้อ 1
3. การออกใบอนุญาตในการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์และวิทยุให้นักลงทุนชาวโกศล เดือนนี้รวมแล้วจำนวน 25 ราย ต่ำกว่าข้อกำหนดในข้อตกลงการเปิดเสรีทางการสื่อสารและการส่งเสียง ภายใต้พันธะสัญญาขององค์การการสื่อสารและส่งเสียงนานาชาติ ซึ่งตามข้อตกลงนี้ ประเทศเรามีสิทธิออกใบอนุญาตให้นักลงทุนในประเทศ 35 รายต่อเดือน โดยนักลงทุนต้องหาแหล่งเงินทุนเอง และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมปีละ 15 เปอร์เซ็นต์ และภาษีอัตรา 5.1 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ให้แก่รัฐทุกๆเดือน
4. การจัดตั้ง องค์กรสร้างสรรค์เนื้อหาข่าวสารสำหรับสื่อ (กสส.) นั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับของ กสช. เช่นเดียวกับ องค์การสื่อสารเพื่อมวลมนุษย์แห่งประเทศโกศล (อสมก.) โดยกำหนดให้สื่อทุกประเภทใช้ข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการทำงานของรัฐบาล ที่จัดทำโดย คณะกรรมการ กสส. เพื่อให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปรากฏว่าสื่อต่างๆได้ใช้บริการข่าวสารของ กสส. ด้วยความพร้อมเพรียง โดยให้เหตุผลว่า มีความถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ประชาชนให้การยอมรับและเชื่อถือ รวมไปถึงมีความสะดวกแก่ผู้ประกอบการสื่อเป็นอย่างยิ่ง ทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดทำข่าวสาร จึงได้ร่วมลงนามเสนอมายังรัฐบาลผ่านคณะกรรมการ กสช. ว่า ควรจะเพิ่มเนื้อหาข่าวสารของราชการให้มากกว่านี้อีกอย่างน้อย 100 เปอร์เซ็นต์
5. ความต้องการงบประมาณประจำเดือนที่ผ่านมาและเดือนถัดไป
5.1 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากมีการจัดทำ แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ อย่างเร่งด่วน จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ตามปกติ ประกอบด้วยค่าจ้างล่วงเวลา 103 ล้านเหรียญ ค่าจัดทำเอกสารเพื่อแจกจ่ายประชาสัมพันธ์ 520 ล้านเหรียญ ค่าตอบแทนพิเศษหรือเบี้ยประชุมของคณะกรรมการนัดพิเศษเร่งด่วน 2,500 ล้านเหรียญ ค่าตอบแทนพิเศษหรือเบี้ยประชุมของคณะที่ปรึกษา 3,000 ล้านเหรียญ ค่าตอบแทนเพิ่มพิเศษแก่ประธานคณะกรรมการ 200 ล้านเหรียญ ค่าตอบแทนเพิ่มพิเศษแก่ประธานที่ปรึกษา 500 ล้านเหรียญ รวมทั้งสิ้น 6,823 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยกว่าประมาณการงบเกินประจำเดือนที่ตั้งไว้ให้เบิกจ่าย 10,000 ล้านเหรียญ จึงเหลืองบเกินประจำเดือน 3,177 ล้านเหรียญซึ่งต้องส่งไปที่กองคลังกลางของสำนักนายกรัฐมนตรีตามระเบียบต่อไป
5.2 เดือนถัดไป เนื่องจากต้องดำเนินงาน แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ จึงมีความต้องการงบประมาณในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างหลายประการ อาทิ การซื้อโฆษณาข่าวสารจากสื่อต่างๆ การจ้างพนักงานเพิ่มเติมซึ่งจำเป็นต้องใช้ชาวต่างชาติส่วนหนึ่งซึ่งจะทำให้ค่าจ้างสูงขึ้น เป็นต้น งบประมาณที่ตั้งไว้จึงเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาเป็นทั้งสิ้น 110,000 ล้านเหรียญ
ข้อสังเกตแนบท้ายของคณะกรรมการ เนื่องจากการดำเนินงานตามแผนงานนี้ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เมื่อแผนงานเดินหน้าเต็มที่ในเดือนถัดจากเดือนถัดไป คณะกรรมการประมาณการไว้เดือนละ 110,000-1,000,000 ล้านเหรียญในปีแรกของแผน 5 ปี อัตราขยายตัวปีต่อๆไป 10-15 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเพื่อการประหยัดงบประมาณโดยให้บริษัทเอกชนรับจ้างดำเนินงานแบบเหมาจ่ายเป็นปีต่อปี ซึ่งเป็นการจัดจ้างแบบพิเศษ แทนการประมูลเป็นแต่ละชนิดของงานตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป
“จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบในข้อ 1-4 และโปรดอนุมัติในข้อ 5 ครับกระผม” ประธานคณะกรรมการจบรายงาน
“เอาล่ะ ขอบคุณมาก ท่านประธาน” ท่านนายกรัฐมนตรีในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการ กสช. เอ่ยขึ้นเมื่อฟังรายงานจบลง “ผมตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอัตราค่าธรรมเนียมและภาษีของข้อ 3 นั้น ค่อนข้างสูง มีทางจะลดลงได้ไหม คณะกรรมการไปลองดู และจำนวนใบอนุญาตข้อ3 ก็สูงไปเช่นกัน ที่จริงแล้วพวกเราไม่จำเป็นต้องลงทุนเองให้มากหรอก ให้ต่างชาติมาลงทุนดีกว่า แค่ 50-100 ปี ก็หมดสัญญา เมื่อหมดสัญญาแล้ว สถานีต่างๆเหล่านี้ก็ต้องเป็นของเรา ถึงตอนนั้นเราก็ได้ของมาใช้ฟรีๆ ส่วนการดำเนินงานของ กสส. นั้นดีมาก จะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเป็น One Stop Service ซึ่งเป็นหลักสำคัญหนึ่งของ คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ ส่วนข้อ 5.1 ก็ให้เป็นไปตามนั้น แต่ข้อ 5.2 ผมดูแล้วตัวเลขค่าใช้จ่ายจะน้อยไปรึเปล่า ดูแน่นอนรึยัง”
“ครับท่านประธานที่ปรึกษา ตัวเลขนี้ เผื่อไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ครับ” ประธานคณะกรรมการ กสช. ตอบ
“ถ้าอย่างนั้น เพื่อป้องกันความยุ่งยากและให้เหมาะสมกับนโยบาย คิดใหญ่ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ ของรัฐบาล ผมในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการขอเสนอให้เพิ่มงบในข้อ 5.2 เป็น 150,000 ล้านเหรียญ ให้ประธาน กสช. ทำเรื่องไปที่สำนักนายกฯ เพื่อนายกรัฐมนตรีจะได้ส่งเรื่องไปให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจตั้งเรื่องเพิ่มงบเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทันในคราวหน้า ครม. จะได้อนุมัติทันเวลา รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลจ่ายเงินให้คณะกรรมการอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา”
“ครับท่าน”
“ส่วนเรื่องการจ้างงานแบบเหมาจ่ายนั้น ผมเห็นชอบตามนั้น ท่านประธานคิดว่าจะมีบริษัทในประเทศกี่รายที่มีศักยภาพที่จะทำได้”
“เท่าที่ตรวจสอบแล้ว ก็มีบริษัท Advanced Information System หรือ เอไอเอส เป็นบริษัทใหญ่ใหญ่ที่สุด อีกบริษัทหนึ่งรองลงไปก็ Technology Expert Group หรือ เท็ก นอกจากนี้ก็มีบริษัทขนาดกลางๆถึงเล็กครับ”
“ระเบียบการจ้างงานแบบเหมาจ่ายนี่ มีว่ายังไงบ้าง มีใครจะให้คำตอบได้”
“ต้องเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยชาวโกศล 100 เปอร์เซ็นต์ครับ” มีคนตอบทันทีซึ่งก็คือหนึ่งในคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย “ทุนจดทะเบียนต้องไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านล้านเหรียญ”
“1,000 ล้านเหรียญ หรือ 1,000 ล้านล้านเหรียญ เอาให้ชัด” ท่านประธานที่ปรึกษาถามย้ำ
“หนึ่ง พัน ล้าน ล้าน ครับท่าน” เสียงเดิมตอบ
“หนึ่ง พัน ล้าน ล้าน เข้าใจล่ะ” ท่านประธานที่ปรึกษาทวนตัวเลข “แล้วสองบริษัทที่ว่านี่น่ะ ทุนจดทะเบียนเท่าไรกัน”
“บริษัท เอไอเอส ทุน 1,700 ล้านล้านครับท่าน” ประธานคณะกรรมการตอบทันทีเพราะตัวเลขนี้อยู่ในสมองของท่านแล้ว “ส่วนเท็กนั้นทุนจดทะเบียน 1,350 ล้านล้านครับ”
“ทุนจดทะเบียนผ่านทั้งคู่ แล้วข้ออื่นมีอะไรอีกไหม”
“gท็กมีชาวต่างชาติร่วมทุนด้วยครับ” ประธานคณะกรรมการ กสช. ตอบ
“ก็ขาดคุณสมบัติน่ะสิ” ท่านประธานที่ปรึกษาสรุป “เหลือเอไอเอสที่เดียว”
“ถ้าจะต้องจัดจ้างแบบเหมาจ่ายก็ต้องให้เอไอเอสทำ ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ต้องจ่ายงบตามปกติซึ่งสูงไป ทีนี้ถ้าให้เอไอเอสทำจะมีปัญหาไหม ประธาน กสช. เป็นประธาน เอไอเอส เจ้าของเอไอเอสเป็นภรรยาประธานที่ปรึกษา ประธานที่ปรึกษาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แบบนี้ต้องส่งสรรพศาลวินิจฉัยให้ตีความไหม” ท่านประธานที่ปรึกษาปรารภ
“เพื่อความชัดเจนควรให้ศาลสรรพวินิจฉัยดูก่อนก็น่าจะดีครับท่าน” เป็นเสียงของประธานคณะกรรมการ กสช. “ถ้าท่านส่งให้วินิจฉัยก่อนประชาชนก็จะสนับสนุนท่านยิ่งขึ้น ไม่ว่าผลวินิจฉัยจะออกมาเช่นไร เพราะท่านได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
“ขอบคุณมากท่านประธาน” ท่านประธานที่ปรึกษาพูดกับ ประธาน กสช. “เอาละ ผมจะส่งให้สรรพศาลวินิจฉัยตีความก่อน 2 ประเด็นคือ 1.) ถ้าให้บริษัทเอไอเอสรับงานแบบเหมาจ่ายเพื่อประหยัดเงินของชาติจะได้หรือไม่ในขณะที่ประธานบริษัทเป็นประธานคณะกรรมการ กสช. 2) เจ้าของบริษัทเป็นภรรยาของนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการจะผิดหรือไม่ เมื่อได้คำวินิจฉัยแล้วจะได้ดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป มีใครเห็นเป็นอย่างอื่นบ้าง”
ท่านประธานที่ปรึกษาในฐานะประธานในที่ประชุมถามความเห็นของคณะกรรมการ ปรากฏว่า ไม่มีใครมีความเห็นอื่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการประชุม ดังนั้น ท่านประธานจึงพูดต่อ
“มีงานที่จะต้องดำเนินการตาม แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลสรรพวินิจฉัย นั่นคือ การแถลงข่าวของผมในเรื่องท่าอวกาศยาน ซึ่งต่อไปนี้ ผมจะรวมการแถลงของผมในเรื่องต่างๆเข้าเป็นวาระเดียวกันในคราวเดียว สัปดาห์ละครั้ง โดยถ่ายทอดผ่านสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐบาลไปทั่วประเทศ ให้ กสส. สรุปเนื้อหาแจกจ่ายให้สื่อมวลชนอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสะดวกและประหยัดแก่สื่อมวลชนอย่างที่ ประธาน กสช. ได้รายงานไว้ในตอนต้น ผมจะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นปฐมเลย ใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่นบ้าง”
ปรากฏว่า ไม่มีใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ซึ่งตามระเบียบถือว่า เป็นมติเอกฉันท์ของที่ประชุม
“ดีมาก ถ้าอย่างนั้น วันนี้ผมจะต้องพูดเรื่องท่าอวกาศยานเพิ่มเติมในการแถลงต่อประชาชน ผมจะพูดถึงแผนงานการสื่อสารของท่าอวกาศยานด้วย ว่ากำลังให้ศาลสรรพวินิจฉัยดูเรื่องการจัดจ้างแบบเหมาจ่ายว่าทำได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้ฝ่ายคัดค้านในสภาผู้แทนและวุฒิสภาโจมตีได้ ประชาชนจะได้เข้าใจว่าผมยึดถือประชาธิปไตยและความถูกต้องที่สุด ใครมีความเห็นว่าอย่างไร”
“ที่จริงเรื่องประชาชนนั้น ท่านไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ” ประธานคณะกรรมการ กสช. ออกความเห็น “เพราะประชาชนไม่เคยสงสัยท่านอยู่แล้ว ที่ท่านทำอย่างนี้ยิ่งจะเป็นการยืนยันหนักแน่นขึ้นอีกว่า ท่านยึดถือความถูกต้อง โปร่งใส และมั่นใจได้ว่าเขาจะมีความอยู่ดีกินดียิ่งขึ้น ประชาชนมีแต่จะมอบหมายให้ท่านทำงานต่อไปอีกเรื่อยๆ”
ท่านประธานยิ้มด้วยความภาคภูมิใจและพอใจ ท่านมองสำรวจดูคณะกรรมการ กสช. ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า เห็นสีหน้าท่าทางอันเต็มไปด้วยแววแห่งความชื่นชมยินดีของคณะกรรมการ ท่านประธานในที่ประชุมยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มเป็นทวีคูณ
“ใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่นอีกบ้าง” ท่านประธานที่ปรึกษาถามความเห็นอีก แต่ไม่มีใครมีความเห็นเพิ่มเติมจากที่ท่านศาสตราจารย์ได้แสดงไว้
“เมื่อไม่มีใครมีความเห็นผมก็ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง และผมยินดีที่จะเรียนให้ทราบเหมือนทุกครั้งว่า เบี้ยประชุมของแต่ละท่านจำนวน 100 ล้านเหรียญซึ่งคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนตามระเบียบการจ่ายค่าตอบแทนนั้นได้โอนเข้าบัญชีของทุกท่านเรียบร้อยแล้วหลังจากที่ท่านลงชื่อเข้าร่วมประชุม ผมจึงขอปิดประชุมเพียงเท่านี้”
เมื่อท่านประธานที่ประชุมพูดจบ เสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมประชุมดังกึกก้องขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มด้วยความพอใจ บรรดาคณะกรรมการ กสช. ทั้ง 500 ต่างหันไปจับมือกันด้วยความยินดีที่การประชุมจบลงด้วยความเรียบร้อย ทุกคนต่างพอใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ชาติ ภายใต้การนำของท่านประธานที่ปรึกษาซึ่งเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ที่คอยชี้ทางอันถูกต้องและเป็นผู้นำพาไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในฐานะผู้นำของคณะกรรมการ กสช. 500 และรวมถึงคณะกรรมการอื่นๆที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่ง “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ได้นั่งเป็นประธานที่ปรึกษานำพาไปสู่ความสำเร็จในการทำงานโดยเท่าเทียมกัน.




เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ