ประวัติศาสตร์ซ้ำ [เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์]
1.
ความอ่อนเพลียงัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่ออ่านข้อความจากจอภาพสื่อสารที่ส่งมาจากกองบัญชาการรักษาความปลอดภัยประจำเขต 512 ที่ผมรับผิดชอบอยู่ ดังนั้นที่สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะนอนให้จุใจไปถึงเที่ยง แล้วค่อยลุกขึ้นมาหาอะไรกินแก้เมาค้าง จากนั้นค่อยออกไปยืดเส้นยืดสาย ก็เป็นอันว่าต้องล้มเลิก การลุกขึ้นไปทำงานในวันหยุดเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติอยู่บ่อยๆ
ลุกจากเตียงนอนเดินไปกดเครื่องชงกาแฟ จากนั้นก็พาตัวเองเข้าไปให้น้ำฝักบัวไหลผ่านสองสามนาทีแล้วหาเสื้อผ้าใส่ นึกถึงข้อความที่ส่งมา ฆาตกรรมหกศพ พื้นที่ 512 จุดตัด 317935 ระหัสเจ้าหน้าที่ 777 ตัวเลขสุดท้ายหมายถึงผม จุดเกิดเหตุที่ว่านี้อยู่ในเขตรับผิดชอบของผมนั่นเอง
เสียงปิ๊บๆจากหม้อต้มกาแฟบอกให้รู้ว่ามันจัดการเสร็จสิ้นตามสั่งแล้ว…ฆ่ากันตายหกศพไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีก็เพียงอาชญากรรมธรรมดาที่บาดเจ็บล้มตายบ้างแต่ไม่มากอย่างนี้ เหตุการณ์ชักรุนแรงขึ้นทุกขณะ สงสัยพวกเขตสงวนกับพวกเขต 3 ซัดกันแน่ๆ เฮ้อ…ไอ้เจ้าเครื่องชงนี่ทำกาแฟได้รสชาติห่วยเหมือนเดิมแฮะ ซัดกาแฟเสร็จสรรพก็ลงลิฟท์จากชั้น 70 มาที่ลานจอดรถชั้น 35 อันที่จริงแล้วผมเองก็ไม่ค่อยถูกกับความสูงเท่าไรหรอก อยากอยู่แถวพื้นดินมากกว่า แต่อย่างว่าล่ะดันไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองก็ต้องระเห็จขึ้นไปอยู่บนยอดตึกโน่นแหละ แต่ยังดีกว่าถูกจับยัดลงไปอยู่ใต้ดิน น่าเห็นใจพวกที่อยู่ข้างล่างนั่น ส่วนมากเป็นกลุ่มคนรายได้น้อย กรรมกรในโรงงานทั้งนั้น ถ้าพรรคพวกผมคนใดเจ้านายเกิดหมั่นไส้ให้ไปคุมพื้นที่ใต้ดินล่ะก็ เป็นต้องร้องโอ้กทุกราย
สามนาทีต่อมาก็เข้าไปนั่งในรถเรียบร้อย เห็นรูปร่างกลมๆเหมือนกระป๋องหัวป้านท้ายป้านอย่างนี้มันวิเศษจริงเชียวแหละ กดปุ่มป้อนข้อมูลจุดหมายปลายทางให้มัน พื้นที่ 512 จุดตัด 317935ตรวจสอบข้อมูล…ถูกต้อง โอเค. ไปเลยเจ้าหนู กระป๋องวิเศษพาเหินฟ้าลงมาจากชั้น 35 ตามช่องทางที่เครื่องจัดระเบียบการจราจรประจำตึกส่งสัญญาณแจ้งมา เจ้าคอมพิวเตอร์อัจฉริยะประจำรถทำหน้าที่สารถี เอาไว้ให้โอกาสดีๆค่อยแย่งมันซิ่งด้วยสองมือ
พอลงมาถึงระดับพื้นเครื่องกลกระป๋องก็พาเลี้ยวขวาไปตามถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ สองข้างทางคือตึกสูงเสียดฟ้าพอๆกับหลังที่ผมอาศัยอยู่นั่นแหละ นี่เป็นเขตที่อยู่อาศัยชั้นที่ 1 ผู้อาศัยส่วนมากคือชนชั้นกลางรายได้ระดับปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ การเดินทางโดยมากแออัดยัดเยียดในรถใต้ดิน มีเป็นส่วนน้อยที่ใช้รถส่วนตัวซึ่งมีกฎการใช้ที่เข้มงวดกวดขันมาก กว่าจะได้รถมานั่งสักคันยากเย็นแสนเข็ญ เว้นแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กฏหมายอนุญาตให้ใช้รถยนต์หรือยานยนต์ขับเคลื่อนอื่นๆจึงสามารถนำมาใช้ได้ทันที
เจ้าเครื่องกลพาพ้นจากเขตที่อยู่อาศัยชั้นที่ 1 มาสู่ชั้นที่ 2 พวกนี้คือคนร่ำรวยขนานแท้ ส่วนมากเป็นนักธุรกิจเจ้าของโรงงานในเขตอุตสาหกรรมทั้งใต้ดินบนดิน หรือไม่ก็พวกเจ้าของธุรกิจร้านค้าในเขตที่อยู่อาศัยชั้นต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐที่กฏหมายอนุญาตให้นำเงินจากภาษีอากรมาสร้างที่อยู่อาศัยได้ มีสิทธิ์ครอบครองจนตาย ทั้งยังตกทอดสู่ทายาทต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด กลุ่มคนในเขตที่ 2 มีอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ใช้ที่ดินถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยทั้งหมด
เปรียบเทียบดูแล้วแตกต่างกันเหลือเกิน คนส่วนน้อยพวกนี้ใช้พื้นที่ส่วนมากไปอย่างฟุ่มเฟือย ที่อยู่อาศัยล้วนเป็นคฤหาสน์ใหญ่โต พื้นที่กว้างขวาง บางแห่งมีพื้นที่เพาะปลูกในนั้นเสร็จสรรพ มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน มีน้ำใช้เหลือเฟือเพราะมีแหล่งน้ำสำหรับเขตนี้โดยเฉพาะ ปริมาณน้ำที่ใช้ในแต่ละวันหลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตร ส่งมาตามท่อจากเขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ทางเหนือ ในขณะที่เขตอื่นมีใช้อย่างจำกัด
กระบวนการเปลี่ยนแปลงมาสู่สภาพอย่างที่เห็นเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 300 ปีก่อน ในช่วงปลายของยุคอุตสาหกรรมซึ่งตกอยู่ราวกลางศตวรรษที่ 20 ผู้คนที่เคยเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งปัจจุบันเป็นเขตที่อยู่อาศัยชั้นสองในสมัยโน้นส่วนมากเป็นเกษตรกร แต่ต่อมาประสบความล้มเหลวจากการทำเกษตรกรรม ในยุคนั้นอุตสาหกรรมเจริญงอกงาม ได้รับการส่งเสริมจากรัฐอย่างจริงจัง กลายเป็นพลังผลิตสำคัญที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของประเทศแทนเกษตรกรรมไปอย่างสิ้นเชิง เกิดความต้องการแรงงานมากจึงทำให้พวกเกษตรกรอพยพไปทำงานในโรงงาน พวกเจ้าของโรงงานและนักธุรกิจทั้งหลายใช้เงินกว้านซื้อที่ดินจากเกษตรกรผู้ล้มเหลว เพียงไม่ถึงร้อยปีที่ดินเปลี่ยนเจ้าของไปจนเกือบหมด เจ้าของใหม่ใช้เงินที่มีอยู่มากมายเนรมิตที่ดินราคาถูกให้กลายเป็นสวรรค์ สร้างบ้าน สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันจากนั้นก็เข้ามาอาศัยอยู่ เจ้าของที่ดินเดิมครึ่งหนึ่งกลายเป็นคนงานในเขตอุตสาหกรรม ที่เหลือยังไม่ยอมละทิ้งถิ่นฐาน พยายามต่อสู้ดิ้นรนดำรงชีพในวิถีทางดั้งเดิม เรียกร้องสิทธิ์ที่จะต้องได้รับการส่งเสริมและคุ้มครองในฐานะพลเมืองของรัฐเช่นเดียวกับพวกประกอบอาชีพอุตสาหกรรม ต่อมารัฐจึงออกกฎหมายจัดระบบปกครองใหม่ แบ่งพื้นที่เป็นเขตอุตสาหกรรม เขตที่อยู่อาศัยชั้น 1,2,3 และเขตสงวนสำหรับเกษตรกรที่ต้องการดำรงชีพตามวิถีทางของบรรพบุรุษ การจัดพื้นที่ตามกฎหมายฉบับนี้ใช้มาถึงปัจจุบันก็ประมาณเกือบ 100 ปีแล้ว ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งที่นับแต่จะทวีความรุนแรงขึ้น…
กระป๋องวิเศษแล่นลิ่วด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้าเหนือพื้นดินหนึ่งฟุต ตรงไปตามเส้นทางที่ตัดผ่านเขตที่อยู่อาศัยชั้น 3 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเขตกันชนระหว่างชั้น 2 กับเขตสงวน ผู้อาศัยตามพื้นที่นี้คือลูกจ้างระดับล่างของรัฐ รวมไปถึงลูกจ้างที่ทำงานตามบ้านเรือนในเขตที่ 2 คนกลุ่มนี้แม้จะเป็นชนชั้นล่างแต่ก็มีความเป็นอยู่ที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับพวกที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมทั้งใต้ดินและบนดิน มีความสุขสบายพอๆกับเกษตรกรในเขตสงวนแต่ไม่ค่อยจะกินเส้นกันนัก ต่างฝ่ายต่างหวาดระแวงกันและกัน พวกที่อยู่ในเขตสงวนต่างมองว่าพวกในพื้นที่ชั้น 2 เป็นพวกรับใช้คนมีเงิน ดูถูกเหยียดหยามคนกลุ่มอื่นๆที่มีฐานะอยู่ในระดับเดียวกัน ส่วนพวกชั้น 3 ก็ว่าพวกสงวนเป็นพวกป่าเถื่อน ขวางโลก จึงเกิดกระทบกระทั่งกันเสมอ
เหตุการณ์รุนแรงขึ้นทุกขณะ เกิดการลงไม้ลงมือกันบ่อยๆ หลายครั้งมีคนล้มตาย โดยเฉพาะในช่วงห้าสิบปีมานี้ เมื่อมีกลุ่มคนจากเขตสงวนประกาศคัดค้านกฎหมายปกครองแบ่งเขต โดยตั้ง ขบวนการพิทักษ์มาตุภูมิ เพื่อต่อต้านการขยายเขตที่อยู่อาศัยเข้าไปในเขตสงวน และประกาศว่าจะต่อสู้เพื่อให้ได้พื้นที่ซึ่งเป็นอยู่อาศัยชั้น 3 และ 2 คืน โดยให้เหตุผลว่าเป็นแผ่นดินของบรรพบุรุษของตนที่ถูกฉ้อฉลไปอย่างไม่เป็นธรรม แม้จะต้องทำ “สงครามปลดปล่อย” ก็จะทำ ในช่วงแรกคนกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นพวกกวนเมือง พวกอาชญากร แต่ต่อมาไม่ใช่เสียแล้ว กลายเป็นกองกำลังติดอาวุธที่เข้ามาก่อวินาศกรรมในเขตเมืองอยู่เนืองๆ ผู้คนในเขตสงวนก็เห็นดีด้วยมากขึ้นทุกที พวกอาศัยในเขตชั้น 2 ตอบโต้ด้วยการตั้งกลุ่มสนับสนุนการขยายเขตที่อยู่อาศัยและต่อต้านขวบวนการพิทักษ์มาตุภูมิ จึงยิ่งเกิดการเผชิญหน้ากันมากขึ้น…
กระป๋องวิเศษพาผมตรงไปยังที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสม่ำเสมอ จุดตัดที่ 317935 เป็นแยกขนาดใหญ่ที่ถนนสองสายตัดกัน ถนนสาย 317 ตรงดิ่งจากเขตอาศัยชั้นที่ 1,2 ข้ามแดนไปยังเขตสงวน นับเป็นถนนสายหลักอีกเส้นหนึ่งที่เป็นทางสัญจรไปมาระหว่างเขตสงวนกับพื้นที่ชั้นใน ส่วนถนนที่ 935 กั้นพื้นที่อาศัยชั้น 3 กับเขตสงวน พื้นที่บริเวณนี้เป็นหนึ่งในหลายจุดที่รัฐประกาศขยายเขตที่อยู่อาศัยเข้าไปในเขตสงวนอีก 25 กิโลเมตร โดยเริ่มจากจุดตัด 317935 ไปตามถนน 317 ด้านทิศตะวันออก รวมพื้นที่ทั้งหมดก็มากเอาการอยู่…
สี่แยกเจ้าปัญหาอยู่ข้างหน้านั่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแจ้งศูนย์จราจรแล้ว คอมพิวเตอร์ควบคุมแจ้งข้อมูลให้แก่ยวดยานทุกชนิดทราบ ดังนั้นจึงไม่มีรถผ่านเข้ามาสักคัน ยกเว้นเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นนับร้อยมุงดูกันเต็ม ผมจอดรถทางเบื้องหลังกลุ่มคนแล้วเดินเข้าไป
“ทำไมไม่กันผู้คนให้ออกไปห่างๆ” ผมถามเจ้าหน้าที่คนแรกที่เจอโดยไม่ต้องการคำตอบ พลางแหวกผู้คนเข้าไปข้างใน “ถอยหน่อย ถอยหน่อยครับ ให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้สะดวก”
คำพูดของผมเพียงแค่ทำให้เกิดช่องว่างขึ้นมาพอที่จะเดินผ่านไปได้เท่านั้น พอผมผ่านเข้ามาได้ช่องว่างนั่นก็กลับปิดสนิทเหมือนเดิม
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำให้ผมแทบจะคายเอากาแฟออกมา ซึ่งถ้าหากทำแบบนั้นได้จริงๆก็คงเป็นเรื่องประหลาดเพราะไม่มีกาแฟที่ไหนจะค้างอยู่ในกระเพาะหลังดื่มไปแล้วครึ่งชั่วโมงเป็นแน่…ที่พื้นนั่นมีร่างลมหายใจไร้ชีวิตเรียงกันเป็นรูปตัว V ที่ลำตัวแต่ละคนเป็นแผลเหวอะหวะ เลือดเกรอะกรังตามร่างและพื้นถนน
รายงานเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ตายเป็นลูกจ้างรัฐระดับล่าง 2 คน อีก 4 เป็นคนทำงานในเขตที่อยู่อาศัยชั้น 2 ทั้งหมดนี้อาศัยอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยชั้น 3 เป็นพวกที่สนับสนุนการขยายเขตที่อยู่อาศัยเข้าไปในเขตสงวน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้บอกว่าได้ยินเสียงปืนเมื่อตอนค่อนรุ่ง จึงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
“ยังมีอีกนะครับ” เจ้าหน้าที่หนุ่มซึ่งเป็นหัวหน้าทีมบอก พลางยื่นของสิ่งหนึ่งให้ผม “ผู้กองดูนี่สิครับ พวกนั้นทิ้งแผ่นนี่ไว้เกลื่อนเลย”
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยื่นแผ่นกระดาษสังเคราะห์ชนิดแข็งเล็กๆให้ มีตรารูปตัว V ล้อมรอบด้วยรวงข้าว และข้อความสี่ห้าบรรทัด
“อะไรกันอีกล่ะทีนี้”
ผมไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านี้ เมื่อได้อ่านข้อความในกระดาษนั้น
2.
ผมไปถึงที่ทำงานเอาเมื่อเวลาเกือบเที่ยง อ่อนระโหยจนอยากจะกลับไปนอนยาวจนกว่าจะถึงวันทำงานปกติ โดยไม่ต้องตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องบ้าบอคอแตกอะไร แต่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่อนุญาตให้ไปไหนได้นอกจากต้องทำหน้าที่สืบสาวราวเรื่องให้กระจ่างชัด เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ
ผมอ่านเจ้าแผ่นกระดาษเล็กๆขนาดสองคูณสามนิ้วนี่หลายรอบแล้ว มีตัวอักษร V ล้อมด้วยรวงข้าว ข้อความสี่ห้าบรรทัดเขียนไว้ว่า
“ลานประหาร…” ข้อความบรรทัดแรกตัวใหญ่สีเข้ม “เราคือผู้พิทักษ์มาตุภูมิ แผ่นดินของเราเหลือเท่าฝ่ามือ อย่าได้บังคับเอาไปอีก จงคืนแผ่นดินเรามา หรือไม่ก็พบกันที่ลานประหาร” ฟังคล้ายคำพูดที่พวกนักปฏิวัติเมื่อ 300 ปีก่อนชอบพูดกัน
นี่เป็นหลักฐานแสดงว่าขบวนการพิทักษ์มาตุภูมิได้ประกาศอย่างชัดแจ้งว่า ได้เลือกทางแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรงแน่นอนแล้ว เพราะแต่ก่อนแต่ไรไม่เคยทิ้งสิ่งใดไว้ให้สืบสาวราวเรื่อง ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มนี้ แต่ไม่มีหลักฐานพอที่จะจัดการอะไรได้
ครั้งนี้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ขบวนการพิทักษ์มาตุภูมิเท่าที่เคลื่อนไหวทั่วทั้งประเทศมีอยู่กว่าห้าสิบกลุ่ม โดยในรอบสองปีมานี้เกิดการปะทะกันกับพวกชั้น 3 สักยี่สิบกว่าครั้ง ตายไปเป็นร้อย บาดเจ็บนับพัน แต่เมื่อคืนนับว่าร้ายแรงที่สุด เหตุร้ายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเขตนี้เท่านั้น เขตอื่นๆที่มีการประกาศขยายเขตที่อยู่อาศัยเข้าไปในเขตสงวนก็มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้น รวมแล้วเมื่อคืนนี้อาจมีคนตายหลายร้อย ยิ่งไปกว่านั้นท่อส่งน้ำจากเขื่อนเข้ามายังเขตที่อยู่อาศัยของพวกเศรษฐีถูกระเบิดทำลายหลายเส้นทาง น้ำปริมาณมหาศาลทะลักไหลลงสู่คลองส่งน้ำไปยังพื้นที่เกษตรกรรมในเขตสงวน นี่นับเป็นการก่อวินาศกรรมร้ายแรงที่สุด ใครๆก็รู้ว่ากฎหมายเกี่ยวกับน้ำนั้นมีบทลงโทษหนักหนาสาหัสเพียงใด นี่แสดงว่าขบวนการพิทักษ์มาตุภูมิประกาศสงครามจริงๆแล้ว
เบื้องบนให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ครั้งนี้สูงสุด หน่วยงานความมั่นคงของรัฐต้องการข้อมูลการสอบสวนทั้งหมด ลองพวกขี้เบ่งและบ้าอำนาจนี้เข้ามายุ่งแล้วล่ะก็เป็นอันเรื่องราวไม่ธรรมดาจริงๆแล้ว
บ้าชะมัด ลำพังคดีอาชญากรรมธรรมดาก็มากจนปวดหัวอยู่แล้ว แต่นี่ดันเป็นเรื่องใหญ่ที่หน่วยงานระดับสูงยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นต้องทำงานเพื่อสนองท่าน ถ้าไม่ถูกใจอาจจะโดนถีบหัวทิ่มลงไปคุมพื้นที่ใต้ดินเอาง่ายๆ
หากจะให้ฟันธง ผมเชื่อเหลือเกินว่าขบวนการพิทักษ์มาตุภูมิเริ่มทำสงคราม “เพื่อปลดปล่อย” อย่างที่เคยประกาศไว้จริงๆแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ทิ้งนามบัตรประกาศตัวตนเอาไว้ให้ดูต่างหน้าแน่ๆ บรรดาพวกที่เคลื่อนไหวในเขต 512 นี้ หัวโจกสำคัญก็คือ “ครูประวัติศาสตร์” หมอนี่ประกาศตัวเป็นพวกใช้กำลังมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
เหตุที่ได้รับฉายาว่า “ครูประวัติศาสตร์” เนื่องจากเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์สมัยศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อ 300 ปีก่อน เชื่อในการต่อสู้โดยใช้กำลัง ที่สำคัญเป็นชาวเขตสงวนโดยกำเนิด การศึกษาสูงสุดขั้นอภิมหาดุษฎี เป็นผู้บรรยายในมหาวิทยาลัย ก่อนจะกลับบ้านที่เคลื่อนไหวเผยแพร่ความคิดในเขตสงวน
เจ้าหมอนี่นับเป็นอัจฉริยะ เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องราวศตวรรษที่ 20 ชนิดที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนในสมัยนั้นเลยทีเดียว บรรดาพวกชื่นชอบเรื่องราวในอดีตมักกล่าวถึงด้วยความยกย่อง ผลงานที่ถือว่าเยี่ยมยอดคืองานเขียนที่กล่าวถึงการปฏิวัติสังคมในศตวรรษที่ 20 เรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยใช้สงครามปฏิวัติ ภายใต้คำขวัญ “ความยุติธรรมได้มาด้วยการต่อสู้” หรือ “อำนาจได้มาด้วยปากกระบอกปืน” ทำนองนั้น
เหตุการณ์เมื่อคืนนี้มีความเป็นไปได้ว่าเกิดจากการควบคุมชักนำของหมอนี่ เพราะก่อนที่จะกลับสู่เขตสงวนเคยพูดอยู่เสมอว่า การจัดแบ่งเขตปกครองที่เป็นมากว่าร้อยปีนั้นไม่มีความยุติธรรม เป็นการเอารัดเอาเปรียบพวกเกษตรกรในเขตสงวน เพราะกฏหมายกำหนดให้ขยายเขตที่อยู่อาศัยและเขตอุตสาหกรรมเข้าไปในเขตสงวนได้ โดยชาวเขตสงวนไม่มีสิทธิ์คัดค้านหรือโต้แย้ง ปัจจุบันพื้นที่สงวนลดน้อยลงทุกทีแล้ว ถ้าหากยังใช้กฏหมายนี้ต่อไปอีกไม่นานพื้นที่สำหรับคนทำไร่ทำนาก็คงไม่เหลือ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความยุติธรรม ชาวเขตสงวนต้องต่อสู้คัดค้านให้ถึงที่สุด หากจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงก็ต้องทำ
แรกๆคนมองว่าหมอนี่บ้า จะมีใครสักคนที่เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่หมอจริงจังถึงขนาดเปลี่ยนชื่อโดยนำเอาชื่อเจ้าของความคิดทฤษฎีปฏิวัติสังคมในสมัยศตวรรษที่ 20 มาตั้งเป็นชื่อใหม่ของตน จากนั้นก็กลับเข้าไปเผยแพร่ความคิดในเขตสงวน ปรากฏว่าต่อมาไม่นานพวกเขตสงวนที่เห็นด้วยเพิ่มมากขึ้นทุกที จนในที่สุดก็รวมตัวกับกลุ่มอื่นๆที่มีอยู่ทั่วประเทศ ตั้งเป็นขบวนการพิทักษ์มาตุภูมิขึ้นมา มีคนจากเขตสงวนเป็นจำนวนมากที่เข้ามาทำมาหากินในเขตอุตสาหกรรมกลับเข้าร่วมกับขบวนการนี้ ทั้งพวกใช้แรงงานและพวกที่มีการศึกษาสูงๆ หรือไม่ก็ส่งเงินไปสนับสนุนเป็นจำนวนไม่น้อย “ครูประวัติศาสตร์”ที่ยืนยันการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ ดูเหมือนจะได้รับความชื่นชมในหมู่พวกเดียวกันมากที่สุด บางทีขณะนี้อาจเป็นหัวหน้าใหญ่ของขบวนการแล้วก็เป็นได้
ก่อนหน้านี้ มีรายงานรั่วไหลออกมาจากหน่วยสืบสวนที่ส่งเข้าไปปฏิบัติงานแซกซึมในพื้นที่เขตสงวน ว่าตลอดสามเดือนที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวของพวกแกนนำขบวนการอย่างคึกคักผิดปกติ มีการประชุมลับกันหลายครั้ง พวกคนหนุ่มสาวที่เป็นพลพรรคระดับปฏิบัติงานได้รับคำสั่งให้เตรียมปฏิบัติการอะไรสักอย่าง ซึ่งหน่วยสืบสวนยังไม่สามารถเจาะเข้าไปถึงความลับนั้นได้ แต่ในที่สุดความลับนั้นก็เปิดเผยขึ้นมาเมื่อคืนนี่เอง…
3.
กองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อรักษา “ความสงบ” ในทุกกรณีที่คณะปกครองรัฐพิจารณาแล้วว่ากระทบกระเทือนต่อ “ความมั่นคง” คนพวกนี้ถูกฝึกมาเหมือนหุ่นยนต์ รับคำสั่งและปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุโดยไม่สนใจสิ่งใด น้อยครั้งที่กองกำลังนี้จะออกปฏิบัติงาน และบัดนี้ได้เคลื่อนกำลังสู่เขตสงวนโดยแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยๆเพื่อค้นหาและจับกุมสมาชิกขบวนการพิทักษ์มาตุภูมิ มีอำนาจในการใช้อาวุธได้อย่างเต็มที่ หากได้รับการต่อต้านด้วยอาวุธ หรือเหตุอื่นใดก็ตามซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหัวหน้าแต่ละหน่วย
เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ไม่จบลงโดยเร็วเป็นแน่ คงไม่มีทางที่พวกขบวนการพิทักษ์มาตุภูมิจะยอมแพ้ง่ายๆ พวกเขาต้องตอบโต้กองกำลังรักษาความมั่นคงแน่นอน อย่างที่เขียนไว้ในแผ่นกระดาษนั่นแหละ หากใครสัคนในหมู่พวกผู้มีอำนาจในคณะปกครองรู้ประวัติศาสตร์เป็นอย่างดีก็จะสามารถตีความคำว่า “ลานประหาร” นั่นได้ ความหมายย่อมเป็นว่า พวกเขายอมตายดีกว่าจะยอมแพ้ ตายคนหนึ่งจะต้องมีคนเข้ามาแทน อาจจะสองสามสี่หรือเป็นสิบ เป็นร้อย ไม่หมดสิ้น
นี่มันเคยเกิดขึ้นเมื่อ 300 ปีมาแล้ว ในการต่อสู้ปฏิวัติโลกของพวกคอมมิวนิสต์ ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้น่ะบ้าๆทั้งนั้นแหละ ไอ้กฎหมายแบ่งเขตปกครองนั่นก็บ้า คนที่เขียนมันขึ้นมาก็บ้า ไม่ได้คิดเลยว่ามันจะก่อปัญหาให้คนรุ่นหลัง
“ดูทางโน้นไว้ให้ดีเพื่อนเอ๋ย” ผมรำพึงกับตัวเอง เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนผุดพรายขึ้นเป็นฉากๆ ผมมองผ่านหน้าต่างห้องทำงานบนชั้นที่ 114 ไปยังเขตสงวนที่มองเห็นลิบลับเป็นสีเขียวครามด้วยต้นไม้ใบหญ้า “อีกไม่นานหรอกเลือดจะท่วมที่นั่น มันอาจลุกลามมาจนถึงตึกหลังนี้ ลุกลามไปทั่ว ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็พังพินาศ…”
จากนั้นพวกที่รอดตายค่อยสร้างสังคมขึ้นมาใหม่บนซากปรักหักพังนี่แหละ คนเราก็เป็นแบบนี้ซ้ำซากมาทุกยุคทุกสมัย ประวัติศาสตร์แทบทุกหน้าเปื้อนเลือดมนุษย์
ผมคิดอะไรต่อไปไม่ออก ได้แต่หนาวยะเยือกขึ้นมาจับใจ.





เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ