พ่อของผม ผู้ชายไม่ธรรมดา

เมื่อตอนเรียนมัธยมต้น ผมไปอยู่กับพ่อที่บ้านปัจจุบันคืออำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี  ส่วนแม่อยู่ที่บ้านเกิดคือบ้านโคกก่อง อำเภอวารินชำราบ (ปัจจุบันอำเภอสำโรง) ห่างกันประมาณ 100 กิโลเมตรเศษ

ตอนนั้น พ่อไปทำไร่และเตรียมที่ทางเพื่อจะอพยพครอบครัวไปอยู่ที่นาจะหลวย  ที่บ้านก็มีแม่กับลูกสาวคนเล็กคือน้องสาวของผม ตอนนั้นยังเรียนชั้นประถม อยู่กันสองคน พี่ชายคนโตของผมก็อยู่กรุงเทพฯ อีกสองคนก็อยู่ที่นาจะหลวยบ้าง ไปอยู่กรุงเทพฯบ้าง นานๆจะไปอยู่บ้านกับแม่และน้อง

ผมอยู่กับพ่อสองคนเป็นส่วนมาก เสาร์อาทิตย์ผมได้ไปช่วยพ่อทำไร่  ส่วนวันปกติก็ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนมัธยมของอำเภอ ที่มีอาคารเรียนชั่วคราวหลังเดียว พวกผมเป็นรุ่นบุกเบิก ถางป่าปลูกอาคารเรียน  นับว่าเป็นช่วงชีวิตที่มีคุณค่าให้ระลึกถึง

นาจะหลวยสมัยโน้นกันดารครับ เป็นพื้นที่สีแดงที่มีกองทัพป่ารบกับกองทัพบ้าน ผมคิดถึงบ้านโคกก่องและคิดถึงแม่กับน้องมาก อยากให้มาอยู่ด้วยกันไวๆ 

พ่อก็คงคิดถึงแม่กับลูกสาวคนเล็กมากเช่นกัน ผมสังเกตว่า ตอนค่ำหลังกินข้าว พอจะนั่งนอกชานของกระท่อมน้อยของเรา มองไปยังจุดหมายปลายทางอันไกลแสนไกล สูบยาฉุนพ่นควันอยู่เงียบๆ ผมจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดทำการบ้านแล้วก็อ่านหนังสือ  ตอนนั้นแค่ทุ่มหนึ่งก็เงียบสนิท  มีเสียงจิ้งหรีดขับกล่อม มีไฟฟ้าที่ใช้เครื่องปั่นที่โรงไฟฟ้าของอำเภอ พอสามทุ่มก็ปิดแล้ว ที่กระท่อมน้อยของเราไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้ไฟตะเกียง

พ่อเป็นคนที่ทำงานหนักไม่หยุด ไม่ค่อยพูด  เป็นผู้มีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น เป็นที่รักใคร่ของคนเป็นจำนวนมาก นี่ผมไม่ได้พูดยกย่องพ่อตัวเอง แต่เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ผมจากพ่อแม่พี่น้องมาอยุ่กรุงเทพฯ สวนทางกับพี่ๆที่หนีกรุงเทพฯไปอยู่ที่บ้านนาจะหลวยกันหมดแล้ว ผมมาตกค้าที่กรุงเทพนโดยไม่ได้กลับไปอยู่บ้านอีก  แม้จะยังคิดฝันอยู่เสมอแต่ก็คงเป็นไปได้ยากแล้ว

เมื่อลูกสาวผมอายุสองสามขวบ พ่อมาเยี่ยมที่กรุงเทพฯ มาอยู่กับหลานสาว ผมนึกแปลกใจที่ปู่กับหลานเข้ากันได้ดียิ่ง ปู่พูดอีสาน หลานพูดกรุงเทพฯ แต่เข้าใจภาษากันดี  เห็นแล้วมีความสุข นึกถึงตอนนี้ก็มีความสุข

ในช่วงปลายชีวิตของพ่อ นอนป่วยที่โรงพยาบาล ผมกับพี่ๆและน้องไปเฝ้าพ่อ  ผมได้มีโอกาสดูแลพ่อ เช็ดเนื้อเช็ดตัว ช่วยทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกมีความสุขยิ่ง แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ

พ่อที่เคยเป็นผู้ชายร่างใหญ่ แข็งแรง สู้งานหนักไม่ถอย ตอนที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยนั้น พ่อเป็นชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าๆ ผอมบาง ผิวเหี่ยวย่น ผมนึกถึงวันเวลาที่ผ่านมา  ชายชราที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้บนเตียงผู้ป่วยนี้ คือคนที่ยืนหยัดปกป้องผมตลอดมา ยืนหยัดปกป้องครอบครัวอย่างเข้มแข็ง

ผมนึกถึงวันเวลาที่อยู่กับพ่อสองคน ทำให้ผมมีความสุข  และวันเวลาที่อยู่กับพ่อสองคนที่เตียงผู้ป่วย ผมก็มีความสุข

ในที่สุดพ่อก็จากทุกคนไป หลังจากทรมานด้วยโรคมะเร็งปอดอยู่ปีกว่าๆ  วันที่พ่อจากไปผมไม่ได้อยู่กับพ่อ แม่เล่าให้ฟังว่า พ่อจากไปด้วยสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ จากไปขณะที่พูดถึงพระถึงเจ้าและบุญกุศลที่พ่อเคยทำมา

ผมเห็นความรักที่คนแสดงต่อพ่อ ตอนงานศพของพ่อนี่แหละครับ ผมก็ไม่นึกว่าพ่อจะทำให้คนรักและระลึกถึงได้ขนาดนี้ งานศพของพ่อ ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีอำนาจอิทธิพลใดๆ แต่มีคนมาร่วมเผาศพเต็มวัด โดยที่ไม่ได้ออกบัตรเชิญ

ผมจึงบอกว่า ไม่ได้ยกย่องพ่อของตัวเอง แต่คนที่มาร่วมงานศพของพ่อเป็นผู้ยกย่อง

พ่อของผม ผู้ชายธรรมดา จึงไม่ใช่ธรรมดา!

โกศล อนุสิม
๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Monday, July 7th, 2008 and is filed under บันทึกชีวิต. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats