อันอบอุ่นในดวงใจ [รวมเรื่องสั้น ฟ้าเดียวกัน]

จะบอกเธออย่างไรดี…ชายหนุ่มคิดด้วยความกังวลเมื่ออ่านจดหมายจบลง…

“…พ่อมีเรื่องจำเป็นให้ลูกช่วย พ่อเป็นหนี้ ธกส. ถ้าลูกไม่มีก็ไม่เป็นไร ถ้ามีก็ช่วยพ่อบ้าง…”

ลายมือโย้เย้ไม่กี่บรรทัดบอกความหมายชัดเจน ตรงไปตรงมาเหมือนนิสัยของพ่อ

พ่อเป็นคนพูดจริงทำจริงจนบางครั้งดูเถรตรงเกินไป เขายังจำได้เมื่อตอนเป็นเด็ก เขาเกเรไม่ยอมไปโรงเรียน ครั้งแรกพ่อให้อภัยไม่ถือโทษ แต่คาดโทษเอาไว้ว่า หากมีครั้งต่อไปจะลงโทษอย่างหนัก ซึ่งเป็นไปตามที่พ่อลั่นคำพูดไว้จริงๆ ทั้งๆที่ไม่เคยลงไม้ลงมือกับลูกมาก่อน แต่เมื่อเขาไม่เชื่อฟังพ่อจึงจัดแจงใช้ริ้วไผ่ผ่าซีกกว้างประมาณสามนิ้วหวดก้นสองสามที ทั้งเจ็บทั้งแสบ นั่งไม่ถนัดไปหลายวัน พ่อพูดจริงทำจริงอย่างนี้เสมอมาไม่ว่าเรื่องอะไร

ถ้าหากพ่อไม่จำเป็นจริงๆพ่อไม่มีวันเอ่ยปากให้ใครช่วย เขามองจดหมายในมือแล้วนึกถึงพ่อ ชายชราอายุเกินหกสิบ ทำงานหนักในไร่นามาตลอด ลูกๆเติบโตมีครอบครัวหมดแล้ว แทนที่จะพักผ่อนตามประสาคนแก่ที่มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แต่พ่อยังต้องทำงาน ตราบเท่าที่มีแรงอยู่ เขารู้ว่าพ่อไม่อยู่นิ่งเฉยเด็ดขาด

“ถ้ายังกินก็ต้องทำงาน” พ่อย้ำกับลูกๆอย่างนี้เสมอ “อย่าหวังพึ่งคนอื่น ใครทำคนนั้นจึงสมควรกิน”

ลูกๆของพ่อทุกคนรู้จักช่วยเหลือการงานตั้งแต่เด็ก ตัวเขานั้นเมื่อหยุดเรียนวันเสาร์อาทิตย์หรือปิดเทอมครั้งใด ต้องแบกจอบถือพร้าลงนาลงไร่กับพ่อ เมื่อถึงคราวต้องใช้เงิน ไม่ว่าเป็นค่าเทอมหรือค่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากมีพ่อจะควักให้ทันทีโดยไม่ซักถามวุ่นวายเหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ

“เอ็งรู้จักทำงานก็ได้เงินใช้” พ่อบอกอย่างนี้ “ใช้ให้มันเกิดประโยชน์ก็แล้วกัน เงินไม่ใช่หามาได้ง่ายๆ เอ็งก็รู้”

ตราบจนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเขาจึงไม่ได้ลงนาลงไร่กับพ่อ ดีหน่อยที่สมองเขาดีพอใช้จึงพอจะขอทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาผู้ยากจนได้ เมื่อมีเวลาว่างก็ทำมาหาเงิน เป็นต้นว่าช่วยอาจารย์ค้นข้อมูลจิปาถะแล้วแต่จะสั่งบ้าง รับจ้างเก็บข้อมูลวิจัยในช่วงเปิดเทอมบ้าง บางทีก็หิ้วกระป๋องกาวหอบโปสเตอร์เดินแปะจากฟากหนึ่งของกรุงเทพฯไปจรดอีกฟากหนึ่งกับเพื่อนๆ มีเงินส่งตัวเองเรียนจนจบ มหาวิทยาลัยโดยไม่ได้ขอเงินพ่อใช้เลย…

แล้วจะบอกเธออย่างไรดี…ชายหนุ่มกลับมาคิดถึงปัญหาเฉพาะหน้า เธอจะว่าอย่างไรนะถ้าได้อ่านจดหมายของพ่อ หญิงสาวคู่ชีวิตของเขา รักกันมาตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสาม จบออกมาทำงานห้าปีกว่าจะได้แต่งงานกัน ถ้าหากเป็นหญิงอื่นอาจไปจากชีวิตผู้ชายตัวเปล่าอย่างเขาแล้วก็เป็นได้ แต่เธอยังรอและคอยให้กำลังใจตลอด เป็นเพื่อนคู่คิดในยามเขาอับจนความคิดทุกครั้ง จนวันนี้แต่งงานมาเกือบครอบสองปีแล้ว แต่ไม่มีโอกาสพาเธอไปเที่ยวหรือพักผ่อนอย่างเป็นจริงเป็นจังสักที ได้แต่ผัดผ่อนไปเรื่อยๆ รออีกสักหน่อยเถอะ ให้ทุกอย่างเข้าร่องเข้ารอยกว่านี้ อย่างน้อยไปเที่ยวทั้งที่ต้องมีเงินติดกระเป๋าจำนวนหนึ่ง จะได้ไม่ต้องกังวลใจ

แม้เขาไม่เคยเอ่ยปากเรื่องนี้กับเธอ แต่ดูเหมือนเธอเข้าใจดี ไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่มีโอกาสไปเที่ยวหรือดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เหมือนคู่แต่งงานอื่น เพื่อนซึ่งแต่งงานทีหลังหลายเดือนพากันบินไปเที่ยวไหนต่อไหนอย่างมีความสุขมาแล้ว เธอช่างแสนดีที่เข้าใจเขาทุกอย่าง รออีกสักหน่อยเถอะ…เขาได้แต่ให้สัญญาแก่เธอในใจ

ถึงไม่มีเงินมากมายพอจะไปเที่ยวหรือซื้อของฟุ่มเฟือยมาปรนเปรอชีวิต แต่เขากับเธอก็มีความพอใจ มีความสุขในบ้านของตนเอง บ้านที่ช่วยกันทำงานเก็บหอมรอมริบซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน ที่จริงแล้วไม่ได้ใหญ่โตอะไร เป็นเพียงทาวน์เฮาส์สองชั้นเล็กๆที่ต้องผ่อนส่งไปอีกเป็นสิบปี แต่มันก็คือบ้าน มีคุณค่าและความหมายต่อชีวิตจิตใจอย่างเต็มเปี่ยม

อีกไม่ถึงสองเดือนจะครบสองปีที่แต่งงานกันมา ค่ำวันหนึ่งเมื่อสี่ห้าวันที่ผ่านมา เขาเอ่ยปากถามเธอถึงจำนวนเงินที่ช่วยกันเก็บสะสมไว้เดือนละเล็กละน้อย นอกเหนือจากผ่อนส่งบ้าน และใช้จ่ายแล้ว เธอหันมามองเขาจากโต๊ะเครื่องแป้งด้วยแววตาฉงน เพราะปกติแล้วเขาไม่สนใจเรื่องนี้

“ทำไมคะ” เธอถามเมื่อบอกจำนวนเงินแก่เขาแล้ว

“ไม่มีอะไรหรอก อยากรู้เฉยๆน่ะ” เขาตอบ แต่นั่งตาลอยบนเตียง

“นั่นแน่” เธอยิ้มให้อย่างรู้ทัน “จะหาทางใช้ให้หมดนะสิ”

“หรือไม่อยากไปนอนอาบแดดที่ชายทะเล” เขาแกล้งทำหน้าขึงขัง “งั้นก็อยู่เฝ้าบ้านคนเดียวก็แล้วกัน”

“แบบนี้ขี้โกงนี่” เธอว่าเสียงใส ใบหน้ายิ้มพราย หยิบแท่งลิปสติกขึ้นมาทำท่าจะปาเข้าใส่ เขาคว้าหมอนยกขึ้นปิดป้อง

“ตกลงแล้วใช่ไหม เราจะไปเที่ยวไหนครับคุณผู้หญิง”

“ไม่รู้สิ” เธอตอบ นัยน์ตายังมีรอยยิ้ม ลุกจากเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งมานั่งลงที่เตียง “คุณเลือกสิ ฉันไม่ค่อยรู้หรอกที่เที่ยว คุณเคยไปไหนต่อไหนมาหลายที่ไม่ใช่เหรอ”

“ก็เคยไปตอนที่รับจ้างเก็บข้อมูลวิจัยสมัยเป็นนักศึกษาโน่นแน่ะ ไม่ได้ไปเที่ยวสักหน่อย แต่เรื่องนี้ไม่อยากหรอก ขอเวลาคิดหน่อยนะจ๊ะคนดี” เขาตอบอารมณ์ชื่นมื่น มองเธอด้วยสายตาซุกซนเป็นประกาย “แต่ถ้าจะให้ดี ไม่ให้มีปัญหาเรามาช่วยกันคิดคืนนี้ดีกว่านะ”

“บ้านี่…!” เธอว่า ยิ้มเขิน

ในที่สุดเขาก็รู้ว่าจะบอกเธออย่างไรดี… ขณะที่เธอนั่งแปรงผมอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง เขาเดินไปหยุดอยู่ข้างหลัง เธอกำลังใจจดจ่ออยู่กับการแปรงผมสีดำละเอียดนุ่มยาวเคลียไหล่ หน้าตาสดใสอ่อนละมุนปรากฏรูปโฉมในกระจกเงา เขามองดูเธอในกระจก เธอสบตายิ้มให้ เอียงหน้าแปรงผมต่อไปอย่างตั้งใจ

เขาหันเหสายตาไปมองตู้เสื้อผ้าที่ตั้งพิงผนังด้านปลายเตียง แล้วเบนสายตามองผ่านมุ้งลวดที่หน้าต่างออกไปข้างนอก ม่านสีน้ำเงินถูกรวบมัดไว้เรียบร้อย แสงไฟจากถนนและบ้านเรือนอื่นๆสว่างไสว มีคนเดินอยู่บนถนน รถรายังวิ่งเข้าออกอยู่ไม่ขาด สักครู่หนึ่งเขาจึงหันกลับมามองตัวเองในกระจก ไม่พูดไม่จาอะไรอยู่นาน จนเธอสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเขา

“มีอะไรหรือคะ” เธอถาม มองสบตาเขาในกระจก “ท่าทางคุณขรึมจัง”

สักอึดใจเขาจึงตอบ

“พ่อเขียนจดหมายมา” เขาถอนใจ “บอกว่ามีเรื่องจำเป็น”

เธอเปลี่ยนเป็นหันหลังให้กระจกเงา หันหน้ามาทางเขา ยังถือแปรงค้างอยู่ในมือ

“เรื่องจำเป็น เรื่องจำเป็นอะไรเหรอ” สีหน้าเธอเป็นกังวลขึ้นมาทันที

“เรื่องจำเป็น พ่ออยากให้ช่วย อ่านจดหมายนี่ดูก็แล้วกัน”

เขายื่นจดหมายให้ เธอรับไปคลี่อ่าน มือยังถือแปรงขณะอ่านจดหมาย เมื่ออ่านจบจึงพับเรียบร้อยแล้วส่งคืน หันไปมองขวดแป้งที่ตั้งอยู่หน้ากระจก คลึงแปรงในมือไปมา

“ว่ายังไง” เขาถาม “เราต้องช่วยกันคิดนะ”

“ถ้าจำเป็นจริง” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา วางแปรงไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง

“ก็จริงนะสิ พ่อไม่เคยโกหก” เขาตอบเสียงเครียด

“ฉันไม่ได้คิดเป็นอย่างอื่นนะ” เธอบอกน้ำเสียงจริงจัง “แล้วแต่คุณเถอะ คุณตัดสินใจเอง”

เขาถอนหายใจอีกครั้ง นั่งลงบนขอบเตียงใกล้เธอ มองหน้าตัวเองในกระจก ทำไมจึงปะเหมาะพอดีอย่างนี้นะ เขารำพึงในใจ จำนวนเงินที่พ่อบอกแทบพอดีกับที่มีอยู่

ผมต้องผิดสัญญาอีกแล้ว ผมขอโทษ เขาบอกเธอในใจ กี่ครั้งแล้วนะที่เขาตั้งใจทำอะไรสักอย่างเพื่อเธอ แต่มีอันต้องล้มเหลว บ้างครั้งด้วยเหตุจำเป็น บางครั้งด้วยเหตุไม่สมควร

“คุณจะตอบพ่อยังไงคะ”

เธอถามเมื่อเห็นเขานิ่งเงียบไปนาน น้ำเสียง สีหน้า ท่าทางเป็นปกติแล้ว ส่วนเขายังหมกมุ่น ละล้าละลัง

เธอนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งติดกับเตียงนอน เขานั่งที่ขอบเตียงติดกับเธอ เธอมองมาที่เขาอย่างใคร่รู้คำตอบ

“ว่าไงคะ”

“ถ้าพ่อแม่ไม่เลี้ยงเรามาจนโตเป็นผู้เป็นคน เราคงไม่มีโอกาสมาอยู่ด้วยกันอย่างนี้ ” เขาก้มหน้าพูดกับตัวเอง จบแล้วหันมาถามเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถามจริงๆ อยากไปเที่ยวมากไหม”

“อยากไปสิ ไม่ได้ไปไหนมาสองปีแล้ว”

“งั้นถามอีกข้อ” เขาจ้องตาเธอ เธอจ้องตอบ “คุณรักพ่อแม่ของคุณมากไหม”

แววตาเธอแสดงความประหลาดใจเมื่อได้ยินคำถาม แต่แวบเดียวต่อมาก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนจนเขารู้สึกอบอุ่น

“รักสิคะ” เธอตอบเสียงอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “รักมากจนบอกไม่ถูก”

ความอบอุ่นยิ่งแผ่ซ่านในใจของเขา

“ผมก็รักพ่อแม่ของผมเหมือนกัน”

เขาดึงตัวเธอมากอดอย่างรักใคร่

“ปีหน้าเราค่อยไปเที่ยวกันนะ” เขาพูดเบาๆ

“ค่ะ”

เขารู้ว่าเธอตอบด้วยความเต็มใจ.

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Tuesday, November 11th, 2008 and is filed under ฟ้าเดียวกัน. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats