อารยนคร (๑) ท่านนายกรัฐมนตรี

บทนำ : ตำนานแห่งนคร

“ในอดีตอันไกลโพ้นมีมหานครอันเจริญรุ่งเรืองตั้งโดดเด่นบนสองฝั่งแม่น้ำใหญ่ เป็นมหานครแห่งความอุดมสมบูรณ์ เล่าขานกันว่า มหานครแห่งนี้คือสวรรค์บนพื้นพิภพ ผู้ที่อยู่อาศัยในมหานครไม่ต่างจากเหล่าเทพบนสรวงสวรรค์ตามความเชื่อสมัยดึกดำบรรพ์ ขอบเขตอำนาจของมหานครครอบคลุมดินแดนต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบ มีนครน้อยใหญ่นับหมื่นนับแสนรวมเป็นอาณาจักรกว้างไกลไพศาล ผู้คนบนแผ่นดินต่างกระหายที่จะเดินทางเข้ามายลโฉมมหานครสักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่นี่มีพร้อมทุกอย่าง ทุกคนมีสิทธิแสวงหาความมั่งมีมาสู่ตน ผู้ที่อาศัยอยู่ตามนครต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ายังมหานคร ตราบใดที่พวกเขามีแรงและมีมันสมอง พวกเขาไม่มีวันอดตาย

“มีคำกล่าวไว้ว่า แม้แต่แมวหรือสุนัขก็ไม่มีวันอดตาย หากอาศัยอยู่ในมหานครแห่งนี้ ชาวโลกต่างยกย่องให้เป็นเมืองแห่งไมตรี เป็นเมืองแห่งรอยยิ้ม ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เดินทางมาจากดินแดนใด เมื่อย่างเข้าสู่อาณาเขตของเมืองนี้ ท่านจะได้รับการต้อนรับอย่างมิตรสนิท ท่านจะตรึงใจไม่มีวันลืม

“พวกเขาเรียกขานตัวเองว่าชาวอารยะ เชื่อกันว่ามหานครแห่งนี้ทวยเทพอวยชัยให้อุดมสมบูรณ์และร่ำรวย แผ่นดินภายใต้อาณัติล้วนเป็นแหล่งเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในพิภพ แม่น้ำใหญ่ที่ไหลผ่านกลางมหานครก็อุดมไปด้วยมวลสัตว์น้ำ สายน้ำสะอาด ฉ่ำเย็น ปริ่มตลิ่งทั้งปี ไหลมาจากขุนเขาไพรกว้างทางทิศเหนือ ผ่านที่ราบภาคกลาง สู่ทะเลหลวงทางทิศใต้ ซึ่งอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก

“มหานครรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุด เรื่องราวของมหานครยังถูกกล่าวขานไม่สิ้นสุด ยากนักที่จะหานครใด ๆ มาเปรียบเทียบกับมหานครแห่งนี้ได้ ในอดีตกาลชาวอารยะแห่งอารยนครนับเป็นเผ่าพันธุ์ที่ได้รับพรพิเศษจากสวรรค์ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาด มีความเป็นเลิศในพิภพ พวกเขาใช้เวลาไม่กี่ร้อยปีในการสร้างความเจริญรุ่งเรือง มีอำนาจเหนือเผ่าพันธุ์อื่นในดินแดนแถบนี้ มนุษยชาติได้ให้กำเนิดบุตรผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว….”

อารยนคร คัดจาก สารานุกรมแห่งดวงดาว

๑. ท่านนายกรัฐมนตรี

ไม่มีใครที่ไม่รู้จักท่าน บุรุษผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจแห่งความเป็นผู้นำ ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งอารยนคร ผู้กุมอำนาจปกครองนครที่ยิ่งใหญ่ในผืนพิภพ และนครน้อยใหญ่อีกหลายร้อยนคร ที่กระจายกันออกไปเป็นขั้น ๆ รวมกันเป็นอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล

ท่านคือนักรบฝีมือฉกาจในอดีต คือผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ เป็นผู้นำที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนเคารพยำเกรง เป็นอัจฉริยะในการทำสงคราม เฉียบขาด เคร่งครัด และไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ

ท่านก้าวขึ้นสู่บัลลังก์สูงสุดของอาณาจักรทั้งที่ยังอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ ซึ่งไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ในยุคที่มหาอาณาจักรรุ่งเรืองสุดขีด ท่านจึงเป็นบุคคลที่โดดเด่นในผืนพิภพ ทั่วดวงดาวต่างรู้จักท่าน มิตรเคารพ ศัตรูก็ยำเกรง ต่อมาอีกหลายปี เมื่อจัดการทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว จึงมอบตำแหน่งผู้นำกองทัพแก่เพื่อนสนิทซึ่งเติบโตมาด้วยกัน

ขณะนี้ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งที่ประดับลวดลายด้วยทองคำล้วน ๆ เก้าอี้ที่ทุก ๆ คนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ เบื้องหน้าของท่านคือโต๊ะประดับมุกอันวิจิตร เครื่องใช้ไม้สอยล้วนสร้างจากวัตถุที่สูงค่า แม้เพียงที่เขี่ยบุหรี่อันเดียวก็เปลืองเพชรไปเกือบสิบเม็ด ห้องทำงานสีฟ้ากว้างขวางโอ่อ่า มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นในห้องนี้ที่ไม่ได้สร้างขึ้นจากแร่ธาตุสูงค่า สิ่งนั้นคือร่างกายของท่านเอง

หลายสิบปีมาแล้วที่ท่านยืนอยู่ในตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ เป็นศูนย์รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาจักร ชะตาชีวิตของคนจำนวนมหาศาลภายใต้การปกครอง ถูกกำหนดจากที่นี่ กฎอันพึงมีทุกประการล้วนผ่านสายตาและคำวินิจฉัยของท่าน ก่อนสภาปกครองจะประกาศใช้ บังคับในอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นี้

ท่านนั่งหลังตรง ผึ่งผาย อ่านเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า สายตาเฉียบคมค่อย ๆ ไล่ไปตามตัวอักษรทีละบรรทัด ท่านเป็นคนละเอียดลออ ตรวจสอบเอกสารสำคัญทุกชิ้นด้วยตัวเอง ไม่มีอะไรที่ผ่านตาท่านไปโดยไม่ได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุก ๆ คนที่เคยร่วมงานกับท่านย่อมรู้ซึ้งถึงข้อนี้ดี

ท่านรับรู้ถึงอาการเคลื่อนไหวของคน ๆ หนึ่งตรงมายังโต๊ะทำงาน สายตาของท่านยังมองตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ เมื่อร่างนั้นเคลื่อนที่มาถึง ท่านหยุดอ่าน รอรับฟังคำรายงาน

“ ท่านผู้บัญชาการมาถึงแล้วครับท่าน ” เสียงคนสนิทดังขึ้นพอได้ยินกันสองคน

ท่านนายกรัฐมนตรีพยักหน้า “ ให้เขาเข้ามาได้ ”

“ เดี๋ยวนี้เลยครับผม ”

“ ดี ”

เมื่อท่านพูดจบ เสียงคนสนิทเคลื่อนไหวห่างออกไป

ท่านนายกรัฐมนตรีผลักเอกสารไปไว้ด้านข้าง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ รอคอยแขกผู้มาเยือน ไม่ถึงหนึ่งนาที ร่างของคนที่ท่านคุ้นเคยก็ปรากฏที่ประตูห้อง เดินเข้ามาช้า ๆ แบบสบาย ๆ เรือนร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้ม แม้วัยจะสูงแล้ว แต่ก็ยังผึ่งผายในชุดทหารยศสูงสุดของกองทัพ ผู้มาเยือนยืนตรงเบื้องหน้าท่าน ทำความเคารพแบบทหาร งอแขนขวาแตะมือที่หน้าอก เสร็จแล้วโค้งคำนับอีกครั้งหนึ่ง

“ เชิญนั่งผู้บัญชาการ ”

ท่านนายกรัฐมนตรี เอ่ย มือขวากดปุ่มขวาที่ขอบโต๊ะ เก้าอี้ที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะค่อย ๆ เลื่อนออกมาให้ผู้บัญชาการทหาร ท่านนายพลนั่งลง

“ น้ำชาไหม ”

“ ขอบคุณครับท่าน ”

ท่านนายกรัฐมนตรีกดปุ่มเขียว หุ่นยนต์รับใช้ยกสิ่งของที่ต้องการมาบริการ น้ำสีเข้ม กลิ่นหอมกรุ่นถูกรินใส่ถ้วยเคลือบโบราณ ทั้งสองยกขึ้นจิบ แล้ววางไว้บนจานรองทองคำ

“ อากาศวันนี้เป็นไงบ้าง ” ท่านนายกรัฐมนตรีถาม

“ ดีครับท่าน ลมหนาวเริ่มรา แดดใส ฟ้ากระจ่าง ท่านควรจะออกไปสัมผัสอากาศอุ่นบ้าง ”

“ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี แรก ๆ ก็อึดอัดอยู่บ้าง เดี๋ยวนี้ชินเสียแล้ว ที่ถามคุณก็แค่อยากจะรู้เท่านั้นเอง ”

“ ครับท่าน ”

ผู้บัญชาการทหารยังคงตอบนอบน้อมอยู่เช่นเดิม บุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดโบกมือมองฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาขบขัน ท่านยิ้ม แล้วเอ่ยว่า

“ ไม่เอาน่า ท่านนายพล เลิกพูดคำทางการกับผมเสียทีเถอะ ว่าไปแล้วคุณกับผมก็ยศเท่ากันไม่ใช่รึ ”

“ ครับท่าน ” ผู้บัญชาการทหารตอบยิ้ม ๆ “ ผมชักจะติดนิสัยการพูดอย่างนี้เสียแล้วสิ เข้ามาอยู่เมืองหลวงนานจนติดภาษาชาวเมืองไปแล้ว ”

ท่านนายกรัฐมนตรีหัวเราะเบา ๆ

“ นายทหารบ้านนอกกลายเป็นทหารผู้ดีไปแล้วสินะ ” ผู้กุมอำนาจสูงสุดพูดอย่างอารมณ์ดี “ ทั้งคุณและผม ”

ผู้บัญชาการยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างสนิทสนม ทั้งสองรู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าบ้านนอก ที่ซึ่งเคยเติบโตและวิ่งเล่นมาด้วยกัน เข้าเรียนรุ่นเดียวกัน เป็นทหารพร้อมกัน จีบผู้หญิงคนเดียวกัน ยืนบนบัลลังก์แห่งอำนาจเหมือนกัน แม้ท่านผู้บัญชาการอายุล่วงเลยมามากแล้ว แต่จะหานายทหารที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เท่าท่านไม่มีอีกแล้ว ท่านจึงได้รับคำบัญชาให้อยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปไม่มีกำหนด

ท่านผู้บัญชาการใหญ่ยิ้มกับคำพูดของผู้บังคับบัญชา จริง ๆ แล้วท่านรู้สึกสนิทสนมกับท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะเพื่อนมากกว่าความสัมพันธ์ทางด้านการงาน โดยส่วนตัวแล้วท่านประสงค์จะพูดคุยกันฉันท์เพื่อน แต่ตำแหน่งหน้าที่ค้ำคออยู่ ความจำเป็นจึงเกิดขึ้น ระหว่างนายกับลูกน้อง

“ แต่เราคงเป็นชาวเมืองได้ไม่สนิทนัก ” ท่านนายพลเอ่ยขึ้น “ ยังไงผมก็รู้สึกว่าผมยังเป็นคนบ้านนอกอยู่ดี ”

ท่านนายกรัฐมนตรีมองผู้อ่อนอำนาจกว่าอย่างพยายามจะเข้าใจ ท่านรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ท่านกับเพื่อนคนนี้มีไม่เหมือนกัน แม้ขณะนี้จะยังไม่ชัดเจนนัก เพียงแต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ไม่สามารถระบุลงไปแน่ชัด แต่ที่เห็นได้บ้างก็คือความคิดความอ่านทั้งสอง เริ่มมีความแตกต่างกันบ้างแล้ว เห็นได้จากนโยบายต่าง ๆ ที่ประกาศใช้ในอาณาจักรแต่ไหนแต่ไรมาเพื่อนของท่านไม่เคยมีข้อขัดแย้ง แต่เดี๋ยวนี้ ผู้บัญชาการใหญ่มักจะแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับนายกรัฐมนตรีเสมอ

“ เป็นยังไงบ้าง ท่านนายพล ” ท่านนายกรัฐมนตรีถามขึ้น “ หน้าที่การงานของคุณ คุณมีความสุขดีอยู่รึ ”

“ ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทางที่ถูกกำหนดไว้ ” ผู้บัญชาการตอบ “ ผมเป็นเพียงผู้รับใช้ ทำตามคำสั่งของผู้ที่อยู่เหนือกว่า ”

บุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดยิ้มด้วยความพอใจ ท่านรู้สึกปลอดโปร่งทุกครั้งที่ได้สนทนากับเพื่อนสนิทคนนี้ มันทำให้ท่านมั่นใจในทุกสิ่งทุกอย่าง การตัดสินใจของท่านดูถูกต้องมากขึ้นเมื่อมีเพื่อนร่วมรับรู้ แม้ว่าหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง เพื่อนของท่านจะไม่เห็นด้วยในครั้งแรกแต่เมื่อท่านแสดงเหตุผลชักจูงใจ เพื่อนของท่านมักจะลงเอยด้วยการยอมรับ เมื่อมีผู้บัญชาการใหญ่กองทัพไม่มีปัญหา นายกรัฐมนตรีก็ย่อมจะเกิดความมั่นอกมั่นใจในสิ่งที่กระทำลงไป

“ ผมขอบคุณที่คุณพูดอย่างนี้ ไม่เสียทีที่เราเป็นเพื่อนกันมานาน ” ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งอารยนครกล่าว ยกมือขึ้นทำสัญญาณให้หุ่นยนต์ที่ยืนนิ่งอยู่ห่าง ๆ มาเติมน้ำชา “ ที่ผมเรียกคุณเข้าพบวันนี้ ผมอยากให้คุณได้รับทราบการตัดสินใจครั้งสำคัญของผม หวังว่าคุณคงรับฟังเช่นเดิม ”

“ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านพูด ผมพร้อมรับฟังเสมอ ”

“ ดี ”

บุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดกล่าวด้วยความพอใจ ท่านชี้ที่ถ้วยน้ำชาที่หุ่นยนต์รับใช้รินไว้จนเต็ม เป็นสัญญาณว่าดื่มกันก่อนค่อยพูดจา ผู้บัญชาการทำตาม

“ ผมไว้ใจคุณมากที่สุด ไม่เช่นนั้นผมคงไม่ดึงคุณไว้ช่วยงานนานปานนี้ ทั้ง ๆ ที่กองทัพอารยะก็มีนายพลที่มีความสามารถอยู่มากมาย แต่พวกเขาขาดคุณสมบัติสำคัญสองข้อนั่นคือ เป็นเพื่อนของผมและเป็นคนที่ผมไว้ใจได้ว่าจะทำทุกอย่างตามที่ผมร้องขอ ผมรู้ว่าคุณอยากพักผ่อนเต็มทีแล้ว แต่ยังก่อนเพื่อนรัก งานใหญ่ของเรายังไม่ได้ลงมือทำเลย ผมวางแผนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่อยากฟังความคิดเห็นของคุณ ”

“ งานใหญ่ ? ” ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอารยนครทวนคำด้วยความสงสัย “ งานที่เราทำเพื่อความมั่งคั่งมั่นคงของอารยนครอยู่ตอนนี้ยังไม่ใช่งานใหญ่อย่างนั้นรึ ”

ท่านนายกรัฐมนตรีโน้มตัวเข้าหาอีกฝ่าย สีหน้าของท่านเอาจริงเอาจัง ประกายตาวับวาว อาการอย่างนี้ทำให้ผู้บัญชาการรู้สึกแปลกใจ แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้ในทันที

“ ที่คุณว่ามา มันเป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย แต่สิ่งที่ผมจะทำเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เรา คุณ และผม จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอารยนคร คุณก็รู้นี่ว่าผมเป็นคนยังไง ผมต้องการทำงานใหญ่ งานที่ใช้ความคิดและฝีมือ ผมต้องการทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน ส่วนงานที่ทำอยู่นะมันเป็นเพียงงานประจำที่ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย อารยะของเรามั่งคั่งมั่นคงพอแล้ว แต่ที่เรายังขาดอยู่ก็คือ อำนาจที่ควบคุมผู้คนอย่างเด็ดขาดและต่อไปคือดวงดาวทั้งดวง ”

ท่านนายพลพบว่าตัวเองบังเกิดความงุนงงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ท่านไม่เคยเห็นเพื่อนผู้ยิ่งใหญ่พูดจายืดยาวเช่นนี้เลยสักครั้ง ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้ท่านจับทิศทางไม่ถูก ได้แต่นิ่งฟัง

ท่านนายกรัฐมนตรี เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาจ้องมองท่านผู้บัญชาการเหมือนต้องการทดสอบอะไรบางอย่าง ผู้บัญชาการทหารจ้องตอบแทบไม่กระพริบตา ในที่สุดผู้ดำรงตำแหน่งสูงกว่าเอ่ยขึ้น

“ ผมถามจริง ๆ เถอะ ท่านนายพล คุณยังบังคับบัญชาทหารได้ทุกกองทัพอยู่หรือเปล่า ”

“ ทหารทุกกองทัพเชื่อฟังคำสั่งของผม ” ถ้าคำสั่งนั้นชอบด้วยเหตุผล…..ท่านผู้บัญชาการไม่ได้พูดต่อจนจบ
“ แล้วสภาการปกครองล่ะ คุณคิดว่าพวกเขาสนับสนุนเราหรือเปล่า ”

“ พวกเขาไม่เคยมีปัญหา แม้ว่าจะถูกโจมตีจากฝ่ายต่าง ๆ ว่ารับใช้ท่านจนเกินไป ”

“ ก็ผมตั้งพวกเขาขึ้นมาตามกฎหมายสูงสุด ” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดหนักแน่น “ หากมีการแทรกแซงจากภายนอกล่ะ ทหารของคุณพร้อมจะต่อสู้ไหม ”

“ แน่นอนครับ เขาต้องต่อสู้ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครกล้าหาญเข้ามาแทรกแซงเรา กองทัพของเรายิ่งใหญ่กว่าทุกกองทัพที่มีอยู่ในดาวดวงนี้ ” ผู้บัญชาการใหญ่ตอบด้วยความมั่นใจ

“ ดีล่ะ ผมอยากจะถามคุณข้อสุดท้าย ” บุรุษที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ กล่าวด้วยความพอใจ “ คุณยังสนับสนุนผมหรือเปล่า ”

“ แน่นอน ผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ” ท่านนายพลนิ่งคิดนานชั่วอึดใจ “ ผมเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาที่มีความชอบธรรมเสมอ ”

ท่านนายกรัฐมนตรีถอนใจด้วยความโล่งอก ผู้บัญชาการยกถ้วยน้ำชาขึ้นพอจิบแต่ผู้บังคับบัญชาพูดขึ้นเสียก่อน ท่านเลยถือถ้วยค้าง

“ สิ่งที่ผมจะทำเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอารยนคร ผมต้องการให้คุณยืนเคียงข้างผม เพราะสิ่งที่ผมกำลังทำนี่มันอันตราย อันตรายมากเสียด้วยสิ แต่ผมจำเป็นจะต้องทำ เพื่อให้บรรลุความตั้งใจของผม มันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ งานที่ผมต้องการฝากเอาไว้ก่อนผมจะตายไป ชาวอารยะจะต้องจารึกชื่อของผมเอาไว้ ”

“ ท่านไม่ต้องกังวล ท่านเป็นเพื่อนของผม เป็นผู้นำชาวอารยะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำขึ้นมาเพื่อชาวอารยะ ผมย่อมสนับสนุน ผมก็เป็นชาวอารยะคนหนึ่งเหมือนกัน ”

ผู้บัญชาการทหารจิบน้ำชาเมื่อพูดจบ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีพูดต่อ

“ ผมจะยกเลิกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี….. ”

ท่านผู้บัญชาการกองทัพอารยนครสำลักน้ำชารสกลมกล่อมจิบนั้น ทันทีที่ได้ยินคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรี.

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Thursday, November 13th, 2008 and is filed under อายรนคร. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats