อารยนคร (๑) ท่านนายกรัฐมนตรี
บทนำ : ตำนานแห่งนคร
“ในอดีตอันไกลโพ้นมีมหานครอันเจริญรุ่งเรืองตั้งโดดเด่นบนสองฝั่งแม่น้ำใหญ่ เป็นมหานครแห่งความอุดมสมบูรณ์ เล่าขานกันว่า มหานครแห่งนี้คือสวรรค์บนพื้นพิภพ ผู้ที่อยู่อาศัยในมหานครไม่ต่างจากเหล่าเทพบนสรวงสวรรค์ตามความเชื่อสมัยดึกดำบรรพ์ ขอบเขตอำนาจของมหานครครอบคลุมดินแดนต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบ มีนครน้อยใหญ่นับหมื่นนับแสนรวมเป็นอาณาจักรกว้างไกลไพศาล ผู้คนบนแผ่นดินต่างกระหายที่จะเดินทางเข้ามายลโฉมมหานครสักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่นี่มีพร้อมทุกอย่าง ทุกคนมีสิทธิแสวงหาความมั่งมีมาสู่ตน ผู้ที่อาศัยอยู่ตามนครต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ายังมหานคร ตราบใดที่พวกเขามีแรงและมีมันสมอง พวกเขาไม่มีวันอดตาย
“มีคำกล่าวไว้ว่า แม้แต่แมวหรือสุนัขก็ไม่มีวันอดตาย หากอาศัยอยู่ในมหานครแห่งนี้ ชาวโลกต่างยกย่องให้เป็นเมืองแห่งไมตรี เป็นเมืองแห่งรอยยิ้ม ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เดินทางมาจากดินแดนใด เมื่อย่างเข้าสู่อาณาเขตของเมืองนี้ ท่านจะได้รับการต้อนรับอย่างมิตรสนิท ท่านจะตรึงใจไม่มีวันลืม
“พวกเขาเรียกขานตัวเองว่าชาวอารยะ เชื่อกันว่ามหานครแห่งนี้ทวยเทพอวยชัยให้อุดมสมบูรณ์และร่ำรวย แผ่นดินภายใต้อาณัติล้วนเป็นแหล่งเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในพิภพ แม่น้ำใหญ่ที่ไหลผ่านกลางมหานครก็อุดมไปด้วยมวลสัตว์น้ำ สายน้ำสะอาด ฉ่ำเย็น ปริ่มตลิ่งทั้งปี ไหลมาจากขุนเขาไพรกว้างทางทิศเหนือ ผ่านที่ราบภาคกลาง สู่ทะเลหลวงทางทิศใต้ ซึ่งอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก
“มหานครรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุด เรื่องราวของมหานครยังถูกกล่าวขานไม่สิ้นสุด ยากนักที่จะหานครใด ๆ มาเปรียบเทียบกับมหานครแห่งนี้ได้ ในอดีตกาลชาวอารยะแห่งอารยนครนับเป็นเผ่าพันธุ์ที่ได้รับพรพิเศษจากสวรรค์ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาด มีความเป็นเลิศในพิภพ พวกเขาใช้เวลาไม่กี่ร้อยปีในการสร้างความเจริญรุ่งเรือง มีอำนาจเหนือเผ่าพันธุ์อื่นในดินแดนแถบนี้ มนุษยชาติได้ให้กำเนิดบุตรผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว….”
อารยนคร คัดจาก สารานุกรมแห่งดวงดาว
๑. ท่านนายกรัฐมนตรี
ไม่มีใครที่ไม่รู้จักท่าน บุรุษผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจแห่งความเป็นผู้นำ ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งอารยนคร ผู้กุมอำนาจปกครองนครที่ยิ่งใหญ่ในผืนพิภพ และนครน้อยใหญ่อีกหลายร้อยนคร ที่กระจายกันออกไปเป็นขั้น ๆ รวมกันเป็นอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล
ท่านคือนักรบฝีมือฉกาจในอดีต คือผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ เป็นผู้นำที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนเคารพยำเกรง เป็นอัจฉริยะในการทำสงคราม เฉียบขาด เคร่งครัด และไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ
ท่านก้าวขึ้นสู่บัลลังก์สูงสุดของอาณาจักรทั้งที่ยังอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ ซึ่งไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ในยุคที่มหาอาณาจักรรุ่งเรืองสุดขีด ท่านจึงเป็นบุคคลที่โดดเด่นในผืนพิภพ ทั่วดวงดาวต่างรู้จักท่าน มิตรเคารพ ศัตรูก็ยำเกรง ต่อมาอีกหลายปี เมื่อจัดการทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว จึงมอบตำแหน่งผู้นำกองทัพแก่เพื่อนสนิทซึ่งเติบโตมาด้วยกัน
ขณะนี้ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งที่ประดับลวดลายด้วยทองคำล้วน ๆ เก้าอี้ที่ทุก ๆ คนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ เบื้องหน้าของท่านคือโต๊ะประดับมุกอันวิจิตร เครื่องใช้ไม้สอยล้วนสร้างจากวัตถุที่สูงค่า แม้เพียงที่เขี่ยบุหรี่อันเดียวก็เปลืองเพชรไปเกือบสิบเม็ด ห้องทำงานสีฟ้ากว้างขวางโอ่อ่า มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นในห้องนี้ที่ไม่ได้สร้างขึ้นจากแร่ธาตุสูงค่า สิ่งนั้นคือร่างกายของท่านเอง
หลายสิบปีมาแล้วที่ท่านยืนอยู่ในตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ เป็นศูนย์รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาจักร ชะตาชีวิตของคนจำนวนมหาศาลภายใต้การปกครอง ถูกกำหนดจากที่นี่ กฎอันพึงมีทุกประการล้วนผ่านสายตาและคำวินิจฉัยของท่าน ก่อนสภาปกครองจะประกาศใช้ บังคับในอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นี้
ท่านนั่งหลังตรง ผึ่งผาย อ่านเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า สายตาเฉียบคมค่อย ๆ ไล่ไปตามตัวอักษรทีละบรรทัด ท่านเป็นคนละเอียดลออ ตรวจสอบเอกสารสำคัญทุกชิ้นด้วยตัวเอง ไม่มีอะไรที่ผ่านตาท่านไปโดยไม่ได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุก ๆ คนที่เคยร่วมงานกับท่านย่อมรู้ซึ้งถึงข้อนี้ดี
ท่านรับรู้ถึงอาการเคลื่อนไหวของคน ๆ หนึ่งตรงมายังโต๊ะทำงาน สายตาของท่านยังมองตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ เมื่อร่างนั้นเคลื่อนที่มาถึง ท่านหยุดอ่าน รอรับฟังคำรายงาน
“ ท่านผู้บัญชาการมาถึงแล้วครับท่าน ” เสียงคนสนิทดังขึ้นพอได้ยินกันสองคน
ท่านนายกรัฐมนตรีพยักหน้า “ ให้เขาเข้ามาได้ ”
“ เดี๋ยวนี้เลยครับผม ”
“ ดี ”
เมื่อท่านพูดจบ เสียงคนสนิทเคลื่อนไหวห่างออกไป
ท่านนายกรัฐมนตรีผลักเอกสารไปไว้ด้านข้าง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ รอคอยแขกผู้มาเยือน ไม่ถึงหนึ่งนาที ร่างของคนที่ท่านคุ้นเคยก็ปรากฏที่ประตูห้อง เดินเข้ามาช้า ๆ แบบสบาย ๆ เรือนร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้ม แม้วัยจะสูงแล้ว แต่ก็ยังผึ่งผายในชุดทหารยศสูงสุดของกองทัพ ผู้มาเยือนยืนตรงเบื้องหน้าท่าน ทำความเคารพแบบทหาร งอแขนขวาแตะมือที่หน้าอก เสร็จแล้วโค้งคำนับอีกครั้งหนึ่ง
“ เชิญนั่งผู้บัญชาการ ”
ท่านนายกรัฐมนตรี เอ่ย มือขวากดปุ่มขวาที่ขอบโต๊ะ เก้าอี้ที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะค่อย ๆ เลื่อนออกมาให้ผู้บัญชาการทหาร ท่านนายพลนั่งลง
“ น้ำชาไหม ”
“ ขอบคุณครับท่าน ”
ท่านนายกรัฐมนตรีกดปุ่มเขียว หุ่นยนต์รับใช้ยกสิ่งของที่ต้องการมาบริการ น้ำสีเข้ม กลิ่นหอมกรุ่นถูกรินใส่ถ้วยเคลือบโบราณ ทั้งสองยกขึ้นจิบ แล้ววางไว้บนจานรองทองคำ
“ อากาศวันนี้เป็นไงบ้าง ” ท่านนายกรัฐมนตรีถาม
“ ดีครับท่าน ลมหนาวเริ่มรา แดดใส ฟ้ากระจ่าง ท่านควรจะออกไปสัมผัสอากาศอุ่นบ้าง ”
“ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี แรก ๆ ก็อึดอัดอยู่บ้าง เดี๋ยวนี้ชินเสียแล้ว ที่ถามคุณก็แค่อยากจะรู้เท่านั้นเอง ”
“ ครับท่าน ”
ผู้บัญชาการทหารยังคงตอบนอบน้อมอยู่เช่นเดิม บุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดโบกมือมองฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาขบขัน ท่านยิ้ม แล้วเอ่ยว่า
“ ไม่เอาน่า ท่านนายพล เลิกพูดคำทางการกับผมเสียทีเถอะ ว่าไปแล้วคุณกับผมก็ยศเท่ากันไม่ใช่รึ ”
“ ครับท่าน ” ผู้บัญชาการทหารตอบยิ้ม ๆ “ ผมชักจะติดนิสัยการพูดอย่างนี้เสียแล้วสิ เข้ามาอยู่เมืองหลวงนานจนติดภาษาชาวเมืองไปแล้ว ”
ท่านนายกรัฐมนตรีหัวเราะเบา ๆ
“ นายทหารบ้านนอกกลายเป็นทหารผู้ดีไปแล้วสินะ ” ผู้กุมอำนาจสูงสุดพูดอย่างอารมณ์ดี “ ทั้งคุณและผม ”
ผู้บัญชาการยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างสนิทสนม ทั้งสองรู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าบ้านนอก ที่ซึ่งเคยเติบโตและวิ่งเล่นมาด้วยกัน เข้าเรียนรุ่นเดียวกัน เป็นทหารพร้อมกัน จีบผู้หญิงคนเดียวกัน ยืนบนบัลลังก์แห่งอำนาจเหมือนกัน แม้ท่านผู้บัญชาการอายุล่วงเลยมามากแล้ว แต่จะหานายทหารที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เท่าท่านไม่มีอีกแล้ว ท่านจึงได้รับคำบัญชาให้อยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปไม่มีกำหนด
ท่านผู้บัญชาการใหญ่ยิ้มกับคำพูดของผู้บังคับบัญชา จริง ๆ แล้วท่านรู้สึกสนิทสนมกับท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะเพื่อนมากกว่าความสัมพันธ์ทางด้านการงาน โดยส่วนตัวแล้วท่านประสงค์จะพูดคุยกันฉันท์เพื่อน แต่ตำแหน่งหน้าที่ค้ำคออยู่ ความจำเป็นจึงเกิดขึ้น ระหว่างนายกับลูกน้อง
“ แต่เราคงเป็นชาวเมืองได้ไม่สนิทนัก ” ท่านนายพลเอ่ยขึ้น “ ยังไงผมก็รู้สึกว่าผมยังเป็นคนบ้านนอกอยู่ดี ”
ท่านนายกรัฐมนตรีมองผู้อ่อนอำนาจกว่าอย่างพยายามจะเข้าใจ ท่านรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ท่านกับเพื่อนคนนี้มีไม่เหมือนกัน แม้ขณะนี้จะยังไม่ชัดเจนนัก เพียงแต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ไม่สามารถระบุลงไปแน่ชัด แต่ที่เห็นได้บ้างก็คือความคิดความอ่านทั้งสอง เริ่มมีความแตกต่างกันบ้างแล้ว เห็นได้จากนโยบายต่าง ๆ ที่ประกาศใช้ในอาณาจักรแต่ไหนแต่ไรมาเพื่อนของท่านไม่เคยมีข้อขัดแย้ง แต่เดี๋ยวนี้ ผู้บัญชาการใหญ่มักจะแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับนายกรัฐมนตรีเสมอ
“ เป็นยังไงบ้าง ท่านนายพล ” ท่านนายกรัฐมนตรีถามขึ้น “ หน้าที่การงานของคุณ คุณมีความสุขดีอยู่รึ ”
“ ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทางที่ถูกกำหนดไว้ ” ผู้บัญชาการตอบ “ ผมเป็นเพียงผู้รับใช้ ทำตามคำสั่งของผู้ที่อยู่เหนือกว่า ”
บุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดยิ้มด้วยความพอใจ ท่านรู้สึกปลอดโปร่งทุกครั้งที่ได้สนทนากับเพื่อนสนิทคนนี้ มันทำให้ท่านมั่นใจในทุกสิ่งทุกอย่าง การตัดสินใจของท่านดูถูกต้องมากขึ้นเมื่อมีเพื่อนร่วมรับรู้ แม้ว่าหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง เพื่อนของท่านจะไม่เห็นด้วยในครั้งแรกแต่เมื่อท่านแสดงเหตุผลชักจูงใจ เพื่อนของท่านมักจะลงเอยด้วยการยอมรับ เมื่อมีผู้บัญชาการใหญ่กองทัพไม่มีปัญหา นายกรัฐมนตรีก็ย่อมจะเกิดความมั่นอกมั่นใจในสิ่งที่กระทำลงไป
“ ผมขอบคุณที่คุณพูดอย่างนี้ ไม่เสียทีที่เราเป็นเพื่อนกันมานาน ” ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งอารยนครกล่าว ยกมือขึ้นทำสัญญาณให้หุ่นยนต์ที่ยืนนิ่งอยู่ห่าง ๆ มาเติมน้ำชา “ ที่ผมเรียกคุณเข้าพบวันนี้ ผมอยากให้คุณได้รับทราบการตัดสินใจครั้งสำคัญของผม หวังว่าคุณคงรับฟังเช่นเดิม ”
“ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านพูด ผมพร้อมรับฟังเสมอ ”
“ ดี ”
บุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดกล่าวด้วยความพอใจ ท่านชี้ที่ถ้วยน้ำชาที่หุ่นยนต์รับใช้รินไว้จนเต็ม เป็นสัญญาณว่าดื่มกันก่อนค่อยพูดจา ผู้บัญชาการทำตาม
“ ผมไว้ใจคุณมากที่สุด ไม่เช่นนั้นผมคงไม่ดึงคุณไว้ช่วยงานนานปานนี้ ทั้ง ๆ ที่กองทัพอารยะก็มีนายพลที่มีความสามารถอยู่มากมาย แต่พวกเขาขาดคุณสมบัติสำคัญสองข้อนั่นคือ เป็นเพื่อนของผมและเป็นคนที่ผมไว้ใจได้ว่าจะทำทุกอย่างตามที่ผมร้องขอ ผมรู้ว่าคุณอยากพักผ่อนเต็มทีแล้ว แต่ยังก่อนเพื่อนรัก งานใหญ่ของเรายังไม่ได้ลงมือทำเลย ผมวางแผนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่อยากฟังความคิดเห็นของคุณ ”
“ งานใหญ่ ? ” ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอารยนครทวนคำด้วยความสงสัย “ งานที่เราทำเพื่อความมั่งคั่งมั่นคงของอารยนครอยู่ตอนนี้ยังไม่ใช่งานใหญ่อย่างนั้นรึ ”
ท่านนายกรัฐมนตรีโน้มตัวเข้าหาอีกฝ่าย สีหน้าของท่านเอาจริงเอาจัง ประกายตาวับวาว อาการอย่างนี้ทำให้ผู้บัญชาการรู้สึกแปลกใจ แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้ในทันที
“ ที่คุณว่ามา มันเป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย แต่สิ่งที่ผมจะทำเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เรา คุณ และผม จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอารยนคร คุณก็รู้นี่ว่าผมเป็นคนยังไง ผมต้องการทำงานใหญ่ งานที่ใช้ความคิดและฝีมือ ผมต้องการทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน ส่วนงานที่ทำอยู่นะมันเป็นเพียงงานประจำที่ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย อารยะของเรามั่งคั่งมั่นคงพอแล้ว แต่ที่เรายังขาดอยู่ก็คือ อำนาจที่ควบคุมผู้คนอย่างเด็ดขาดและต่อไปคือดวงดาวทั้งดวง ”
ท่านนายพลพบว่าตัวเองบังเกิดความงุนงงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ท่านไม่เคยเห็นเพื่อนผู้ยิ่งใหญ่พูดจายืดยาวเช่นนี้เลยสักครั้ง ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้ท่านจับทิศทางไม่ถูก ได้แต่นิ่งฟัง
ท่านนายกรัฐมนตรี เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาจ้องมองท่านผู้บัญชาการเหมือนต้องการทดสอบอะไรบางอย่าง ผู้บัญชาการทหารจ้องตอบแทบไม่กระพริบตา ในที่สุดผู้ดำรงตำแหน่งสูงกว่าเอ่ยขึ้น
“ ผมถามจริง ๆ เถอะ ท่านนายพล คุณยังบังคับบัญชาทหารได้ทุกกองทัพอยู่หรือเปล่า ”
“ ทหารทุกกองทัพเชื่อฟังคำสั่งของผม ” ถ้าคำสั่งนั้นชอบด้วยเหตุผล…..ท่านผู้บัญชาการไม่ได้พูดต่อจนจบ
“ แล้วสภาการปกครองล่ะ คุณคิดว่าพวกเขาสนับสนุนเราหรือเปล่า ”
“ พวกเขาไม่เคยมีปัญหา แม้ว่าจะถูกโจมตีจากฝ่ายต่าง ๆ ว่ารับใช้ท่านจนเกินไป ”
“ ก็ผมตั้งพวกเขาขึ้นมาตามกฎหมายสูงสุด ” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดหนักแน่น “ หากมีการแทรกแซงจากภายนอกล่ะ ทหารของคุณพร้อมจะต่อสู้ไหม ”
“ แน่นอนครับ เขาต้องต่อสู้ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครกล้าหาญเข้ามาแทรกแซงเรา กองทัพของเรายิ่งใหญ่กว่าทุกกองทัพที่มีอยู่ในดาวดวงนี้ ” ผู้บัญชาการใหญ่ตอบด้วยความมั่นใจ
“ ดีล่ะ ผมอยากจะถามคุณข้อสุดท้าย ” บุรุษที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ กล่าวด้วยความพอใจ “ คุณยังสนับสนุนผมหรือเปล่า ”
“ แน่นอน ผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ” ท่านนายพลนิ่งคิดนานชั่วอึดใจ “ ผมเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาที่มีความชอบธรรมเสมอ ”
ท่านนายกรัฐมนตรีถอนใจด้วยความโล่งอก ผู้บัญชาการยกถ้วยน้ำชาขึ้นพอจิบแต่ผู้บังคับบัญชาพูดขึ้นเสียก่อน ท่านเลยถือถ้วยค้าง
“ สิ่งที่ผมจะทำเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอารยนคร ผมต้องการให้คุณยืนเคียงข้างผม เพราะสิ่งที่ผมกำลังทำนี่มันอันตราย อันตรายมากเสียด้วยสิ แต่ผมจำเป็นจะต้องทำ เพื่อให้บรรลุความตั้งใจของผม มันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ งานที่ผมต้องการฝากเอาไว้ก่อนผมจะตายไป ชาวอารยะจะต้องจารึกชื่อของผมเอาไว้ ”
“ ท่านไม่ต้องกังวล ท่านเป็นเพื่อนของผม เป็นผู้นำชาวอารยะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำขึ้นมาเพื่อชาวอารยะ ผมย่อมสนับสนุน ผมก็เป็นชาวอารยะคนหนึ่งเหมือนกัน ”
ผู้บัญชาการทหารจิบน้ำชาเมื่อพูดจบ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีพูดต่อ
“ ผมจะยกเลิกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี….. ”
ท่านผู้บัญชาการกองทัพอารยนครสำลักน้ำชารสกลมกล่อมจิบนั้น ทันทีที่ได้ยินคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรี.




เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ