เดชอุดม

เดชอุดมคืออำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่ตรงจุดสิ้นสุดของถนนมิตรภาพที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนค่าก่อสร้างให้แก่ประเทศไทย ตามนโยบายแผ่ขยายอิทธิพลของอเมริกาในสมัยเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีก่อน อันที่จริงแล้ว คงสร้างเพื่อเป็นถนนยุทธศาสตร์ ใช้ลำเลียงอาวุธไปทำสงครามในอินโดจีน คือเวียดนาม ลาว กัมพูชา

ถนนมิตรภาพรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ ถนนโชคชัย-เดชอุดม โดยเริ่มต้นที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา สิ้นสุดที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ลัดเลาะเลียบแนวชายแดนไทย-กัมพูชามาเรื่อย กลายเป็นถนนสายหลักที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาตั้งแต่สมัยโน้นจนสมัยนี้

สุรชัย จันทิมาธร นักร้องเพลงเพื่อชีวิต ได้เขียนเพลงบันทึกประวัติศาสตร์ของถนนมิตรภาพที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศในอินโดจีนเอาไว้ในเพลง “ถนนมิตรภาพ” ที่มีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า “…เครื่องยนต์คำรามคุกคามแดนดงนกกาแตกพงหนีลงไปไทย ถนนหนทางตั้งยาวตั้งไกลฝรั่งสร้างไว้อเมริกา…”แล้วก็บรรยายถึงผลที่เกิดขึ้นจากการทำสงครามในอินโดจีนของอเมริกา ที่ประชาชนเจอกับความทุกข์ยาก สภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ล้มตายมากมาย นับเป็นเพลงหนึ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สังคม

ผมเรียนมัธยมปลาย คือ ม.ศ.๔-๕ รุ่นสุดท้ายที่โรงเรียนเดชอุดมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔-๒๕๒๕ ตอนนั้นเดชอุดมยังไม่ขยายใหญ่แผ่ออกมาเบียดทุ่งนาจนหดหายไปเป็นจำนวนมากเหมือนปัจจุบัน โรงเรียนเดชอุดมตั้งอยู่ใกล้กับสามแยกที่เป็นจุดสิ้นสุดของถนนมิตรภาพพอดี

โรงเรียนเดชอุดมอยู่ห่างจากตัวอำเภอมาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๒ กิโลเมตร อยู่บนถนนสายเดชอุดม-อุบลราชธานีโดยมีถนนมิตรภาพจากทางทิศใต้มาบรรจบ มีป้อมตำรวจหันหลังให้รั้วโรงเรียน หันหน้าให้ถนนมิตรภาพ ด้านข้างโรงเรียนเป็นบ้านเรือนของชาวบ้าน ถัดจากบ้านเรือนชาวบ้านก็เป็นทุ่งนา ด้านหลังโรงเรียนเป็นทุ่งนาที่กว้างไกลสุดตา ด้านหน้าคือถนนสายเดชอุดม-อุบลราชธานี ข้ามฟากไปคือบ้านเรือนของชาวบ้านกับป่าละเมาะ ถัดไปก็เป็นทุ่งนาแผ่กว้างไปทุกทิศ

บนถนนมิตรภาพเริ่มจากสามแยกไปประมาณ ๒ กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลประจำอำเภอ คือโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม เป็นที่พักพิงยามป่วยไข้ของชาวบ้าน สมัยโน้นเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก มีเตียงคนไข้ในระดับสิบเตียง ปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้น มีเตียงคนไข้ระดับร้อยเตียง มีห้องพิเศษ พ่อของผมได้มาพักรักษาอาการเจ็บป่วยที่นี่ช่วงหนึ่ง ผมได้มีโอกาสมาดูแลพ่อที่โรงพยาบาลเดชอุดมนี่เอง ก่อนที่พ่อจะจากไปในเวลาต่อมา

ผมเรียนที่เดชอุดมกับเพื่อนหลายคนที่มาจากโรงเรียนนาจะหลวย พักอยู่ตรงกันข้ามกับโรงเรียน เข้าไปในซอยประมาณ ๑๐๐ เมตร บ้านที่พักอยู่นั้นเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง เป็นบ้านของ “พ่อเสี่ยว” คือเพื่อนรักของพ่อที่มาปลูกไว้ในที่ดินที่ซื้อไว้ ก่อนนี้ไม่มีคนอยู่ ผมมาอยู่โดยทำหน้าที่เฝ้าบ้านให้เพื่อเป็นการตอบแทน

ทีแรกอยู่ด้วยกันหลายคน ต่อมาเพื่อนคนอื่นย้ายไปอยู่ที่อื่น เพราะบ้านหลังนี้มีแต่ตัวบ้านเพียงอย่างเดียว ห้องน้ำก็ไม่มี น้ำกินน้ำใช้ก็ไม่มี ต้องอาศัยน้ำจากบ้านข้างๆที่มีบ่อน้ำบาดาลแบบคันโยก ส่วนห้องน้ำก็ใช้ที่โรงเรียน เดินไปไม่ถึง ๕ นาที ถ้าเร่งรีบก็เข้าป่าละเมาะอันกว้างขวางที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ผมกับเพื่อนคือ อาคม ภาผล อยู่กันสองคน จนเรียนจบชั้น ม.ศ.๕

ช่วงเรียนมัธยมปลายที่เดชอุดม นับว่าได้ใช้ชีวิตแบบสมบุกสมบันสมกับเป็นเด็กหนุ่มน้อยลูกชาวไร่ชาวนา เป็นช่วงที่ฝึกฝนการใช้ชีวิตเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่มหาวิทยาลัยโดยไม่รู้ตัว

ทุกเสาร์อาทิตย์พวกเราจะกลับบ้านที่นาจะหลวย ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๖๐ กิโลเมตร กลับตั้งแต่เย็นวันศุกร์หลังเลิกเรียน กลับมาอีกทีก็เช้าวันจันทร์ หรือบางครั้งก็บ่ายวันอาทิตย์ กลับมาพร้อมกับของกินของใช้ที่จำเป็น อันได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง ปลาร้า น้ำปลา พริก เกลือ เรื่องกับข้าวนั้นไม่มีปัญหา เพราะผมกับอาคมใส่เบ็ดหาปลาทุกวัน ส่วนมากแล้วได้พอกินกันไม่ขาด แต่ก็มีบางครั้งที่เกิดความขาดแคลน

ช่วงที่ไม่ได้กลับบ้านวันเสาร์อาทิตย์ เป็นช่วงที่ค่อนข้างอัตคัด อันเนื่องจากเราสองคนไม่ค่อยมีเงินติดตัว บางช่วงต้องอยู่วันเสาร์อาทิตย์เพื่อทำกิจกรรมเรื่องการเรียน ไม่ได้ไปเอาข้าวสารจากที่บ้าน ข้าวสารที่มีก็หมด ต้องอาศัยเพื่อนที่มาจากนาจะหลวยด้วยกันคือ อี๊ด-สุระพงศ์ นามจำปา ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมระดับตำบลในเขตอำเภอนาจะหลวย เอาข้าวจากวัดมาให้กิน เพราะอี๊ดเป็นลูกศิษย์วัดในตัวอำเภอ บางคราวผมกับอาคมก็ไปช่วยทำหน้าที่ศิษย์วัดด้วย ขอบันทึกไว้เพื่อเป็นการระลึกถึงน้ำใจของเพื่อนไว้ ณ ที่นี้

บางครั้งอาคมก็ไปขอข้าวสารจากญาติที่บ้านป่าโมง ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรบนถนนสายเดชอุดม-อุบลราชธานี นั่งรถสองแถวไปประมาณ ๑๐ กว่านาทีก็ถึง มีอยู่บ่อยๆที่เราสองคนไม่มีอะไรกิน ผมกับอาคมมีเงินรวมกันห้าบาท ซื้อบะหมี่แห้งได้ไม่ถึงสองซอง (ซองละ ๓ บาท) จึงต้องซื้อแค่ซองเดียว เอามาต้มกินกันตอนเย็น โดยตอนเย็นกินแต่น้ำ เอาเส้นไว้แบ่งกันกินตอนเช้า โดยเติมน้ำ เหยาะน้ำปลาลงไป รสชาติก็อร่อยเหมือนกัน ผมคิดว่าน่าจะอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา

ล่วงเลยเวลานั้นมาสิบกว่าปี เมื่อเราติดต่อพูดคุยกันอีกครั้ง ผมกับอาคมยังคุยถึงบะหมี่ซองนั้นด้วยความสนุกสนาน อาคมบอกว่า เล่าให้ลูกเมียฟังแล้วคนฟังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นความจริง บะหมี่ซองนั้นมีส่วนช่วยให้เราสองคนสามารถใช้ชีวิตในความระหกระเหินของวัยหนุ่มได้อย่างดีเยี่ยม อาคมไปใช้ชีวิตอย่างสมบุสมบันที่จังหวัดตาก เข้าไปทำไม้ซุงถึงในประเทศพม่า จากนั้นกลับมาทำงานเป็นลูกจ้างโรงพยาบาลแม่ระมาด ตอนนี้พัฒนาตัวเองตามกระบวนการอันถูกต้องจนเป็นข้าราชการแล้ว มีความอยู่ดีและมั่นคงในชีวิตการงานตามอัตภาพแห่งตน

นับถึงวันที่เขียนบันทึกนี้ก็ ๒๕ ปีแล้วที่ผมจากโรงเรียนเดชอุดมมาใช้ชีวิตในโลกของผู้ใหญ่ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนเดชอุดม นอกจากความรู้ระดับมัธยมที่ต้องใช้สอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยแล้ว ความรู้และประสบการณ์การใช้ชีวิตนอกตำราเรียนทำให้สามารถต่อกรกับความอัตคัดขัดสนที่เกิดขึ้นในช่วงวัยหนุ่มได้เป็นอย่างดี เมื่อเกิดความขัดสนขึ้นมา สิ่งที่ผมนึกถึงบ่อยๆก็คือบะหมี่หนึ่งซองกับเพื่อนหนึ่งคนที่เดชอุดม ทำให้เกิดกำลังใจในการเดินไปข้างหน้า

นี่เป็นช่วงเวลาที่งดงามช่วงหนึ่งของชีวิต — ช่วงเวลาที่อยู่กับเพื่อนหนึ่งคน กินบะหมี่หนึ่งซองที่เดชอุดม!

โกศล อนุสิม
๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Monday, July 14th, 2008 and is filed under บันทึกชีวิต. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats