เพลงเป่าใบไม้มหัศจรรย์ [รวมเรื่องสั้น : ฟ้าเดียวกัน]

1.

“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด” พ่อเฒ่าโต้เสียงดัง ” หน้าตาขึงขัง ท่าทางเอาจริงเอาจัง แสดงอาการไม่ไเห็นด้วยโดยสิ้นเชิง “ครูพวกสูจะไปรู้อะไรกัน ไม่มีใครไปดวงจันทร์ได้ดอก”

เด็กหนุ่มยิ้มด้วยความขบขันแกมพอใจ นานๆจะยั่วอารมณ์พ่อเฒ่าจนเกิดอาการเช่นนี้สักครั้ง

“พ่อใหญ่ไม่เชื่อได้ยังไง” เด็กหนุ่มแย้งอย่างสนุก ” ฝรั่งมันขี่ยานอพอลโลไปลงดวงจันทร์ พ่อใหญ่ไม่เคยรู้เลยรึ ในหนังสือเรียนของผมมีหมดละ”

“ฝรั่งมันขี้โม้นะซี” พ่อเฒ่ามองเด็กหนุ่มด้วยสายตาสมเพชแกมระอา “ไม่มีผู้ใดไปถึงโลกพระจันทร์ได้ดอก มีแต่บักหัวนุมานเท่านั้น”

เด็กหนุ่มยังยิ้ม ใช้กิ่งไม้เล็กๆเขี่ยถ่านไฟเล่นด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ รู้สึกพอใจที่ยั่วพ่อเฒ่าเผยความเชื่อที่เขาคิดว่างมงายคร่ำครึออกมาอีกครั้ง บักหัวนุมานของพ่อเฒ่าคือหนุมานชาญสมรนั่นเอง

“บักหัวนุมานมันเก่งหลาย” พ่อเฒ่าว่าต่อ ท่าทางเป็นสุขเมื่อได้พูดถึงบักหัวนุมานของตน “มันเผาเมืองยักษ์จนยักษ์เปิดหนี ขึ้นไปห้ามพระอาทิตย์ไม่ให้แล่นออกจากก้อนเมฆก็ได้ คนมันจะเก่งปานใดถึงไปโลกพระจันทร์”

พระจันทร์แรมสามค่ำยังดวงกลมโตสาดแสงนวลอาบแมกไม้ใบหญ้า แม้ไม่กระจ่างเท่าพระอาทิตย์ตอนกลางวัน แต่มันก็ช่วยขับความมืด เผยผืนป่าให้มองเห็นชัดเจนละมุนตา ขับไล่ความหวาดหวั่นออกไปจากใจของคนที่กลัวความมืด

ปลายหนาวอากาศยังเย็น แต่ไม่ถึงกับหนาวยะเยือกจนเลือดแทบแข็งตัวเหมือนตอนต้นฤดูหนาว กองไฟช่วยขับไล่ความหนาวที่มีอยู่ไม่มากนักให้หนีห่าง อยู่กลางป่ากลางภูยามค่ำคืนเช่นนี้ต้องมีไฟ มันช่วยขับหมอกขับหนาว ทั้งขับสัตว์พิษเขี้ยวงาได้พร้อมกัน

“คนก็เก่งจนสร้างยานอวกาศได้ละพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มพูดต่อหลังจากคิดหาคำอธิบาย “เขาสร้างยานอวกาศให้คนขี่ไปบนฟ้า ไปลงดวงจันทร์ ต่อไปก็จะไปสำรวจดาวต่างๆจนทั่วฟ้าเลยละ คนเราสมัยนี้เก่งแท้ ไม่ได้โง่เหมือนคนสมัยก่อนหรอก”

“เฮอะ! เอ็งว่าพ่อใหญ่โง่รึ” พ่อเฒ่าถามเสียงสูง ถ่มน้ำหมากลงบนขี้เถ้าร้อนๆ พ่อเฒ่าติดทั้งหมากทั้งยา

“เปล่านะพ่อใหญ่ เปล่า ผมไม่ได้ตั้งใจว่าอย่างนั้น” เด็กหนุ่มปฏิเสธ “ผมหมายความว่าคนสัมยนี้หัวคิดหัวสร้างมากกว่าเมื่อก่อน เขาเรียกว่าหัววิทยาศาสตร์น่ะพ่อใหญ่”

“วิดทะยาสาดวิดทะยาเสิดอะไรข้าไม่รู้” น้ำเสียงพ่อเฒ่าคล้ายรำคาญเต็มทีที่พูดกันไม่รู้เรื่อง “พูดกับเอ็งเรื่องนี้แล้วปวดหัว เชื่อพ่อใหญ่เถอะหำน้อยเอ๊ย ไม่มีผู้ใดไปเหยียบดวงจันทร์ได้ดอก”

การสนทนามักจบลงด้วยการตัดบทของพ่อเฒ่า พูดจบก็คายหมากทิ้งแล้วลุกเดินไปที่ถังน้ำเพื่อบ้วนปาก เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก ยั่วพ่อเฒ่าพอหอมปากหอมคอก็เลิกรา

ป่าทั้งป่าสว่างนวลด้วยแสงจันทร์ ตรงจุดที่แสงนวลส่องไม่ถึงก็เกิดเป็นเงามืดขมุกขมัว หากคนขวัญอ่อนได้มาเห็นคงจินตนาการเป็นรูปหน้าภูติผีปิศาจได้น่ากลัว เด็กหนุ่มลุกขึ้นบิดตัวไล่ความเมื่อยขบ จากนั้นเดินไปทางลำห้วยที่อยู่ห่างจากกองไฟห้าหกวา ลำห้วยสายนี้ไหลมาจากเทือกภูที่มองเห็นอาบแสงจันทร์ สายน้ำไหลรินตลอดปี น้ำใสและเย็นฉ่ำ ต้นไม้รกครึ้มแผ่กิ่งก้านปกคลุมทั้งสองฝั่ง แสงจันทร์จึงสาดส่องลงไปไม่ถึงก้นห้วย มองลงไปมืดครึ้มและลึกลับ เด็กหนุ่มเด็ดใบไม้ติดมือสองสามใบแล้วเดินกลับมาที่กองไฟ พ่อเฒ่ากลับมานั่งสูบยาพ่นควันอยู่อย่างสบายใจก่อนแล้ว

เด็กหนุ่มเดินไปนั่งลงข้างๆพ่อเฒ่าแล้วยื่นใบไม้ให้ พ่อเฒ่ารับเอาไปถือไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างคีบบุหรี่ที่มวนจากยาเส้นกับกระดาษหนังสือพิมพ์

“เอามาทำไมหลายใบนัก” พ่อเฒ่าพูดขึ้นเหมือนตำหนิ “อยากฟังเพลงใดล่ะวันนี้”

“เอาเพลงของพ่อใหญ่นั่นแหละ” เด็กหนุ่มตอบ

“ไม่เบื่อหน่ายหรือไร” พ่อเฒ่าถามโดยไม่สนใจคำตอบ สูบบุหรี่อีกอึกใหญ่ กระแอมสองสามครั้ง จากนั้นจึงสอดใบไม้เข้าไปในระหว่างริมฝีปาก ขบไว้เบาๆ

เด็กหนุ่มเปลี่ยนท่านั่งมาเป็นชันขาทั้งสองข้าง เอามือวางไว้บนเข่า เอาคางเกยมือ ตั้งใจฟังเสียงเพลงเป่าใบไม้ของพ่อเฒ่าอย่างใจจดจ่อ

เสียงเป่าใบไม้ของพ่อเฒ่าดังกังวาน จะเป็นเพลงเศร้าก็ไม่ใช่ จะเป็นเพลงสนุกรื่นเริงก็ไม่เชิง เป็นเพลงที่ผสมผสานระหว่างความเศร้ากับความรื่นรมย์ ความสุขกับความทุกข์ ความอิ่มกับความอดอยาก เสียงสูงต่ำอันเกิดจากลมซึ่งถูกเป่าผ่านใบไม้ในปากของชายชราคนนี้ หากใครไม่ได้ยินด้วยหูของตนเอง ก็ยากจะเชื่อว่ามีความไพเราะปานนี้

ดูเหมือนป่าทั้งป่าในระยะที่เสียงเพลงล่องลอยไปถึงจะตะลึงจังงังกับเสียงเป่าใบไม้อันแสนขลังของพ่อเฒ่า หรีดหริ่งเรไรที่แข่งกันระงมเสียงพร้อมใจกันเงียบกริบ ลมที่เคยพัดก็หยุดลง นกกลางคืนที่เคยร้องละเมอก็นิ่งเงียบ แม้แต่ดวงจันทร์แรมสามค่ำก็คล้ายจะขับแสงกระจ่างแจ้งกว่าคืนเพ็ญ ป่าทั้งป่านิ่งฟังเพลงเป่าใบไม้ของพ่อเฒ่า

เด็กหนุ่มนิ่งงันคล้ายถูกสะกด ทุกคืนที่มาค้างแรมที่นี่เขาต้องขอให้พ่อเฒ่าเป่าเพลงนี้ให้ฟัง เป็นเพลงที่พ่อเฒ่าคิดค้นขึ้นมาเอง พ่อเฒ่าเล่าให้ฟังว่าเป่ามาตั้งแต่วันแรกที่หัดเป่าใบไม้ “มันเกิดขึ้นปานเทวดาดลใจ” พ่อเฒ่าบอก “ข้าก็เป่ามันมาเรื่อยตั้งแต่วันนั้น” มันเป็นเพลงที่เหมาะสำหรับเป่าใบไม้เท่านั้น ช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์เหลือเกินในความคิดของเด็กหนุ่ม ที่คนๆหนึ่งคิดเพลงเป่าใบไม้ขึ้นมาแล้วค่อยแต่งเติมเสริมต่อตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ในที่สุดก็ได้เพลงซึ่งไพเราะที่สุดเท่าที่เคยได้ยืนได้ฟังมา มีหลายคนมาเรียนเป่าใบไม้จากพ่อเฒ่า แต่จะหาใครเป่าเพลงนี้ได้ไพเราะเท่าพ่อเฒ่าไม่มีอีกแล้ว บางคนเป่าได้เพียงครึ่งเพลงทั้งๆที่เพลงอื่นเป่าได้คล่องนัก บางคนทำไม่ได้แม้แต่การเป่าใบไม้ให้เกิดเสียง ดังนั้นเพลงเป่าใบไม้มหัศจรรย์เพลงนี้จึงออกมาจากปากของพ่อเฒ่าเพียงคนเดียว

กองไฟยังคงลุกโชนให้ความอบอุ่นและแสงสว่าง เด็กหนุ่มยังคงนั่งเอามือเกยเข่าเอาคางเกยมือ บุหรี่ที่พ่อเฒ่าถือค้างอยู่ในมือไหม้ลามไปครึ่งมวนแล้ว ใบหน้าของพ่อเฒ่าสงบราบเรียบ มีเพียงกระพุ้งแก้มที่ยุบเข้าแล้วพองออกกับเปลือกตาที่กระพริบเป็นจังหวะตามธรรมชาติเท่านั้นที่แสดงอาการเคลื่อนไหว สายตาของพ่อเฒ่าจับจ้องที่พื้นตรงหน้า

เมื่อเสียงเป่าใบไม้สิ้นสุดลง ป่าก็คืนสู่สภาพเดิม เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ เปลี่ยนท่านั่งเป็นขัดสมาธิ พ่อเฒ่าโยนใบไม้เข้ากองไฟ สุบบุหรี่ที่เหลือไม่ถึงครึ่งมวน ลมป่าอุ้มเอาอากาศหนาวพัดมาอีกครั้ง ได้ยินเสียงใบไม้สั่นไหว

“พ่อใหญ่เป่าได้เพราะกว่าเมื่อวานนี้อีก” เด็กหนุ่มบอกขณะดันดุ้นฟืนเข้ากองไฟ สะเก็ดไปแตกเปรียะกระจายเป็นกลุ่มแล้ววับหาย “เมื่อวานก็เป่าเพราะกว่าวันก่อน”

“แรกๆก็เป่าไม่เป็นเพลงเหมือนกันนั่นแหละ” พ่อเฒ่าบอกพลางเขี่ยเถ้าบุหรี่กับพื้น “เหมือนที่เอ็งหัดเป่าไม่มีผิด เป่ามาตั้งแต่หนุ่มจนแก่จึงได้เท่านี้”

“แค่เป่าใบไม้เป็นเพลงนี่ยากนะพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มเปรยขึ้น มองเปลวไฟที่เต้นไหวระริก “กว่าจะเป็นก็นาน”

“ถ้ารักชอบมันก็ไม่นานดอก” พ่อเฒ่าตอบ “ของพวกนี้มันอยู่ที่ใจว่าจะรักหรือไม่รัก อย่างพ่อใหญ่นี่สามสิบสี่สิบปีก็ไม่เห็นว่ามันจะนานอะไร ทำทุกๆวันก็ชินไปเอง”

“โอย! ผมไม่ไหวหรอกพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มส่ายหัวอย่างยอมแพ้ “ฟังพ่อใหญ่เป่าอย่างเดียวดีกว่า ผมเรียนมาตั้งนานยังเป่าไม่เป็นเพลงเลย”

“เป็นอย่างนี้ไปหมด เด็กสมัยนี้” ในที่สุดพ่อเฒ่าก็พูดประโยคนี้ขึ้นมาเหมือนเช่นทุกครั้ง “ไม่มีความเพียรเอาเสียเลย ทำอันใดก็เหยาะแหยะ” น้ำเสียงพ่อเฒ่ากึ่งตำหนิกึ่งระอา “ไปนอนเถอะไป๊ นี่ดึกแล้วพรุ่งนี้ถ้าตื่นสาย พ่อเอ็งมาเห็นเข้าเดี๋ยวโดนด่าอีกนา”

เด็กหนุ่มลุกขึ้นอย่างว่าง่าย บิดขี้เกียจสองสามครั้งแล้วเดินไปฉี่แถวใกล้ๆลำห้วย จากนั้นจึงตรงไปยังเพิงพักนอนใต้ต้นกระบกใหญ่ใกล้กองไฟ

พ่อเฒ่ายังคงนั่งอยู่ข้างกองไฟ หยิบเอาตะกร้าที่สานค้างไว้เมื่อตอนกลางวันขึ้นมาสานต่อ อีกนานกว่าจะง่วง บางคืนสานตะกร้าได้ครึ่งค่อนใบ

“นอนก่อนนะพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มร้องบอกจากเพิงพัก “อย่าอยู่ดึกนักล่ะ วันพรุ่งนี้ตื่นสายนะ”

“เออ เอ็งนอนไปเถอะ” พ่อเฒ่าตอบ ยังก้มหน้าก้มตาสานตะกร้าต่อไป “นอนก่อนแล้วตื่นให้ทันพ่อใหญ่ก็แล้วกัน”

2.

เมืองเล็กๆแห่งนี้เพิ่งยกสถานะเป็นเมืองเมื่อสิบกว่าปีมานี้เอง เมื่อครั้งอยู่บ้านเกิดกลางทุ่งกว้างห่างจากเมืองนี้ไปหลายร้อยกิโลเมตรนั้น เด็กหนุ่มยังเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กๆคนหนึ่งที่เพิ่งจำความได้ ครั้งนั้นพ่อจะหายหน้าหายตาไปจากบ้านหลังเอาข้าวขึ้นยุ้งเรียบร้อยแล้ว ไปพร้อมกับลูกชายคนโตที่เพิ่งย่างเข้าวัยหนุ่ม พ่อเดินทางไปยังที่แห่งหนึ่งซึ่งไกลแสนไกล “พ่อไปบุกป่าถางพงที่เมืองใหม่” พ่อบอกอย่างนี้ “หลวงท่านเปิดให้คนไปจับไปจอง พ่อต้องไปถางป่าเอาที่ดินไว้ให้ลูก อยู่กับแม่นะ อย่าดื้ออย่าซน” แล้วพ่อกับพี่ชายก็ขึ้นรถโดยสารออกจากหมู่บ้าน ปล่อยให้เด็กชายตัวเล็กๆอยู่กับแม่ กว่าจะกลับมาอีกครั้งก็เข้าเดือนหก ฝนตกรินจากฟ้าให้คนหว่านกล้าไถนา “พ่อไปหาเงินซื้อขนมมาให้ลูก” แม่ตอบแบบนี้ประจำเมื่อเขาบ่นคิดถึงพ่อ “อีกไม่นานพ่อก็กลับมาแล้ว ซื้อเสื้องามๆมาให้ลูกใส่” คำพูดของแม่เป็นจริงทุกอย่าง พ่อกลับมาพร้อมกับขนมและเสื้อใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้ปีแล้วปีเล่า

พ่อพบกับพ่อเฒ่าที่เมืองใหม่นี่เอง พ่อเฒ่าเป็นคนประเภทเดียวกับพ่อคืออพยพมาหาที่อยู่ใหม่ บุกเบิกพงป่าอยู่ด้วยกันจนกลายเป็นเหมือนญาติสนิท พ่อเฒ่ามากับลูกชายคนหนึ่งเช่นเดียวกับพ่อ แต่โชคร้ายลูกชายของพ่อเฒ่าตายจากไปด้วยไข้ป่าที่มีอยู่ชุกชุมในปีที่สามของการบุกเบิก พ่อเฒ่าจึงกลายเป็นคนไร้ญาติตั้งแต่บัดนั้น จะกลับคืนถิ่นเก่าก็ไม่มีใครอีกแล้ว เมียคู่ทุกข์คู่ยากก็ตายจากไปตั้งแต่ลูกชายของพ่อเฒ่าอายุสิบสี่สิบห้า พ่อเฒ่าต้องเฝ้าเลี้ยงดูลูกชายคนเดียวตามลำพัง จนกระทั่งลูกชายจะครบยี่สิบจึงพากันเข้ามาบุกป่าถางพง

“พ่อใหญ่เสียใจมากจนแทบจะล้มเจ็บไปอีกคน” พ่อเล่าให้ฟังเมื่อเด็กหนุ่มถามถึงเรื่องราวของพ่อเฒ่า “บ่นอยากตายอยู่นั่นแหละ ตั้งนานกว่าจะทำใจได้”

พ่อเฒ่ากลายเป็นคนเงียบขรึมตั้งแต่บัดนั้น แต่ก่อนเป็นร่าเริงอารมณ์ดี ชอบพูดชอบคุย พอลูกชายตายไปก็กลายเป็นคนอมทุกข์

“ท่าทางพ่อใหญ่จะมีความสุขขึ้นก็ตอนที่ลูกมาอยู่นี่แหละ” พ่อพูดยิ้มๆ “เหมือนกับเอ็งเป็นลูกชายพ่อใหญ่”

เมื่อเขาเรียนจบประถมปลายที่บ้านเกิด พ่อจึงจัดการย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่เมืองใหม่ ที่ทางที่บ้านเดิมก็ขายหมด พ่อไม่ต้องการกลับไปอีก “ไปอยู่โน่นเราจะสบายขึ้น” พ่อบอกลูกเมียก่อนอำลาบ้านเกิด ดังนั้นทุกคนในครอบครัวจึงได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งที่บ้านใหม่ เขาเข้าเรียนต่อมัธยมต้นที่โรงเรียนในเมืองใหม่นี้ โรงเรียนเพิ่งเปิดสอนเป็นปีแรก มีอาคารเล็กๆเพียงหลังเดียว มีนักเรียนชั้นเดียวยี่สิบคน มีครูใหญ่ครูน้อยรวมกันสามคน ต่อมาอีกสามปีเด็กหนุ่มก็เรียนจบมัธยมต้นจากที่นี่ เข้าไปเรียนต่อมัธยมปลายในเมืองใหญ่ เนื่องจากมันสมองของเขาเป็นที่ต้องการของสถาบันการศึกษาชั้นสูงขึ้นไป ดังนั้นเขาจึงถูกดึงเข้าไปร่ำเรียนในเมืองหลวง และเมื่อพบว่าสมองของเด็กบ้านนอกอย่างเขาไปกันได้ดีกับสูตรมหัศจรรย์ในตำราและห้องทดลอง จึงมีสถาบันบางแห่งที่ชื่นชมคนเก่งซึ่งสามารถทำประโยชน์ให้แก่สถาบันนั้น ให้โอกาสเขาเดินทางไปค้นหาสูตรมหัศจรรย์ยังอีกซีกโลกหนึ่งเป็นเวลาหลายปี

ครั้งแรกที่ได้พบกับพ่อเฒ่าดูเหมือนต้องชะตาในทันที พ่อเฒ่ายิ้มด้วยความเอ็นดูเมื่อเห็นเด็กชายผู้มาใหม่ท่าทางตื่นป่า แต่มีสายตาแสดงความอยากรู้อยากเห็นจนพ่อเฒ่าสังเกตุได้ แม้เพิ่งเห็นหน้ากันครั้งแรกแต่ทั้งสองก็คุ้นเคยกันผ่านคำบอกเล่าของพ่อมาก่อนแล้ว “พ่อใหญ่เป็นคนใจดี รู้จักป่า รู้จักภู เป่าใบไม้เป็นเพลงก็ได้นะ” พ่อบอกเล่าเกี่ยวกับพ่อเฒ่าอยู่เสมอก่อนย้ายมาที่นี่ ดังนั้นจึงไม่ยากนักที่จะทำความรู้จักกันเมื่อได้พบ

“บักหำน้อยนี่ ท่าทางมันเอาเรื่องอยู่นะ” พ่อเฒ่าพูดกับพ่อเมื่อพบหน้าเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุสิบสองสิบสาม “ถ้ามันคุ้นป่าคุ้นภูเมื่อใด สงสัยลิงลมสู้มันไม่ได้”

เพียงไม่กี่วันทั้งสองก็เข้ากันได้ดี ฝ่ายหนึ่งเฝ้าซักถามเรื่องป่าเรื่องภูไม่รู้สิ้นความสงสัย อีกฝ่ายก็ตอบคำถามอย่างไม่รู้เบื่อหน่าย พ่อเฒ่ายิ้มบ่อยขึ้น หัวเราะมากขึ้น ดูเหมือนเด็กชายช่างพูดช่างถามคนนี้ทำให้พ่อเฒ่าหายจากอาการเศร้าโศกที่สูญเสียลูกชาย ส่วนพ่อเฒ่าก็ชักนำเด็กชายให้เข้าสู่อาณาจักรของป่าไพร โดยเฉพาะเพลงเป่าใบไม้ของพ่อเฒ่านั้นสร้างความอัศจรรย์ใจให้เด็กชายยิ่งนัก จนกระทั่งหลายปีต่อมาเมื่อเขาโตเป็นเด็กหนุ่ม ความอัศจรรย์ใจก็ยังไม่จางหาย กลับลุ่มหลงเสียงเป่าใบไม้ของพ่อเฒ่ายิ่งกว่าเดิม

ถึงแม้เด็กหนุ่มจะคอยยั่วพ่อเฒ่าอยู่บ่อยๆแต่ก็ไม่ทำให้พ่อเฒ่าหัวเสียแต่อย่างใด ดูเหมือนเป็นกิจวัตรไปแล้วที่เขาต้องหาเรื่องมายั่วพ่อเฒ่า เรื่องที่นำมายั่วก็ไม่พ้นเรื่องความเชื่ออย่างหัวปักหัวปำของพ่อเฒ่าเกี่ยวกับพระกับเจ้า รวมทั้งภูติผีปิศาจและตำนานทั้งหลาย เด็กหนุ่มยกเอาเรื่องวิทยาศาสตร์ขึ้นอ้างอิง ส่วนพ่อเฒ่าก็ยกเอาตำนานนิทานทั้งปวงมาโต้แย้ง เป็นช่องให้ผู้อ่อนวัยกว่าได้เรื่องแหย่

“โลกที่เราอยู่มันกลมเหมือนมะนาวนะพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มอธิบาย เรื่องโลกกลมโลกแบนเป็นหัวข้อหนึ่งที่ถกกันไม่จบ “โลกหมุนรอบตัวเองไปพร้อมๆกับหมุนรอบดวงอาทิตย์ กลายเป็นกลางวันให้พ่อใหญ่เดินภูเดินป่า เป็นกลางคืนให้พ่อใหญ่สานตะกร้าเป่าใบไม้ วิทยาศาสตร์พิสูจน์มาแล้ว”

“วิทยาศาสตร์มันจะเก่งปานใด” พ่อเฒ่าโต้ “มันไม่รู้ว่าโลกแบนอยู่บนหลังปลาอานนท์ คนสมัยใหม่มันจะรู้อะไรนัก เรื่องเก่าเรื่องหลังมันทิ้งหมด โลกมันถึงได้ทุกข์ยาก ฆ่าฟันกัน อีกหน่อยไฟบรรลัยกัลป์จะล้างโลก เหลือคนอยู่สามร่มโพธิ์ศรี คนมีศีลมีธรรม ยึดมั่นในพระรัตนตรัย จึงจะอยู่รอด ได้พบพระศรีอารยะ”

“โฮ้!” เด็กหนุ่มทำเสียงเหมือนดื่มด่ำ แต่แท้จริงแล้วกลับยิ้มอย่างสนุก “แล้วพ่อใหญ่รู้ได้ยังไงว่าโลกแบน มีปลาอานนท์แบกโลก”

“ในนิทานสร้างโลก คำเก่าคำก่อนเล่าสืบต่อกันมา”

“นิทานเป็นเรื่องโกหก พิสูจน์ไม่ได้ ในแบบเรียนภูมิศาสตร์ที่ผมเรียนบอกว่ากลม เขาขึ้นยานอวกาศไปถ่ายรูปมาให้ดู โลกกลมๆเต็มหน้าหนังสือ ไม่เห็นมีปลาอานนท์สักตัว”
“ถ้าโลกมันกลมมันหมุนอย่างที่เอ็งว่า ทำไมลำห้วยมันอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนทิศเปลี่ยนทางล่ะหือ ถ้ามันหมุนจริงๆมันต้องเปลี่ยนทิศสิหนา”

เจอคำโต้แย้งแบบนี้ เด็กหนุ่มก็งงจนอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

3.

ป่าภูกว้างใหญ่ไพศาลนักในความคิดของเด็กหนุ่ม แรกๆเมื่อมาเห็นทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวเกรง แต่เมื่อโตขึ้นและได้อยู่กับพ่อเฒ่าป่าภูจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถึงช่วงที่ไม่ต้องไปโรงเรียน พ่อเฒ่าพาตะลุยป่าไม่เคยว่างเว้น “แรกๆพ่อใหญ่ก็กลัวป่าเหมือนกัน” พ่อเฒ่าบอก “แต่อยู่กับมันนานๆก็คุ้นไปเอง” ความกลัวป่าทึบสูญหายไปหมดแล้ว ความตื่นเต้นสนุกสนานเข้ามาแทนที่ ทุกซอกทุกมุมของภูป่าที่พ่อเฒ่ารู้จัก เด็กหนุ่มก็พลอยรู้จักไปด้วย ดงหวาย ดงไผ่ ดงเห็ด หนองน้ำบนสันภู พ่อเฒ่าพาย่ำจนช่ำชองไม่กลัวหลง เด็กหนุ่มพิศวงสงสัยว่าสิ่งใดกันที่ทำให้พ่อเฒ่าคล่องป่าเก่งภูปานนี้ ทั้งๆที่ไม่ใช่คนถิ่นป่ามาแต่ดั้งเดิม

“พ่อใหญ่เดินทางไกลๆมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่” พ่อเฒ่าเล่าความหลังให้ฟังในคืนหนึ่ง “แต่ก่อนพ่อใหญ่เดินขายของเร่ไปตามหมู่บ้านต่างๆ มีข้าวของเครื่องใช้เครื่องแต่งตัว รวมทั้งยาแก้ไข้แก้เจ็บ ใส่ลังกระดาษหาบเดินไปเรื่อย ค่ำบ้านไหนก็ขอนอนศาลาวัด ไปกันหลายคนเป็นกลุ่มใหญ่ ออกจากบ้านยามแล้ง กว่าจะกลับก็ตอนต้นฝน”

“เดินไปตลอดนี่นะพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มทำเสียงไม่อยากเชื่อ

“เออ เดินไปนี่แหละ ขายไปเรื่อย ข้ามทุ่งข้ามดงไป ทุ่งกุลาพ่อใหญ่เคยเดินข้ามมาเป็นสิบๆเที่ยว หลับตาเดินก็ไม่หลง” พ่อเฒ่าเล่าแล้วหัวร่อฮาๆ

“โห!” เด็กหนุ่มทำตาค้าง

“สมัยก่อนหนทางยังไม่สะดวก” พ่อเฒ่าเล่าต่อ “คนบางหมู่บ้านไม่ได้เข้าเมืองก็ต้องซื้อของจากพวกขายเร่นี่แหละ ขายดีจนเกือบลืมบ้าน”

“โฮ้! ปานนั้นน่ะ”

“แต่ก่อนยังหนุ่ม กำลังยังดี แขนขายังแข็ง เดินเป็นวันๆก็ไม่เหนื่อย เดียวนี้เดินภูหน่อยเดียวก็ขาอ่อนขาเซ”

“แล้วทำอย่างใดพ่อใหญ่จึงรู้จักป่ารู้จักภูดีปานนี้” เด็กหนุ่มถาม

“แต่ก่อนไม่รู้ดอก อาศัยว่าพ่อใหญ่ชอบเดินชอบไป มันติดนิสัยมาตั้งแต่สมัยเดินขายของเร่โน่นแหละ พอมาอยู่ป่าก็อยากรู้ป่า ขอตามไปกับพวกพราน เป็นลูกหาบให้เขา ไปหาของป่าของกินกับคนที่รู้ป่า ไปถึงไหนก็จดจำเอาไว้ พอไปเรื่อยมันก็คล่อง ต่อมาก็ไปเอง ตอนไปเองนี่น่ะ แรกๆก็ไปใกล้ๆก่อน แล้วค่อยไปไกลออกไป เป็นสิบปีจึงรู้จักป่ารู้จักภูอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่รู้หมดในวันสองวัน”

ไร่พ่อเฒ่าอยู่ติดกับไร่พ่อ เมื่อลูกชายพ่อเฒ่าตายไปไร่ก็ถูกทิ้งร้าง ต่อมาพ่อจึงขอทำต่อโดยจ่ายค่าเช่าให้เป็นเงินหรือสิ่งของตามที่พ่อเฒ่าเรียกร้องต้องการ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วพ่อเฒ่าก็ไม่เรียกร้องอะไร ทุกๆปีก็ฝากค่าเช่าซึ่งพ่อเฒ่าบอกว่าตามแต่จะให้ไปทำบุญหมด แต่พ่อยังแบ่งเงินที่ขายผลผลิตจากไร่ส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้พ่อเฒ่า ยามพ่อเฒ่าเจ็บป่วยก็เอาเงินส่วนนี้มาจ่ายค่ารักษา ตัวพ่อเฒ่านั้นเมื่อเลิกทำไร่ก็หากินด้วยการสานกระบุงตะกร้า โดยเด็กหนุ่มทำหน้าที่นำไปส่งที่ตลาดทุกอาทิตย์ นอกจากนี้ยังรับทำเป็นพิเศษตามที่มีคนสั่ง ฝีมือสานของพ่อเฒ่าทั้งงาม ทั้งทนทาน ราคาแสนถูก “อีกไม่นานก็จะตายแล้ว หาแค่นี้ก็พอกิน” พ่อเฒ่าบอกใครต่อใครแบบนี้

ปีหนึ่งๆพ่อเฒ่าแทบไม่ออกจากไร่ไปไหน จะออกจากป่าก็ต่อเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยจนต้องไปพึ่งหมอที่อนามัย นั่นหมายความว่าทั้งพ่อทั้งเด็กหนุ่มต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมจูงใจจนพ่อเฒ่ายอมทำตาม ที่พักของพ่อเฒ่าเป็นเพียงเพิงพักเล็กๆใต้ต้นกระบกร่มครึ้มริมห้วยสายเล็กที่ไหลผ่านกลางไร่ คืนวันเสาร์อาทิตย์เด็กหนุ่มจะมานอนค้างเป็นเพื่อน ช่วงโรงเรียนปิดเทอมมาช่วยงานในไร่ กลางคืนก็ค้างที่นี่แทบทุกคืน

“ยกมันให้เป็นลูกชายพ่อใหญ่เลย” พ่อเคยพูดกับพ่อเฒ่า “จะเลี้ยงมันไหวไหมละพ่อใหญ่”

พ่อเฒ่าได้แต่ยิ้มรับคำสัพยอก

เพลงเป่าใบไม้มหัศจรรย์ของพ่อเฒ่าดังกล่อมป่าในคืนที่เด็กหนุ่มมานอนค้างอยู่ด้วย ช่วงหลังๆพ่อเฒ่ามักบ่นให้ฟังว่าอยู่คนเดียวแล้วเป่าใบไม้ไม่ค่อยเป็นเพลง “เอ็งไม่อยู่ก็ไม่รู้จะเป่าให้ผู้ใดฟัง” พ่อเฒ่าบอก “จะเป่าฟังเองก็ฟังมาแล้วสามสิบสี่สิบปีจนเบื่อหน่าย”

“เป่าให้ผีป่าผีภูฟังสิพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มบอกโดยไม่ทันได้คิด “ผีป่าผีภูได้ยินแล้วคงฟ้อนรำกันคึกคัก”

“ปากคนหรือปากอะไรนั่น” พ่อเฒ่าพูดเสียงดุ มองหน้าเด็กหนุ่มเขม็ง “อย่าพูดลบหลู่เจ้าป่าเจ้าเขา อยู่ที่ไหนต้องเคารพเจ้าที่เจ้าทางจะได้อยู่เย็นเป็นสุข พ่อใหญ่บอกจนปากเปียกยังจำไม่ได้อีกรึ เจ้าป่าเจ้าเขายกโทษให้มันเถอะ มันยังไม่รู้ความ” แล้วพ่อเฒ่าก็ยกมือท่วมหัว

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ หลายครั้งหลายคราวรู้สึกเสียใจเมื่อพูดหรือทำอะไรลงไปแล้วเป็นเหตุให้พ่อเฒ่าไม่สบายใจ แต่อีกใจหนึ่งก็รำคาญพ่อเฒ่าที่เอาแต่เชื่อเรื่องงมงายจนเกินไป นิดๆหน่อยๆก็เจ้าป่าเจ้าเขาอยู่เรื่อย ต้องเซ่นต้องไหว้กันร่ำไป จะตัดไผ่ตัดหวายมาสานกระบุงตะกร้าเพื่อขายเอาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อตัวเองแท้ๆ ยังต้องขอเจ้าป่าเจ้าเขา

“สมัยก่อนเจ้าที่แถวนี้ดุนัก ต้องถวายไก่ถวายเหล้าของคาวหวาน” พ่อเฒ่าเริ่มสาธยายอีกครั้ง หลังจากที่สาธยายมาหลายหนจนคนฟังเมื่อยหู “ที่ตรงนี้พ่อใหญ่กับพ่อเอ็งต้องเสียไก่เสียเหล้า ขอที่ขอทางท่านไว้ทำกิน ถ้าไม่ขอ เอ็งกับข้าไม่ได้มานั่งอยู่สบายอย่างนี้หรอก”

“แล้วไอ้พวกรถไม้มันขอรึเปล่าพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มพูดขึ้น นึกถึงรถลากซุงที่เริ่มวิ่งเข้าออกป่าภูแถบนี้ “พวกตัดไม้ในป่านั่นน่ะ”

“ก็ต้องขอกันทุกคนนั่นแหละ”

“ไม่ใช่ล่ะมั้ง” เด็กหนุ่มแย้ง “เขาขอกับรัฐบาลโน่น เขาเรียกสัมปทานน่ะ ไม่เกี่ยวกับเจ้าป่าหรอก”

“ถ้ามันไม่ขอ อีกหน่อยก็ฉิบหายไปเอง” พ่อเฒ่าว่า

“คงเป็นอย่างพ่อใหญ่ว่านั่นละนะ” เด็กหนุ่มคล้ายจะเออออ แต่ในใจหาได้เชื่อไม่ เจ้าป่าเจ้าเขาของพ่อเฒ่าเห็นทีจะหมดฤทธิ์แล้วกระมัง เห็นพวกนั้นท่าทางแข็งแรงดีกันทุกคน เขาได้แต่นึกอยู่ในใจ ไม่อยากยั่วพ่อเฒ่าอีก “เป่าเพลงเถอะพ่อใหญ่ เป่าให้เพราะกว่าเมื่อวานเลยนะ” เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง

เพลงเป่าใบไม้ของพ่อเฒ่าไพเราะไม่เคยเปลี่ยน ยิ่งนานวันดูเหมือนเด็กหนุ่มยิ่งหลงไหลเพลงนี้มากขึ้น ฟังไม่เคยรู้เบื่อ แต่เป็นเรื่องแปลกที่เขาพยายามหัดเป่าใบไม้กับพ่อเฒ่าแต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า วิชาเดินป่าเดินภูสานกระบุงตะกร้านั้นเรียนได้ไม่ยาก ผิดกับการเป่าใบไม้ แม้พ่อเฒ่าเฝ้าสั่งสอนแบบจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ตลอดเวลา ผลออกมาคือล้มเหลว ถึงแม้คนสอนไม่ท้อถอย แต่คนเรียนกลับท้อแท้

“ใจรักเสียอย่างสักวันก็ต้องเป็น” พ่อเฒ่าให้กำลังใจ เป็นครูที่รักศิษย์หัวทึ่มคนนี้เหลือเกิน “ถ้าพ่อใหญ่ตายไป เอ็งจะฟังจากใคร”

“พ่อใหญ่ไม่ตายง่ายๆหรอกน่า” เด็กหนุ่มแย้ง “ยังเดินข้ามภูได้เป็นลูกๆ อยู่ได้ถึงร้อยปี”

“ร้อยปีก็ตายก่อนเอ็งอยู่นั่นแหละ” พ่อเฒ่าไม่ยอมแพ้ “ถ้าเอ็งอยากฟังไปนานๆก็หัดเอาไว้ อย่าหวังรอฟังแต่พ่อใหญ่”

“มันยากนะพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มยอมจำนน “เป่าจนใบไม้จะหมดป่าแล้วยังไม่เป็นเพลง”

“ข้าเป่ามาตั้งสี่สิบปีจึงได้เท่านี้” พ่อเฒ่าไม่ยอมลดละ มองหน้าเด็กหนุ่มเขม็ง “ของง่ายของยากมันอยู่ที่ใจเรา ถ้าเอาใจใส่ของยากมันก็ง่ายเอง อย่าเอาแต่หวังพึ่งผู้อื่น ไม่มีใครอยู่กับเอ็งไปตลอดดอก”

“ขอเว้นไว้สักอย่างเถอะพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มว่าเสียงอ่อย “เป่าใบไม้นี่เกินความสามารถจริงๆ”

“เออๆ ตามใจเอ็ง” น้ำเสียงพ่อเฒ่าอิดหนาระอาใจนัก “พ่อใหญ่ก็จะเป่าให้เอ็งฟังเท่าที่ยังอยู่กับเอ็งนี่แหละ ดีนะที่วิชาสานกระบุงกะเบี้ยใช้หากินได้เอ็งเรียนไว้หมด แค่เป่าใบไม้นี่มันไม่สำคัญดอก เพียงแต่ข้าไม่อยากให้มันลงหลุมไปพร้อมกับข้าเท่านั้นแหละ”

4.

เมืองเล็กๆในวันที่เขาจากไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน บัดนี้เติบโตขยายขึ้นจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม บ้านไม้ที่เคยมุงด้วยหญ้าคาเป็นส่วนมาก บัดนี้กลายเป็นบ้านอิฐตึกปูนเป็นส่วนใหญ่ ห้องแถวที่ปลูกสร้างด้วยไม้ตลอดแนวถนนกลางใจเมือง บัดนี้เปลี่ยนเป็นตึกคอนกรีตยาวเป็นพืด มีตึกแถวปลูกสร้างขึ้นหลายสิบแถว มีธนาคาร มีโรงหนัง มีโรงแรม มีร้านค้าขายสิ่งของทั้งสิ่งจำเป็นและสิ่งฟุ่มเฟือย ถนนลูกรังที่เคยเป็นทะเลฝุ่นในหน้าแล้งและเป็นบ่อโคลนในหน้าฝน บัดนี้กลายเป็นถนนราดยางหรือไม่ก็ปูด้วยคอนกรีต มีท่ารถโดยสารที่มีรถเข้าออกทุกชั่วโมง ผู้คนพลุกพล่านตั้งแต่เช้าจรดเย็น

“หลายปีก่อนไฟไหม้เกือบทั้งเมือง” พ่อเล่าให้ฟังเมื่อชายหนุ่มปรารภถึงความเปลี่ยนแปลง “ไหม้จนหมดไม่มีเหลือ แต่เหมือนกับว่าเมืองของเรามันอยากให้ไฟไหม้มานานแล้ว พอไฟดับขี้เถ้ายังไม่ทันเย็น ตึกใหม่ๆก็สร้างขึ้นมาแทนที่ มันงามมันทนกว่าตึกไม้ เอ็งเห็นแล้วสิ เขาสร้างมาตั้งหลายปีแต่มันยังใหม่เหมือนสร้างเมื่อวานนี้เอง”

เมืองขยายออกไปจนป่าไม้วิ่งหนีขึ้นไปเบียดกันบนเทือกภู พื้นที่รอบๆเมืองที่เคยเป็นป่า บัดนี้กลายเป็นไร่นาของผู้คน โรงเรียนซึ่งเคยมีเพียงอาคารหลังเดียวตอนนี้มีอาคารเกือบสิบหลัง มีครูนับร้อย มีนักเรียนนับพัน มีหอประชุมใหญ่กว้างขวาง มีคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนได้เรียนเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ๆ

กว่าสิบปีที่จากไปโดยไม่ได้กลับมาเยี่ยมเลยสักครั้ง เมื่อกลับมาในวันนี้ชายหนุ่มรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นคนแปลกหน้า เขาไม่นึกมาก่อนเลยว่าเมืองจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ในความรู้สึกตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น เมืองแห่งนี้ยังคงเป็นเพียงเมืองเล็กๆกลางป่าเขา ไม่ใช่เมืองอิฐเมืองปูนที่มีคนค่อนข้างพลุกพล่านเช่นนี้

อาจเป็นเพราะเขาได้อาศัยอยู่ในมหานครใหญ่ที่กลางวันกับกลางคืนไม่แตกต่างกันนัก อยู่กับตำราและสูตรมหัศจรรย์ในห้องทดลอง จมอยู่กับการคิดค้นความรู้อันสูงส่งพิศดารจนลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ไกลตัว ลืมแม้กระทั่งความเป็นไปของโลกนอกมหานครและนอกห้องทดลอง ลืมไปสนิทว่าโลกนี้มันกลม หมุนไปตลอดเวลาพร้อมกับเปลี่ยนแปลงไปตลอด เออ…โลกมันกลมและมันหมุน

ชายหนุ่มเผลอยกมือขึ้นกุมพระเครื่องที่ห้อยคอเอาไว้ตั้งแต่คืนก่อนการเดินทางไกลและยาวนานที่สุดในชีวิต เขาเผลอยิ้มให้ตนเองด้วยความพอใจ นี่ถ้าหากไม่นึกถึงเรื่องโลกกลมขึ้นมาล่ะก็ เห็นทีต้องลืมคนสำคัญไปแล้ว ความทรงจำเก่าๆค่อยๆกลับคืนมาทีละน้อย นึกถึงพ่อเฒ่าและเพลงเป่าใบไม้มหัศจรรย์

“พ่อใหญ่เสียไปตั้งสี่ห้าปีแล้ว” พ่อเป็นคนบอกเมื่อเขาถามถึง ชายหนุ่มใจหายวูบเมื่อได้ยิน “ก่อนตายแกสั่งนักสั่งหนาว่าอย่าเพิ่งส่งข่าวบอกเอ็ง เอ็งกลับมาเมื่อใดแล้วค่อยบอก แกสั่งไว้ว่าถ้ามาแล้วให้ไปเยี่ยมแก กระดูกของแกก็อยู่ที่กำแพงวัดข้างลูกชายแกนั่นแหละ อย่าลืมไปเยี่ยมพ่อใหญ่นะลูกนะ”

เมื่อรับรู้เรื่องราวแล้วชายหนุ่มรู้สึกวังเวง ก่อนจะหลับลงได้ในคืนแรกที่กลับมาเยี่ยมบ้าน เขานึกทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับพ่อเฒ่า นึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำร่วมกันมา บัดนี้ไม่มีพ่อเฒ่า ไม่มีเพลงเป่าใบไม้มหัศจรรย์ เหลืออยู่แต่พระเครื่องที่ห้อยคอไว้นานจนลืม ชายหนุ่มนึกถึงคืนสุดท้ายที่ได้อยู่กับพ่อเฒ่า

คืนนั้นพ่อเฒ่าเงียบขรึมกว่าทุกคืนที่ผ่านมา พอกินข้าวเย็นอิ่มหลังตะวันตกดินไปไม่นาน พ่อเฒ่าก็ขึ้นไปค้นหาสิ่งของบนเพิงพัก จากนั้นก็กลับมานั่งข้างๆเด็กหนุ่มที่กองไฟ

“พ่อใหญ่ให้เอ็ง” พ่อเฒ่าพูดขึ้น “พรุ่งนี้เอ็งต้องกลับแต่เช้ามืด พ่อใหญ่กลัวลืม”

“อะไรหรือพ่อใหญ่” เขาสงสัย

“พระรอดน่ะลูก” พ่อเฒ่าบอกเสียงสั่นๆ สวมสร้อยคอสแตนเลสเก่าคร่ำคร่าให้เขา มีพระเครื่ององค์เล็กๆห้อยอยู่กับสร้อย “เอ็งยอใส่หัวเถอะ พระรอดจะคุ้มครองให้ปลอดภัย”

เขาไม่รู้หรอกว่าพระรอดของพ่อเฒ่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างที่พ่อเฒ่าว่าหรือไม่ แม้ทุกวันที่ห้อยคอเอาไว้นั้น เขาก็ไม่รู้ว่าเชื่อพระหรือเชื่อฟังคำสั่งของพ่อเฒ่ากันแน่ “พ่อใหญ่ขอสั่งเอ็งให้ห้อยพระนี้ไว้ ใหม่ๆยังไม่คุ้นเคยอาจรำคาญ แต่เชื่อพ่อใหญ่เถอะ นานไปเอ็งจะชิน อาจไม่รู้สึกเลยว่ามีพระอยู่ที่คอ อาจจะลืมข้าไปเลยก็ได้” เพื่อไม่ให้พ่อเฒ่าเสียใจ ตอนนั้นเขาจึงยอพระประนมมือขึ้นเหนือหัว พ่อเฒ่ายิ้มด้วยความพอใจพร้อมอวยพร

“ขออาราธนาให้พระท่านคุ้มครองเอ็ง”

คืนนั้นเพลงเป่าใบไม้ของพ่อเฒ่าไพเราะกว่าทุกคืนที่ผ่านมา อาจจะไพเราะที่สุดในชีวิตของพ่อเฒ่าก็อาจเป็นได้ ป่าทั้งป่านิ่งงันเมื่อเสียงเป่าใบไม้ดังขึ้น คนฟังแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าอีกนานเพียงใดจึงจะมีโอกาสกลับมาฟังอีกครั้ง

“กลับบ้านอย่าลืมมาเยี่ยมพ่อใหญ่นะ” พ่อเฒ่ากำชับในตอนเช้าเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว “พ่อใหญ่อยู่ที่นี่แหละ ไม่ไปไหนดอก”

แต่สิบกว่าปีผ่านไปไม่มีร่องรอยใดๆเหลืออยู่ เพิ่งพักนอนของพ่อเฒ่าหายไป มีวัชพืชขึ้นรกเรื้อเป็นดง ลำห้วยสายเล็กไม่มีน้ำรินไหลในหน้าแล้งอีกแล้ว ไร่ของพ่อเฒ่ากลายเป็นป่ามะม่วงหิมพานต์

“พ่อใหญ่ยกให้เอ็ง” ชายหนุ่มตื้นตันจนน้ำตาซึมเมื่อได้ยินพ่อบอก “พ่อใหญ่อยากให้เอ็งมาเยี่ยมแกบ่อยๆเลยยกไร่ให้ พอกลัวมันรกเลยเอามะม่วงหิมพานต์มาลงไว้ อย่าลืมไปเยี่ยมพ่อใหญ่” พ่อกำชับอีกครั้ง

ชายหนุ่มไปเยี่ยมพ่อเฒ่าที่กำแพงวัด จุดธูปบอกกล่าวถึงการมาเยี่ยมเยือนของตน เขาขุดต้นโมกป่า ดาวเรือง และทองพันชั่งไปปลูกไว้ใกล้ๆกำแพงหลายต้น เพื่อว่าถึงวันพระพ่อเฒ่าจะได้เก็บไปบูชาพระเหมือนที่เคยทำเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ ชายหนุ่มแทบน้ำตาไหลเมื่อมองดูรอยโบกปูนบนกำแพง กระดูกของพ่อเฒ่าบรรจุในนี้

“ผมมาเยี่ยมพ่อใหญ่แล้ว” ชายหนุ่มพูดพึมพำกับกำแพง “ขอบคุณที่พ่อใหญ่ยังนึกถึงผม ขอให้พ่อใหญ่อยู่เย็นเป็นสุข ผมจะพยายามมาเยี่ยมบ่อยๆ”

สายลมพัดมาเอื่อยอ่อน เสียงใบไม้สั่นไหวแกรกกราก ชายหนุ่มนึกถึงเพลงเป่าใบไม้อันมหัศจรรย์ของพ่อเฒ่า รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เอาใจใส่ฝึกฝน บัดนี้เพลงมหัศจรรย์จึงสูญไปพร้อมพ่อเฒ่า

“แค่เป่าใบไม้นี่มันไม่สำคัญดอก” เขาได้ยินเสียงพ่อเฒ่าแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล “เพียงแต่ข้าไม่อยากให้มันลงหลุมไปพร้อมกับข้าเท่านั้นแหละ”

ชายหนุ่มเดินออกจากวัดด้วยความรู้สึกวังเวง วัดที่เคยมีสนามกว้างขวางและไม้ครึ้ม บัดนี้มีกุฏิหลังงามปลูกสร้างแข็งแรงหลายหลัง ศาลาหลังใหญ่มีประตูเหล็กขนาดกว้างขวางอยู่สามด้าน เมรุหลังโอ่อ่ายังใช้งานไม่มากนัก มีเสียงโทรทัศน์แว่วออกมาจากกุฏิอันโอ่โถง

ชายหนุ่มเผลอลูบคลำหลวงพ่อองค์น้อยที่ห้อยคอ เขาไม่นึกมาก่อนเลยว่าตนจะกลายเป็นคนแปลกหน้าในเมืองของตัวเอง ที่สำคัญตอนนี้คือ เขาอยากฟังเพลงเป่าใบไม้มหัศจรรย์ของพ่อเฒ่าเหลือเกิน

…………………..

พิมพ์ครั้งแรก ช่อการะเกด 17 : โลกานุวัตร ไตรมาสที่หนึ่ง 2537
พิมพ์ครั้งที่สอง รวมเรื่องสั้น ฟ้าเดียวกัน

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Tuesday, November 11th, 2008 and is filed under ฟ้าเดียวกัน. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats