แม่เทพธิดาดิน [รวมเรื่องสั้น : ฟ้าเดียวกัน]
ควันสีขาวพุ่งพลั่งออกจากปล่องเมรุ กระจายหายไปในท้องฟ้ายามเย็น แดดแจ่ม ท้องฟ้ากระจ่าง ช่างแตกต่างจากจิตใจของคนที่ยืนอยู่หน้าเมรุยิ่งนัก
เป็นครั้งแรกที่ผมมางานเผาศพเพื่อน เมื่อเราพบกันครั้งแรกนั้น ผมไม่เคยนึกเลยว่าจะเป็นฝ่ายมางานศพเพื่อนในเวลารวดเร็วปานนี้
คุณคงไม่ว่าอะไรผมหรอกนะ หากผมเล่าเรื่องราวของเพื่อนคนนี้ให้ฟัง ผมอยากเล่าความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนให้บุคคลที่สามรับรู้บ้าง คุณเป็นเพื่อนผมไม่ใช่หรือ ฉะนั้นผมอยากรวบรัดเอาเลยว่า เพื่อนผมก็คือเพื่อนคุณ เพราะเราต่างเป็นเพื่อนกัน
(1)
ผมพบเธอครั้งแรกเมื่อสิบปีที่แล้วในห้องเรียนวิชาภาษาไทย ผมเป็นเด็กหนุ่มบ้านนอก มาจากอำเภอเล็กๆกลางป่าเขาสุดชายแดนอีสาน เธอเป็นเด็กสาวบ้านนอกมาจากสุพรรณบุรี เราต่างเข้ามาแสวงหาความรู้ที่มหาวิทยาลัยริมแม่น้ำกลางเมืองหลวง
เธอต้องตาผมเมื่อพบครั้งแรก หน้าใสๆแก้มเป็นพวง นัยน์ตาดำขลับ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดูเหมือนเพื่อนร่วมห้องหลายคนก็สนใจเธอเช่นกับผม
โอ้แม่สาวแก้มอิ่ม ยามยิ้มเจ้างามนัก ทั้งเอวองค์วงพักตร์ ช่างน่ารักน่าหลง…
ผมร้องถ้อยคำที่แต่งขึ้นเมื่อพบกันครั้งแรกให้เธอฟังในวงเหล้าเมื่อหลายปีต่อมา เรากลายเป็นเพื่อนสนิทกันจนพูดเอ็งข้ากูมึงได้สะดวกปากและสนิทใจ ผมบอกว่าที่ข้าร้องให้ฟังนี่แหละความรู้สึกแรกที่ได้เจอในห้องเรียน
“ตอนนั้นน่ะ ข้าเห็นเอ็งเหมือนดินต้นฤดูฝนเชียวแหละ” ผมย้ำ
“เอ็งว่ามาให้ดีๆเชียว” เธอจ้องผมเขม็ง ทำหน้าดุ แต่เพียงประเดี๋ยวเดียวก็กลับยิ้ม “เปรียบอะไรไม่เปรียบ เปรียบเป็นดินเป็นหญ้าไปได้”
ก็จริงๆนี่หว่า” ผมยืนยัน “ผิวเอ็งเหมือนดินบ้านข้าไม่มีผิด ดินร่วนปนทรายสีออกนวลๆแบบนี้”
ผมชี้ที่แขนของเธอ เจ้าของแขนยิ้มผ่อง
“พอฝนตกลงมาห่าแรกก็หอมทั่วทุ่งเชียวเอ็งเอ๋ย” ผมสาธยายต่อ “ชั่วข้ามคืนเท่านั้นทุ่งนาเปลี่ยนไปจนต้องฉงน ต้นไม้ใบหญ้าเขียวงามพรึบพรับเต็มทุ่ง เหมือนมันหล่นลงมาพร้อมกับน้ำฝน งามก็งาม หอมก็หอม ดูเอ็งตอนนั้นก็แบบนี้แหละ”
“นี่ชมหรือว่าข้า” เธอยิ้มเขินๆจนเพื่อนร่วมโต๊ะหัวเราะคิกคัก ทำเอาผู้หญิงคนเดียวในวงเหล้ายกแก้วขึ้นดื่ม
“โอ้โอ๋ แม่เทพธิดาดิน” ใครบางคนพูดขึ้น “เขินจนเมากลิ้งเสียแล้วหรือวะวันนี้”
แล้วพวกเราก็เรียกเธอว่าแม่เทพธิดาดินตั้งแต่นั้นมา
(2)
คงไม่มีเพื่อนคนใดคาดคิดไว้ก่อนว่า อีกไม่กี่ปีต่อมาแม่เทพธิดาดินจะจากเพื่อนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดในวันสงกรานต์ เธอบอกว่าจะกลับไปเล่นสงกรานต์ที่บ้านนา ไปรดน้ำดำหัวพ่อแก่แม่เฒ่า ดื่มด่ำบรรยากาศอันแสนสุข
“ข้าจะกลับไปเล่นน้ำที่บ้านข้า” เธอบอกกับเพื่อนๆเช่นนี้ “ข้าไม่ได้กลับไปตั้งนานแล้ว ไปถึงข้าจะลงแช่ในแม่น้ำสุพรรณให้ฉ่ำปอด”
ใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตาดำขลับ ริมฝีปากบางผลิรอยยิ้ม พูดจบก็พริ้มตาราวตกในภวังค์ฝัน
“เอ็งไปกับข้าไหม ไอ้คุณเมา” แม่เทพธิดาดินหันมาถามผม “ลองไปเล่นสงกรานต์บ้านข้าดูทีไหม”
“ไม่ล่ะ” ผมปฏิเสธ “ข้าก็กลับอีสานบ้านข้ามั่งสิวะ”
“ตามใจเอ็ง” เธอว่า “เอ็งไม่ไปคนอื่นก็ไปหลายคน กลับมาค่อยเจอกันนะ แล้วข้าจะร้องเพลงสงกรานต์ให้ฟัง”
แม้พวกเราพ้นวัยเรียน แยกย้ายกันหากินตามถนัดหลายปีแล้ว แต่กลุ่มของเรายังคงแวะเวียนมาพบกันเสมอ โดยยึดเอามุมหนึ่งของโรงอาหารริมแม่น้ำเป็นที่รวมพล เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ครั้งยังเรียนอยู่ปีที่หนึ่ง ที่นี่เป็นที่นั่งพัก นั่งอ่านหนังสือ กินข้าว ดื่มกาแฟ กระทั่งยึดเป็นมุมถกเถียงเรื่องราวของชีวิตและสังคม ตามประสาคนที่ชอบสงสัย กลุ่มของเราส่วนมากเป็นคนทุ่งคนนาที่มีวาสนาเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ จึงมีปัญหาไถ่ถามกันไม่หยุดหย่อน ยามคิดถึงบ้านเรามานั่งริมน้ำ ร้องเพลงลูกทุ่งกล่อมคุ้งน้ำในยามเย็น
แม่เทพธิดาดินนี่แหละสำคัญนัก เลือดนักร้องเมืองสุพรรณสำแดงอานุภาพเต็มกำลัง ทั้งลำตัด ลิเก เพลงฉ่อย เพลงเหย่ย เธอร้องได้ไพเราะนัก ตำแหน่งแม่เพลงประจำกลุ่มกิจกรรมจึงตกเป็นของเธอ จนเมื่อพวกเราออกจากมหาวิทยาลัยได้หลายปี หลังการหลั่งเลือดเพื่อประชาธิปไตยกลางเมืองหลวงในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม เธอถึงกับได้รับเชิญให้ไปร้องลำตัดประชาธิปไตยใส่เทปคาสเส็ทขายหารายได้เพื่อการกุศล ทั้งแสดงสดถ่ายทอดทางโทรทัศน์อีกด้วย
น้ำเสียงเธอยังสดใส แม่เทพธิดาดินของเพื่อนๆแย้มยิ้มบนเวทีกลางแสงไฟสว่าง ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์และผู้ชมทั้งในห้องส่งและหน้าจอทีวี รวมไปถึงพ่อแม่พี่น้องเธอที่บ้านทุ่ง
“เกิดมาได้ทำแบบนี้ก็ถือเป็นโอกาสดี” เธอบอกเพื่อนๆด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ตอนวิ่งหนีลูกปืนน่ะข้าก็ไม่นึกหรอกว่าจะรอด เมื่อรอดตายมาแล้วแถมได้ทำแบบนี้อีกก็รู้สึกภูมิใจนิดๆ”
“ข้าดีใจที่เอ็งรอดมาได้” ผมสัพยอก “ไม่งั้นคงเสียดายแย่ถ้าไม่มีใครร้องเพลงให้พวกเราฟัง จะอยู่เหงาๆได้ยังไงวะ”
“น้อยๆหน่อยไอ้คุณเมา” เธอทำเสียงดุแต่ใบหน้ายิ้ม “นึกว่าห่วงคน ที่ไหนได้ห่วงความสุขของตัวเองนี่หว่า คนอย่างข้ากระดูกเหล็กโว้ย”
ถึงตอนนี้ไม่มีคนกระดูกเหล็กอยู่อีกแล้ว เหลือแต่เพียงเสียงร้องลำตัดในเทปม้วนนั้น เสียงร้องเพลงลูกทุ่งริมแม่น้ำใหญ่ใจกลางเมืองหลวงก็ไม่มีให้ได้ยินอีกต่อไป คิดแล้วก็ใจหายนัก ยามเมื่อกลับไปนั่งโรงอาหารคงไม่สนุกสนานเหมือนเมื่อก่อน
“คิดถึงแม่เทพธิดาดิน” ใครสักคนคงพูดเปรยขึ้นเช่นนี้ จากนั้นพวกเราคงได้แต่มองหน้ากันแล้วนิ่งเงียบ ใจได้แต่นึกถึงผมม้า ใบหน้าเปื้อนยิ้ม คำพูดปลอบประโลมใจเมื่อเพื่อนเป็นทุกข์ ที่สำคัญคือเพลงลูกทุ่งที่เธอร้องให้เพื่อนฟัง
ดินเจ้าเอ๋ยข้าเคยอยู่ใกล้มาก่อน
ดินอุ่นร้อนหรือเย็นก็เป็นเพื่อนฉัน
ยามเมื่อเขาร้างไปไกล ใจก็ยังนึกหวั่น
นี่อีกสักกี่วันถึงมา…
แม่เทพธิดาดินชอบเพลงฝากดินนี้นัก เสียงของเธอแทบไม่ผิดเพี้ยนจากผ่องศรี วรนุช เจ้าของเพลง เธอร้องได้ไพเราะแท้ ราวกับว่าเกิดมาเพื่อร้องเพลงให้เพื่อนฟัง แต่บัดนี้ไม่มีเสียงเธอ หากเราถามดินๆคงตอบว่าเธอไม่มีวันกลับมาอีก ความตายไม่ให้โอกาสใครซ้ำสอง
(3)
ควันสีขาวพวยพุ่งจากปล่องเมรุ กระจายหายไปในท้องฟ้าแจ่มใส ยามนี้ท้องนาแตกระแหง ต่างจากใบหน้าของหลายคนที่เปียกชื้นด้วยน้ำตา ทุกคนที่ยืนอยู่หน้าเมรุคงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า จะได้มางานศพของเธอรวดเร็วปานนี้โดยฌฉพาะพ่อกับแม่ที่ใบหน้าหมองคล้ำเปื้อนน้ำตา จะมีพ่อแม่คนไหนเตรียมใจไว้เผาศพลูก มีแต่หวังให้ลูกเผาศพตน ผู้มาก่อนย่อมต้องคิดว่าตนต้องไปก่อนเสมอตามกฎของธรรมชาติ
ความตายทำหน้าที่ได้รวบรัดฉับไวเหลือเกิน เพียงแวบเดียวก็ปรากฏผล ชีวิตหลุดลอยไปจากคนๆหนึ่ง มันมาถึงแล้วก็ผ่านไป ทิ้งไว้แต่ความระทม
เพียงไม่กี่วันก่อนเรายังทักทายกันเสียงลั่น ร้องเพลงลูกทุ่งสู่กันฟัง แม่เทพธิดาดินยังบอกเล่าความฝันของตนให้เพื่อนรับรู้ ความฝันที่เกิดขึ้นย้อนหลังไปหลายปี เมื่อเธอเรียนจบแล้วและยึดอาชีพขายเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือที่ท่าเรือข้ามฟากข้างกำแพงมหาวิทยาลัย “ไอ้คุณเมา” เพื่อนของเธอคนนี้ยังคงเป็นนักศึกษาโข่งในมหาวิทยาลัย ใช่ว่าหัวทึบปัญญานิ่มก็หาไม่ แต่มักตั้งคำถามมากกว่าหาคำตอบจึงต้องงมโข่งอยู่ในนั้น เธอช่วยเหลือเจือจานอยู่เสมอ ควักเงินที่ได้มาจากการทำงานที่เธอเรียกว่า”ธุรกิจเงินร้อย”มาเลี้ยงเหล้าไอ้คุณเมาอยู่ไม่ขาด ซ้ำยังแถมค่ารถเมล์ให้อีกหลังวงเหล้าเลิกรา เธอฝันว่าต้องทำธุรกิจเงินร้อยให้เป็นธุรกิจเงินล้านในวันหนึ่งข้างหน้า
“เอ็งรีบหาทางออกจากเขาวงกตนั่นไวๆเถอะ” เธอบอกกับผมซึ่งเธอเรียกอย่างเคยปากว่าไอ้คุณเมา และเราชอบเรียกมหาวิทยาลัยว่าเขาวงกต “จะได้ออกมาทำอะไรๆซะที มาช่วยข้าขายผ้าก็ได้ มีข้าวมีเหล้าให้กินพอหอมปาหอมคอ แถมค่าเช่าบ้านอีกยังพอไหว”
“ถึงไม่มาช่วยขายเอ็งก็ออกค่าเหล้าค่าข้าวให้อยู่แล้วนี่” ไอ้คุณเมามักจะปากสวะแบบนี้บ่อยๆ “ค่าเช่าห้องข้าไม่เอาก็ได้วะ ขออาศัยเพื่อนมันได้”
“ไอ้บ้า ข้าหวังดีกะเอ็งนะ” เธอทำเสียงเป็นจริงเป็นจัง “หรืออยากอาศัยเขากินตลอดชีวิต”
ในที่สุด ไอ้คุณเมาก็หาทางออกจากเขาวงกตนั่นได้ เธอไม่ต้องคอยเลี้ยงเหล้าเลี้ยงข้าวเพื่อนอีกแล้ว…หลงทางเสียเวลา หลงการศึกษายังมีอนาคต…เธอว่าให้เพื่อนผู้หลงอยู่ในเขาวงกตนานกว่าเพื่อนคนอื่นๆฟังในวงเหล้า เรียกเสียงหัวเราะได้ครืนใหญ่ คอยดูเถอะ เธอพูดต่อก่อนยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม คนอย่างไอ้เมาความรู้แน่น จะไปได้ไกลแน่ๆ ถ้ามีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินนะ
แล้วเพื่อนๆก็ได้หัวเราะครืนใหญ่อีกครั้งกับประโยคหลังสุด เมื่ออารมณ์แจ่มใสแม่เทพธิดาดินมีทีเด็ดให้เพื่อนฮาเสมอ
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เห็นเพื่อนมีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน และความฝันในการสร้างธุรกิจเงินล้านยังไม่ถึงเส้นชัย ความตายก็ได้พรากเธอไปจากทุกสิ่งในวันสงกรานต์อันแสนเศร้า บนถนนที่รถราวิ่งกันขวักไขว่ มันเป็นถนนที่เคยกลืนชีวิตของคนไปแล้วหลายคนก่อนหน้านี้
รถราที่วิ่งกันบนถนนในวันนั้นนำพาผู้คนไปสู่จุดหมาย ไปถึงบ้านเรือน ได้พบพ่อแม่พี่น้องญาติมิตร พบความสนุกสนานในเทศกาลแห่งความรื่นเริง แต่มีหลายคนที่ไปไม่ถึงจุดหมาย รวมทั้งแม่เทพธิดาดินด้วย วันสงกรานต์จึงเป็นวันอันแสนเศร้าสำหรับผู้ที่รักเธอ
(4)
ควันไฟยังลอยอ้อยอิ่งออกจากปากปล่องเมรุเหนือยอดมะพร้าว ควันสีขาวปนเทากระจายหายไปในท้องฟ้า ร่างที่เคยมีลมหายใจและเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตเมื่อหลายวันก่อน บัดนี้ถูกเผาไหม้จนในที่สุดก็จะเหลือแต่เถ้าถ่านและกระดูกไม่กี่ชิ้น ปลายทางของชีวิตคือความว่างเปล่าเช่นนี้เอง
ดินเจ้าเอ๋ยข้าเคยอยู่ใกล้มาก่อน
ดินอุ่นร้อนหรือเย็นก็เป็นเพื่อนฉัน…
ผมนึกเสียงใสๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้แต่ตอนร้องเพลงใบหน้าของเธอก็ยิ้ม ผมม้ายาวเคลียไหล่ สะบัดไปมาตามจังหวะที่เธอเคลื่อนไหว…
ยามเมื่อเขาร้างไปไกล
ใจก็ยังนึกหวั่น
นี่อีกสักกี่วันถึงมา…
คำตอบอยู่ที่เมรุนี้แล้ว จะกี่เดือนกี่ปีเธอก็ไม่มีวันกลับ เพื่อนๆไม่มีโอกาสฟังเพลงจากเสียงใสๆอีก
ลาก่อนแม่เทพธิดาดิน ไม่มีเพื่อนคนไหนหรอกที่คาดคิดว่าจะได้พบกับวันสงกรานต์อันแสนเศร้า จนต้องมาร้องไห้ในงานศพเธอ.
……
พิมพ์ครั้งแรก แผ่นดินหวาน ธันวาคม 2537





เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ