ไปสู่หนไหน
(1)
มัจจุราชได้พรากเอาวิญญาณของเขาไปเสียแล้ว ท่ามกลางความเศร้าโศกอาลัยของญาติมิตร เสียงร่ำไห้ เสียงสวดมนต์ เสียงของความรักดังสะท้อนในบรรยากาศอันแสนเศร้า ดังจะขับกล่อมวิญญาณมิให้หงอยเหงา กลิ่นธูป กลิ่นดอกไม้ ขจรขจายในอากาศ ขับเน้นความเศร้าสลดให้ทบทวี
ผู้คนต่างสงสัยว่า ทำไมหนอความตายจึงเกิดขึ้นแก่เขาทั้งๆที่อยู่ในวัยหนุ่มแน่น เกียรติยศ ชื่อเสียง ความมั่นคงในทรัพย์สมบัติกำลังหลั่งไหลมาสยบอยู่แทบเท้าชายหนุ่ม ผู้ฉลาดปราดเปรื่อง มีมานะบากบั่นและเก่งกาจในการงานผู้นี้
แต่เขาจะได้ยินอยู่อีกหรือ คำพูดต่างๆที่ผู้คนได้ยกยอ เพราะตอนนี้เขาตายไปแล้ว ไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ เหลือร่างกายที่เป็นเพียงก้อนเนื้อธรรมดา อีกไม่นานก็เปื่อยเน่า สูญสลายไป
แล้ววิญญาณเล่า หากวิญญาณมีจริง ป่านนี้วิญญาณของชายหนุ่มล่องลอยไปสู่หนไหน…
(2)
เขาลืมตาตื่นในช่วงที่เคยปฏิบัติอยู่เสมอมา รู้สึกสบายปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จิตใจก็ปราศจากความกังวลเร่งร้อน ว่างเปล่าและเป็นสุข เออหนอเรา ชายหนุ่มคิด ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลยสักครั้ง ใจก็สงบ คล้ายไม่มีพันธะใดๆคอยฉุดรั้งให้เร่งรีบกระทำเหมือนที่เคยเป็นในวันก่อนๆ ช่างเป็นความรู้สึกสงบสวยงามเหลือเกิน มันเป็นได้อย่างไรนะ หรือว่าเรา…
พลันชายหนุ่มนึกถึงความตาย เคยได้ยินมาว่าความตายคือความสงบ คือความว่างเปล่าปราศจากความเร่าร้อนใดๆ หากเป็นเช่นนี้ก็น่าพิศมัยไม่น้อย แต่สำหรับเขาในตอนนี้ ความตายแม้จะสุขสงบสักปานใดก็ยังไม่อยากจะเห็นมัน เพราะยังมีภาระอีกมากมายที่ต้องกระทำต่อไปเพื่อให้บรรลุเสร็จสิ้น
แต่ถึงแม้จะปฏิเสธแข็งขันเพียงใด เขาก็ได้ตายไปแล้ว วิญญาณออกจากร่างทั้งที่ยังหลับ เมื่อวิญญาณตื่นขึ้นจึงไม่ลืมสถานที่ที่ร่างกายอันเป็นเลือดเนื้อของตนอาศัยอยู่ ยังเข้าใจว่าตนเพิ่งตื่นนอนบนเตียงอันอ่อนนุ่ม ภายในเคหสถานอันโอ่อ่าของตน
ขณะที่วิญญาณกำลังพิศวงงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนอยู่นั้น พลันเสียงหนึ่งกังวานขึ้น น้ำเสียงเปี่ยมด้วยอำนาจ เป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน คล้ายไม่ใช่เสียงของมนุษย์ “เจ้าตื่นแล้วสินะวิญญาณ หากเจ้าคิดว่าเจ้าตื่น นั่นก็ไม่ผิด เจ้าตื่นขึ้นมาตามคำบัญชาของเรา”
เสียงประหลาดที่ได้ยินมีอำนาจเหลือเกิน เขาเหลียวมองไปรอบๆอย่างสงสัย บัดดลนั้น ความหวาดกลัวกลุ้มรุมจู่โจมอย่างหนักหน่วง นี่ไม่ใช่คฤหาสน์โอ่อ่าของเขาแล้ว แต่เป็นสถานที่ที่ไม่เคยพบมาก่อน สงบเงียบ วังเวง บรรยากาศบีบคั้นจิตใจให้ตกตื่น พลันความรู้สึกโดดเดี่ยวก็เข้าเกาะกุมในหัวใจ วัตถุสิ่งของรายรอบประกอบประดับในสถานที่นี้ ล้วนเป็นวัตถุธาตุที่ไม่เคยพบเห็น เขาตระหนกและตื่นตะลึงต่อสิ่งที่พบ ไม่สามารถควบคุมจิตใจให้เป็นปกติได้อีกต่อไป
แต่ก่อนที่จะทำอะไรลงไปเพราะตกใจจนเสียสติ พลันเสียงประหลาดที่ไม่สามารถจับที่มาได้นั้น ก็กังวานขึ้นอีกครั้ง
“วิญญาณเอ๋ย เจ้าอย่าแปลกใจไปเลย บัดนี้เจ้ามาอยู่ต่อหน้าเราแล้ว เราผู้ซึ่งมนุษย์ทั้งหลายต่างหวดกลัว เป็นนายแห่งภูติผีปิศาจในความนึกคิดของมนุษย์ แต่เจ้าอย่ากลัวไปเลย แท้จริงแล้วเราคือผู้ทรงความยุติธรรมเหนือยุติธรรมทั้งปวง เจ้าคงหวาดกลัวและสงสัยความตายที่มาถึงเจ้า ทั้งที่พวกเจ้าก็รู้ดีว่าไม่มีใครสามารถหลีกพ้นไปได้ มันเป็นกฎศักดิ์สิทธิ์ กฎธรรมชาติซึ่งเป็นศาสดาของศาสดาทั้งปวงในโลกของเจ้า”
ชายหนุ่ม-หรือในขณะนี้คือวิญญาณซึ่งเคยอาศัยอยู่ในเรือนร่างของชายหนุ่มตะลึงต่อคำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ โอ้…เราตายแล้วจริงหรือนี่ ช่างน่าเวทนานัก เขายังอาลัยต่อการมีชีวิตอยู่ วิญญาณที่น่าสงสาร แม้ความจริงปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐาน แต่ไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้
“เจ้าคิดว่าตัวเองน่าเวทนาอย่างนั้นสิ” กังวานเสียงที่ไม่ปรากฏต้นตอเอ่ยขึ้นอีก ทำให้วิญญาณสะดุ้ง
“ข้ารู้ในสิ่งที่เจ้าคิด ข้าเห็นในสิ่งที่เจ้ากระทำ ข้ารับรู้ถึงความเสียใจ ความโศกเศร้าของเจ้า วิญญาณเอ๋ย ไหนเล่าความสง่างาม ไหนเล่าความเข้มแข็ง จิตใจอันเร่าร้อนของเจ้าหายไปไหนแล้ว ข้าเห็นแต่ความอ่อนแอครอบงำเจ้าอยู่ เจ้าจงรับรู้ไว้ ความอ่อนแอทำให้เจ้าขลาดเขลา ได้รับทุกขเวทนาในโลกของวิญญาณ”
กาลเวลาผ่านไปอีกหลายชั่วขณะ ความสับสนทั้งหลายค่อยๆหายไปจากการรับรู้ของวิญญาณ สติเริ่มกลับคืนมา บัดนี้ดูเหมือนเริ่มทำใจยอมรับได้แล้วว่า ตนได้ละจากร่างกายอันมีเลือดเนื้อของมนุษย์ เขาเริ่มมองสำรวจรอบๆอย่างพินิจหวังเสาะหาเจ้าของเสียงก่อนสิ่งอื่น แต่ความพยายามไร้ผลเพราะเหมือนมองเข้าไปในความว่างเปล่า จึงสรุปเองว่าสถานแห่งนี้คงเป็นทวารไปสู่สวรรค์หรือไม่ก็อเวจี คงเป็นที่ที่ดวงวิญญาณถูกไต่สวนเพื่อรับคำพิพากษา
และแล้ว วิญญาณจึงเพ่งมองไปเบื้องหน้าอย่างสงบ มองเข้าไปในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตนั้น สักครู่จึงกล่าวขึ้นบ้างว่า
“ท่านผู้เป็นใหญ่ ท่านจะเป็นใครก็ตาม ท่านคงเป็นผู้บัญชาให้ข้ามาสู่ที่นี่ บัดนี้ข้าปลงตก ยอมรับความตายที่เกิดขึ้นกับร่างมนุษย์แล้ว แต่ข้ายังมีข้อสงสัย ท่านกล่าวว่าท่านคือผู้ทรงความยุติธรรม เหนือความยุติธรรมของมนุษย์ เหตุใดความตายจึงจำเพาะเจาะจงเกิดขึ้นกับร่างมนุษย์ของข้า มันรวดเร็ว เงียบเชียบเหลือเกิน ข้าเชื่อว่าที่จริงแล้วข้ายังไม่ถึงกาลสมควรตาย ข้ายังหนุ่ม ยังอ่อนวัย ไม่ยุติธรรมต่อข้าเลย”
กล่าวจบวิญญาณก็นิ่งสงบ รอคอยคำตอบในความเงียบวังเวงนั้น
“เจ้าสงสัยในความยุติธรรมของข้าอย่างนั้นรึ” เสียงลึกลับกังวานขึ้นอีกครั้ง “ไม่เพียงแต่เจ้าเท่านั้นที่สงสัย วิญญาณทุกดวงล้วนเป็นอย่างที่เจ้าเป็น เนื่องเพราะวิญญาณเหล่านั้นสิงสถิตอยู่ในร่างมนุษย์นานเกินไป มนุษย์ล้วนไม่พอใจในสิ่งที่ไม่อำนวยประโยชน์ให้แก่ตน มักพร่ำบ่นว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม เอาเถิด ข้าจะตอบเจ้า การที่ข้าได้พรากเจ้ามาจากร่างกายของมนุษย์ นั่นนับว่ายุติธรรมดีแล้ว ไม่ใช่ยุติธรรมต่อเจ้าเพียงผู้เดียว มนุษย์ทั้งหลายล้วนได้รับเฉกเช่นเดียวกัน เพราะอะไรหรือ? เพราะข้าต้องการบอกกล่าวแก่มนุษย์ว่า ความตายนั้นจักเกิดแก่ใครก็ได้ไม่มีข้อยกเว้น ทุกคนมีความตายติดตามไปทุกย่างก้าว ไม่ว่าคนแข็งแรงหรืออ่อนแอ เศรษฐีหรือยาจก พระราชาหรือไพร่ ทาส ผู้เยาว์หรือผู้ชรา นี่คือความยุติธรรม นี่คือสิ่งที่มนุษย์พึงสังวร”
เมื่อสิ้นเสียงนั้น วิญญาณถามขึ้นว่า
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า”
เสียงนั้นคล้ายจะหัวเราะ คล้ายจะอุทานในลำคอ ก่อนจะกล่าว
“เพราะอะไรหรือ เพราะมนุษย์พยายามปฏิเสธความตาย พยายามเอาชนะความตาย เจ้าจงครองดูเถิด หากมนุษย์เอาชนะความตายได้แล้ว จะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง ทั้งที่รู้ว่าเกิดมาแล้วต้องตาย พวกเขายังพยายามลบออกไปจากการรับรู้ กระทำสิ่งที่ทำให้สามารถลืมความตายได้แม้ชั่วขณะหนึ่ง เขาทำอะไรกันหรือ ก็แก่งแย่งกัน เอารัดเอาเปรียบกัน พยายามทำตนให้เข้มแข็งกว่าผู้อื่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับการจารึกชื่อไว้เป็นอมตะ ยิ่งเขาลืมความตายยิ่งก่อกรรมทำเข็ญมากขึ้น เพื่อความมั่งคั่งของตนและหมู่พวก เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าคิดว่าในหมู่มนุษย์มีความยุติธรรมอยู่หรือ ตัวเจ้าก็เช่นกัน เคยมีชีวิตอยู่บนความทุกข์ยากของผู้อื่น เจ้าเคยเหลียวมองคนรอบกายหรือไม่ขณะที่เจ้ามีชีวิตอยู่ มีคนไม่น้อยได้รับความทุกข์ทรมานจากการกระทำของเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม อย่างนี้เรียกว่ายุติธรรมหรือ การที่ข้าพรากเจ้ามาสู่โลกวิญญาณนั้น ทำให้หลายคนได้ตระหนักว่า แม้เขาจะเข้มแข็งปานใด ยิ่งใหญ่ปานใด ความตายก็ไม่เคยละเว้น ควรที่เจ้าจะมองเห็นความจริงอันนี้ ความตายของเจ้าได้ทำประโยชน์ให้ผู้คน”
วิญญาณได้แต่ก้มหน้านิ่ง คล้ายยอมรับคำพิพากษานั้นโดยดี
“แล้วท่านจะส่งข้าไปที่ใดเล่า” วิญญาณถามขึ้นหลังจากนิ่งเงียบไปนาน “นรกหรือสวรรค์ ไปสู่ความทุกข์หรือสุข ข้าอยากรู้อนาคตของข้า”
“เจ้าจะไปตามทางที่เจ้าสมควรไป” เสียงนั้นกล่าว “เจ้าได้พิพากษาตัวเจ้าเองขณะที่เป็นมนุษย์ไว้แล้ว เมื่ออยู่ในโลกวิญญาณ คำพิพากษาจะพาเจ้าไปยังที่ที่เจ้าต้องไป”
สิ้นเสียงกังวานประหลาด พลันพลังลึกลับกระแสหนึ่งดูดกลืนเอาวิญญาณไปจากสถานที่นั้น
(3)
กาลเวลาได้ให้โอกาสความอาลัยและความทรงจำน้อยเหลือกิน เพียงไม่นานที่ร่างกายไร้วิญญาณมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ผู้คนก็ค่อยๆลืมเลือนไป ลืมไปว่าครั้งหนึ่งชายหนุ่มผู้เข้มแข็งงามสง่ามีชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเขา
ความเศร้าโศกอาลัย เสียงร่ำไห้ของญาติมิตร เสียงสวดมนต์ กลิ่นธูป กลิ่นดอกไม้ในงานศพ รวมถึงความรักและความเกลียดชังที่ผู้คนเคยมีให้เขา บัดนี้มลายไปหมดแล้ว เหมือนเถ้าถ่านจากเชิงตะกอนที่ปลิวหายไปกับสายลม.





เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ