มีรักในดวงตา

มีรักในดวงตา
ในดวงตามีดวงใจ
มองเห็นความงามไป
เมื่อดวงใจมีความรัก
มีรักในดวงตา
ในดวงตาจึงประจักษ์
โลกนี้น่าอยู่นัก
หากเราพักความเกลียดชัง
ดวงตามีดวงใจ
ดวงตาให้ใจเฝ้าฟัง
เพลงแห่งความรักดัง
ในหลืบลึกของดวงใจ

เขาว่ากวีตายแล้ว

 
เขาว่ากวีนี่ตายแล้ว
พ่อแก้วแม่แก้วช่วยไม่ได้
กวีมอดม้วยมลายไป
จริงเท็จแค่ไหนใครตอบที

เขาว่ากวีนี่สูญพันธุ์
สงวนไม่ทันแล้วหรือนี่
โลกช่างใจร้ายไม่ใยดี
ทอดทิ้งกวีให้วอดวาย
เขาว่ากวีไม่มีแล้ว
โลกนี้ไม่แคล้วคงฉิบหาย
โลกขาดกวีมีแต่ตาย
วิญญาณอันร้ายต้องเข้ารุม

๗๖ ปี ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

ยี่สิบสี่มิถุนายนสองสี่เจ็ดห้า
รุ่งอรุณของประชาธิปไตย
โดยพลพรรคราษฎรไทย
อภิวัฒน์ยิ่งใหญ่ในนามประชาชน
ยี่สิบสี่มิถุนายนสองสี่เจ็ดห้า
ประชาธิปไตยไทยได้เริ่มต้น
คณะราษฎร์ประกาศชัดขจัดจน
บำรุงทุกคนที่เป็นไทย
มีประชาธิปไตยได้รัฐสภา
หวังความก้าวหน้าในยุคใหม่
ยุคเสรีภาพผ่องอำไพ
ประชาชนหน้าใสไปทุกคน

ผู้ปราศจากน้ำลาย

เราผู้ปราศจากน้ำลาย
เนื่องเพราะแห้งหายมาหลายขวบปีแล้ว
เมื่อมีวาระประกวดวาทกรรมน้ำลายอันพราวแพรว
เราจึงละแล้วมิร่วมวงประชัน
เราผู้ปราศจากน้ำลาย
นั่งจิบน้ำแก้กระหายอยู่เงียบงัน
เมื่อเสียงประกวดวาทกรรมน้ำลายเริ่มดังลั่น
เราจึงฟังเสียงนั้นอยู่เดียวดาย
เสียงบรรยายภาพแห่งประดิษฐกรรมน้ำลายวิลาศ
งดงามอัศจรรย์ขนาดแม้สวรรค์ยังไหลหลงงมงาย
วาระประชันกันคราวนี้ก็ยิ่งใหญ่เหลือหลาย
คือวาทกรรมน้ำลายรักชาติและประชาธิปไตย
เราผู้ปราศจากน้ำลาย
นั่งเดียวดายในห้องซ่อมซ่อจิบน้ำพอดับความกระหายไปได้
เราดีใจที่มิได้ร่วมประชันวาทกรรมน้ำลายอันยิ่งใหญ่
จึงไม่มีส่วนร่วมสร้างมลพิษครั้งใหม่แก่อนาคตกาลฯ
โกศล อนุสิม
๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๑

แตกหัก!

แตกหักอีกแล้วหรือ
อะไรคือของแตกหัก
ประเทศชาติเป็นที่รัก
และที่พำนักของทุกคน

กวีตาย

ใครใครก็ว่า กวีตาย
ล้มลงจมหายในยุคสมัย
โดยมิเคยมีคนไว้อาลัย
กวีจึงปราชัยไปเงียบงัน

ข้าพเจ้าหลงรักฯ

อยู่อยู่หัวใจมาไหวอ่อน
ทั้งที่เมื่อก่อนหยุดอ่อนไหว
จู่จู่ข้าพเจ้าต้องแปลกใจ
ที่กลับคืนไปในที่เดิม

“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก

ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย
ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก
ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง
ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ

แล้งหน้านาเสร็จ ลูกใครจะไปสู่ขอ

หัวข้อที่ตั้งไว้ดูแล้วไม่เข้ากับฤดูกาล แต่เอาเถอะ อ่านไปสมุมติใจให้เป็ฤดูเดียวกับเนื้อเพลงก้แล้วกัน จะได้มีอรรถรสยิ่งขึ้น ได้เห็นบรรยากาศอันน่าอยู่อาศัยของสังคมไทยของเรา
สิ่งหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยน่าอยู่ก็คือ มีเทศกาลงานบุญอันอุดม ทุกๆเดือนมีงานทำบุญกันทั้งนั้น นับแค่วันพระที่จะต้องเข้าวัดก็ ๔ หนเข้าไปแล้ว การทำงานบุญก็คือการร่วมแรงร่วมใจกันประกอบสิ่งดีๆ เป็นกิจกรรมของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชนโดยแท้
งานบุญนอกจากเป็นกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชนแล้ว ยังเป็นโอกาสอันเหมาะที่หนุ่มจะได้พบสาว สาวจะได้เจอหนุ่ม ได้สบตากันปิ๊งปั๊ง ส่งยิ้มให้กัน เก็บไปนอนฝันหวานจนน้ำลายไหลเปียกหมอน…นี่ว่ากันถึงสมัยพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่อะไรๆก็ยังเคร่งครัดในแบบแผน

เราอาจสิ้นทุกสิ่ง

เราอาจมีโกรธแค้นแน่นในอก
จึงท้าตีท้าชกอกร้อนรุ่ม
เลือดมันร้อนด้วยแรงโกรธที่เกาะกุม
พร้อมจะสุมเพลิงเผาให้ลุกโพลง

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats