"สั่งฟ้าไปหาน้อง" และ เทพพร เพชรอุบล ขุนพลอีสาน

เทพพร เพชรอุบล เป็นหนึ่งในขุนพลเพลงอีสาน รุ่นเดียวกับ ดาว บ้านดอน ศักดิ์สยาม เพชรชมภู ทั้งสามคนนี้นับว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนอีสานในยุคของพวกเขา เทพพร เพชรอุบล ชื่อจริงคือ เทพพร บุญสุข เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 2 คน ของพ่อมี แม่คำเหรียญ บุญสุข เนื่องจากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการร้องลำ สนใจดนตรีและเสียงเพลง จึงยึด

คนบ้านโคกก่อง : คำนำ

ผมไม่นึกหรอกว่า เรื่องนี้จะเริ่มต้นที่บ้านโคกก่อง เมื่อ ๔๐ กว่าปีที่แล้ว เวลานานขนาดนี้ก็พอที่จะลดทอนความจำของผู้คนลงไปได้มาก หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจถูกลืมเลือนไปแล้ว และเมื่อถึงทุกวันนี้ บ้านโคกก่องก็คงเปลี่ยนโฉมหน้าไปแบบไม่เหลือเค้าเดิม
แต่สำหรับผม เรื่องทั้งหลายที่จะเล่าต่อไปนี้ มันยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ บางโอกาสก็ปรากฏในความฝันเมื่อตอนหลับ บางทีทำอะไรอยู่ดีๆก็นึกถึงขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้บางทีก็ตัดบทเลิกนึกคิด บางครั้งก็ปล่อยให้ความนึกคิดโลดแล่นไปตามแต่จะต้องการ
ผมเชื่อทุกคนก็คงมีอาการเช่นนี้ คือนึกถึงเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาลอย ๆ จากนั้นก็นึกถึงมันอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่บ้างครั้งก็รีบสลัดมันออกไปเสีย นี่เป็นธรรมดาของมนุษย์
เอาล่ะ ทีนี้มาว่าถึงบ้านโคกก่อง บ้านนี้อยู่ที่ไหน ทำไมจึงต้องบ้านโคกก่อง
บ้านโคกก่องเมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน ตอนเกิดเรื่อง เป็นหมู่บ้านหนึ่งในตำบลสำโรง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันคือตำบลโคก่อง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี
บ้านโคก่องเป็นหมู่บ้านที่เรียกว่าอยู่ในซอกหลืบของพื้นที่ห่างไกลจากเส้น ทางสายหลักที่ใช้สัญจรเข้าสู่เมือง นั่นคือ ถนนสายวารินชำราบ-กันทรลักษณ์ ที่ทอดยาวจากเหนือสู่ใต้ คือเริ่มจากอำเภอวารินทร์ชำราบลงมาทางใต้ไปสู่อำเภอกันทรลักษณ์จังหวัด ศรีสะเกษ ไปตัดกับถนนมิตรภาพหรือโชคชัย-เดชอุดมในเขตอำเภอกันทรลักษณ์ เมื่อ ๔๐ กว่าปีที่แล้วคือทางฝุ่นดินแดง หน้าแล้งรถวิ่งฝุ่นคลุ้ง หน้าฝนรถวิ่งโคลนกระจาย และสิ่งที่มีอยู่คู่ถนนทุกช่วงเวลาก็คือหลุมบ่อหลายขนาด
ทางเข้าหมู่บ้านโคกก่องนั้น มาจากอำเภอวารินชำราบตามถนนสายวารินชำราบ-กันทรลักษณ์ประมาณ ๒๐ กิโลเมตรเห็นจะได้ ผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ นับสิบหมู่บ้าน เมื่อมาถึงชุมทาง “กกสะแบง” ซึ่งเป็นสามแยกที่มีต้นสะแบงใหญ่อยู่ริมถนนด้านขวามือ ส่วนแยกนั้นอยู่ด้านซ้าย [...]

คนบ้านโคกก่อง (๑) อารยธรรมเขียด

“ลมพัดต้อง ใบตองขูหย่าว…”
แปลเป็นภาษากรุงเทพฯได้ว่า ลมพัดผ่านใบไม้ร่วงพรู …ทำนองนี้
ใบไม้จะเริ่มร่วงพรูเมื่อตกถึงปลายหนาวต่อต้นแล้ง ต้นไม้บางชนิดเริ่มผลัดใบ บางต้นเหลือแต่กิ่ง ใบแห้งหล่นร่วงลงดิน นกหน้าเซ่อบางตัวที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลไม่ทัน อาจจะร้องแว้กหน้าตื่นเมื่อเห็นต้นไม้ที่เคยเกาะนอนยามฝน บัดนี้ไม่มีใบเหลือติดต้นสักใบ
ลมหนาวผ่านไป ความร้อนเริ่มรุนแรงขึ้น ฟ้าแจ้งจ่างป่างปานมือยักษ์ทศกัณฑ์กวาดเอาก้อนเมฆไปไว้ที่เมืองลงกาหมด นานๆจึงจะมีเมฆหลงฟ้ามาบังดวงอาทิตย์ให้ความร้อนผ่อนคลาย แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ยังนับว่าดี

คนบ้านโคกก่อง (๒) ลมแล้งและแมงกุดจี่

ปลายเดือนสามต้นเดือนสี่ อากาศร้อนมาเยือนท้องทุ่ง ตอฟางที่ร้างรวงข้าวตั้งแต่เดือนสิบสองต่อเดือนอ้ายเดือนยี่ ถึงบัดนี้ผุเปื่อยไปมาก กลายเป็นเศษฝุ่นเยื่อฟางกลางท้องทุ่ง ส่วนที่ยังไม่เปื่อยก็ล้มราบลงคลุมดิน ยอดหญ้าเลื้อยลอดไปใต้ฟาง แต่ละยอดแต่ละใบอวบงาม สวยเหมือนแตงร่มใบ เจ้าทุยผู้ชาญฉลาดก็พลิกฟางแทะเล็มกินยอดหญ้าอวบๆเหล่านี้อย่างเอร็ดอร่อย กลางแดดร้อนและสายลม
ถ้าหากวันใดอากาศแปรปรวนเหมือนแผ่นดินอาเพศ ลมหมุนจะอุ้มเอาเศษฟางเศษหญ้า ฝุ่นดินฝุ่นทรายจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน บางครั้งฟ้าครึ้มเหมือนฝนจะตก ลมแรงถึงขนาดไม้เล็กลู่ กิ่งไม้หัก นกกาแตกตื่นกันแซวๆ

คนบ้านโคกก่อง(๓) ครกมองกับครกยักษ์

เกิ๊ก กะ เหลิ่ง เกิ๊ก… เสียงครกมองดังแต่เช้า มีคนตำข้าวเอาไว้นึ่งกินแล้ว
โรงสีในบ้านโคกก่องมีอยู่เพียงโรงเดียวที่ท้ายบ้าน เป็นโรงสีเล็กๆแต่สีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารได้ไวกว่าครกมองหลายเท่า ติดขัดอยู่ที่ว่าหากจะใช้บริการต้องเดินไปเรียกเจ้าของในหมู่บ้าน ถ้าไม่อยู่ก็ต้องหาบข้าวเปลือกกลับเรือน
ข้าวสารไม่มีแล้วสิเฮ็ดแบบใด ก็ต้องใช้แรงงานกันล่ะทีนี้ โน่นครกมองอยู่โน่น เอาข้าวเปลือกไปตำให้เป็นข้าวสารเอาสิ

คนบ้านโคกก่อง (๔) กะปอมใหญ่และไข่มดแดง

เสียงผิวปากดังหวอยๆ เจ้ากะปอมหรือกิ้งก่าผงกหัวขึ้น เอียงคอมองไปทางต้นเสียง ว่ากันว่ามันชอบฟังเสียงผิวปาก พลักหน้าหงึกหงักราวกับว่ากำลังดื่มด่ำเสียงเพลงอันสุนทรีย์ที่สุดในโลก ท่าทางเคลิ้มหลับจนแทบตกต้นไม้ นิ่งอยู่อย่างนั้นจนได้ยินเสียงกรอบแกรบจึงสะดุ้งตื่นจากภวังค์
พล่อก!
เสียงดังสั้นๆ เด็ดขาด นักฟังเพลงผู้เผลอเรอก็ร่วงผล็อยจากต้นไม้ลงมาดิ้นกระแด่วอยู่บนดิน ก้อนหินจากหนังสะติ๊กกระทบลำคออย่างแรง กระดูกตรงนั้นแตกหัก ไม่ตายก็คางเหลือง

คนบ้านโคกก่อง (๕) เอาบุญ

“คันเจ้าได้ขี่ช้าง กั้งฮ่มเป็นพญา อย่าสิลืมชาวนา ผู้ขี่ควายคอนกล้า…” คำผญาโบราณว่าไว้อย่างนี้ เพื่อเตือนสติผู้คนไม่ให้ลืมกำพืดลืมตัวลืมตน ซึ่งเหล่าลูกหลานคนบ้านโคกก่องแม้ไม่ได้ท่องจนจำขึ้นใจ ก็ทำได้อย่างสม่ำเสมอมาทุกปี
หมู่บ้านที่เงียบสงบ ชีวิตที่ดำเนินไปเรียบเรื่อยในหน้าแล้ง แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็คึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมา เมื่อถึงเทศกาลงานสำคัญอันมีมาทุกปี นั่นคือผ้าป่าสามัคคี
ผู้ที่จัดผ้าป่ามาก็เป็นลูกหลานบ้านโคกก่อง ที่ไปทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อถึงเวลาต่างร่วมจิตร่วมใจกันตั้งกองผ้าป่า หาทุนรอนมาบำรุงวัดบำรุงบ้านเกิดของตนสม่ำเสมอ คนเฒ่าคนแก่จึงภูมิใจนักหนาว่าลูกหลานบ้านเฮาได้ดิบได้ดีแล้วบ่ลืมชาติกำเนิดของตน สมคำโบราณท่านสอนสั่งเอาไว้

คนบ้านโคกก่อง (๖) คืนมหาสนุก

รถเคลื่อนช้าๆเข้ามาภายในบริเวณวัด ชาวบ้านยืนรอต้อนรับกันสลอน เด็กๆ มุดลอดขาผู้ใหญ่ออกมายืนอยู่ข้างหน้า มองดูรถบัสคันใหญ่เท่าเรือนที่เพิ่งได้เห็นใกล้ๆเป็นบุญตา คนมาจากกรุงเทพฯโผล่หน้าออกมาทางหน้าต่างรถ บ้างก็โบกไม้โบกมือส่งเสียงร้องฮู้ๆทักทายพ่อแม่พี่น้อง ผู้ชายหลายคนกระโดดหยอยลงมาทั้งๆที่รถยังไม่จอด ลงมาได้ก็ยืนยืดแข้งยืดขาไล่ความเมื่อยขบ นั่งๆ นอนๆ หลับๆ ตื่นๆ มาทั้งคืนคงเมื่อยเป็นธรรมดา
เมื่อรถจอดสนิท หมู่คนจากกรุงเทพฯทยอยกันลงจากรถ หอบกระเป๋า ของฝากหลากหลายลงมาด้วย ลูกหลานบ้านโคกก่องต่างยิ้มแย้มแจ่มใส เห็นหน้าพ่อแม่พี่น้องก็หายเหนื่อย คนอยู่เหย้าไปรับกระเป๋าเสื้อผ้าและสิ่งของจากผู้มาเยือน พี่ใคร น้องใคร ลูกใคร หลานใครก็รับเอาไป พากลับบ้านกลับเรือนพักผ่อนเอาแรง คืนนี้จะได้มาร่วมฉลองผ้าป่า ฟังลำฟังแคน สอยดาวเอารางวัลกันให้สนุก

คนบ้านโคกก่อง (๗) กาลบุญ

เสียงประกาศให้ญาติโยมทั้งหลาย นำภัตตาหารมาถวายจังหันพระพร้อมกัน ร่วมกับญาติพี่น้องที่มาจากกรุงเทพฯ ทอดผ้าป่าแด่ภิกษุสงฆ์ เมื่อเสร็จพิธีแล้วทางเมืองกรุงก็จะได้เตรียมตัวเดินทางกลับ
บนศาลาวัดครึกครื้นอบอวลไปด้วยความมีชีวิตชีวา ทั้งภิกษุสามเณรทั้งญาติโยมทั้งหนุ่มสาวเฒ่าชราและเด็กๆต่างมาร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพรียง พ่อกำนันกับผู้อาวุโสของหมู่บ้านนั่งสนทนากับหลวงพ่อมหาและหลวงปู่เจ้าอาวาสอย่างออกรส หัวข้อก็ไม่พ้นเรื่องพัฒนาวัดจัดบูรณะกุฏิศาลาที่ชำรุดทรุดโทรม หมู่คนเฒ่าคนแก่ก็พูดคุยกันเซ็งแซ่ หัวข้อก็เรื่องหมอลำเมื่อคืนนี้ที่ถูกใจนักหนา บางคนว่ากำลังม่วนกำลังสนุกอีนางน้อยมันอยากนอนอ้อนให้กลับเรือน ถ้าไม่กลับมันก็ร้องก็แอ่วอยู่อย่างนั้น รบกวนชาวบ้านชาวเมืองคนอื่นที่กำลังฟังหมอลำอยู่ จำต้องพามันไปนอน ตัวเองก็นอนฟังที่เรือนจนม่อยหลับ เลยไม่รู้ว่าบักตัวโกงมันปล้ำนางเอกสำเร็จไหม

คนบ้านโคกก่อง (๘) นักประดิษฐ์แสงสว่าง

เมื่อตะวันตกดิน ความมืดเข้าครอบคลุมหมู่บ้าน แต่ละเรือนต่างจุดไฟให้แสงสว่างวอมแวม มีทั้งตะเกียงน้ำมันก๊าด ทั้งกะบองขี้ยาง บ้านใดมีงานสำคัญก็จุดตะเกียงเจ้าพายุสว่างไสว ส่องไกลไปทั่วลานบ้าน แจ้งจ่างป่างเหมือนตอนกลางวัน
แต่มีน้อยหรอกที่มีตะเกียงเจ้าพายุเอง ทั้งหมู่บ้านโคกก่องเห็นมีเฉพาะบ้านพ่อกำนันเท่านั้น เว้นแต่ที่วัดมีอยู่เกือบสิบดวง ยามมีงานบุญใครต้องการใช้ก็ไปยืมจากหลวงปู่ เอามาเติมน้ำมันก๊าด ปั๊มลม ซื้อไส้มาใส่เอง กว่าจะจุดได้แต่ละทีก็ทุลักทุเลพอควร

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats