ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณครูที่สอนผมเมื่อ 30 ปีก่อน เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนนาจะหลวย คือคุณครูจันทร เพ็งธรรม ครับ นานมาแล้วคุณครูยังจำผมได้ ที่จริงแล้วคุณครูคงจำลูกศิษย์ทุกคนได้
ผมได้ฟังเสียงคุณครูแล้ว เสียงคุณครูยังเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน ผมรู้สึกว่าขณะที่พูดโทรศัพท์กับคุณครู เหมือนตัวเองเป็นเด็กครั้งกระโน้นครับ คือบอกตรงๆว่ายังคล้ายๆกับว่ากลัวคุณครูอยู่
Written on June 22, 2009 | Posted in
หนังสืองานศพ |
Leave a comment
คนโบราณสร้างพระเครื่องขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เตือนสติให้นึกถึงความดี ความงาม ความจริงแห่งคำสอนของพระบรมศาสดา เมื่อคนนึกถึงแล้วย่อมจะปฏิบัติตามคำสั่งสอน เป็นการสืบทอดพระศาสนาไปโดยปริยาย
Written on November 7, 2008 | Posted in
หนังสืองานศพ |
Leave a comment
ขณะที่เขียนบันทึกนี้เป็นเวลา 01.49 นาฬิกาของคืนวันที่ 30 ตุลาคม 2551 ซึ่งตามเวลาสากลถือว่าล่วงเข้าวันที่ 31 แล้ว หากแต่นับเวลาแบบไทย ที่โหรใช้ในการคำนวณฤกษ์ยามต่างๆ ยังถือว่าเป็นวันที่ 30 ตุลาคมอยู่ ซึ่งตามปฏิทินแห่งฤดูกาลของไทย ปลายเดือนตุลาคมนับว่าเป็นช่วงต้นหน้าหนาวแล้ว
เมื่อตอนเป็นเด็กยังจำได้ว่า ประมาณกลางเดือนตุลาคมลมหนาวล่องมา ท้องฟ้าสะอาดสะอ้านเพราะไม่ค่อยมีเมฆมาบังแดด ลมหนาวแรงทั้งกลางวันกลางคืน อากาศแห้ง ผิวหนังเริ่มตึงและแตก เมื่อหนาวมากๆในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงปลายมกราคม ผิวหนังจะแตกเป็นขุยสีขาว ทั้งแสบทั้งคัน
Written on October 31, 2008 | Posted in
หนังสืองานศพ |
Leave a comment
คำสอนหนึ่งที่หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดจันทาราม หรือวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี บอกแก่ลูกหลานผู้เลื่อมใสศรัทธาก็คือ อย่าติดครูบาอาจารย์
.
หลวงพ่ออธิบายว่า ถ้าติดครูบาอาจารย์ จะทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพระศาสนา ที่สอนให้ทำดีทำชอบ เพราะมัวแต่หลงชื่นชมว่าครูบาอาจารย์ของตนดี แต่ครูบาอาจารย์คนอื่นไม่ดี ต่างคนต่างยึดติดกับครูบาอาจารย์ที่ตนศรัทธา อาจจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นได้
.
Written on October 30, 2008 | Posted in
หนังสืองานศพ |
2 Comments
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสพุทธสุภาษิตไว้บทหนึ่งว่า อัตตนา โจทยัตตานัง แปลความหมายได้ว่า จงเพ่งโทษตนเองให้เป็นปกติ
.
ทำไมต้องเพ่งโทษตนเอง
.
การเพ่งโทษตนเองตามนัยแห่งพุทธสุภาษิตนี้ ครูบาอาจารย์ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้อธิบายว่า เป็นการเตือนสติตนเอง หาความผิดของตนเอง ค้นความไม่ดีของตนเอง พิจารณาหาข้อบกพร่องของตนเอง ไม่ใช่ทำธรรมดา แต่ต้องทำให้มาก เพื่อว่าเมื่อเห็นความไม่ดีไม่งามของตัวเองแล้วจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง
Written on October 29, 2008 | Posted in
หนังสืองานศพ |
Leave a comment
บ้านผมเลี้ยงแมวหลายตัว…
.
เลี้ยงในบ้านอันหมายถึงอยู่ในบ้านร่วมกับคนหนึ่งตัว เป็นแมวตัวแรกที่เลี้ยง อายุ 14 ปีแล้ว เลี้ยงมาตั้งแต่ตัวเล็กๆยังไม่หย่านม
.
มูลเหตุที่เลี้ยงก็คือ เจ้าแมวน้อยถูกทิ้งที่หน้าบ้าน แม่ซึ่งเป็นแมวเถื่อนในซอยมีลูก 2 ตัว ด้วยเหตุใดไม่ทราบจึงทิ้งลูกตัวหนึ่ง ปล่อยให้ร้องอยู่ที่ข้างกำแพงด้านนอกบ้านทั้งคืน ตอนเช้าก่อนไปทำงานผมไปพูดกับลูกแมวว่า ถ้าตอนเย็นกลับมายังอยู่ที่นี่จะเลี้ยงนะ
.
พอตกเย็นปรากฏว่าเมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็น ลูกแมวเข้ามารอที่โคนต้นมะม่วงในบริเวณบ้าน นับตั้งแต่นั้นจึงกลายเป็นแมวบ้าน ไม่ใช่แมวเถื่อนอีกต่อไป
.
Written on October 28, 2008 | Posted in
หนังสืองานศพ |
Leave a comment
เมื่อคืนผมนอนหลับฝัน ฝันเห็นพ่อที่ตายไปแล้วหลายปี ฝันเมื่อตอนใกล้รุ่ง
.
หลังจากพ่อตายไปปีแรกๆผมไม่ค่อยฝันถึงพ่อ แต่สอง-สามปีให้หลังฝันเห็นบ่อยๆ ผมไม่รู้เป็นเพราะอะไรจึงฝันเห็นพ่อ พ่อจะมาให้ผมเห็นในรูปลักษณ์ต่างๆ สภาพความเป็นอยู่ของพ่อในความฝันนั้นสุขสบายดี ไม่มีทุกข์ร้อนใดๆ ทั้งยังเผื่อแผ่ความสุขให้ผมทุกครั้งที่เจอพ่อในความฝัน
.
การพบพ่อในความฝันนั้น ผมต้องเดินทางไปหาพ่อทุกครั้ง สถานที่ที่ผมไปพบพ่อ มีทั้งที่ผมคุ้นเคยคือที่บ้าน ที่ไร่ ที่นา และสถานที่ที่ผมไม่คุ้นเคย ซึ่งเป็นบ้านเรือนที่ใหญ่โต โอ่โถง ปลูกแบบบ้านเก่าที่ผมเคยเห็นตอนเด็กๆ แต่ไม่ใช่หลังที่ผมเกิดและอาศัยในวัยเด็ก เป็นบ้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ในฝันนั้นคือบ้านของพ่อ
Written on October 28, 2008 | Posted in
หนังสืองานศพ |
2 Comments
ในช่วงขวบปีที่สองที่สามของการเป็นประชากรกรุงเทพฯ ในฐานะนักศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมกับผองเพื่อนเริ่มคุ้นเคยกับเมืองใหญ่แห่งนี้ เมืองที่หลายคนต้องใช้ชีวิตตกค้างมาถึงปัจจุบัน รวมทั้งผมด้วยคนหนึ่ง เมื่อย้อนวันเวลาไปครั้งที่เราเป็นคนหน้าใหม่เมื่อเกือบ ๓๐ ปีก่อน กรุงเทพฯยังคงเป็นถิ่นอื่นสำหรับพวกเรา
เด็กหนุ่มบ้านนอกลุ่มหนึ่ง ที่เข้ามาเรียนหนังสือด้วยทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย มีโอกาสออกท่องราตรีอันเต็มไปด้วยแสงสีของกรุงเทพฯ เป็นการท่องราตรีที่ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เราเป็นฝ่ายได้เงิน ช่างเป็นเรื่องที่ดีแท้
Written on July 14, 2008 | Posted in
หนังสืองานศพ |
2 Comments
เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ เป็นเดือนที่มีเรื่องเกิดขึ้นในสังคมไทยหลายเรื่อง แต่ละเรื่องล้วนให้แง่คิดดีๆได้ทั้งสิ้น หากเราตั้งใจคิดสักหน่อย
เรื่องแรก ศาลฎีกาตัดสินให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการพรรคพลังประชาชน พร้อมกับให้ใบเหลืองนางสาวละออง ติยะไพรัช น้องสาวนายยงยุทธ ในความผิดฐานซื้อเสียงในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๓กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ทำให้นายยงยุทธพ้นจาการเป็น สส. ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ๕ ปี และนางสาวละอองต้องลงเลือกตั้งใหม่ เพื่อพิสูจน์ตนเองอีกครั้ง (ถ้าหากยังอยากพิสูจน์) และเหตุการณ์นี้ นำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายเพื่อการยุบพรรคพลังประชาชนต่อไป
Written on July 14, 2008 | Posted in
หนังสืองานศพ |
2 Comments
คนรวยๆมักจะขี้เหนียว ไม่ค่อยแบ่งปันผู้อื่น ในนิทานที่เล่ากันต่อๆมาตั้งแต่โบราณ มีเศรษฐีใจบุญน้อยมาก ดูเหมือนว่า คนที่เป็นเศรษฐีนั้น ต้องขี้เหนียวจึงจะเป็นเศรษฐีได้ คนไม่ขี้เหนียวจะเป็นคนยากจน
โลกในปัจจุบัน คนที่เป็นเศรษฐีมีทรัพย์นับร้อยล้านพันล้านหมื่นล้านแสนล้าน ก็ดูเหมือนขี้เหนียวเช่นเดียวกัน ขี้เหนียวในที่นี้คือขี้เหนียวต่อคนอื่น แต่สำหรับตนเองไม่ขี้เหนียว ใช้เงินทองที่มีอยู่ปรนเปรอความสุขอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเศรษฐีเมืองไทย หาคนใจบุญได้น้อย ทั้งๆที่มีคนรวยขั้นเศรษฐีเป็นอันมาก หลายคนรวยแล้วยังถูกกล่าวหาจากสังคมว่าคดโกงอีก
Written on July 14, 2008 | Posted in
หนังสืองานศพ |
Leave a comment