กราบครูบาอาจารย์ จากนาจะหลวยถึงเดชอุดม

ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณครูที่สอนผมเมื่อ 30 ปีก่อน เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนนาจะหลวย คือคุณครูจันทร เพ็งธรรม ครับ นานมาแล้วคุณครูยังจำผมได้ ที่จริงแล้วคุณครูคงจำลูกศิษย์ทุกคนได้
ผมได้ฟังเสียงคุณครูแล้ว เสียงคุณครูยังเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน ผมรู้สึกว่าขณะที่พูดโทรศัพท์กับคุณครู เหมือนตัวเองเป็นเด็กครั้งกระโน้นครับ คือบอกตรงๆว่ายังคล้ายๆกับว่ากลัวคุณครูอยู่

ห้อยพระเพื่ออะไร

คนโบราณสร้างพระเครื่องขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เตือนสติให้นึกถึงความดี ความงาม ความจริงแห่งคำสอนของพระบรมศาสดา เมื่อคนนึกถึงแล้วย่อมจะปฏิบัติตามคำสั่งสอน เป็นการสืบทอดพระศาสนาไปโดยปริยาย

ความไม่แน่นอน

ขณะที่เขียนบันทึกนี้เป็นเวลา 01.49 นาฬิกาของคืนวันที่ 30 ตุลาคม 2551 ซึ่งตามเวลาสากลถือว่าล่วงเข้าวันที่ 31 แล้ว หากแต่นับเวลาแบบไทย ที่โหรใช้ในการคำนวณฤกษ์ยามต่างๆ ยังถือว่าเป็นวันที่ 30 ตุลาคมอยู่ ซึ่งตามปฏิทินแห่งฤดูกาลของไทย ปลายเดือนตุลาคมนับว่าเป็นช่วงต้นหน้าหนาวแล้ว
เมื่อตอนเป็นเด็กยังจำได้ว่า ประมาณกลางเดือนตุลาคมลมหนาวล่องมา ท้องฟ้าสะอาดสะอ้านเพราะไม่ค่อยมีเมฆมาบังแดด ลมหนาวแรงทั้งกลางวันกลางคืน อากาศแห้ง ผิวหนังเริ่มตึงและแตก เมื่อหนาวมากๆในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงปลายมกราคม ผิวหนังจะแตกเป็นขุยสีขาว ทั้งแสบทั้งคัน

อย่าติดครูบาอาจารย์

คำสอนหนึ่งที่หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดจันทาราม หรือวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี บอกแก่ลูกหลานผู้เลื่อมใสศรัทธาก็คือ อย่าติดครูบาอาจารย์
.
หลวงพ่ออธิบายว่า ถ้าติดครูบาอาจารย์ จะทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพระศาสนา ที่สอนให้ทำดีทำชอบ เพราะมัวแต่หลงชื่นชมว่าครูบาอาจารย์ของตนดี แต่ครูบาอาจารย์คนอื่นไม่ดี ต่างคนต่างยึดติดกับครูบาอาจารย์ที่ตนศรัทธา อาจจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นได้
.

เราไม่กล่าวโทษตนเอง จึงเห็นแต่โทษของผู้อื่น

สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสพุทธสุภาษิตไว้บทหนึ่งว่า อัตตนา โจทยัตตานัง แปลความหมายได้ว่า จงเพ่งโทษตนเองให้เป็นปกติ
.
ทำไมต้องเพ่งโทษตนเอง
.
การเพ่งโทษตนเองตามนัยแห่งพุทธสุภาษิตนี้ ครูบาอาจารย์ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้อธิบายว่า เป็นการเตือนสติตนเอง หาความผิดของตนเอง ค้นความไม่ดีของตนเอง พิจารณาหาข้อบกพร่องของตนเอง ไม่ใช่ทำธรรมดา แต่ต้องทำให้มาก เพื่อว่าเมื่อเห็นความไม่ดีไม่งามของตัวเองแล้วจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง

ก็ทุกข์ทั้งนั้น

บ้านผมเลี้ยงแมวหลายตัว…
.
เลี้ยงในบ้านอันหมายถึงอยู่ในบ้านร่วมกับคนหนึ่งตัว เป็นแมวตัวแรกที่เลี้ยง อายุ 14 ปีแล้ว เลี้ยงมาตั้งแต่ตัวเล็กๆยังไม่หย่านม
.
มูลเหตุที่เลี้ยงก็คือ เจ้าแมวน้อยถูกทิ้งที่หน้าบ้าน แม่ซึ่งเป็นแมวเถื่อนในซอยมีลูก 2 ตัว ด้วยเหตุใดไม่ทราบจึงทิ้งลูกตัวหนึ่ง ปล่อยให้ร้องอยู่ที่ข้างกำแพงด้านนอกบ้านทั้งคืน ตอนเช้าก่อนไปทำงานผมไปพูดกับลูกแมวว่า ถ้าตอนเย็นกลับมายังอยู่ที่นี่จะเลี้ยงนะ
.
พอตกเย็นปรากฏว่าเมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็น ลูกแมวเข้ามารอที่โคนต้นมะม่วงในบริเวณบ้าน นับตั้งแต่นั้นจึงกลายเป็นแมวบ้าน ไม่ใช่แมวเถื่อนอีกต่อไป
.

ฝันถึงพ่อเมื่อค่อนรุ่ง

เมื่อคืนผมนอนหลับฝัน ฝันเห็นพ่อที่ตายไปแล้วหลายปี ฝันเมื่อตอนใกล้รุ่ง
.
หลังจากพ่อตายไปปีแรกๆผมไม่ค่อยฝันถึงพ่อ แต่สอง-สามปีให้หลังฝันเห็นบ่อยๆ ผมไม่รู้เป็นเพราะอะไรจึงฝันเห็นพ่อ พ่อจะมาให้ผมเห็นในรูปลักษณ์ต่างๆ สภาพความเป็นอยู่ของพ่อในความฝันนั้นสุขสบายดี ไม่มีทุกข์ร้อนใดๆ ทั้งยังเผื่อแผ่ความสุขให้ผมทุกครั้งที่เจอพ่อในความฝัน
.
การพบพ่อในความฝันนั้น ผมต้องเดินทางไปหาพ่อทุกครั้ง สถานที่ที่ผมไปพบพ่อ มีทั้งที่ผมคุ้นเคยคือที่บ้าน ที่ไร่ ที่นา และสถานที่ที่ผมไม่คุ้นเคย ซึ่งเป็นบ้านเรือนที่ใหญ่โต โอ่โถง ปลูกแบบบ้านเก่าที่ผมเคยเห็นตอนเด็กๆ แต่ไม่ใช่หลังที่ผมเกิดและอาศัยในวัยเด็ก เป็นบ้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ในฝันนั้นคือบ้านของพ่อ

ค่าของชีวิต

ในช่วงขวบปีที่สองที่สามของการเป็นประชากรกรุงเทพฯ ในฐานะนักศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมกับผองเพื่อนเริ่มคุ้นเคยกับเมืองใหญ่แห่งนี้ เมืองที่หลายคนต้องใช้ชีวิตตกค้างมาถึงปัจจุบัน รวมทั้งผมด้วยคนหนึ่ง เมื่อย้อนวันเวลาไปครั้งที่เราเป็นคนหน้าใหม่เมื่อเกือบ ๓๐ ปีก่อน กรุงเทพฯยังคงเป็นถิ่นอื่นสำหรับพวกเรา
เด็กหนุ่มบ้านนอกลุ่มหนึ่ง ที่เข้ามาเรียนหนังสือด้วยทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย มีโอกาสออกท่องราตรีอันเต็มไปด้วยแสงสีของกรุงเทพฯ เป็นการท่องราตรีที่ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เราเป็นฝ่ายได้เงิน ช่างเป็นเรื่องที่ดีแท้

นาจะหลวย

ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ ผมเรียนจบ ป. ๗ จากโรงเรียนกันทรลักษณ์ ที่ใช้ชีวิตเป็นลูกศิษย์วัด พร้อมเรียนหนังสือไปด้วย ๓ ปี ที่วัดศิริวราวาส พี่ชายคนโตที่บวชพระซึ่งพาผมไปอยู่ด้วยนั้น ย้ายอยู่ที่กรุงเทพฯตอนผมเรียนอยู่ชั้น ป.๖ ผมจึงอยู่วัดโดยไม่มีพี่ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ อยู่วัดมีความสุขตามประสาศิษย์วัดนั่นเอง
เมื่อมาอยู่ที่อำเภอนาจะหลวย ได้อยู่กับพ่อกับพี่ชายที่มาทำไร่อยู่ที่นี่หลายปีแล้ว แม่ยังอยู่ที่บ้านเกิดคือบ้านโคกก่องกับลูกสาวคนเล็กสองคน นานๆพ่อจะกลับไปสักทีหนึ่ง ได้มาอยู่กับพ่อแล้วทำให้รู้สึกดีขึ้นกว่าเป็นลูกศิษย์วัด แต่ผมยังคิดถึงแม่อยู่เหมือนเดิม คิดถึงน้องสาวด้วย

เดชอุดม

เดชอุดมคืออำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่ตรงจุดสิ้นสุดของถนนมิตรภาพที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนค่าก่อสร้างให้แก่ประเทศไทย ตามนโยบายแผ่ขยายอิทธิพลของอเมริกาในสมัยเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีก่อน อันที่จริงแล้ว คงสร้างเพื่อเป็นถนนยุทธศาสตร์ ใช้ลำเลียงอาวุธไปทำสงครามในอินโดจีน คือเวียดนาม ลาว กัมพูชา
ถนนมิตรภาพรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ ถนนโชคชัย-เดชอุดม โดยเริ่มต้นที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา สิ้นสุดที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ลัดเลาะเลียบแนวชายแดนไทย-กัมพูชามาเรื่อย กลายเป็นถนนสายหลักที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาตั้งแต่สมัยโน้นจนสมัยนี้

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats