ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ ผมเรียนจบ ป. ๗ จากโรงเรียนกันทรลักษณ์ ที่ใช้ชีวิตเป็นลูกศิษย์วัด พร้อมเรียนหนังสือไปด้วย ๓ ปี ที่วัดศิริวราวาส พี่ชายคนโตที่บวชพระซึ่งพาผมไปอยู่ด้วยนั้น ย้ายอยู่ที่กรุงเทพฯตอนผมเรียนอยู่ชั้น ป.๖ ผมจึงอยู่วัดโดยไม่มีพี่ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ อยู่วัดมีความสุขตามประสาศิษย์วัดนั่นเอง
เมื่อมาอยู่ที่อำเภอนาจะหลวย ได้อยู่กับพ่อกับพี่ชายที่มาทำไร่อยู่ที่นี่หลายปีแล้ว แม่ยังอยู่ที่บ้านเกิดคือบ้านโคกก่องกับลูกสาวคนเล็กสองคน นานๆพ่อจะกลับไปสักทีหนึ่ง ได้มาอยู่กับพ่อแล้วทำให้รู้สึกดีขึ้นกว่าเป็นลูกศิษย์วัด แต่ผมยังคิดถึงแม่อยู่เหมือนเดิม คิดถึงน้องสาวด้วย
Written on July 14, 2008 | Posted in
ชีวิตชีวา |
21 Comments
เดชอุดมคืออำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่ตรงจุดสิ้นสุดของถนนมิตรภาพที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนค่าก่อสร้างให้แก่ประเทศไทย ตามนโยบายแผ่ขยายอิทธิพลของอเมริกาในสมัยเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีก่อน อันที่จริงแล้ว คงสร้างเพื่อเป็นถนนยุทธศาสตร์ ใช้ลำเลียงอาวุธไปทำสงครามในอินโดจีน คือเวียดนาม ลาว กัมพูชา
ถนนมิตรภาพรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ ถนนโชคชัย-เดชอุดม โดยเริ่มต้นที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา สิ้นสุดที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ลัดเลาะเลียบแนวชายแดนไทย-กัมพูชามาเรื่อย กลายเป็นถนนสายหลักที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาตั้งแต่สมัยโน้นจนสมัยนี้
Written on July 14, 2008 | Posted in
ชีวิตชีวา |
Leave a comment
คงจำกันได้ ผมเขียนถึงพ่อว่า พ่อของผมเป็นผู้ชายที่ไม่ธรรมดา แม่พ่อของผมเป็นชาวไร่ชาวนาที่ไม่ร่ำรวย ไม่มีผลผลิตส่วนเกินล้นเหลือ ไม่มีอำนาจใดๆ ตอนเสียชีวิตนั้น เป็นเพียงชายชราธรรมดาๆคนหนึ่ง
แต่…พ่อผมไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา ถ้าจำไม่ได้ ก็โปรดกลับไปอ่านเรื่อง “พ่อของผม ผู้ชายไม่ธรรมดา” อีกครั้งหนึ่งนะครับ
ในเมื่อพ่อของผมเป็นผู้ชายที่ไม่ธรรมดา แม่ของผมก็ย่อมเป็นผู้หญิงที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน!
Written on July 14, 2008 | Posted in
ชีวิตชีวา |
Leave a comment
กันทรลักษณ์เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ อยู่ชายแดนด้านทิศใต้ติดประเทศกัมพูชา เป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหารที่ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ อันเป็นมรดกโลกเจ้าปัญหา เพราะมีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ซึงขณะที่เขียนบันทึกนี้ (๑๒ กรกฎคม ๒๕๕๑) ปัญหาก็ยังไม่ยุติ แม้คณะกรรมการมรดกโลกจะประกาศให้ปราสาทพระวิหารเฉาพะตัวปราสาทเป็นมรดกโลก ทั้งๆที่เข้าเงื่อนไขเพียงข้อเดียว
Written on July 14, 2008 | Posted in
ชีวิตชีวา |
Leave a comment
เพื่อนต่างพันธุ์ที่มีมากที่สุดของคนก็น่าจะเป็นหมา รองลงมาก็น่าจะเป็นแมว ต่อมาก็คงเป็นวัวควาย และอีกมากมายจิปาถะ สัตว์ทั้งหลายเล่านี้เป็นสัตว์ที่คนเลี้ยงไว้ใช้งานอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง เช่น เลี้ยงหมาไว้เห่าคนแปลกหน้า ไล่งับขโมย เลี้ยงแมวไว้จับหนู แต่ตอนนี้คนในเมองเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน ส่วนวัวควายก็เลี้ยงไว้ใช้งาน
…
แม้ตอนนี้ผมจะรักและเลี้ยงเจ้าเหมียว แต่ก็ไม่เคยรังเกียจหมา ตอนเป็นเด็กก็เป็นเพื่อนกับทั้งวัวควายและหมา สนิทกันทั้งหมด เพราะพาเพื่อนควายไปเลี้ยงที่ไหน เพื่อนหมาก็ตามไปด้วย ชนิดที่ไปไหนไปกัน เลือดอุบลฯก็เข้มข้นไม่น้อยกว่าเลือดสุพรรณ ทั้งคน หมา และควาย
Written on July 14, 2008 | Posted in
ชีวิตชีวา |
Leave a comment
พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นสัพพัญญู รู้แจ้งเจนจบทุกอย่าง ได้ทรงตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายในจักรวาลนี้ ล้วนแต่เวียนว่ายตายเกิดมานับชาติไม่ถ้วน จักรวาลก็เกิดและดับมานับไม่ถ้วนเช่นกัน ดังนั้น สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ ล้วนแต่เป็นญาติมิตร พ่อแม่ พี่น้องกัน กันนับหมื่นนับแสนชาติในอนันตกาลที่ผ่าน
ทั้งหลายที่ทรงกล่าวถึง ย่อมหมายรวมเอาสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม ล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายกันทั้งสิ้น หมุนเวียนเปลี่ยนกันเกิดดับตามกรรมของตน ไม่มีใครที่ไม่เคยขึ้นสวรรค์ ไม่มีใครที่ไม่เคยลงนรก ไม่มีใครที่ไม่เคยเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายผู้พ้นกิเลสแล้ว ก็ล้วนแต่เคยเกิดเป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม มาแล้วทั้งสิ้น
นี่เป็นวัฏจักรที่ไม่มีสิ้นสุด เวียนหมุนไปรอบแล้วรอบเล่า เราทั้งหลายจึงมีโอกาสอย่างแน่นอนที่จะพบกันมาก่อนนะครับ คนที่เป็นศัตรูกันในชาตินี้ ย่อมเคยเป็นพ่อแม่ พี่น้อง กันมาแล้วในหลายๆชาติ คนที่เป็นพ่อลูกกันก็อาจเคยเป็นศัตรูกันมาแล้วในหมื่นแสนล้านชาติที่ผ่านมา
Written on July 14, 2008 | Posted in
ชีวิตชีวา |
4 Comments
เมื่อตอนเรียนมัธยมต้น ผมไปอยู่กับพ่อที่บ้านปัจจุบันคืออำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนแม่อยู่ที่บ้านเกิดคือบ้านโคกก่อง อำเภอวารินชำราบ (ปัจจุบันอำเภอสำโรง) ห่างกันประมาณ 100 กิโลเมตรเศษ
ตอนนั้น พ่อไปทำไร่และเตรียมที่ทางเพื่อจะอพยพครอบครัวไปอยู่ที่นาจะหลวย ที่บ้านก็มีแม่กับลูกสาวคนเล็กคือน้องสาวของผม ตอนนั้นยังเรียนชั้นประถม อยู่กันสองคน พี่ชายคนโตของผมก็อยู่กรุงเทพฯ อีกสองคนก็อยู่ที่นาจะหลวยบ้าง ไปอยู่กรุงเทพฯบ้าง นานๆจะไปอยู่บ้านกับแม่และน้อง
ผมอยู่กับพ่อสองคนเป็นส่วนมาก เสาร์อาทิตย์ผมได้ไปช่วยพ่อทำไร่ ส่วนวันปกติก็ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนมัธยมของอำเภอ ที่มีอาคารเรียนชั่วคราวหลังเดียว พวกผมเป็นรุ่นบุกเบิก ถางป่าปลูกอาคารเรียน นับว่าเป็นช่วงชีวิตที่มีคุณค่าให้ระลึกถึง
นาจะหลวยสมัยโน้นกันดารครับ เป็นพื้นที่สีแดงที่มีกองทัพป่ารบกับกองทัพบ้าน ผมคิดถึงบ้านโคกก่องและคิดถึงแม่กับน้องมาก อยากให้มาอยู่ด้วยกันไวๆ
Written on July 7, 2008 | Posted in
ชีวิตชีวา |
Leave a comment
ผมมาอยู่กรุงเทพฯช่วงแรกๆรู้สึกทรมานเรื่องข้าวปลาอาหาร เพราะว่าเคยกินข้าวเหนียวมาทั้งชีวิต แต่พอมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ต้องกินข้าวจ้าว ทำให้ทรมานมาก
ทรมานก็เพราะว่าหิวครับ กินข้าวเหนียวอยู่ท้องนาน แต่กินข้าวจ้าวไม่อยู่ท้อง
ตอนเช้าเรียนวิชาแรก แปดโมงครึ่ง ก่อนเข้าห้องเรียนต้องกินข้าว ร้านข้าวที่พวกผมกินกันประจำก้คือ ร้านป้าน้อย ใต้ถุนคณะเศรษฐศาสตร์ (ธรรมศาสตร์) ป้าน้อยทำกับข้าวอร่อย ทั้งยังให้มาก ยิ่งรู้ว่าพวกเรามาจากบ้านนอก ดูเหมือนป้าน้อยจะเอ็นดูเป็นพิเศษ คือให้มากกว่าปกติ คงรู้ว่าพวกเรากินจุ
ถึงแม้ป้าน้อยจะให้มาก แต่ก็ไม่พอ เพียงแค่เรียนไปประมาณชั่วโมงกว่าๆก็หิวอีกแล้ว ข้าวจ้าวย่อยหมดไวจริงๆ พอเรียนเสร็จช่วงเช้าตอนเที่ยงครึ่งก็หิวแทบตาลายครับ
อยู่หลายเดือนร่างกายจึงค่อยๆปรับได้ ต่อมาก็ไม่หิวแล้ว ร่างกายของคนเรานี้เป็นเรื่องมัศจรรย์เหลือเกิน เข้าใจว่าเราเป็นคนบ้านนอกต้องรีบปรับตัว ร่างกายก็รีบปรับตัวให้เรา เราบอกว่าสตางค์มีน้อยอย่าหิวบ่อย ก็ให้รู้สึกว่าไม่ค่อยหิวเท่าไร
เรื่องกินข้าวจ้าวก็หมดปัญหาไป แต่ปัญหาเกิดขึ้นตอนกลับบ้านไปกินข้าวเหนียวนี่สิครับ
Written on July 6, 2008 | Posted in
ชีวิตชีวา |
Leave a comment