<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศล อนุสิม กับหนังสือ &#187; ตัวละครในหนังสือ</title>
	<atom:link href="http://kosolanusim.org/category/men-in-book/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosolanusim.org</link>
	<description>รวมงานเขียนและเรื่องราวนักเขียนกับหนังสือ</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 Sep 2010 07:21:36 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>แค้นของนนทุกข์ผู้ถูกเทวดาเลวๆหยามเหยียด ปฐมบทของสงครามมนุษย์รบยักษ์</title>
		<link>http://kosolanusim.org/story-of-noondhukha-in-ramayana-epic</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/story-of-noondhukha-in-ramayana-epic#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 May 2010 14:25:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ตัวละครในหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[นนทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ยักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[รามเกียรติ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=842</guid>
		<description><![CDATA[รามเกียรติ์ (Ramayana) เป็นมหากาพย์ (Epic) ที่กล่าวถึง เกียรติยศของพระราม  นับเป็นวรรณกรรมภาษาสันสกฤตที่ เก่าแก่แต่โบราณของอินเดีย รจนาโดยฤาษีวาลมิกิ นักปราชญ์ทั้งหลายท่านว่า โลกตะวันตกมีมหากาพย์เรื่อง อีเลียด และโอเดสซี ของกวีใหญ่โฮเมอร์ โลกตะวันออกก็มี รามเกียรติ ของ ท่านฤาษีวาลมิกิ และมหา ภารตะ ของท่านฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส นับว่าเป็นสมบัติทางวรรณคดีที่บรรจุเรื่องราวอันมากมาย เอาไว้ ทั้งศิลปวิทยาการ ความคิด ความเชื่อทางศาสนา สังคม วัฒนธรรม  การเมือง การปกครอง พิชัยยุทธ เทคโนโลยี  สรุปว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์มีอยู่ในมหากาพย์ดังกล่าวพร้อมสรรพ

กล่าวเฉพาะ เรื่องรามเกียรติ์ที่คนไทยเราคุ้นเคยที่สุด ซึ่งเราเข้าใจ  (หรือถูกทำให้เขาใจ) ตรงกันว่า เป็นสงครามระหว่างฝ่ายธรรมะ   (คือพระราม) กับฝ่ายอธรรม (คือทศกัณฐ์)  อัน มีสาเหตุมาจากฝ่ายธรรมะถูกย่ำยีก่อน  ดังนั้นจึงต้อง ทำสงครามตอบโต้โค่นล้มอธรรมฟื้นฟูธรรมะ (เอ๊ะ  ฟังคุ้นๆคล้ายๆกับสถานการณ์การเมืองไทยขณะนี้ไหม)  โดย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รามเกียรติ์</strong> (Ramayana) เป็นมหากาพย์ (Epic) ที่กล่าวถึง เกียรติยศของพระราม  นับเป็นวรรณกรรมภาษาสันสกฤตที่ เก่าแก่แต่โบราณของอินเดีย รจนาโดย<strong>ฤาษีวาลมิกิ</strong> นักปราชญ์ทั้งหลายท่านว่า โลกตะวันตกมีมหากาพย์เรื่อง<strong> อีเลียด</strong> และ<strong>โอเดสซี</strong> ของกวีใหญ่<strong>โฮเมอร์</strong> โลกตะวันออกก็มี รามเกียรติ ของ ท่านฤาษีวาลมิกิ และ<strong>มหา ภารตะ</strong> ของท่าน<strong>ฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส</strong> นับว่าเป็นสมบัติทางวรรณคดีที่บรรจุเรื่องราวอันมากมาย เอาไว้ ทั้งศิลปวิทยาการ ความคิด ความเชื่อทางศาสนา สังคม วัฒนธรรม  การเมือง การปกครอง พิชัยยุทธ เทคโนโลยี  สรุปว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์มีอยู่ในมหากาพย์ดังกล่าวพร้อมสรรพ</p>
<p><span id="more-842"></span></p>
<p>กล่าวเฉพาะ เรื่องรามเกียรติ์ที่คนไทยเราคุ้นเคยที่สุด ซึ่งเราเข้าใจ  (หรือถูกทำให้เขาใจ) ตรงกันว่า เป็นสงครามระหว่างฝ่ายธรรมะ   (คือพระราม) กับฝ่ายอธรรม (คือทศกัณฐ์)  อัน มีสาเหตุมาจากฝ่ายธรรมะถูกย่ำยีก่อน  ดังนั้นจึงต้อง ทำสงครามตอบโต้โค่นล้มอธรรมฟื้นฟูธรรมะ (เอ๊ะ  ฟังคุ้นๆคล้ายๆกับสถานการณ์การเมืองไทยขณะนี้ไหม)  โดย ทศกัณฑ์ไปลักนางสีดา  มเหสีของพระรามมาไว้ที่เมืองของตนหวังจะให้เป็นเมียอีกคน  (คล้าย เจ้าชายปารีสไปแอบเป็นชู้กับเจ้าหญิงเฮเลน  มเหสีของกัตริย์อะกาเมมอนแล้วพากลับกรุงทรอยในมหากาพย์อีเลียด  กลายเป็นศึกชิงนาง  ที่แอบแฝงการเมืองเพื่อขยายอำนาจยึดครองกรุงทรอยของฝ่ายเสียเมีย)  ดังนั้น พระรามจึงต้องเปิดศึกเพื่อปราบอสูร  โดยมีเหล่าเทพต่างถือหางแต่ละฝ่าย  จบลงด้วยความตายของอธรรมตามระเบียบ</p>
<p>นั่นคือสิ่งที่ เราได้รับรู้  และสมน้ำหน้าฝ่ายทศกัณฑ์อยู่ไม่น้อย  จนถึงขนาดยกย่องยักษ์ที่ชื่อ<strong>พิเภก</strong> ผู้ทรยศต่อเผ่าพันธุ์ของตน (คือขายชาตินั่นแหละ) ว่าเป็นวีรบุรุษ  เหมือนยกย่อง<strong>เล่าปี่</strong>จอมตอแหลและชอบหักหลังคนว่าเป็นพระเอก  โดยมี<strong>ขงเบ้ง</strong>จอมเจ้าเล่ห์คอยยุยง  ข้อ ดีของเล่าปี่ก็คือ มีคนดีๆอย่าง <strong>กวนอู เตียวหุย </strong> <strong>จู ล่ง</strong> คอยทำงานให้จึงนับว่ามีวาสนาอุ้มชูให้เป็นใหญ่ได้ชั่วเวลาหนึ่ง</p>
<p>แต่เราไม่สนใจ  หรือถูกทำไม่ให้สนใจเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์  ว่าทำไมทศกัณฑ์จึงต้องจองเวรกับฝ่ายพระราม  นั่นคือ บ่อเกิดของรามเกียรติ์  อันเนื่องมาแต่ยักษ์ตนหนึ่ง ที่ชื่อ<strong>นนทุกข์</strong>นั่นเอง</p>
<p>เรื่องมีอยู่ว่า  ยักษ์ชื่อนนทุกข์ คอยรับใช้ท่านมหาเทพองค์ที่ชื่อ<strong>อิศวร</strong> ณ  เทวราชวังที่เขาไกรลาส  นนทุกข์น่าจะเป็นยักษ์หน้าตา ดี ผมดกปรกไหล่  ดำสวยด้วยบุญที่ทำมาไม่ใช่โลชั่นบำรุงเส้นผมที่โฆษณาในโทรทัศน์  หน้าที่ของนนทุกข์คือคอยล้างเท้าให้เทวดาที่มาเฝ้าพระ อิศวร</p>
<p>เรื่องวุ่นวายก็ คงไม่เกิดถ้าไม่มีเทวดาเลวๆคอยกลั่นแกล้งนนทุกข์ นั่นคือ คอยลูบหัว  ลูบหน้าเล่นเหมือนเห็นเป็นตุ๊กตาหน้าประตู  ที่หนัก เข้าก็คือถอนเส้นผมของนนทุกข์เล่น  นนทุกข์ก็อดทน เรื่อยมา ด้วยสำนึกว่าเป็นผู้รับใช้ท่านมหาเทพ  ทำงานให้ท่านด้วยความซื่อสัตย์  เทวดาเลวๆเล่านั้น เห็นนทุกข์นิ่งเงียบก็ยิ่งได้ใจ ถอนเส้นผมนนทุกข์กันใหญ่  ถอนไปถอนมาจากที่เป็นยักษ์รูปหล่อ ผมดกปรกไหล่   ต้องกลายเป็นยักษ์หัวล้านในที่สุด  ในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ท่านเขียนถึงเทวดาทำร้ายนนทุกข์ไว้ว่า <strong>“&#8230;.ตบหัวแล้วลูบหน้า บ้างให้ตักน้ำล้างบาทา  บ้างถอนเส้นเกศาวุ่นไป จนผมโกร๋นโล้นเกลี้ยงถึงเพียงหู  ดูเงาในน้ำแล้วร้องไห้ ฮึดฮัดขัดแค้นแน่นใจ ตาแดงคั่งแสงไฟฟ้า  เป็นชายดูดู๋มาหมิ่นชายมิตายจะได้มาเป็นหน้าคิดแล้วก็รีบเดินมาเฝ้าพระอิศรา ธิบดี ฯ”</strong></p>
<p>ลูกผู้ชายฆ่าได้ หยามไม่ได้ นนทุกข์อาจคิดประมาณนี้  สิ่งที่ลูก ผู้ชายแหนหวงรองลงมาจากไอ้หนูของตนก็คือเส้นผม  นนทุกข์ ถูกถอนจนหัวล้านจึงมีความแค้นเป็นอันมาก  จึงไปขอพรจากพระอิศวรให้มีนิ้วเพชรชี้ใครก็ตาย  เมื่อ ได้พรสมปรารถนาแล้วก็จัดการกับพวกที่ชอบแกล้งตัวเองจนเทวดาเดือดร้อนไปทั่ว แหละครับ (กรรมมาถึงตัว)  ต้องให้พระอินทร์ไปฟ้องพระ อิศวร พระอิศวรมอบหน้าที่ให้พระนารายณ์มาปราบ  พระนารายณ์แปลงเป็นนางฟ้ามายั่วนนทุกข์  ให้นนทุกข์ รำตามแล้วใช้ท่าไม้ตายคือชี้นิ้วชี้เข้าหาตัวเอง  นนทุกข์เสียทีทำตามเลยโดนนิ้วชี้ตัวเองตายแหง๋แก๋</p>
<p>ก่อนตายก็รู้ว่า นางฟ้าคือพระนารายณ์แปลงกายมา นนทุกข์ด่าพระนารายณ์ว่าขี้ขลาด หน้าตัวเมีย  ไม่กล้าสู้กันซึ่งๆหน้า จึงเกิดท้าทายกันขึ้น  พระนารายณ์ว่าให้นนทุกข์ไปเกิดเป็นยักษ์มีสิบแขนยี่สิบมือ  ตนจะไปเกิดเป็นคนธรรมดาสองมือนี่แหละ จะไปปราบให้ดู</p>
<p>นี่แหละครับ เบื้องหลังของอสูรร้ายอย่างทศกัณฑ์  ที่ถูกบุคคลที่ ขึ้นชื่อว่าเทวดากลั่นแกล้งก่อน  จึงต้องลุกขึ้นมา พิทักษ์สิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ของตน  แต่กลายเป็นว่าสร้างความเดือดร้อนให้เทวดาไป เลยต้องกลายเป็นอาชญากร  แม้จะมีการท้าทายข้ามภพข้ามชาติ ท้าให้มาเกิดใหม่  แต่เมื่อตั้งธงไว้ก่อนแล้วว่าเทวดาเป็นฝ่ายชนะ ก็ต้องชนะอยู่ดี</p>
<p><strong>ปฐมบท ของสงครามมนุษย์รบยักษ์ในรามเกียรติก็เป็นดังนี้แล</strong></p>
<p>ถ้าวิเคราะห์ จริง ๆ แล้ว  เอาฝีมือล้วนๆ ไม่มีเทวดาช่วย  พระรามสิบคนก็สู้ทศกัณฑ์ไม่ได้  เหมือนใครบางคนตอน นี้หรือเปล่าครับ เมื่อเป็นเทวดาแล้วเหยียบหัวเขาเล่น  พอเขาเอาคืนบ้างก็เผ่นแน่บไปลิบลับ  ต่างจากเทวดาในเรื่องรามเกียรติ์ที่ไม่มีพระอิศวรกับพระนารายณ์คอยช่วย  เพราะดันไปคิดกบฏต่อมหาเทพทั้งสองเข้า ได้แต่ให้ลิ่วล้อออกหน้าเห่าหอนแทน  ตอนนี้ คงเป็นตอนที่นนทุกข์กำลังลงโทษ (อดีต)เทวดา  ที่ไม่มีมหาเทพคุ้มหัว</p>
<p>ล่าสุดมีหมายจับ กลายเป็นผู้ก่อการร้ายไปแล้ว!</p>
<p><strong>โอย จบดีกว่า ประเดี๋ยวถูกฟ้อง!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/story-of-noondhukha-in-ramayana-epic/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จักนางทองประสี คนขี้เหนียวมีนมยานไว้ฟัดกบาลเด็ก</title>
		<link>http://kosolanusim.org/nangthongprasri</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/nangthongprasri#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Jun 2009 21:36:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ตัวละครในหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ขุนช้างขุนแผน]]></category>
		<category><![CDATA[นางทองประศรี]]></category>
		<category><![CDATA[พลายงาม]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณคดีไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosolanusim.org/?p=635</guid>
		<description><![CDATA[“ขุนช้างขุนแผน” เป็นวรรณคดีเรื่องชนชั้นล่าง โดยกล่าวถึงบรรดาคนธรรมดาสามัญทั้งหลาย ทั้งระดับชาวบ้านธรรมดาและชาวบ้านที่มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจดีกว่าคนอื่น  แต่ไม่ว่าชาวบ้านในขุนช้างขุนแผนจะมีสถานะทางสังคมเช่นไร  ก็มาจากสามัญชนทั้งสิ้น กล่าวได้ว่า ขุนช้างขุนแผน เป็นวรรณคดีไทยไม่กี่เรื่องที่มีตัวเอกเป็นเหล่าสามัญชน

ขุนช้างขุนแผน  เป็นเรื่องพื้นบ้านแถบถิ่นเมืองสุพรรณ ที่เชื่อกันว่าเป็นเรื่องสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ฉบับที่เราได้อ่านได้เรียนกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนั้น เป็นฉบับที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดให้กวีหลายคนแต่งขึ้น  ดังนั้นการระดมกันมาแต่งหนังสือในครั้งนั้น ผมคิดว่านอกจากจะเป็นการชำระเรียบเรียงเรื่องขุนช้างขุนแผนแล้ว ยังเป็นการประชันฝีมือของบรรดากวีใหญ่ทั้งหลายแห่งราชสำนักด้วย  หนึ่งในนั้นก็คือ สุนทรภู่ (อภิมหา)ครูกวี ที่แต่งตอนกำเนิดพลายงาม ซึ่งผมจะได้ยกมาเล่าในคราวนี้นั่นเอง
แม้ขุนช้างขุนแผนที่เราได้อ่านได้เรียนกันนั้น  เป็นเหตุการณ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  แต่แต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ดังนั้น บรรยากาศและข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง ย่อมสะท้อนเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมทางสังคมในยุคสมัยที่แต่งขึ้น   ดังนั้น หากจะวิเคราะห์เอาความจริงจากวรรณคดีเรื่องนี้ ก็น่าจะได้รับรู้เรื่องราวในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ได้ด้วย
นักปราชญ์ใหญ่อย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช ก็ได้บอกไว้ในหนังสือ “ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่” ว่าวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน  ได้บอกให้เรารู้เกี่ยวกับ “อดีตตอนหนึ่งของคนไทยในรายละเอียดถี่ถ้วนเป็นอย่างยิ่ง เป็นรายละเอียดในชีวิตประจำวัน รายละเอียดในกิจการงานตลอดจนอาชีพ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>“ขุนช้างขุนแผน”</strong> เป็นวรรณคดีเรื่องชนชั้นล่าง โดยกล่าวถึงบรรดาคนธรรมดาสามัญทั้งหลาย ทั้งระดับชาวบ้านธรรมดาและชาวบ้านที่มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจดีกว่าคนอื่น  แต่ไม่ว่าชาวบ้านในขุนช้างขุนแผนจะมีสถานะทางสังคมเช่นไร  ก็มาจากสามัญชนทั้งสิ้น กล่าวได้ว่า ขุนช้างขุนแผน เป็นวรรณคดีไทยไม่กี่เรื่องที่มีตัวเอกเป็นเหล่าสามัญชน<br />
<span id="more-635"></span><br />
<strong>ขุนช้างขุนแผน </strong> เป็นเรื่องพื้นบ้านแถบถิ่นเมืองสุพรรณ ที่เชื่อกันว่าเป็นเรื่องสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ฉบับที่เราได้อ่านได้เรียนกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนั้น เป็นฉบับที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดให้กวีหลายคนแต่งขึ้น  ดังนั้นการระดมกันมาแต่งหนังสือในครั้งนั้น ผมคิดว่านอกจากจะเป็นการชำระเรียบเรียงเรื่องขุนช้างขุนแผนแล้ว ยังเป็นการประชันฝีมือของบรรดากวีใหญ่ทั้งหลายแห่งราชสำนักด้วย  หนึ่งในนั้นก็คือ <strong>สุนทรภู่ </strong>(อภิมหา)ครูกวี ที่แต่งตอนกำเนิดพลายงาม ซึ่งผมจะได้ยกมาเล่าในคราวนี้นั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">แม้ขุนช้างขุนแผนที่เราได้อ่านได้เรียนกันนั้น  เป็นเหตุการณ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  แต่แต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ดังนั้น บรรยากาศและข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง ย่อมสะท้อนเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมทางสังคมในยุคสมัยที่แต่งขึ้น   ดังนั้น หากจะวิเคราะห์เอาความจริงจากวรรณคดีเรื่องนี้ ก็น่าจะได้รับรู้เรื่องราวในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ได้ด้วย<br />
นักปราชญ์ใหญ่อย่าง <strong>ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช</strong> ก็ได้บอกไว้ในหนังสือ <strong>“ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่”</strong> ว่าวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน  ได้บอกให้เรารู้เกี่ยวกับ <strong>“อดีตตอนหนึ่งของคนไทยในรายละเอียดถี่ถ้วนเป็นอย่างยิ่ง เป็นรายละเอียดในชีวิตประจำวัน รายละเอียดในกิจการงานตลอดจนอาชีพ ความเชื่อถือ และประเพณีทั้งปวงของคนไทยในสมัยตอนปลายกรุงศรีอยุธยามาจนถึงตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์” </strong></p>
<p style="text-align: justify;">ท่านว่าของท่านอย่างนั้น แต่จะจริงหรืออย่างไรก็ปล่อยให้นักวิชาการท่านวิจัยศึกษากันไป ในที่นี้จะขอกล่าวถึงนางทองประศรี  เศรษฐีนีแห่งเมืองกาญจนบุรี  เมียขุนไกรที่ถูกประหารชีวิตเพราะต้องราชทัณฑ์   นางทองประศรีกับขุนไกรมีลูกชายชื่อพลายแก้ว  ต่อมาเติบโตรับราชการตามรอยบิดา ได้ยศเป็นขุนแผน  ขุนแผนมีเมียชื่อนางพิมพิลาไลย ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง  ทั้งสองมีลูกด้วยกันชื่อพลายงาม</p>
<p style="text-align: justify;">ต่อมาขุนแผนเดินทางไปรบ  ขุนช้างคู่ปรับขุนแผนหลอกเมียกับแม่ยายขุนแผนว่าขุนแผนถูกฆ่าตายในสนามรบ  ดังนั้นจึงขอแต่งงานกับนางพิมพิลาไลย ส่วนนางศรีประจันแม่ของพิมพิลาไลยก็บังคับลูกสาวแต่งงานกับขุนช้างทั้งๆที่ลูกสาวไม่อยากแต่ง  ต่อมาขุนแผนกลับจากรบมาพบพิมพิลาไลยอยู่กับขุนช้าง เกิดพิโรธโกรธเคือง  เรื่องก็เลยยุ่งนุงนังต่อมาอีกนาน  แย่งกับครอบครองนางพิมพพิลาไลยราวกับเธอเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีชีวิต  ท้ายสุดขุนช้างใส่ความขุนแผนจนถูกจับติดคุก  จากนั้นก็ได้พิมพิลาไลยที่เปลี่ยนชื่อเป็นวันทองไปครอง  แต่วันทองตั้งท้องกับขุนแผนอยู่ก่อน   คลอดลูกออกมาชื่อพลายงาม  ถูกขุนช้างกลั่นแกล้งจะหาทางฆ่าให้ตาย  ในที่สุดพลายงามอายุ ๑๐ ขวบก็เดินทางไปหาย่าคือนางทองประศรีที่เมืองกาญจนุบรี</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>โอย กว่าจะถึงคิวนางทองประศรีก็เล่นเอาคนเล่าเหนื่อยเหมือนกันนะนี่</strong></p>
<p style="text-align: justify;">นางทองประศรีก็เป็นเหมือนแม่ทั่วๆไปแหละครับ  คือรักลูกปานดวงใจ  รักหลานปานดวงตา  เมื่อลูกต้องราชทัณฑ์ติดคุกแกก็ทุกข์จนผ่ายผอม  ด้วยความรักและห่วงลูก  วันๆก็นั่งจับเจ่าอยู่กับบ้านปล่อยให้ข้าทาสบริวารทำงานไป  มียายปลียายเปลเป็นลูกคู่สนทนากันตามประสาคนรวยภูธรนั่นแล</p>
<p style="text-align: justify;">นางทองประศรีแกมีมะยมอยู่ต้นหนึ่ง รสดีเป็นที่สุด  แกหวงนักหวงหนา  แต่เด็กๆก็ชอบมาลักมะยมแกประจำ  แกรู้เข้าก็ด่าเสียงลั่นทุกครั้ง ไม่ใช่ด่าธรรมดานะครับ ด่าระดับที่ว่า “ชักโคตรเค้าเหล่ากอเอาพอเพียง” เลยแหละ  คงระดับเดียวกับที่ว่า “พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่สั่งสอน” นั่นกระมัง</p>
<p style="text-align: justify;">ทีนี้  พลายงามเดินทางจากเมืองสุพรรณไปหาย่าที่เมืองกาญจนบุรี ก็ถามทางเขาไปเรื่อย  จนกระทั่งล่วงถึงแถวใกล้ๆบ้านย่า พบเด็กเลี้ยงควายก็เข้าไปถามว่าบ้านนางทองประศรีอยู่ทางไหน  เด็กๆที่ติดใจรสชาติมะยมของนางทองประศรีก็ชี้ทางกันใหญ่ แถมยังเล่ากิติศัพท์ให้รู้ด้วยว่าแกดุนักหนา  จับเด็กขี้ขโมยได้ก็ลงโทษ  โดยเอานมยานฟัดกบาลหัวเสียให้เข็ด  สำนวนท่านครูกวีสุนทรภู่ท่านเขียนไว้ดังนี้</p>
<p style="text-align: center;"><strong>&#8220;&#8230;เด็กบ้านนอกบอกเล่าให้เข้าใจ<br />
แกอยู่ไร่โน้นแน่ยังแลลับ<br />
มะยมใหญ่ในบ้านกินหวานนัก<br />
กูไปลักบ่อยบ่อยแกคอยจับ<br />
พอฉวยได้อ้ายขิกหยิกเสียยับ<br />
ร้ายเหมือนกับผีเสื้อแกเหลือตัว<br />
ถ้าลูกใครไปเล่นแกเห็นเข้า<br />
แกจับเอานมยานฟัดกบาลหัว<br />
มาถามหาว่าไรช่างไม่กลัว<br />
แกจับตัวตีตายยายนมยาน ฯ&#8230;&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: justify;">อ่านแล้วนึกถึงสมัยเด็กครับ  มีคนแบบนางทองประศรีอยู่จริงๆ  ขี้เหนียวแล้วก็ดุด้วย  ปกติแล้วคนทั่วไปเขาไม่หวงกันหรอก  แต่แกหวง  เด็กๆก็ช่างกระไร  รู้ว่าเจ้าของดุก็ยิ่งชอบแอบไปขโมย  แกเห็นก็ด่าเสียเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้าน  ทั้งกลัวทั้งสนุกแหละครับ ใครไม่โดนแกด่าถือว่าเป็นสุดยอด  พรรคพวกนับถือ  คงเหมือนเด็กซิ่งเด็กแว้นในปัจจุบันนี้แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">นางทองประศรีขี้เหนียวในวรรณคดีอย่างไร  ก็มีคนขี้เหนียวในชีวิตจริงอย่างนั้นแหละ  นี่คงเป็นดังคำกล่าวของนักปราชญ์และนักวิจารณ์วรรณกรรมคนสำคัญคนหนึ่งของไทยคือ อุดม สีสุวรรณ (นามปากกา พ.เมืองชมพู, บรรจง บรรเจิดศิลป์ ฯลฯ ) ที่พูดไว้ว่า “ดูวรรณกรรมจากสังคม ดูสังคมจากวรรณกรรม”  นั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">ถึงแม้นางทองประศรีจะขี้เหนียวมะยมเพียงใด แต่แกก็ไม่ขี้เหนียวความรักที่มีต่อหลาน  เมื่อพลายงามขึ้นไปขย่มต้นมะยมกับเด็กๆ เพื่อเรียกความสนใจจากย่านั้น  แรกที่แกไม่รู้แกก็โกรธ  ด่าเสียดังลั่น ถือไม้ตระบองตรงรี่ไปที่ต้นมะยม  เด็กๆแตกกระเจิง  มีแต่พลายงามเท่านั้นที่กระโดดจากต้นมะยมมากราบตีนย่า จึงโดนไม่ตระบองไปเสียหลายตุ้บ  แถมยังโดนย่าด่าเข้าให้ ท่านสุนทรภู่บรรยายไว้ว่า   <strong>“ทองประศรีตีหลังเสียงดังผึง จะมัดมึงกูไม่ปรับเอาทรัพย์สิน มาแต่ไหนลูกไทยหรือลูกจีน เฝ้าลักปีนมะยมห่มหักราน”</strong></p>
<p style="text-align: justify;">ถามไปถามมาได้ความว่าเป็นหลานชายจริง  นางทองประศรีถึงกับปล่อยโฮ ด้วยความรักความสงสารหลานชาย ทั้งยังเจ็บใจตัวเองที่ไม่ถามไถ่ให้เรื่องก่อน  ทำให้ต้องฟาดหลังหลานไปเสียหลายตุ้บจนได้แผล  ภาพนี้ท่านครูกวีบรรยายว่า <strong>“ย่าเขม้นเห็นจริงทิ้งตระบอง กอดประคองรับขวัญกลั้นน้ำตา แล้วด่าตัวชั่วเหลือไม่เชื่อเจ้า ขืนตีเอาหลานรักเป็นหนักหนา จนหัวห้อยพลอยนอพ่อนี่นา” </strong>จากนั้นก็พาหลานขึ้นเรือน สั่งยายปลีให้ฝนไพล สั่งยายเปลให้หาน้ำ แกก็อาบน้ำให้หลานชาย ขัดสีฉวีวรรณ คงอาบน้ำให้หลานไปบ่นไป</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อสืบสาวราวเรื่องความเป็นมาแล้วรู้ว่าขุนช้างจ้องจะทำร้ายหลานตัวเอง  นางทองประศรีก็ของขึ้น ด่าผู้ที่มีส่วนกลั่นแกล้งลูกกับหลานแกยกใหญ่  โดนเฉพาะขุนช้างนั้นโดนหนัก  ทั้งปลอบหลานว่ามาอยู่กับย่าแล้วไม่ต้องกลัวใครรังแก ขืนไอ้ขุนข้างมันมาก็ต้องเจอดีแบบนี้<br />
<strong><br />
&#8220;&#8230;พ่อมาอยู่บ้านย่าแล้วอย่ากลัว<br />
แม้นอ้ายขุนวุ่นมาว่าเป็นลูก<br />
มันมิถูกนมยานฟัดกบาลหัว&#8230;&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: justify;">เห็นฤทธิ์แกไหมล่ะครับ  ไม่เพียงแค่เอานมยานฟัดกบาลเด็กเท่านั้น  แม้ขุนช้างเองขืนมาทำให้แกโกรธก็มีสิทธิ์โดนนมยานฟัดกบาลหัวด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">ตัวละครแบบนางทองประศรี  และตัวละครอื่นๆในลักษณะเดียวกันนี้ (เรียกง่ายๆว่าตัวประกอบนั่นแหละ)  เป็นตัวละครที่มีบทบาทน้อยก็จริง แต่เป็นข้อต่อที่ทำให้เรื่องราวดำเนินไปได้อย่างราบรื่น  มีความสำคัญต่อโครงเรื่องทั้งหมด หากไม่มีตัวละครเหล่านี้ก็ยากที่จะทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างมีสีสันและรสชาติแห่งวรรณกรรม</p>
<p style="text-align: justify;">ขอสรุปว่า อ่านขุนช้างขุนแผนแล้วได้รับทั้งความสนุกครึกครื้น  โหด มัน ฮา  ผสมโรแมนติค  คลุกเคล้าด้วยความโศกเศร้ารันทด ปนหดหู่   เรียกได้ว่าครบรสชาติของชีวิตนั่นแหละครับ</p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนตัวแล้วผมชอบ “อ่าน” ตัวละครทั้งหลายเหล่านี้มากว่าตัวเอก  เพราะตัวละครเหล่านี้แหละที่สะท้อนภาพความเป็นจริงของชีวิตได้มากกว่าตัวละครเอกที่จำเป็นจะต้องมีและรักษาภาพพจน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นดีหรือเลวแบบสุดโต่งเกินความเป็นจริงอยู่มาก  แต่ตัวประกอบสามารถปลดปล่อยได้อย่างเต็มที่ เพราะไม่จำเป็นต้องมีภาพพจน์ให้รักษานั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">หากอ่านขุนช้างขุนแผนอยู่ก็ลองอ่านชีวิตของตัวประกอบทั้งหลายให้ละเอียดนะครับ จะได้ทั้งความสนุก เพลิดเพลินและสาระตามสมควร  เช่นที่ผมอ่านนางทองประศรีให้ท่านฟังอยู่นี้ หรือถ้าอ่านนิยายร่วมสมัย ก็มีตัวประกอบระดับเดียวกับนางทองประศรีให้อ่านอยู่มากมายเช่นกัน.</p>
<p>๑๙/๓/๒๕๕๒</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/nangthongprasri/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“จรกา” ขี้เหร่มีเมียสวยและการเลื่อนชั้นทางสังคม</title>
		<link>http://kosolanusim.org/joraka-the-ugly-man-and-his-beautiful-wife</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/joraka-the-ugly-man-and-his-beautiful-wife#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Jun 2009 19:09:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ตัวละครในหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[จรกา]]></category>
		<category><![CDATA[บุษบา]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณคดี อิเหนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosolanusim.org/?p=608</guid>
		<description><![CDATA[“จรกา” หรือ “ระตูจรกา” เป็นตัวละครในบทละครเรื่อง อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒  ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดวรรณคดีไทยเรื่องหนึ่ง  โดยวรรณคดีสโมสรได้ยกย่องไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๕ ว่า “เป็นยอดของบทละครรำทั้งสิ้น เพราะเป็นหนังสือที่แต่งดี พร้อมทั้งความ ทั้งกลอน ทั้งกระบวนที่จะเล่นละครประกอบกันทุกสถาน”  ท่านว่าอย่างนั้น

จรกาเป็นเจ้าเมืองจรกา อันเป็นเมืองเล็กๆ ที่ด้อยเกียรติด้อยยศในสายตาของบรรดาเจ้าผู้ครองนครใหญ่ๆทั้งหลาย อันได้แก่เมืองกุเรปัน ที่มีท้าวกุเรปันครองความเป็นใหญ่ เมืองดาหา  ที่ครองอำนาจโดยท้าวดาหา พระอนุชาของท้าวกุเรปัน  เป็นต้น ซึ่งกษัตริย์เหล่านี้อยู่ในวงศ์พระอาทิตย์ หรืออสัญแดหวา  มีความหยิ่งทระนงถือยศถือศักดิ์ โดยเฉพาะท้าวกุเรปันนั้นหลงตระกูลตัวเองมากว่าใครๆ
จรกานอกจากจะเป็นเจ้าเมืองเล็กๆแล้ว  ยังเป็นคนที่เรียกว่ารูปชั่วตัวดำ  หน้าปรุประ  ปากหนา จมูกโต อ้วนก็อ้วน เสียงก็แหบเหมือนเป็ด ว่ายังงั้น  สรุปแล้วรูปลักษณ์ภายนอกไม่มีอะไรน่าดู  คงไม่เป็นที่น่าพิศวาสของอนงค์นางใด โดยท่านได้บรรยายรูปร่างหน้าตาของจรกาไว้ว่า “&#8230;ดูไหนมิได้งามทั้งกายา ลักขณาผมหยักพักตร์เพรียง  จมูกใหญ่ไม่สง่าราศี จะพาทีแห้งแหบแสบเสียง&#8230;” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“จรกา” หรือ “ระตูจรกา” เป็นตัวละครในบทละครเรื่อง อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒  ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดวรรณคดีไทยเรื่องหนึ่ง  โดยวรรณคดีสโมสรได้ยกย่องไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๕ ว่า “เป็นยอดของบทละครรำทั้งสิ้น เพราะเป็นหนังสือที่แต่งดี พร้อมทั้งความ ทั้งกลอน ทั้งกระบวนที่จะเล่นละครประกอบกันทุกสถาน”  ท่านว่าอย่างนั้น</p>
<p><span id="more-608"></span></p>
<p>จรกาเป็นเจ้าเมืองจรกา อันเป็นเมืองเล็กๆ ที่ด้อยเกียรติด้อยยศในสายตาของบรรดาเจ้าผู้ครองนครใหญ่ๆทั้งหลาย อันได้แก่เมืองกุเรปัน ที่มีท้าวกุเรปันครองความเป็นใหญ่ เมืองดาหา  ที่ครองอำนาจโดยท้าวดาหา พระอนุชาของท้าวกุเรปัน  เป็นต้น ซึ่งกษัตริย์เหล่านี้อยู่ในวงศ์พระอาทิตย์ หรืออสัญแดหวา  มีความหยิ่งทระนงถือยศถือศักดิ์ โดยเฉพาะท้าวกุเรปันนั้นหลงตระกูลตัวเองมากว่าใครๆ</p>
<p>จรกานอกจากจะเป็นเจ้าเมืองเล็กๆแล้ว  ยังเป็นคนที่เรียกว่ารูปชั่วตัวดำ  หน้าปรุประ  ปากหนา จมูกโต อ้วนก็อ้วน เสียงก็แหบเหมือนเป็ด ว่ายังงั้น  สรุปแล้วรูปลักษณ์ภายนอกไม่มีอะไรน่าดู  คงไม่เป็นที่น่าพิศวาสของอนงค์นางใด โดยท่านได้บรรยายรูปร่างหน้าตาของจรกาไว้ว่า “&#8230;ดูไหนมิได้งามทั้งกายา ลักขณาผมหยักพักตร์เพรียง  จมูกใหญ่ไม่สง่าราศี จะพาทีแห้งแหบแสบเสียง&#8230;”  นึกภาพแล้วก็เหมือนกระผมไม่น้อยเลย</p>
<p>สภาพขนาดนี้แม้ใช้โลชั่นบำรุงผิวของบุรุษให้หน้าเด้งเหมือนที่โดม ปกรณ์ลัมน์ ใช้ในหนังโฆษณาวันละโหลก็คงช่วยอะไรไม่ได้แน่ๆ</p>
<p>แต่ธรรมชาติของผู้ชาย แม้จะขี้เหร่แต่ก็อยากมีเมียสวย  เมื่อได้ยินข่าวว่า บุษบา ธิดาของท้าวดาหา ซึ่งเป็นหญิงสาวแสนสวย เกิดมาพร้อมกับกลิ่นกายหอมอบอวลโดยไม่ต้องใช้โลชั่นบำรุงผิวขจัดริ้วรอย  ไม่ต้องอาบน้ำหอมจากปารีสก็หอมหวนชวนฝัน  เมื่อทราบดังนั้นจึงให้คนไปวาดรูปบุษบามาให้ชม ว่าจะสมคำร่ำลือหรือไม่</p>
<p>เมื่อได้เห็นรูปบุษบาแล้ว ท่านได้บรรยายอาการของจรกาไว้ดังนี้</p>
<p style="text-align: center;"><strong>คลี่กระดาษดูรูปนางนารี<br />
ให้เปรมปรีดิ์ประฏิพัธผูกพัน<br />
พิศทั่วนรลักษณ์พักตรา<br />
ดั่งหยาดฟ้ามาแต่กระยาหงัน<br />
รสรักตรึงใจเพียงไฟกัลป์<br />
ทรงธรรม์ซวนซบสลบลง </strong></p>
<p>สรุปว่าเป็นเอาหนัก  ตะลึงในความงามจนหมดสติ เมื่อฟื้นขึ้นมาก็นั่งรำพึงรำพัน ไม่ยอมหลับยอมนอนกันล่ะ ถึงกับเอารูปวาดไปแนบกอด  ท่านบรรยายว่า&#8230;กรพาดกระดาษรูปแล้วรับขวัญ  ความเสน่หานั้นไม่เหือดหาย เอนองค์ลงแอบแนบกาย  เกษมสันต์มั่นหมายว่านงเยา&#8230; ลองนึกดูสิว่าเป็นหนักขนาดไหน</p>
<p>นี่แหละครับที่เขาเรียกว่า “หลงรูป” ขนานแท้เทียวล่ะ  ชายท่านใดเคยเป็นแบบนี้หรือใกล้เคียงบ้างล่ะครับ</p>
<p>เมื่อตั้งสติได้แล้วก็ให้พี่ชายไปสู่ขอบุษบามาเป็นเมีย ปรากฏว่าท้าวดาหายกให้ครับ เพราะตอนนั้นท่านโกรธว่าที่ลูกเขยคืออิเหนาซึ่งเป็นโอรสของท้าวกุเรปันพี่ชายของท่านเอง ที่ทิ้งงานวิวาห์ไปหาจินตะหรา ที่ เป็นหญิงสาวสวยเช่นกัน ตอนนั้นอิเหนายังไม่เคยเห็นบุษบามาก่อน (ก็แปลกอยู่นะ เป็นญาติกันแต่ไม่เคยเห็นหน้ากัน หรือว่าอยู่ต่างเมือง ไกลกันมาก)   แต่พอจรกาจะเข้าวิวาห์กับบุษบา พ่อเจ้าประคุณอิเหนากลับมาลักเอาเจ้าสาวไปเสียนี่  แต่ยังดีที่ท้าวกุเรปันได้สู่ขอจินดาส่าหรี ธิดาของท้าวสิงหัดส่าหรีซึ่งเป็นญาติตนเองมาแต่งกับจรกาแทน</p>
<p>แม้จรกาไม่ได้คนสวยที่สุดเป็นเมีย แต่ก็นับว่ามีเมียสวยแหละนะ  เพราะน้องนางจินดาส่าหรีก็ไม่ใช่หญิงขี้ริ้ว แม้จะงดงามสู้บุษบาไม่ได้ แต่ก็น้องๆนางฟ้าเหมือนกัน  กว่าจะแฮปปี้เอ็นดิ้ง ชีวิตรักของจรกานี่ก็วุ่นวายพอดูนะครับพี่น้อง</p>
<p>ผมยกเอาเรื่อง อิเหนา มาเปิดโครงการ “๑๐๐ ตัวละคร” และจับจุดที่จรกาก็เพราะว่า  ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างจากเรื่องนี้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของชนชั้นต่างๆในสังคม</p>
<p>แม้เรื่องอิเหนานี้มีเค้าเงื่อนมาจากพงศาวดารชวา  แต่ก็เป็นเพียงเค้าโครงเรื่องชื่อ ตัวละคร และสถานที่เท่านั้น  ส่วนเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ทั้งเรื่องเป็นผลผลิตของสังคมไทยหรือสยาม  ดังนั้นจึงสะท้อนสภาพสังคมไทยในสมัยที่บทประพันธ์ถูกแต่งขึ้นเป็นแน่แท้  ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้งหลาย  ทั้งเรื่องการยึดเกียรติถือยศแห่งวงศ์ตระกูล  ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม  การดูหมิ่นดูแคลนคนอื่นว่าต่ำต้อยกว่าตน</p>
<p>ชีวิตของจรกา เจ้าเมืองเล็กๆที่ไม่ได้เป็นเชื้อสายของราชวงศ์ ใหญ่อย่างวงเทวาของอิเหนา  แต่อาศัยว่าจังหวะเหมาะเคราะห์ดีโชคช่วย  ได้ เป็นญาติกับวงศ์ใหญ่มหาอำนาจ ด้วยการแต่งงาน อันเป็นวิธีหนึ่งในการเลื่อนชั้นทางสังคม ซึ่งหลังจากได้เลื่อนชั้นแล้วก็จะต้องพิสูจน์ตนเองต่อไปว่าจะสามารถหลอมรวม เป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันกับเขาได้หรือไม่</p>
<p>ตัว ละครอย่างเช่นจรกานี้ น่าจะเป็นหนึ่งในตัวแทนของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในสังคมตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน ทั้งประเด็นขี้เหร่มีเมียสวยและวิธีการการเลื่อนชั้นทางสังคม</p>
<p>เมื่อ ได้เลื่อนฐานะชนชั้นในสังคมแล้วจะลืมรากเหง้าของตัวเองหรือไม่นั้น อันนี้ก็ตอบไม่ได้ครับ คงต้องดูเป็นคนๆ ซึ่งมีให้เห็นเกลื่อนกล่นบนโลกนี้.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/joraka-the-ugly-man-and-his-beautiful-wife/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
