<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศล อนุสิม กับหนังสือ &#187; ตำนานแผ่นดิน (บทกวีเรื่องยาว)</title>
	<atom:link href="http://kosolanusim.org/category/myth-of-land/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosolanusim.org</link>
	<description>รวมงานเขียนและเรื่องราวนักเขียนกับหนังสือ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Sep 2010 05:09:05 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ตำนานแผ่นดิน ภาค ๒</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-%e0%b9%92</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-%e0%b9%92#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jul 2008 15:36:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ตำนานแผ่นดิน (บทกวีเรื่องยาว)]]></category>
		<category><![CDATA[กวีเรื่องยาว]]></category>
		<category><![CDATA[ตำนานแผ่นดิน(บทกวี)]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://poem.kosolnet.com/?p=44</guid>
		<description><![CDATA[ภาคสอง
บอกเล่าให้ปู่ฟัง
เฮาอาศัยพวกพ้องน้องนุ่งสหายเกลอ
เขาก็อาศัยเฮาจึงเป็นเมืองบ้าน
คนหากอาศัยด้วยดอมคนเป็นหมู่
บ่มีไผอยู่ยั้งทอนท่อผู้เดียว ได้แล้ว”
ย่าสอนหลาน
วรรณคดีโบราณอีสาน

ถึงปู่
นานมาแล้วนักหนามากนะปู่
ยังอยู่สุขดีหรือไฉน
หลายปีดีดักปู่จากไป
เมืองฟ้าเป็นอย่างไรไยเงียบแท้
อยู่เมืองฟ้ามองมาดินได้ไหมปู่
หลานยังอยากรู้อยู่แนวแน่
คิดถึงปู่ว่างว่างนั่งเล็งแล
คอยชะแง้ชะเง้อมองจ้องแลฟ้า
อยากจะเห็นหน้าปู่อยู่ทุกเมื่อ
ในใจวุ่นเหลืออยู่เจียนบ้า
อยากเล่าเรื่องทั้งหลายที่มีมา
ให้ปู่ฟังสักคราอยู่ครามครัน

โตขึ้นร่ำเรียนเพียรเขียนขีด
จนหน้าเขียวเซียวซีดบ่เคยหวั่น
แผ่นกระดาษปริญญาว่าสำคัญ
บักหำน้อยของปู่นั้นมันก็มี
คิดจะเอาปริญญามาอวดปู่
ปู่ก็บ่ยอมอยู่ดูเสียนี่
หวังว่าปู่อยู่สวรรค์สบายดี
หลานของปู่วันนี้ดีไม่น้อย
มีเรื่องราวมายมากอยากเล่าอยู่
อยากจะฟังไหมปู่ดูสักหน่อย
หลังจากปู่จากไปไม่รอคอย
บ้านเราค่อยพลิกผันการเปลี่ยนแปลง
อยู่เมืองฟ้ามองลงมาหาไม่เห็น
อย่าสงสัยมันแปรเป็นไปทุกแห่ง
ปู่ฟังแล้วจะได้หายเคลือบแคลง
ฟังนะปู่ หลานจะแจงแถลงการณ์
 

๑. ข่าวล่า
ขรึมเขียวคือขุนเขา
อยู่นิ่งเนามานมนาน
นิ่งอยู่ในวันวาร
ที่ข่าวล่ากระพือโหม
ข่าวใหม่ข่าวใหญ่นัก
ผู้คนชักช่วยประโคม
จับกลุ่มกันโอ้โลม
ลุตลอดถ่ายทอดไป ข่าวนี้มีน้ำหนัก
แน่นอนนักจากผู้ใหญ่
&#8220;ทางการท่านมีใจ
จะเร่งรัดพัฒนา
คราวนี้นะดีแน่
ที่ย่ำแย่จะลืมตา
ที่ร้อนจะผ่อนลา
ด้วยหลวงท่านจงมั่นใจ
โครงการเงินล้านแสน
บ่ขาดแคลนแล้วทวยไทย
มั่งคั่งกว่าครั้งใด
ต้องอย่างนี้สิหลวงเรา&#8221;
&#8220;ผู้ใหญ่อย่าชักช้า
รีบแจ้งมารวดเร็วเข้า
หลวงท่านจะบรรเทา
ความทุกข์ร้อนด้วยการใด&#8221;
&#8220;อย่าเร่งสิเจ้าข้า
กำลังว่าอยู่นี้ไง
ได้ฟังอย่าคลั่งใจ
อย่าเพิ่งปลื้มจนลืมตัว
ท่านเห็นความทุกข์ยาก
เราลำบากกันเนียนัว
ทุกอย่างช่างมืดมัว
จึงเตรียมการมานานนม
เอ็งเห็นไหมทางฝุ่น
มันคว้างวุ่นเมื่อโดนลม
ฝนหลั่งทั้งโคลนตม
ลำบากแท้แน่เจียวเหวย
จะสร้างทางยุคใหม่
ให้กว้างใหญ่กว่าที่เคย
ราดยางอย่างดีเลย
สะดวกแน่แต่นี้ไป&#8221;
ได้ยินแล้วร้องฮ้า
ล้อมวงฮาพาสุขใจ
อิ่มหวังเกินครั้งใด
สะออนเอมทั้งเปรมปรีดิ์
ค่ำมืดมันตืดตา
ดังพงป่ากลางพงพี
หลวงท่านเจาะจงมี
ไฟฟ้าลัดตัดตรงมา
บ้านเมืองสิเฮืองฮุ่ง
ท่านจึงมุ่งพัฒนา
จากนี้บ่นานช้า
รออีกหน่อยค่อยสบาย
จ้อกแจ้กอยู่จอแจ
ท่านปกแผ่จริงเจ้านาย
ทุกข์ร้อนคงผ่อนคลาย
นะคราวนี้ที่บ้านเรา
ข่าวล่าประโคมโหม
ต่างโอ้โลมบ่บางเบา
นิ่งขรึมคือขุนเขา
คงเขียวครึ้มอึมครึมคราม
แลภูยังเป็นภู
ยังนิ่งอยู่ทุกโมงยาม
แลคนยังคงตาม
จะโค่นภูอยู่ทุกวัน
ดินแดงในวันนี้
มันบ่ดีเหมือนก่อนนั้น
รุกป่าเรียงหน้ากัน
ขยายไร่ไปเชิงภู
ธารชุ่มที่เคยฉ่ำ
เคยรินน้ำอยู่เกรียวกรู
บัดนี้เมื่อมองดู
เจ้าไปไหนหนอสายน้ำ
นิ่งขรึมคือขุนเขา
ทุกลำเนานิ่งลำนำ
แต่คนยังพึมพำ
ตื่นข่าวล่ามากกว่าใด.

๒.ถนนสีฝุ่น
จากแนวเชิงภู
กว้างไกลเกินกู่
ลดหลั่นกันไป
คือผืนดินแดง
แยกแบ่งแหล่งใคร
สร้างทำตามใจ
ทุ่มเรี่ยวแรงลง
ทุกฤดูกาล
เป็นมาช้านาน
แต่ครั้งถางพง
บัดนี้โล่งแปน
บนแผ่นดินคง
พืชไร่เป็นดง
เขียวสดงดงาม
ฝนมาฟ้าหลั่ง
คนบ่หยุดยั้ง
เพาะปลูกทุกคาม
ทุกทุกผืนไร่
ใครใครก็ตาม
รีบเร่งในยาม
ฝนฟ้าอำนวย
หลายวันผันผ่าน
ผลแห่งการงาน
แตกหน่อออกสวย
ค่อยค่อยแตกยอด
อ้อนออดลมรวย
แดดบ่มพรมช่วย
ยืนต้นบนดิน
เสร็จสิ้นการงาน
ตะวันแดงฉาน
ค่ำแล้วแว่วยิน
เสียงร้องเรียกขาน
กังวานชีวิน
จากคนทำกิน
บ้านไร่นาเรา
มุ่งหน้ากลับบ้าน
หลังเสร็จการงาน
เหน็ดเหนื่อยไม่เบา
เดินตามเส้นทาง
ก้าวย่างเหยียบเอา
โคลนเลอะเปรอะเท้า
แดงเถือกทุกที
ถึงเรือนเหนื่อยหนัก
นั่งลงผ่อนพัก
กินข้าวแซบดี
ต้มผักแกงปลา
ปลาร้าพริกมี
ประทังชีวี
สร้างเรี่ยวคืนแรง
คืนวันผันผ่าน
ตามฤดูกาล
หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง
ล่วงแล้ววสันต์
เหมันต์จำแลง
พืชไร่ทุกแหล่ง
หลากล้วนสุกงอม
ข้าวโพดเต็มฝัก
บวบแฟงแตงฟัก
กระเทียมหัวหอม
ฟักทองทิ้งเถา
เจ้าของเก็บออม
รวบรวมไว้พร้อม
เพื่อตีราคา
ถนนสีฝุ่น
ธุลีคว้างหมุน
ด้วยแรงรถรา
บรรทุกถึงที่
“นี่ดีแล้วนา
อั๊วต้องเสียค่า
ใช้จ่ายมากมี”
“เพิ่มนิดเถอะนะ
เถ้าแก่เจ้าคะ
อย่ากดนักซี
ฉันเหนื่อยหนักหนา
ทำมาทั้งปี
ขายราคานี้
ทุนหมดอดตาย”
“จะเอาไม่เอา
บอกมาเร็วเข้า
ไม่ขายอย่าขาย
อั๊วคงขาดทุน
หัวหมุนวุ่นวาย
อยากช่วยจึงหมาย
รีบรี่เร็วมา”
“เจ้าข้าเถ้าแก่
อีฉันสิแย่
บ่ได้ราคา“
“เออนะอดทน
สักหนหน่อยนา
รับรองปีหน้า
อั๊วซื้อแพงแพง”
ถนนสีฝุ่น
ม่านธุลีหมุน
คลุ้งฝุ่นสีแดง
ครึ้มคว้างคลุมไร่
ว่อนในแดดแรง
รถราวิ่งแข่ง
บรรทุกพืชผล
เส้นทางคดเคี้ยว
วนลัดตัดเลี้ยว
หลายหลากวกวน
เป็นเส้นทางเชื่อม
ความเหลื่อมล้ำคน
ยากดีมีจน
ประสบพบกัน
ใครรุกใครไล่
ใครได้เปรียบใคร
ใครรู้เท่าทัน
เส้นทางสีฝุ่น
วายวุ่นทุกวัน
ในการแข่งขัน
ของมวลหมู่คน.

๓.พายุหมุน
ครารุ่งอรุณ
ตะวันแสงอุ่น
ขับความมืดมน
โลกตื่นลืมตา
เริงร่าอึงอล
ชีวิตมากล้น
สุขชื่นรื่นใจ
คนตื่นเช้าตรู่
นั่นดูซิดู
ตะวันรูปไข่
แดงจ๋าน่าหม่ำ
พึมพำกันไป
เด็กน้อยร้องไห้
อ้อนแม่เอามา
หนูจะกินไข่
ไข่ต้มใบใหญ่
ลอยอยู่บนฟ้า
บ่เอาเซาลูก
หยุดร้องเสียนา
แม่เอาไข่มา
ต้มให้เจ้าแล้ว
ต้นหญ้าชูยอด
น้ำค้างอ้อนออด
บนใบวาวแวว
ร้องบอกตะวัน
ดังลั่นแซ่แซว
ว่าโอเพื่อนแก้ว
อย่าด่วนแรงร้อน
ข้าเพิ่งเกิดมา
เอ็นดูเถิดหนา
ขอชมโลกก่อน
ตะวันตอบว่า
ข้าต้องโคจร
น้ำค้างอ้อนวอน
ช้าก่อนเป็นไร
นกน้อยบินมา
จุ๊บจิ๊บจี๋จ๋า
จับคู่กันไป
บอกน้ำค้างว่า
เจ้าอย่าเสียใจ
รุ่งเช้ามาใหม่
สดใสวาววาม
ตะวันทอแสง
แดดเริ่มแผดแรง
กงกาลผ่านตาม
โลกเปลี่ยนเวียนไป
เคลื่อนไหวทุกยาม
วันคล้อยคืนข้าม
ปั่นป่วนปรวนแปร
จากเช้าถึงเที่ยง
ร้อนแดดแผดเปรี้ยง
เริงแรงดีแท้
พลันพายุหมุน
ม่านฝุ่นเป็นแพ
เพียงร้อนยังแย่
นี่เพิ่มแรงลม
คือลมหัวกุด
พัดไปไม่หยุด
ราวฟ้าถล่ม
พัดจนพอใจ
เสียหายไปจม
ฝุ่นดินพร่างพรม
ลงเต็มบ้านเรือน
เสียงเซ็งแซ่ศัพท์
เมื่อลมไปลับ
สิ่งของกลาดเกลื่อน
โน่นสังกะสี
ทิดมี อีเตือน
มันพรากจากเพื่อน
ลอยตามแรงลม
กระท่อมทิดสี
แรงลมโหมตี
จึงพลันยุบจม
ถ้วยโถโอขัน
อัศจรรย์ดังพรหม
ยอขึ้นไปชม
อยู่ยังยอดไม้
หลายอย่างย่อยยับ
ตะวันลาลับ
ย่างเข้าคืนใหม่
มีคำไต่ถาม
หาความเหตุใด
ลมแล้งจึ่งได้
กระหน่ำซ้ำร้าย
ไม่มีคำตอบ
ทุกคนยังหอบ
ภาระมากมาย
วันเปลี่ยนคืนผัน
ลืมกันง่ายดาย
มีสิ่งใหม่กราย
มาให้จดจาร
ถนนสีฝุ่น
ลมแล้งพัดหมุน
ผ่านไปไม่นาน
ถนนใหม่กว้าง
แบบอย่างโอฬาร
จากเมืองถึงบ้าน
มุ่งสู่อีกเมือง
มีสายไฟฟ้า
คือความก้าวหน้า
เฟื่องฟุ้งรุ่งเรือง
สะดวกสบาย
ทุกข์หายคลายเคือง
ผู้คนปราดเปรื่อง
รู้โลกกว้างไกล
สิ่งใดเมืองมี
นำมาที่นี่
บ่น้อยหน้าใคร
หนังจอทีวี
มีดูดังใจ
รถยนต์คันใหญ่
ส่งเสียงแผดดัง
นี่แหละบ้านเรา
ถามหาของเก่า
แหมเชยเสียจัง
วันนี้ฟูเฟื่อง
เมลืองมลัง
อนุชนรุ่นหลัง
ต่างชื่นไชโย.


๔.ฝุ่นสีใหม่
อยู่อยู่ก็รุ่งเรือง
และฟุ้งเฟื่องเสียใหญ่โต
ก้าวไกลไปอักโข
บ้านเรายอดเสียจริงจริง
บ้านไร่สบายแฮ
เจริญแท้ทุกทุกสิ่ง
มีหลักให้พักพิง
คือพืชผลบนดินแดง
พ่อค้าให้เครดิต
บ่ต้องคิดให้เปลืองแรง
ไปถึงก็จัดแจง
เอาสิ่งของตามต้องการ
หว่านพืชเพื่อหวังผล
เห็นคนจนต้องเจือจาน
ฝากคำที่พร่ำหวาน
ลื้อไม่ต้องเป็นกังวล
เก็บเกี่ยวค่อยมาเคลียร์
ขอดอกเบี้ยทุกทุกคน
นิดหน่อยน้อยเสียจน
บ่รู้สึกว่าเสียเชิง
แย้มยิ้มอิ่มอุรา
หัวเราะร่าอยู่รื่นเริง
แข่งขันกันเปิดเปิง
ให้โก้หรูกว่าผู้ใด
นี่เธอรู้ไหมจ๊ะ
ทิดมีนะเก่งกว่าใคร
มีรถคันใหญ่ใหม่
ทั้งตู้เย็นและทีวี
ได้ข่าวมันไปหา
เถ้าแก่มาเขาใจดี
ข้าวโพดที่มันมี
เถ้าแก่ให้ขายกับเขา
ได้ข่าวอยู่เหมือนกัน
ทิดมีมันนั้นไม่เบา
โชคดีกว่าพวกเรา
เถ้าแก่รักมันหนักหนา
มันคนที่แคล่วคล่อง
รู้ต่อรองรู้เจรจา
รับเงินเถ้าแก่มา
ให้เรากู้อยู่ทุกวัน
เออแน่ะนี่ฟังไว้
แล้วอย่าไปเอะอะกัน
ได้ข่าวว่าอีจัน
เป็นเมียน้อยกำนันนะ
โธ่ถัง เพิ่งรู้หรือ
เขาร่ำลือนานแล้วล่ะ
คงจริงอย่างว่าวะ
มันดูพริ้งทั้งแพรวพราว
แจ้วแจ้วแว่วประกาศ
รถตลาดเรียกปาวปาว
สดแห้งอาหารคาว
ทั้งหมูเนื้อเพื่อซื้อขาย
เร่งรีบมาเร็วพลัน
มาซื้อกันแสนสบาย
กับข้าวมีมากมาย
บริการทุกท่านครับ
เชิญจ้ะนะแม่บ้าน
เสียงร้องขานจากคนขับ
ยื้อแย่งแข่งกันรับ
จ่ายเงินทองกันคล่องมือ
ส่งมาข้าเนื้อสัน
เธอหมูมัน แย่งกันฮือ
จับจ่ายย้ายแยกถือ
กลับสู่เรือนเหมือนทุกวัน
สะดวกสบายดี
บ้านเรามีทุกสิ่งอัน
มีเงินเพลินมือกัน
บ่เปลืองเรี่ยวบ่เหี่ยวแรง
รถรามาถึงบ้าน
ประกาศขานขายบ่แพง
รีบเร่งมาจัดแจง
มาจับจ่ายกันตามใจ
สิ้นสูญฝุ่นสีแดง
มีฝุ่นแห่งศิวิไล
มาถึงหัวกระได
กระดกลิ้นเรียกฝูงคน
เงินหมดเอามาใหม่
เถ้าแก่ให้มากเสียจน
จับจ่ายกันเหลือล้น
มีพืชไร่ใช้ประกัน
ค่ำมืดรายการมี
ดูทีวีทุกวี่วัน
ของข้าของใครมัน
อยู่บนเรือนอันร่ำรวย
อยู่อยู่ก็เรืองรุ่ง
ความเฟื่องฟุ้งมาอั่งอวย
อยู่อยู่ก็ถูกหวย
นามว่ารัฐพัฒนา
อยู่อยู่ก็อย่างนี้
จึงยกชี้บางส่วนมา
เชิญดูให้เต็มตา
แล้วแต่ใจจะใคร่ครวญ.

๕.อนุชน
เริงรำค่ำนี้ชี้ชวน
เรียกหมู่เพรียกมวล
สนิทเพื่อนมิตรสหาย
ย่ำเดินเพลินรื่นเรียงราย
กลิ่นแป้งกำจาย
ใจตื่นใจเต้นตามทาง
หนุ่มน้อยแลตามาวาง
ไว้เพียงพวงปราง
ที่รอยลักยิ้มพิมพ์ใจ
ยินเสียงเพลงแผ่วแว่วไกล
คึกคักกว่าใด
คืนนี้ดีนักมีหนัง
ล้อมผ้าโฆษณาเก็บตังค์
หนังเด่นเรื่องดัง
พระเอกนางเอกเสกใจ
หนุ่มเหน้าสาวน้อยเร็วไว
เด็กเด็กดุ่มไป
พ่อแม่แก่หนุ่มเนื่องหนุน
บ่ผิดบ่เพี้ยนงานบุญ
พ่อคุณแม่คุณ
มาร่วมทุกรุ่นเรียงราย
มาถึงหนังยังบ่ฉาย
พ่อค้าแม่ขาย
ก็เรียกก็ร้องมาเลย
ขนมขบเคี้ยวแม่เอย
ขนมชั้นใบเตย
ทอฟฟี่รสดีมีนะ
หนุ่มน้อยซื้อหน่อยสิจ๊ะ
ฝากแฟนไงล่ะ
ไว้เคี้ยวไว้ขบพบกัน
สรวลเสเฮฮาจำนรรจ์
ยิ้มย่องผ่องพรรณ
เพลงมาร์ชประกาศฤกษ์ชัย
หนังฉายไหลหลั่งอั่งไป
ซื้อตั๋วทันใด
เข้าดูนั่งคู่เคียงกัน
ตื่นตาตื่นใจไหวหวั่น
โอ้อัศจรรย์
แลภาพบนจอซ่านใจ
ภาพเมืองเฟื่องฟุ้งอำไพ
นางเอกงอนไป
พระเอกต้องตามเว้าวอน
ใจเต้นระรัวรอนรอน
ถึงบทถึงตอน
หนังสีมีจุมพิตสาว
หนุ่มน้อยหัวใจเต้นกราว
เฟื่องฝันถึงคราว
ทีข้าก็ครึ้มใจครวญ
แอบมองน้องนางแก้มนวล
หางตาแลชวน
นวลน้องมองเมินเขินอาย
ระส่ำใจบ่เป็นสาย
รัญจวนใจกาย
บ่รู้แล้วเรื่องราวหนัง
เจื้อยเจื้อยแจ้วแจ้วแว่วดัง
ตาดูหูฟัง
แต่ใจกระเจิงเริงรมย์
หนังจบแล้วใจยังจม
อยู่ในเปลือกตม
แห่งรสที่รู้เห็นมา
ตามกันกลับเรือนชายคา
ยังหลบสายตา
หัวใจยังตื่นตื้นตัน
ตันตื้นบ่รู้คืนวัน
คนร่ำลือกัน
หนุ่มสาวคราวแรกรุ่นหวาน
เหลิงจิตเริงกายก่อนกาล
รู้รสหมดปาน
ภู่ผึ้งหึ่งตอมเกสร
บ้างหลบหนีหายจากจร
สู่พระนคร
ตามคนที่เคยคล่องกรุง
พ่อแม่พี่ป้าน้าลุง
อีนังตังนุง
ติดตามเอาตัววุ่นวาย
บ่ฮู้บ่เห็นอีนาย
ยังเป็นหรือตาย
มันหนีหน้าหายสุดหา
ข่าวลือพือร่ำพร่ำมา
ข่าวลือข่าวล่า
ข่าวด่วนดีแท้แน่นอน
เถ้าแก่กว้านซื้อดินดอน
ทุกเขตทุกตอน
อยากขายใคร่ขายมาขาย
มีผู้เสนอมากมาย
อลวนวุ่นวาย
ขันแข่งแย่งยื้อราคา
บ่ฮู้หยังเขาเข้ามา
ยื่นหยิบเงินตรา
ให้จับให้จ่ายจุใจ
มารู้เมื่อมันสายไป
บ่มีชดใช้
ถูกยึดถูกขับยับเยิน
ก่อนนี้มีใช้เพลิดเพลิน
บัดนี้เขาเมิน
เคว้งคว้างว้างในวังวน
บ่รู้แล้วเสียงอึงอล
ของมวลหมู่คน
ผู้ซึ่งสูญเสียทรัพย์สิน
เทวาเทวะใดยิน
ภูตใดได้กิน
ได้กอบได้โกยโดยดี
รุนแรงแฝงฝังทวี
เปรี๊ยงปังทันที
ล้มคว่ำจมกองเลือดแดง
บ่รู้เรื่องไรใครแจง
คือการเปลี่ยนแปลง
เปลี่ยนไปในกาลเวลา
บ้านไร่ไพรีบีฑา
ภัยรุกรุมมา
เงียบเงียบเยียบเย็นเยือกใจ

๖. ผลผลิตใหม่
ขุนเขานิ่งเขียวขรึมใน
ความแปรเปลี่ยนไป
ผู้คนก็กลายเปลี่ยนแปร
ลูกหลานรุ่นหลังบ่แล
แล้งแล้วดวงแด
ลืมสิ้นตำนานผ่านมา
เห็นแต่ค่างวดราคา
ฟ่อนเงินเพลินตา
จึงเปลี่ยนแปรมือถือครอง
คนผู้ร่ำรวยเงินทอง
เข้าจับเข้าจอง
สรรค์สร้างสมบัติพัสถาน
รีสอร์ตแสนสวยโอฬาร
เทือกภูภัยพาล
เข้ารุกเข้ารุมโรมรัน
สนามกอล์ฟอันอัศจรรย์
ดังเนรมิตพลัน
งดงามตามเชิงภูผา
ดินแดงจึ่งดีราคา
ผู้ดียาตรา
พักร้อนผ่อนคลายในสถาน
ซึ่งสร้างสรรค์สุดโอฬาร
อาจเทียบเทียมปาน
สวรรค์ชั้นฟ้ามาดิน
บ่มีแล้วที่ทำกิน
หมดทรัพย์อับสิน
เลี้ยงชีพตีบตันแทบตาย
เพียงแรงมีเหลือมากมาย
ดิ้นรนขวนขวาย
ขาดเขินเคว้งคว้างคลอนแคลน
สาวหนุ่มหนีหายไกลแดน
แผ่นดินเปล่าแปน
อยู่ไปก็ไร้ที่ทาง
หลั่งไหลหนีหายทั้งบาง
ขายแรงในกลาง
มหานครโอฬาร
งุดงุดอยู่ในโรงงาน
ส่งเงินเจือจาน
แม่พ่อผู้รออยู่เรือน
นานทีปีหนจึ่งเยือน
คืนบ้านกลับเฮือน
ที่ห่างหนีหายไปนาน
เงียบเหงาเนานิ่งสนิทปาน
ดงป่าท่าธาร
ทั้งที่นี่บ้านเรือนคน
เสียงครวญของความทุกข์ทน
แผ่วเบาเสียจน
พ่ายเสียงรีสอร์ตกอล์ฟสวย
เสียงร้องของความร่ำรวย
รื่นเริงอำนวย
อำนาจผู้ดีมีเงิน
จึงเพลิดอารมณ์เริงเพลิน
ก้องทั่วแนวเนิน
ดังกลบลบเสียงใดใด
เอ๊ะ! นั่น ใครนะหนอใคร
จึ่งนั่งร้องไห้
สะอื้นกลืนกล้ำลำพัง
ผาลไถหักแล้วเบื้องหลัง
ตะไคร่เกาะกรัง
เกลื่อนกล่นอยู่บนผืนดิน.


๗. แผ่นดินสงวน
ตะวันแย้มฟ้าเมื่อครารุ่ง
ประกายเงินพวยพุ่งเป็นแพรศิลป์
หลังภู เขียวครึ้มมีลมริน
ฝูงนกโบยบินอยู่รื่นเริง
บินว่อนร่อนฟ้าโอ่อ่าสวรรค์
เหนือภูเขียวพลันโลดเถลิง
เหยี่ยวใหญ่จู่โจมจึงกระเจิง
แตกตื่นเปิดเปิงเข้าพฤกษ์ไพร
ไพรพฤกษ์ยังพอมีให้เห็น
ให้น้ำค้างหยาดเย็นเกาะหยดใส
ให้สีเขียวใบหญ้าได้แตกใบ
ให้สีเขียวมวลไม้ได้ผลิงาม
ให้เหมยหมอกเริงรำอย่างฉ่ำชื่น
ให้ผีเสื้อเริงรื่นอยู่ล้นหลาม
ให้ภู่ผึ้งตอมไต่ดอกไม้ตาม
ภูผาเมื่อยามดอกไม้บาน
ให้นกป่าทำรังอยู่กลางป่า
ให้ฝูงปลาว่ายในห้วยละหาน
ให้แผ่นดินรินร่ายหลั่งสายธาร
สงวนไว้คู่บ้านมานานนม
สงวนไว้ให้รีสอร์ทตลอดป่า
ทำการขายค้าค่าเหมาะสม
สนามกอล์ฟกว้างสวยคนรวยนิยม
เขาชื่นเขาชมเขาสร้างทำ
สงวนได้สงวนไปนะไพรป่า
สงวนไว้ให้ยึดมาเพื่อเหยียบย่ำ
เมื่อเงินเรียงรายออกร่ายรำ
กฎหมายก็งึมงำก้มหน้างุด
ครึ้มเขียวขุนเขาลำเนาป่า
แต่ก่อนนานมายังบริสุทธิ์
ยิ่งสงวนรักษาป่ายิ่งทรุด
ด้วยน้ำมือมนุษย์มวลหมู่ใด
จะคงอยู่อย่างไรหนอไพรป่า
มีใครหาญกล้าประกันได้
วันวานผ่านมาป่าหายไป
อนาคตจะมีใครเอาคืนมา


๘. ในความเป็นไป
จบเรื่องบ้านเราเพียงเท่านี้
อาจเล่าได้ไม่ดีดูด้อยค่า
เสียดายปู่จากไปไกลลับตา
อยากให้ปู่ดูว่าเป็นเยี่ยงใด
คำกลอนที่กล่าวเรื่องชาวบ้าน
เรื่องราวที่หลานมาขานไข
ตรงตามคำปู่อยู่เท่าไร
ขาดตกตรงไหนได้ช่วยเติม
ยุคนี้เขาเรียกขานบ้านเรานิกส์
ยุคแผ่นดินถูกพลิกถูกแต่งเสริม
ยุคเงินทองกองก่ายกันเหิมเกริม
ยุคแห่งความเห่อเหิมกระหายทรัพย์
ใครมีเงินทองเป็นกองก่าย
ทำสิ่งใดก็ง่ายดายคนสดับ
ครับท่าน ครับผม ขอรับครับ
กระดิกนิ้วมีคนรับอยู่เรียงราย
ยินดีรับใช้ครับนายท่าน
จะทำการสิ่งใดง่ายแสนง่าย
มวลหมู่บริวารอันมากมาย
พร้อมพลีใจกายกระทำแทน
กระทำตามคำสั่งทุกทุกสิ่ง
เจ้านายเรียกรีบวิ่งมาแห่แหน
เอาน้ำเงินแลกน้ำใจได้ทั่วแดน
มั่นคงนักหนักแน่นไม่แคลนคลอน
พริกบ้านเหนือเกลือบ้านใต้ไม่มีแล้ว
เอาเงินคำกำแก้วยื่นมาก่อน
ใครจะอยู่หรือตายไม่ออนซอน
ใครจะสุขทุกข์ร้อนก็ทุกข์ไป
ข้าจะทำสิ่งใดใครอย่ายุ่ง
เรื่องของเอ็ง ก็จงมุ่งเอาใจใส่
บ้านของข้ามีรั้วรอบขอบชิดใน
กักขังตนเอาไว้ในรั้วนั้น
ทุกทุกสิ่งผันแปรแท้เทียวปู่
น้ำใจคนเคยมีอยู่ยังแปรผัน
ใครจะอยู่อย่างไรบ้างช่างหัวมัน
เหลือไม่พอแบ่งปันแล้วน้ำใจ
ปู่ลาลับจากไปสบายแล้วปู่
หลานนี่ยังอยู่อย่างหมองไหม้
ต้องพลัดบ้านเกิดมาอยู่เมืองไกล
เมื่อเรือนไม้ถูกรื้อถูกถือครอง
ขอโทษปู่หลายหลายไม่อาจต้าน
ไม่อาจอยู่ในบ้านอย่างเจ้าของ
บ้านหลังใหญ่สูญสิ้น น้ำตานอง
ทั้งหดหู่ใจหมอง ต้องจำลา
ปู่สั่งให้พากเพียรเรียนเขียนอ่าน
จึงได้จัดการตามปู่ว่า
ทรัพย์สมบัติปู่มอบไว้ให้นานมา
บัดนี้เหลือปริญญาอยู่หนึ่งใบ.

๙.ใคร?
ใครคนผู้ขายค้า&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;คือใคร
ขายแผ่นดินสิ้นไป……………………มดแล้ว
เงินทองก่ายกองใน…………………&#8230;.กำปั่น
เห็นแก่ทรัพย์สินแก้ว………………………       .นอบน้อมนายเงิน
นานเนิ่นนั่งซบหน้า…………………………….คือใคร
คุกเข่าก้มลงไป…………………………….จูบหล้า
น้ำตาบ่ารินไหล…………………………….นองหลั่ง
โอ้แผ่นดินถิ่นข้า…………………………….บัดนี้ใครครอง.
 
จบบริบูรณ์
โกศล อนุสิม
(เขียนร่างแรก ๒๕๓๕ แก้ไขชัดเกลาเรื่อยมา)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;">ภาคสอง<br />
บอกเล่าให้ปู่ฟัง</h2>
<p style="text-align: center;">เฮาอาศัยพวกพ้องน้องนุ่งสหายเกลอ<br />
เขาก็อาศัยเฮาจึงเป็นเมืองบ้าน<br />
คนหากอาศัยด้วยดอมคนเป็นหมู่<br />
บ่มีไผอยู่ยั้งทอนท่อผู้เดียว ได้แล้ว”</p>
<h3 style="text-align: center;">ย่าสอนหลาน<br />
วรรณคดีโบราณอีสาน</h3>
<h3 style="text-align: center;"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:UuZ__zOmdeFqXM:http://www.geocities.com/forestfirecontrol13/images/forest.jpg" alt="" /></h3>
<h2 style="text-align: center;">ถึงปู่</h2>
<p style="text-align: center;">นานมาแล้วนักหนามากนะปู่<br />
ยังอยู่สุขดีหรือไฉน<br />
หลายปีดีดักปู่จากไป<br />
เมืองฟ้าเป็นอย่างไรไยเงียบแท้<br />
อยู่เมืองฟ้ามองมาดินได้ไหมปู่<br />
หลานยังอยากรู้อยู่แนวแน่<br />
คิดถึงปู่ว่างว่างนั่งเล็งแล<br />
คอยชะแง้ชะเง้อมองจ้องแลฟ้า<br />
อยากจะเห็นหน้าปู่อยู่ทุกเมื่อ<br />
ในใจวุ่นเหลืออยู่เจียนบ้า<br />
อยากเล่าเรื่องทั้งหลายที่มีมา<br />
ให้ปู่ฟังสักคราอยู่ครามครัน</p>
<p style="text-align: center;"><span id="more-374"></span><br />
โตขึ้นร่ำเรียนเพียรเขียนขีด<br />
จนหน้าเขียวเซียวซีดบ่เคยหวั่น<br />
แผ่นกระดาษปริญญาว่าสำคัญ<br />
บักหำน้อยของปู่นั้นมันก็มี<br />
คิดจะเอาปริญญามาอวดปู่<br />
ปู่ก็บ่ยอมอยู่ดูเสียนี่<br />
หวังว่าปู่อยู่สวรรค์สบายดี<br />
หลานของปู่วันนี้ดีไม่น้อย<br />
มีเรื่องราวมายมากอยากเล่าอยู่<br />
อยากจะฟังไหมปู่ดูสักหน่อย<br />
หลังจากปู่จากไปไม่รอคอย<br />
บ้านเราค่อยพลิกผันการเปลี่ยนแปลง<br />
อยู่เมืองฟ้ามองลงมาหาไม่เห็น<br />
อย่าสงสัยมันแปรเป็นไปทุกแห่ง<br />
ปู่ฟังแล้วจะได้หายเคลือบแคลง<br />
ฟังนะปู่ หลานจะแจงแถลงการณ์</p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:UuZ__zOmdeFqXM:http://www.geocities.com/forestfirecontrol13/images/forest.jpg" alt="" /></p>
<h3 style="text-align: center;">๑. ข่าวล่า</h3>
<p style="text-align: center;">ขรึมเขียวคือขุนเขา<br />
อยู่นิ่งเนามานมนาน<br />
นิ่งอยู่ในวันวาร<br />
ที่ข่าวล่ากระพือโหม<br />
ข่าวใหม่ข่าวใหญ่นัก<br />
ผู้คนชักช่วยประโคม<br />
จับกลุ่มกันโอ้โลม<br />
ลุตลอดถ่ายทอดไป ข่าวนี้มีน้ำหนัก<br />
แน่นอนนักจากผู้ใหญ่<br />
&#8220;ทางการท่านมีใจ<br />
จะเร่งรัดพัฒนา<br />
คราวนี้นะดีแน่<br />
ที่ย่ำแย่จะลืมตา<br />
ที่ร้อนจะผ่อนลา<br />
ด้วยหลวงท่านจงมั่นใจ<br />
โครงการเงินล้านแสน<br />
บ่ขาดแคลนแล้วทวยไทย<br />
มั่งคั่งกว่าครั้งใด<br />
ต้องอย่างนี้สิหลวงเรา&#8221;<br />
&#8220;ผู้ใหญ่อย่าชักช้า<br />
รีบแจ้งมารวดเร็วเข้า<br />
หลวงท่านจะบรรเทา<br />
ความทุกข์ร้อนด้วยการใด&#8221;<br />
&#8220;อย่าเร่งสิเจ้าข้า<br />
กำลังว่าอยู่นี้ไง<br />
ได้ฟังอย่าคลั่งใจ<br />
อย่าเพิ่งปลื้มจนลืมตัว<br />
ท่านเห็นความทุกข์ยาก<br />
เราลำบากกันเนียนัว<br />
ทุกอย่างช่างมืดมัว<br />
จึงเตรียมการมานานนม<br />
เอ็งเห็นไหมทางฝุ่น<br />
มันคว้างวุ่นเมื่อโดนลม<br />
ฝนหลั่งทั้งโคลนตม<br />
ลำบากแท้แน่เจียวเหวย<br />
จะสร้างทางยุคใหม่<br />
ให้กว้างใหญ่กว่าที่เคย<br />
ราดยางอย่างดีเลย<br />
สะดวกแน่แต่นี้ไป&#8221;<br />
ได้ยินแล้วร้องฮ้า<br />
ล้อมวงฮาพาสุขใจ<br />
อิ่มหวังเกินครั้งใด<br />
สะออนเอมทั้งเปรมปรีดิ์<br />
ค่ำมืดมันตืดตา<br />
ดังพงป่ากลางพงพี<br />
หลวงท่านเจาะจงมี<br />
ไฟฟ้าลัดตัดตรงมา<br />
บ้านเมืองสิเฮืองฮุ่ง<br />
ท่านจึงมุ่งพัฒนา<br />
จากนี้บ่นานช้า<br />
รออีกหน่อยค่อยสบาย<br />
จ้อกแจ้กอยู่จอแจ<br />
ท่านปกแผ่จริงเจ้านาย<br />
ทุกข์ร้อนคงผ่อนคลาย<br />
นะคราวนี้ที่บ้านเรา<br />
ข่าวล่าประโคมโหม<br />
ต่างโอ้โลมบ่บางเบา<br />
นิ่งขรึมคือขุนเขา<br />
คงเขียวครึ้มอึมครึมคราม<br />
แลภูยังเป็นภู<br />
ยังนิ่งอยู่ทุกโมงยาม<br />
แลคนยังคงตาม<br />
จะโค่นภูอยู่ทุกวัน<br />
ดินแดงในวันนี้<br />
มันบ่ดีเหมือนก่อนนั้น<br />
รุกป่าเรียงหน้ากัน<br />
ขยายไร่ไปเชิงภู<br />
ธารชุ่มที่เคยฉ่ำ<br />
เคยรินน้ำอยู่เกรียวกรู<br />
บัดนี้เมื่อมองดู<br />
เจ้าไปไหนหนอสายน้ำ<br />
นิ่งขรึมคือขุนเขา<br />
ทุกลำเนานิ่งลำนำ<br />
แต่คนยังพึมพำ<br />
ตื่นข่าวล่ามากกว่าใด.</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:ZZ94wBjz_bX5GM:http://gs33dv.diinoweb.com/i/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%2520(Earth%2520Day)/IMGA0932.jpg" alt="" /></p>
<h3 style="text-align: center;">๒.ถนนสีฝุ่น</h3>
<p style="text-align: center;">จากแนวเชิงภู<br />
กว้างไกลเกินกู่<br />
ลดหลั่นกันไป<br />
คือผืนดินแดง<br />
แยกแบ่งแหล่งใคร<br />
สร้างทำตามใจ<br />
ทุ่มเรี่ยวแรงลง<br />
ทุกฤดูกาล<br />
เป็นมาช้านาน<br />
แต่ครั้งถางพง<br />
บัดนี้โล่งแปน<br />
บนแผ่นดินคง<br />
พืชไร่เป็นดง<br />
เขียวสดงดงาม<br />
ฝนมาฟ้าหลั่ง<br />
คนบ่หยุดยั้ง<br />
เพาะปลูกทุกคาม<br />
ทุกทุกผืนไร่<br />
ใครใครก็ตาม<br />
รีบเร่งในยาม<br />
ฝนฟ้าอำนวย<br />
หลายวันผันผ่าน<br />
ผลแห่งการงาน<br />
แตกหน่อออกสวย<br />
ค่อยค่อยแตกยอด<br />
อ้อนออดลมรวย<br />
แดดบ่มพรมช่วย<br />
ยืนต้นบนดิน<br />
เสร็จสิ้นการงาน<br />
ตะวันแดงฉาน<br />
ค่ำแล้วแว่วยิน<br />
เสียงร้องเรียกขาน<br />
กังวานชีวิน<br />
จากคนทำกิน<br />
บ้านไร่นาเรา<br />
มุ่งหน้ากลับบ้าน<br />
หลังเสร็จการงาน<br />
เหน็ดเหนื่อยไม่เบา<br />
เดินตามเส้นทาง<br />
ก้าวย่างเหยียบเอา<br />
โคลนเลอะเปรอะเท้า<br />
แดงเถือกทุกที<br />
ถึงเรือนเหนื่อยหนัก<br />
นั่งลงผ่อนพัก<br />
กินข้าวแซบดี<br />
ต้มผักแกงปลา<br />
ปลาร้าพริกมี<br />
ประทังชีวี<br />
สร้างเรี่ยวคืนแรง</p>
<p style="text-align: center;">คืนวันผันผ่าน<br />
ตามฤดูกาล<br />
หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง<br />
ล่วงแล้ววสันต์<br />
เหมันต์จำแลง<br />
พืชไร่ทุกแหล่ง<br />
หลากล้วนสุกงอม<br />
ข้าวโพดเต็มฝัก<br />
บวบแฟงแตงฟัก<br />
กระเทียมหัวหอม<br />
ฟักทองทิ้งเถา<br />
เจ้าของเก็บออม<br />
รวบรวมไว้พร้อม<br />
เพื่อตีราคา<br />
ถนนสีฝุ่น<br />
ธุลีคว้างหมุน<br />
ด้วยแรงรถรา<br />
บรรทุกถึงที่<br />
“นี่ดีแล้วนา<br />
อั๊วต้องเสียค่า<br />
ใช้จ่ายมากมี”<br />
“เพิ่มนิดเถอะนะ<br />
เถ้าแก่เจ้าคะ<br />
อย่ากดนักซี<br />
ฉันเหนื่อยหนักหนา<br />
ทำมาทั้งปี<br />
ขายราคานี้<br />
ทุนหมดอดตาย”<br />
“จะเอาไม่เอา<br />
บอกมาเร็วเข้า<br />
ไม่ขายอย่าขาย<br />
อั๊วคงขาดทุน<br />
หัวหมุนวุ่นวาย<br />
อยากช่วยจึงหมาย<br />
รีบรี่เร็วมา”<br />
“เจ้าข้าเถ้าแก่<br />
อีฉันสิแย่<br />
บ่ได้ราคา“<br />
“เออนะอดทน<br />
สักหนหน่อยนา<br />
รับรองปีหน้า<br />
อั๊วซื้อแพงแพง”<br />
ถนนสีฝุ่น<br />
ม่านธุลีหมุน<br />
คลุ้งฝุ่นสีแดง<br />
ครึ้มคว้างคลุมไร่<br />
ว่อนในแดดแรง<br />
รถราวิ่งแข่ง<br />
บรรทุกพืชผล<br />
เส้นทางคดเคี้ยว<br />
วนลัดตัดเลี้ยว<br />
หลายหลากวกวน<br />
เป็นเส้นทางเชื่อม<br />
ความเหลื่อมล้ำคน<br />
ยากดีมีจน<br />
ประสบพบกัน</p>
<p style="text-align: center;">ใครรุกใครไล่<br />
ใครได้เปรียบใคร<br />
ใครรู้เท่าทัน<br />
เส้นทางสีฝุ่น<br />
วายวุ่นทุกวัน<br />
ในการแข่งขัน<br />
ของมวลหมู่คน.</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:fJS9Hwe_LWzqWM:http://www.fm100cmu.com/uploads/20050927140320.jpg" alt="" /></p>
<h3 style="text-align: center;">๓.พายุหมุน</h3>
<p style="text-align: center;">ครารุ่งอรุณ<br />
ตะวันแสงอุ่น<br />
ขับความมืดมน<br />
โลกตื่นลืมตา<br />
เริงร่าอึงอล<br />
ชีวิตมากล้น<br />
สุขชื่นรื่นใจ<br />
คนตื่นเช้าตรู่<br />
นั่นดูซิดู<br />
ตะวันรูปไข่<br />
แดงจ๋าน่าหม่ำ<br />
พึมพำกันไป<br />
เด็กน้อยร้องไห้<br />
อ้อนแม่เอามา<br />
หนูจะกินไข่<br />
ไข่ต้มใบใหญ่<br />
ลอยอยู่บนฟ้า<br />
บ่เอาเซาลูก<br />
หยุดร้องเสียนา<br />
แม่เอาไข่มา<br />
ต้มให้เจ้าแล้ว<br />
ต้นหญ้าชูยอด<br />
น้ำค้างอ้อนออด<br />
บนใบวาวแวว<br />
ร้องบอกตะวัน<br />
ดังลั่นแซ่แซว<br />
ว่าโอเพื่อนแก้ว<br />
อย่าด่วนแรงร้อน<br />
ข้าเพิ่งเกิดมา<br />
เอ็นดูเถิดหนา<br />
ขอชมโลกก่อน<br />
ตะวันตอบว่า<br />
ข้าต้องโคจร<br />
น้ำค้างอ้อนวอน<br />
ช้าก่อนเป็นไร<br />
นกน้อยบินมา<br />
จุ๊บจิ๊บจี๋จ๋า<br />
จับคู่กันไป<br />
บอกน้ำค้างว่า<br />
เจ้าอย่าเสียใจ<br />
รุ่งเช้ามาใหม่<br />
สดใสวาววาม<br />
ตะวันทอแสง<br />
แดดเริ่มแผดแรง<br />
กงกาลผ่านตาม<br />
โลกเปลี่ยนเวียนไป<br />
เคลื่อนไหวทุกยาม<br />
วันคล้อยคืนข้าม<br />
ปั่นป่วนปรวนแปร<br />
จากเช้าถึงเที่ยง<br />
ร้อนแดดแผดเปรี้ยง<br />
เริงแรงดีแท้<br />
พลันพายุหมุน<br />
ม่านฝุ่นเป็นแพ<br />
เพียงร้อนยังแย่<br />
นี่เพิ่มแรงลม<br />
คือลมหัวกุด<br />
พัดไปไม่หยุด<br />
ราวฟ้าถล่ม<br />
พัดจนพอใจ<br />
เสียหายไปจม<br />
ฝุ่นดินพร่างพรม<br />
ลงเต็มบ้านเรือน<br />
เสียงเซ็งแซ่ศัพท์<br />
เมื่อลมไปลับ<br />
สิ่งของกลาดเกลื่อน<br />
โน่นสังกะสี<br />
ทิดมี อีเตือน<br />
มันพรากจากเพื่อน<br />
ลอยตามแรงลม<br />
กระท่อมทิดสี<br />
แรงลมโหมตี<br />
จึงพลันยุบจม<br />
ถ้วยโถโอขัน<br />
อัศจรรย์ดังพรหม<br />
ยอขึ้นไปชม<br />
อยู่ยังยอดไม้<br />
หลายอย่างย่อยยับ<br />
ตะวันลาลับ<br />
ย่างเข้าคืนใหม่<br />
มีคำไต่ถาม<br />
หาความเหตุใด<br />
ลมแล้งจึ่งได้<br />
กระหน่ำซ้ำร้าย<br />
ไม่มีคำตอบ<br />
ทุกคนยังหอบ<br />
ภาระมากมาย<br />
วันเปลี่ยนคืนผัน<br />
ลืมกันง่ายดาย<br />
มีสิ่งใหม่กราย<br />
มาให้จดจาร<br />
ถนนสีฝุ่น<br />
ลมแล้งพัดหมุน<br />
ผ่านไปไม่นาน<br />
ถนนใหม่กว้าง<br />
แบบอย่างโอฬาร<br />
จากเมืองถึงบ้าน<br />
มุ่งสู่อีกเมือง<br />
มีสายไฟฟ้า<br />
คือความก้าวหน้า<br />
เฟื่องฟุ้งรุ่งเรือง<br />
สะดวกสบาย<br />
ทุกข์หายคลายเคือง<br />
ผู้คนปราดเปรื่อง<br />
รู้โลกกว้างไกล<br />
สิ่งใดเมืองมี<br />
นำมาที่นี่<br />
บ่น้อยหน้าใคร<br />
หนังจอทีวี<br />
มีดูดังใจ<br />
รถยนต์คันใหญ่<br />
ส่งเสียงแผดดัง<br />
นี่แหละบ้านเรา<br />
ถามหาของเก่า<br />
แหมเชยเสียจัง<br />
วันนี้ฟูเฟื่อง<br />
เมลืองมลัง<br />
อนุชนรุ่นหลัง<br />
ต่างชื่นไชโย.</p>
<p style="text-align: center;">
<img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:GP7zAsFRW6twBM:http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/673/8673/images/MaeHSU09.jpg" alt="" /></p>
<h3 style="text-align: center;">๔.ฝุ่นสีใหม่</h3>
<p style="text-align: center;">อยู่อยู่ก็รุ่งเรือง<br />
และฟุ้งเฟื่องเสียใหญ่โต<br />
ก้าวไกลไปอักโข<br />
บ้านเรายอดเสียจริงจริง<br />
บ้านไร่สบายแฮ<br />
เจริญแท้ทุกทุกสิ่ง<br />
มีหลักให้พักพิง<br />
คือพืชผลบนดินแดง<br />
พ่อค้าให้เครดิต<br />
บ่ต้องคิดให้เปลืองแรง<br />
ไปถึงก็จัดแจง<br />
เอาสิ่งของตามต้องการ<br />
หว่านพืชเพื่อหวังผล<br />
เห็นคนจนต้องเจือจาน<br />
ฝากคำที่พร่ำหวาน<br />
ลื้อไม่ต้องเป็นกังวล<br />
เก็บเกี่ยวค่อยมาเคลียร์<br />
ขอดอกเบี้ยทุกทุกคน<br />
นิดหน่อยน้อยเสียจน<br />
บ่รู้สึกว่าเสียเชิง<br />
แย้มยิ้มอิ่มอุรา<br />
หัวเราะร่าอยู่รื่นเริง<br />
แข่งขันกันเปิดเปิง<br />
ให้โก้หรูกว่าผู้ใด<br />
นี่เธอรู้ไหมจ๊ะ<br />
ทิดมีนะเก่งกว่าใคร<br />
มีรถคันใหญ่ใหม่<br />
ทั้งตู้เย็นและทีวี<br />
ได้ข่าวมันไปหา<br />
เถ้าแก่มาเขาใจดี<br />
ข้าวโพดที่มันมี<br />
เถ้าแก่ให้ขายกับเขา<br />
ได้ข่าวอยู่เหมือนกัน<br />
ทิดมีมันนั้นไม่เบา<br />
โชคดีกว่าพวกเรา<br />
เถ้าแก่รักมันหนักหนา<br />
มันคนที่แคล่วคล่อง<br />
รู้ต่อรองรู้เจรจา<br />
รับเงินเถ้าแก่มา<br />
ให้เรากู้อยู่ทุกวัน<br />
เออแน่ะนี่ฟังไว้<br />
แล้วอย่าไปเอะอะกัน<br />
ได้ข่าวว่าอีจัน<br />
เป็นเมียน้อยกำนันนะ<br />
โธ่ถัง เพิ่งรู้หรือ<br />
เขาร่ำลือนานแล้วล่ะ<br />
คงจริงอย่างว่าวะ<br />
มันดูพริ้งทั้งแพรวพราว<br />
แจ้วแจ้วแว่วประกาศ<br />
รถตลาดเรียกปาวปาว<br />
สดแห้งอาหารคาว<br />
ทั้งหมูเนื้อเพื่อซื้อขาย<br />
เร่งรีบมาเร็วพลัน<br />
มาซื้อกันแสนสบาย<br />
กับข้าวมีมากมาย<br />
บริการทุกท่านครับ<br />
เชิญจ้ะนะแม่บ้าน<br />
เสียงร้องขานจากคนขับ<br />
ยื้อแย่งแข่งกันรับ<br />
จ่ายเงินทองกันคล่องมือ<br />
ส่งมาข้าเนื้อสัน<br />
เธอหมูมัน แย่งกันฮือ<br />
จับจ่ายย้ายแยกถือ<br />
กลับสู่เรือนเหมือนทุกวัน<br />
สะดวกสบายดี<br />
บ้านเรามีทุกสิ่งอัน<br />
มีเงินเพลินมือกัน<br />
บ่เปลืองเรี่ยวบ่เหี่ยวแรง<br />
รถรามาถึงบ้าน<br />
ประกาศขานขายบ่แพง<br />
รีบเร่งมาจัดแจง<br />
มาจับจ่ายกันตามใจ<br />
สิ้นสูญฝุ่นสีแดง<br />
มีฝุ่นแห่งศิวิไล<br />
มาถึงหัวกระได<br />
กระดกลิ้นเรียกฝูงคน<br />
เงินหมดเอามาใหม่<br />
เถ้าแก่ให้มากเสียจน<br />
จับจ่ายกันเหลือล้น<br />
มีพืชไร่ใช้ประกัน<br />
ค่ำมืดรายการมี<br />
ดูทีวีทุกวี่วัน<br />
ของข้าของใครมัน<br />
อยู่บนเรือนอันร่ำรวย</p>
<p style="text-align: center;">อยู่อยู่ก็เรืองรุ่ง<br />
ความเฟื่องฟุ้งมาอั่งอวย<br />
อยู่อยู่ก็ถูกหวย<br />
นามว่ารัฐพัฒนา<br />
อยู่อยู่ก็อย่างนี้<br />
จึงยกชี้บางส่วนมา<br />
เชิญดูให้เต็มตา<br />
แล้วแต่ใจจะใคร่ครวญ.</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:gqloczh_y2gYzM:http://www.thainewsland.com/images/th/19125.jpg" alt="" /></p>
<h3 style="text-align: center;">๕.อนุชน</h3>
<p style="text-align: center;">เริงรำค่ำนี้ชี้ชวน<br />
เรียกหมู่เพรียกมวล<br />
สนิทเพื่อนมิตรสหาย<br />
ย่ำเดินเพลินรื่นเรียงราย<br />
กลิ่นแป้งกำจาย<br />
ใจตื่นใจเต้นตามทาง<br />
หนุ่มน้อยแลตามาวาง<br />
ไว้เพียงพวงปราง<br />
ที่รอยลักยิ้มพิมพ์ใจ<br />
ยินเสียงเพลงแผ่วแว่วไกล<br />
คึกคักกว่าใด<br />
คืนนี้ดีนักมีหนัง<br />
ล้อมผ้าโฆษณาเก็บตังค์<br />
หนังเด่นเรื่องดัง<br />
พระเอกนางเอกเสกใจ<br />
หนุ่มเหน้าสาวน้อยเร็วไว<br />
เด็กเด็กดุ่มไป<br />
พ่อแม่แก่หนุ่มเนื่องหนุน<br />
บ่ผิดบ่เพี้ยนงานบุญ<br />
พ่อคุณแม่คุณ<br />
มาร่วมทุกรุ่นเรียงราย<br />
มาถึงหนังยังบ่ฉาย<br />
พ่อค้าแม่ขาย<br />
ก็เรียกก็ร้องมาเลย<br />
ขนมขบเคี้ยวแม่เอย<br />
ขนมชั้นใบเตย<br />
ทอฟฟี่รสดีมีนะ<br />
หนุ่มน้อยซื้อหน่อยสิจ๊ะ<br />
ฝากแฟนไงล่ะ<br />
ไว้เคี้ยวไว้ขบพบกัน<br />
สรวลเสเฮฮาจำนรรจ์<br />
ยิ้มย่องผ่องพรรณ<br />
เพลงมาร์ชประกาศฤกษ์ชัย<br />
หนังฉายไหลหลั่งอั่งไป<br />
ซื้อตั๋วทันใด<br />
เข้าดูนั่งคู่เคียงกัน<br />
ตื่นตาตื่นใจไหวหวั่น<br />
โอ้อัศจรรย์<br />
แลภาพบนจอซ่านใจ<br />
ภาพเมืองเฟื่องฟุ้งอำไพ<br />
นางเอกงอนไป<br />
พระเอกต้องตามเว้าวอน<br />
ใจเต้นระรัวรอนรอน<br />
ถึงบทถึงตอน<br />
หนังสีมีจุมพิตสาว<br />
หนุ่มน้อยหัวใจเต้นกราว<br />
เฟื่องฝันถึงคราว<br />
ทีข้าก็ครึ้มใจครวญ<br />
แอบมองน้องนางแก้มนวล<br />
หางตาแลชวน<br />
นวลน้องมองเมินเขินอาย<br />
ระส่ำใจบ่เป็นสาย<br />
รัญจวนใจกาย<br />
บ่รู้แล้วเรื่องราวหนัง<br />
เจื้อยเจื้อยแจ้วแจ้วแว่วดัง<br />
ตาดูหูฟัง<br />
แต่ใจกระเจิงเริงรมย์<br />
หนังจบแล้วใจยังจม<br />
อยู่ในเปลือกตม<br />
แห่งรสที่รู้เห็นมา<br />
ตามกันกลับเรือนชายคา<br />
ยังหลบสายตา<br />
หัวใจยังตื่นตื้นตัน<br />
ตันตื้นบ่รู้คืนวัน<br />
คนร่ำลือกัน<br />
หนุ่มสาวคราวแรกรุ่นหวาน<br />
เหลิงจิตเริงกายก่อนกาล<br />
รู้รสหมดปาน<br />
ภู่ผึ้งหึ่งตอมเกสร<br />
บ้างหลบหนีหายจากจร<br />
สู่พระนคร<br />
ตามคนที่เคยคล่องกรุง<br />
พ่อแม่พี่ป้าน้าลุง<br />
อีนังตังนุง<br />
ติดตามเอาตัววุ่นวาย<br />
บ่ฮู้บ่เห็นอีนาย<br />
ยังเป็นหรือตาย<br />
มันหนีหน้าหายสุดหา<br />
ข่าวลือพือร่ำพร่ำมา<br />
ข่าวลือข่าวล่า<br />
ข่าวด่วนดีแท้แน่นอน<br />
เถ้าแก่กว้านซื้อดินดอน<br />
ทุกเขตทุกตอน<br />
อยากขายใคร่ขายมาขาย<br />
มีผู้เสนอมากมาย<br />
อลวนวุ่นวาย<br />
ขันแข่งแย่งยื้อราคา<br />
บ่ฮู้หยังเขาเข้ามา<br />
ยื่นหยิบเงินตรา<br />
ให้จับให้จ่ายจุใจ<br />
มารู้เมื่อมันสายไป<br />
บ่มีชดใช้<br />
ถูกยึดถูกขับยับเยิน<br />
ก่อนนี้มีใช้เพลิดเพลิน<br />
บัดนี้เขาเมิน<br />
เคว้งคว้างว้างในวังวน<br />
บ่รู้แล้วเสียงอึงอล<br />
ของมวลหมู่คน<br />
ผู้ซึ่งสูญเสียทรัพย์สิน<br />
เทวาเทวะใดยิน<br />
ภูตใดได้กิน<br />
ได้กอบได้โกยโดยดี<br />
รุนแรงแฝงฝังทวี<br />
เปรี๊ยงปังทันที<br />
ล้มคว่ำจมกองเลือดแดง<br />
บ่รู้เรื่องไรใครแจง<br />
คือการเปลี่ยนแปลง<br />
เปลี่ยนไปในกาลเวลา<br />
บ้านไร่ไพรีบีฑา<br />
ภัยรุกรุมมา<br />
เงียบเงียบเยียบเย็นเยือกใจ</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:65Ctq8-vZlPuxM:http://www.school.net.th/library/snet6/envi3/monpit-a/m7.gif" alt="" /></p>
<h3 style="text-align: center;">๖. ผลผลิตใหม่</h3>
<p style="text-align: center;">ขุนเขานิ่งเขียวขรึมใน<br />
ความแปรเปลี่ยนไป<br />
ผู้คนก็กลายเปลี่ยนแปร<br />
ลูกหลานรุ่นหลังบ่แล<br />
แล้งแล้วดวงแด<br />
ลืมสิ้นตำนานผ่านมา<br />
เห็นแต่ค่างวดราคา<br />
ฟ่อนเงินเพลินตา<br />
จึงเปลี่ยนแปรมือถือครอง<br />
คนผู้ร่ำรวยเงินทอง<br />
เข้าจับเข้าจอง<br />
สรรค์สร้างสมบัติพัสถาน<br />
รีสอร์ตแสนสวยโอฬาร<br />
เทือกภูภัยพาล<br />
เข้ารุกเข้ารุมโรมรัน<br />
สนามกอล์ฟอันอัศจรรย์<br />
ดังเนรมิตพลัน<br />
งดงามตามเชิงภูผา<br />
ดินแดงจึ่งดีราคา<br />
ผู้ดียาตรา<br />
พักร้อนผ่อนคลายในสถาน<br />
ซึ่งสร้างสรรค์สุดโอฬาร<br />
อาจเทียบเทียมปาน<br />
สวรรค์ชั้นฟ้ามาดิน<br />
บ่มีแล้วที่ทำกิน<br />
หมดทรัพย์อับสิน<br />
เลี้ยงชีพตีบตันแทบตาย<br />
เพียงแรงมีเหลือมากมาย<br />
ดิ้นรนขวนขวาย<br />
ขาดเขินเคว้งคว้างคลอนแคลน<br />
สาวหนุ่มหนีหายไกลแดน<br />
แผ่นดินเปล่าแปน<br />
อยู่ไปก็ไร้ที่ทาง<br />
หลั่งไหลหนีหายทั้งบาง<br />
ขายแรงในกลาง<br />
มหานครโอฬาร<br />
งุดงุดอยู่ในโรงงาน<br />
ส่งเงินเจือจาน<br />
แม่พ่อผู้รออยู่เรือน<br />
นานทีปีหนจึ่งเยือน<br />
คืนบ้านกลับเฮือน<br />
ที่ห่างหนีหายไปนาน</p>
<p>เงียบเหงาเนานิ่งสนิทปาน<br />
ดงป่าท่าธาร<br />
ทั้งที่นี่บ้านเรือนคน<br />
เสียงครวญของความทุกข์ทน<br />
แผ่วเบาเสียจน<br />
พ่ายเสียงรีสอร์ตกอล์ฟสวย<br />
เสียงร้องของความร่ำรวย<br />
รื่นเริงอำนวย<br />
อำนาจผู้ดีมีเงิน<br />
จึงเพลิดอารมณ์เริงเพลิน<br />
ก้องทั่วแนวเนิน<br />
ดังกลบลบเสียงใดใด<br />
เอ๊ะ! นั่น ใครนะหนอใคร<br />
จึ่งนั่งร้องไห้<br />
สะอื้นกลืนกล้ำลำพัง<br />
ผาลไถหักแล้วเบื้องหลัง<br />
ตะไคร่เกาะกรัง<br />
เกลื่อนกล่นอยู่บนผืนดิน.</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:NsYwj-xVpQhOFM:http://www.ezytrip.com/webboard/images/20000/13200/13140.jpg" alt="" /></p>
<h3 style="text-align: center;">
๗. แผ่นดินสงวน</h3>
<p style="text-align: center;">ตะวันแย้มฟ้าเมื่อครารุ่ง<br />
ประกายเงินพวยพุ่งเป็นแพรศิลป์<br />
หลังภู เขียวครึ้มมีลมริน<br />
ฝูงนกโบยบินอยู่รื่นเริง<br />
บินว่อนร่อนฟ้าโอ่อ่าสวรรค์<br />
เหนือภูเขียวพลันโลดเถลิง<br />
เหยี่ยวใหญ่จู่โจมจึงกระเจิง<br />
แตกตื่นเปิดเปิงเข้าพฤกษ์ไพร<br />
ไพรพฤกษ์ยังพอมีให้เห็น<br />
ให้น้ำค้างหยาดเย็นเกาะหยดใส<br />
ให้สีเขียวใบหญ้าได้แตกใบ<br />
ให้สีเขียวมวลไม้ได้ผลิงาม<br />
ให้เหมยหมอกเริงรำอย่างฉ่ำชื่น<br />
ให้ผีเสื้อเริงรื่นอยู่ล้นหลาม<br />
ให้ภู่ผึ้งตอมไต่ดอกไม้ตาม<br />
ภูผาเมื่อยามดอกไม้บาน<br />
ให้นกป่าทำรังอยู่กลางป่า<br />
ให้ฝูงปลาว่ายในห้วยละหาน<br />
ให้แผ่นดินรินร่ายหลั่งสายธาร<br />
สงวนไว้คู่บ้านมานานนม<br />
สงวนไว้ให้รีสอร์ทตลอดป่า<br />
ทำการขายค้าค่าเหมาะสม<br />
สนามกอล์ฟกว้างสวยคนรวยนิยม<br />
เขาชื่นเขาชมเขาสร้างทำ<br />
สงวนได้สงวนไปนะไพรป่า<br />
สงวนไว้ให้ยึดมาเพื่อเหยียบย่ำ<br />
เมื่อเงินเรียงรายออกร่ายรำ<br />
กฎหมายก็งึมงำก้มหน้างุด<br />
ครึ้มเขียวขุนเขาลำเนาป่า<br />
แต่ก่อนนานมายังบริสุทธิ์<br />
ยิ่งสงวนรักษาป่ายิ่งทรุด<br />
ด้วยน้ำมือมนุษย์มวลหมู่ใด<br />
จะคงอยู่อย่างไรหนอไพรป่า<br />
มีใครหาญกล้าประกันได้<br />
วันวานผ่านมาป่าหายไป<br />
อนาคตจะมีใครเอาคืนมา</p>
<p style="text-align: center;">
<img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:ZZ94wBjz_bX5GM:http://gs33dv.diinoweb.com/i/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%2520(Earth%2520Day)/IMGA0932.jpg" alt="" /></p>
<h3 style="text-align: center;">๘. ในความเป็นไป</h3>
<p style="text-align: center;">จบเรื่องบ้านเราเพียงเท่านี้<br />
อาจเล่าได้ไม่ดีดูด้อยค่า<br />
เสียดายปู่จากไปไกลลับตา<br />
อยากให้ปู่ดูว่าเป็นเยี่ยงใด<br />
คำกลอนที่กล่าวเรื่องชาวบ้าน<br />
เรื่องราวที่หลานมาขานไข<br />
ตรงตามคำปู่อยู่เท่าไร<br />
ขาดตกตรงไหนได้ช่วยเติม<br />
ยุคนี้เขาเรียกขานบ้านเรานิกส์<br />
ยุคแผ่นดินถูกพลิกถูกแต่งเสริม<br />
ยุคเงินทองกองก่ายกันเหิมเกริม<br />
ยุคแห่งความเห่อเหิมกระหายทรัพย์<br />
ใครมีเงินทองเป็นกองก่าย<br />
ทำสิ่งใดก็ง่ายดายคนสดับ<br />
ครับท่าน ครับผม ขอรับครับ<br />
กระดิกนิ้วมีคนรับอยู่เรียงราย<br />
ยินดีรับใช้ครับนายท่าน<br />
จะทำการสิ่งใดง่ายแสนง่าย<br />
มวลหมู่บริวารอันมากมาย<br />
พร้อมพลีใจกายกระทำแทน<br />
กระทำตามคำสั่งทุกทุกสิ่ง<br />
เจ้านายเรียกรีบวิ่งมาแห่แหน<br />
เอาน้ำเงินแลกน้ำใจได้ทั่วแดน<br />
มั่นคงนักหนักแน่นไม่แคลนคลอน<br />
พริกบ้านเหนือเกลือบ้านใต้ไม่มีแล้ว<br />
เอาเงินคำกำแก้วยื่นมาก่อน<br />
ใครจะอยู่หรือตายไม่ออนซอน<br />
ใครจะสุขทุกข์ร้อนก็ทุกข์ไป<br />
ข้าจะทำสิ่งใดใครอย่ายุ่ง<br />
เรื่องของเอ็ง ก็จงมุ่งเอาใจใส่<br />
บ้านของข้ามีรั้วรอบขอบชิดใน<br />
กักขังตนเอาไว้ในรั้วนั้น<br />
ทุกทุกสิ่งผันแปรแท้เทียวปู่<br />
น้ำใจคนเคยมีอยู่ยังแปรผัน<br />
ใครจะอยู่อย่างไรบ้างช่างหัวมัน<br />
เหลือไม่พอแบ่งปันแล้วน้ำใจ<br />
ปู่ลาลับจากไปสบายแล้วปู่<br />
หลานนี่ยังอยู่อย่างหมองไหม้<br />
ต้องพลัดบ้านเกิดมาอยู่เมืองไกล<br />
เมื่อเรือนไม้ถูกรื้อถูกถือครอง<br />
ขอโทษปู่หลายหลายไม่อาจต้าน<br />
ไม่อาจอยู่ในบ้านอย่างเจ้าของ<br />
บ้านหลังใหญ่สูญสิ้น น้ำตานอง<br />
ทั้งหดหู่ใจหมอง ต้องจำลา<br />
ปู่สั่งให้พากเพียรเรียนเขียนอ่าน<br />
จึงได้จัดการตามปู่ว่า<br />
ทรัพย์สมบัติปู่มอบไว้ให้นานมา<br />
บัดนี้เหลือปริญญาอยู่หนึ่งใบ.</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:nLABxvgfnID46M:http://i172.photobucket.com/albums/w11/sarunlee/48-20.jpg" alt="" /></p>
<h3 style="text-align: center;">๙.ใคร?</h3>
<p style="text-align: center;">ใครคนผู้ขายค้า<span style="color: #ffffff;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</span>คือใคร<br />
ขายแผ่นดินสิ้นไป<span style="color: #ffffff;">……………………</span>มดแล้ว<br />
เงินทองก่ายกองใน<span style="color: #ffffff;">…………………&#8230;.</span>กำปั่น<br />
เห็นแก่ทรัพย์สินแก้ว<span style="color: #ffffff;">………………………       .</span>นอบน้อมนายเงิน<br />
นานเนิ่นนั่งซบหน้า<span style="color: #ffffff;">…………………………….</span>คือใคร<br />
คุกเข่าก้มลงไป<span style="color: #ffffff;">…………………………….</span>จูบหล้า<br />
น้ำตาบ่ารินไหล<span style="color: #ffffff;">…………………………….</span>นองหลั่ง<br />
โอ้แผ่นดินถิ่นข้า<span style="color: #ffffff;">…………………………….</span>บัดนี้ใครครอง.</p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><strong>จบบริบูรณ์</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #000000;">โกศล อนุสิม</span></strong></p>
<p style="text-align: center;">(เขียนร่างแรก ๒๕๓๕ แก้ไขชัดเกลาเรื่อยมา)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-%e0%b9%92/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตำนานแผ่นดิน ภาค ๑</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-%e0%b9%91</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-%e0%b9%91#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jul 2008 14:34:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ตำนานแผ่นดิน (บทกวีเรื่องยาว)]]></category>
		<category><![CDATA[ตำนานแผ่นดิน(บทกวี)]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวีป่า]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวีเพื่อชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวีเรื่องยาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://poem.kosolnet.com/?p=43</guid>
		<description><![CDATA[
แผ่นดินเปลี่ยน
บทกวีว่าด้วยเรื่องราวยาวนานของแผ่นดินและผู้คน
โกศล อนุสิม
&#8230;..
คำนับกวี
ข้าพเจ้ารักบทกวี ทั้งอ่านและเขียน แม้งานเขียนของข้าพเจ้าไม่ได้สูงส่งเลิศเลอ เป็นเพียงงานของผู้ที่พยายามเรียนรู้ศิลปกวีนิพนธ์ หาใช่ บทกวี ของผู้เป็น กวี แต่อย่างใด
ข้าพเจ้ารักที่จะหัดเขียนบทกวีเพราะทำให้มีความสุข ทั้งยังเชื่อว่าหากบทกวีถึงพร้อมซึ่งความงามและความไพเราะ ย่อมทำให้ผู้อ่านเกิดความสุข ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่าสักวันหนึ่งจะก้าวไปถึงความงามและความไพเราะนั้น
ข้าพเจ้าเหมือนกับคนอื่นๆที่รักบทกวี นั่นคือพยายามทุ่มกายเทใจศึกษาและสร้างสรรค์ แต่ข้าพเจ้าขี้ขลาดกว่าหลายๆคนที่ไม่กล้าทุ่มกายเทใจให้กวีนิพนธ์เพียงอย่างเดียว เพราะในประเทศของเรานั้นยากนักที่จะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเขียนหนังสือเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนบทกวีนั้นยิ่งยากกว่าการเขียนประเภทอื่น
ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงชื่นชมและยกย่องผู้ที่อุทิศตนเพื่องานกวีโดยมิสนใจสิ่งอื่น และข้าพเจ้ายังเชื่อว่า สายธารแห่งกวีนิพนธ์จะยังคงรินไหลต่อไปไม่เหือดแห้ง เพราะมีคนกล้าหาญอุทิศตัวเพื่องานกวีเหล่านั้น ซึ่งพวกเขาคือกวีที่แท้จริง
คนขี้ขลาดอย่างข้าพเจ้าจึงขอก้มหัวให้ด้วยความเคารพจากใจจริง
โกศล อนุสิม
บทกวีชุดนี้ เขียนจบร่างแรกเมื่อ ปี ๒๕๓๕ และแก้ไขขัดเลาเรื่อยมา


ภาคหนึ่ง :
คำบอกเล่าของปู่
ทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนดีพอสิได้ลี้อยู่
ทุกข์บ่มีข้าวใส่ท้อง สินอนลี้อยู่จังใด๋
คำโบราณอีสาน

๑. ต้นตำนาน
เนิ่นนานผ่านมาแล้วหลวงหลาย
เส้นทางปีนป่ายตามป่าเขา
เป็นเพียงด่านสัตว์ลัดลำเนา
มีหนุ่มหนึ่งลัดเข้าล่องป่าภู
คือพรานป่าท่องไพรไปโดดเดี่ยว
ออกจากบ้านคนเดียวแต่เช้าตรู่
ลุวันล่วงคืนแล้วสิตู
เอานกเอาหนูเป็นเพื่อนนอน
มิ่งมิตรเมียพี่อยู่ที่บ้าน
คงห่วงใยเอาการเหมือนเมื่อก่อน
ไหว้พระไหว้เจ้าเฝ้าอ้อนวอน
ให้ปัดทุกข์คลายร้อยที่คอยรุม
พี่ยังอยู่ดีดอกน้องแก้ว
จะกลับคืนหาเจ้าแล้วแม่เนื้อนุ่ม
สิงสาราสัตว์แสนชุกชุม
เก้งกวางเป็นกลุ่มอยู่เกลื่อนกอง
ล้มกวางรมควันจนหอมกรุ่น
นึกถึงแม่คุณแล้วคลายหมอง
นี่แหละฝีมือพี่ขอรับรอง
หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องบ่อดตาย
นึกนึกตรึกตรองต้องเผลอยิ้ม
หัวใจอิ่มหวังอยู่มากหลาย
เมื่อยขบลุกขึ้นยืนบิดกาย
สายตาสอดส่ายไปรอบตัว
ตะวันพ้นแมกไม้ไล่สายหมอก
มวลนกเริ่มออกหยอกยิ้มหัว
ส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ระรัว
ระงมร้องก้องทั่วทั้งพฤกษ์ไพร
แลลงหุบลุ่มชะอุ่มพฤกษ์
สายธารทอดลึกกลางหุบใหญ่
เป็นที่ราบฮาบเพียงอันกว้างไกล
พรานหนุ่มนึกในใจเฝ้าไตร่ตรอง
ถ้าเปิดป่าถางพงที่ตรงนี้
ดูท่าดินดีไม่มีสอง
งามแมกไม้ เขียวใบหญ้า ฉ่ำลำคลอง
น่าจับ น่าจองลองตรวจตรา
จึงดุ่มลัดตัดลงตรงธารน้อย
ป่าชัฏเกลื่อนรอยฝูงสัตว์ป่า
ดินชุ่ม หมอกชื้น เพิ่งฝนลา
ธารใสไหลเริงร่าอยู่รินริน
ที่ลุ่มนุ่มดินสิ้นทั้งแหล่ง
เม็ดดินสีแดงเป็นแหล่งสิน
ลูกไม้ป่าผลโตเท่าหม้อดิน
นกหนูแทะกินยังทิ้งรอย
เปิดป่าแปงดิน ณ ที่นี่
ชักชวนน้องพี่มาอีกหน่อย
พรานหนุ่มนิ่งคิดจนตาลอย
ฝันเห็นบ้านน้อยที่ริมธาร
ตะวันสูงแดดฉายละลายป่า
ปลุกชีวี ฟื้นชีวา ป่าละหาน
ป่าจึงเริ่มเคลื่อนไหวไปตามกาล
มวลวิหคเห่ผสานกับสายลม
ดอกไม้ป่าหลากสีมีร้อยแปด
ตะวันแผดแสงเข้มลงมาข่ม
แต่มวลไม้ใบหญ้าไม่ปรารมย์
ยังเย็นชื่นหอมฉมทั้งภูไพร
พรานหนุ่มดุ่มกลับทับที่พัก
มีเสบียงเป็นหลักเนื้อกวางใหญ่
เมื่ออิ่มหมีพีมันพลันคลาไคล
มุ่งหน้ากลับไปสู่เรือนชาน

๒. สร้างตำนาน
มันเงียบแท้เหงาใจ ไกลมวลหมู่
เมื่อมาอยู่ป่าใหญ่ไกลหมู่บ้าน
แต่เพื่อวันข้างหน้าที่ยาวนาน
เพื่อลูกเพื่อหลานที่เกิดมา
จึงลงแรงแปงค่าเป็นนาไร่
เอาใจทั้งใจลงแปรค่า
เอาแรงเป็นสินทรัพย์นับราคา
คนไม่เคยสิ้นท่าหากทุ่มแรง
ไม้ใหญ่หญ้ารกที่ปรกพื้น
โค่นลงสุมฟืนไปทั้งแหล่ง
คืนวันล่วงผ่านการเปลี่ยนแปลง
ป่าเปิดดินแดงทั้งผืนดิน
มีหนึ่งกระท่อมน้อยที่ริมน้ำ
ธารใสเต็มลำละหานหิน
อีกหนึ่งไม่ห่างไกล เรียกได้ยิน
อีกหนึ่งผินหน้าออกหยอกตะวัน
สามกระท่อมเรียงรายอยู่ในป่า
ทุกชีวิตปรารถนาตั้งหน้ามั่น
อยู่นอกป่าก็ไร้ทรัพย์อับจนกัน
หวังสร้างสินจากพืชพันธุ์ที่หว่านลง
บวบ แฟง แตง หอม ข้าวโพดฝัก
ฟักทอง แมงลัก ไม่ลืมหลง
สำคัญนั้นข้าวเฝ้าเจาะจง
ปลูกตรงที่เหมาะเพราะสำคัญ
เสร็จสรรพรับวสันต์ที่หลั่งสาย
ลมฝนเยี่ยมกรายมาอึงลั่น
เมื่อดินอิ่มน้ำสองสามวัน
ก็แตกหน่อพืชพันธุ์เต็มผืนดิน
เขียวเขียวเรียวแหลมแซมเสียดยอด
แลสลอนตลอดล้วนงามสิ้น
ดินงาม น้ำดี มีดื่มกิน
แตกใบอวลกลิ่นขึ้นอวบงาม
อัศจรรย์ใจแท้ทั้งชายหญิง
คล้ายฝันคล้ายจริงจึงไต่ถาม
ว่า เทวา ผีป่า ทุกผู้นาม
ท่านโปรดไขความเหล่าข้าน้อย
มิเคยพบพานพลันได้เห็น
ข้าวงามดั่งเป็นเช่นต้นอ้อย
ข้าวโพดต้นสูงดั่งหอคอย
ฟักทองลูกจ้อยเท่ากะละมัง
ตื่นเต้นตื้นตันอยู่เต็มอก
พืชผลดื่นดกที่ปลูกฝัง
ครานี้ทุกข์คงสิ้นลงภินท์พัง
เพราะมีความหวังอยู่เกลื่อนดิน
พระแม่ธรณีท่านดีแท้
เมตตาปกแผ่ไม่เคยสิ้น
ทั้งเทวาผีป่าผีป่าโปรดได้ยิน
จะเซ่นไหว้ให้ดื่มกินทุกท่านไป
พรานหนุ่มปรึกษาเพื่อนอาวุโส
ต้องจัดแจงอย่าโลเลอย่าเฉไฉ
เทวา ผีป่า ท่านเห็นใจ
มอบพืชผลมาให้เราได้กิน
อยู่ป่าน้อมนบเคารพป่า
กราบไหว้วันทาเทวาสิ้น
ทั้งผีดงผีป่าอารักษ์ดิน
แล้วเก็บทรัพย์สินเป็นของตน.

๓. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:UuZ__zOmdeFqXM:http://www.geocities.com/forestfirecontrol13/images/forest.jpg" alt="" width="121" height="138" /></p>
<h2 style="text-align: center;">แผ่นดินเปลี่ยน</h2>
<p style="text-align: center;">บทกวีว่าด้วยเรื่องราวยาวนานของแผ่นดินและผู้คน</p>
<h3 style="text-align: center;">โกศล อนุสิม</h3>
<p style="text-align: center;">&#8230;..</p>
<p style="text-align: center;"><strong>คำนับกวี</strong></p>
<p>ข้าพเจ้ารักบทกวี ทั้งอ่านและเขียน แม้งานเขียนของข้าพเจ้าไม่ได้สูงส่งเลิศเลอ เป็นเพียงงานของผู้ที่พยายามเรียนรู้ศิลปกวีนิพนธ์ หาใช่ บทกวี ของผู้เป็น กวี แต่อย่างใด</p>
<p>ข้าพเจ้ารักที่จะหัดเขียนบทกวีเพราะทำให้มีความสุข ทั้งยังเชื่อว่าหากบทกวีถึงพร้อมซึ่งความงามและความไพเราะ ย่อมทำให้ผู้อ่านเกิดความสุข ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่าสักวันหนึ่งจะก้าวไปถึงความงามและความไพเราะนั้น</p>
<p>ข้าพเจ้าเหมือนกับคนอื่นๆที่รักบทกวี นั่นคือพยายามทุ่มกายเทใจศึกษาและสร้างสรรค์ แต่ข้าพเจ้าขี้ขลาดกว่าหลายๆคนที่ไม่กล้าทุ่มกายเทใจให้กวีนิพนธ์เพียงอย่างเดียว เพราะในประเทศของเรานั้นยากนักที่จะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเขียนหนังสือเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนบทกวีนั้นยิ่งยากกว่าการเขียนประเภทอื่น</p>
<p>ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงชื่นชมและยกย่องผู้ที่อุทิศตนเพื่องานกวีโดยมิสนใจสิ่งอื่น และข้าพเจ้ายังเชื่อว่า สายธารแห่งกวีนิพนธ์จะยังคงรินไหลต่อไปไม่เหือดแห้ง เพราะมีคนกล้าหาญอุทิศตัวเพื่องานกวีเหล่านั้น ซึ่งพวกเขาคือกวีที่แท้จริง</p>
<p>คนขี้ขลาดอย่างข้าพเจ้าจึงขอก้มหัวให้ด้วยความเคารพจากใจจริง</p>
<p style="text-align: center;"><strong>โกศล อนุสิม</strong></p>
<p style="text-align: center;">บทกวีชุดนี้ เขียนจบร่างแรกเมื่อ ปี ๒๕๓๕ และแก้ไขขัดเลาเรื่อยมา</p>
<p style="text-align: center;"><span id="more-373"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong></strong></p>
<h2 class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center">ภาคหนึ่ง :<br />
คำบอกเล่าของปู่</h2>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">ทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนดีพอสิได้ลี้อยู่<br />
ทุกข์บ่มีข้าวใส่ท้อง สินอนลี้อยู่จังใด๋</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>คำโบราณอีสาน</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:zjkbCIlIc6gu0M:http://www.skn.ac.th/skl/project/nara89/view43.jpg" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>๑. ต้นตำนาน</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">เนิ่นนานผ่านมาแล้วหลวงหลาย<br />
เส้นทางปีนป่ายตามป่าเขา<br />
เป็นเพียงด่านสัตว์ลัดลำเนา<br />
มีหนุ่มหนึ่งลัดเข้าล่องป่าภู<br />
คือพรานป่าท่องไพรไปโดดเดี่ยว<br />
ออกจากบ้านคนเดียวแต่เช้าตรู่<br />
ลุวันล่วงคืนแล้วสิตู<br />
เอานกเอาหนูเป็นเพื่อนนอน<br />
มิ่งมิตรเมียพี่อยู่ที่บ้าน<br />
คงห่วงใยเอาการเหมือนเมื่อก่อน<br />
ไหว้พระไหว้เจ้าเฝ้าอ้อนวอน<br />
ให้ปัดทุกข์คลายร้อยที่คอยรุม<br />
พี่ยังอยู่ดีดอกน้องแก้ว<br />
จะกลับคืนหาเจ้าแล้วแม่เนื้อนุ่ม<br />
สิงสาราสัตว์แสนชุกชุม<br />
เก้งกวางเป็นกลุ่มอยู่เกลื่อนกอง<br />
ล้มกวางรมควันจนหอมกรุ่น<br />
นึกถึงแม่คุณแล้วคลายหมอง<br />
นี่แหละฝีมือพี่ขอรับรอง<br />
หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องบ่อดตาย<br />
นึกนึกตรึกตรองต้องเผลอยิ้ม<br />
หัวใจอิ่มหวังอยู่มากหลาย<br />
เมื่อยขบลุกขึ้นยืนบิดกาย<br />
สายตาสอดส่ายไปรอบตัว</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">ตะวันพ้นแมกไม้ไล่สายหมอก<br />
มวลนกเริ่มออกหยอกยิ้มหัว<br />
ส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ระรัว<br />
ระงมร้องก้องทั่วทั้งพฤกษ์ไพร<br />
แลลงหุบลุ่มชะอุ่มพฤกษ์<br />
สายธารทอดลึกกลางหุบใหญ่<br />
เป็นที่ราบฮาบเพียงอันกว้างไกล<br />
พรานหนุ่มนึกในใจเฝ้าไตร่ตรอง<br />
ถ้าเปิดป่าถางพงที่ตรงนี้<br />
ดูท่าดินดีไม่มีสอง<br />
งามแมกไม้ เขียวใบหญ้า ฉ่ำลำคลอง<br />
น่าจับ น่าจองลองตรวจตรา<br />
จึงดุ่มลัดตัดลงตรงธารน้อย<br />
ป่าชัฏเกลื่อนรอยฝูงสัตว์ป่า<br />
ดินชุ่ม หมอกชื้น เพิ่งฝนลา<br />
ธารใสไหลเริงร่าอยู่รินริน<br />
ที่ลุ่มนุ่มดินสิ้นทั้งแหล่ง<br />
เม็ดดินสีแดงเป็นแหล่งสิน<br />
ลูกไม้ป่าผลโตเท่าหม้อดิน<br />
นกหนูแทะกินยังทิ้งรอย<br />
เปิดป่าแปงดิน ณ ที่นี่<br />
ชักชวนน้องพี่มาอีกหน่อย<br />
พรานหนุ่มนิ่งคิดจนตาลอย<br />
ฝันเห็นบ้านน้อยที่ริมธาร</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">ตะวันสูงแดดฉายละลายป่า<br />
ปลุกชีวี ฟื้นชีวา ป่าละหาน<br />
ป่าจึงเริ่มเคลื่อนไหวไปตามกาล<br />
มวลวิหคเห่ผสานกับสายลม<br />
ดอกไม้ป่าหลากสีมีร้อยแปด<br />
ตะวันแผดแสงเข้มลงมาข่ม<br />
แต่มวลไม้ใบหญ้าไม่ปรารมย์<br />
ยังเย็นชื่นหอมฉมทั้งภูไพร<br />
พรานหนุ่มดุ่มกลับทับที่พัก<br />
มีเสบียงเป็นหลักเนื้อกวางใหญ่<br />
เมื่ออิ่มหมีพีมันพลันคลาไคล<br />
มุ่งหน้ากลับไปสู่เรือนชาน</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:4d4L2ccqxIToqM:http://www.forest.go.th/Research/picture/Naturals/teng.GIF" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>๒. สร้างตำนาน</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">มันเงียบแท้เหงาใจ ไกลมวลหมู่<br />
เมื่อมาอยู่ป่าใหญ่ไกลหมู่บ้าน<br />
แต่เพื่อวันข้างหน้าที่ยาวนาน<br />
เพื่อลูกเพื่อหลานที่เกิดมา<br />
จึงลงแรงแปงค่าเป็นนาไร่<br />
เอาใจทั้งใจลงแปรค่า<br />
เอาแรงเป็นสินทรัพย์นับราคา<br />
คนไม่เคยสิ้นท่าหากทุ่มแรง<br />
ไม้ใหญ่หญ้ารกที่ปรกพื้น<br />
โค่นลงสุมฟืนไปทั้งแหล่ง<br />
คืนวันล่วงผ่านการเปลี่ยนแปลง<br />
ป่าเปิดดินแดงทั้งผืนดิน<br />
มีหนึ่งกระท่อมน้อยที่ริมน้ำ<br />
ธารใสเต็มลำละหานหิน<br />
อีกหนึ่งไม่ห่างไกล เรียกได้ยิน<br />
อีกหนึ่งผินหน้าออกหยอกตะวัน<br />
สามกระท่อมเรียงรายอยู่ในป่า<br />
ทุกชีวิตปรารถนาตั้งหน้ามั่น<br />
อยู่นอกป่าก็ไร้ทรัพย์อับจนกัน<br />
หวังสร้างสินจากพืชพันธุ์ที่หว่านลง<br />
บวบ แฟง แตง หอม ข้าวโพดฝัก<br />
ฟักทอง แมงลัก ไม่ลืมหลง<br />
สำคัญนั้นข้าวเฝ้าเจาะจง<br />
ปลูกตรงที่เหมาะเพราะสำคัญ<br />
เสร็จสรรพรับวสันต์ที่หลั่งสาย<br />
ลมฝนเยี่ยมกรายมาอึงลั่น<br />
เมื่อดินอิ่มน้ำสองสามวัน<br />
ก็แตกหน่อพืชพันธุ์เต็มผืนดิน<br />
เขียวเขียวเรียวแหลมแซมเสียดยอด<br />
แลสลอนตลอดล้วนงามสิ้น<br />
ดินงาม น้ำดี มีดื่มกิน<br />
แตกใบอวลกลิ่นขึ้นอวบงาม<br />
อัศจรรย์ใจแท้ทั้งชายหญิง<br />
คล้ายฝันคล้ายจริงจึงไต่ถาม<br />
ว่า เทวา ผีป่า ทุกผู้นาม<br />
ท่านโปรดไขความเหล่าข้าน้อย<br />
มิเคยพบพานพลันได้เห็น<br />
ข้าวงามดั่งเป็นเช่นต้นอ้อย<br />
ข้าวโพดต้นสูงดั่งหอคอย<br />
ฟักทองลูกจ้อยเท่ากะละมัง<br />
ตื่นเต้นตื้นตันอยู่เต็มอก<br />
พืชผลดื่นดกที่ปลูกฝัง<br />
ครานี้ทุกข์คงสิ้นลงภินท์พัง<br />
เพราะมีความหวังอยู่เกลื่อนดิน<br />
พระแม่ธรณีท่านดีแท้<br />
เมตตาปกแผ่ไม่เคยสิ้น<br />
ทั้งเทวาผีป่าผีป่าโปรดได้ยิน<br />
จะเซ่นไหว้ให้ดื่มกินทุกท่านไป<br />
พรานหนุ่มปรึกษาเพื่อนอาวุโส<br />
ต้องจัดแจงอย่าโลเลอย่าเฉไฉ<br />
เทวา ผีป่า ท่านเห็นใจ<br />
มอบพืชผลมาให้เราได้กิน<br />
อยู่ป่าน้อมนบเคารพป่า<br />
กราบไหว้วันทาเทวาสิ้น<br />
ทั้งผีดงผีป่าอารักษ์ดิน<br />
แล้วเก็บทรัพย์สินเป็นของตน.</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:Tgcy0R9Rtu_UaM:http://www.vijai.org/uploads/Article/2006-04-24_093551_%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%992.jpg" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>๓. ในตำนาน</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">เสร็จสรรพเก็บเกี่ยวพืชผล<br />
พักผ่อนเสียจน<br />
หายเหนื่อยหายเพลียเสียนาน<br />
พรานหนุ่มชวนเพื่อนหมู่พราน<br />
ท่องป่าท่าธาร<br />
ดักสัตว์ขนัดชุกชุม<br />
เก้งกวางมีทุกสุมทุม<br />
เม่น หมู ล่ากุม<br />
มาแล่มาย่างอย่างดี<br />
เมื่อกลับคืนหมู่บ้านมี<br />
สินค้าพงพี<br />
เนื้อย่างวางขายเป็นกอง<br />
หวังเก็บหวังกำเงินทอง<br />
เพื่อซื้อข้าวของ<br />
คืนกลับไร่นาป่าดง<br />
สามเพื่อนลิบลิบเข้าพง<br />
พฤกษ์ไพรยังคง<br />
รกชัฏขนัดแมกไม้<br />
เขียวสดสีสันเต็มใบ<br />
ฉ่ำชื้นชื่นใจ<br />
นกป่าก็โบกโบยบิน<br />
เกาะกลุ่มสุมหัวหากิน<br />
ป่าครึกครื้นยิน<br />
เสียงเพรียกหมู่นกนานา<br />
แซงแซวบินแซ่วแซวมา<br />
หางบ่วงพ่วงพา<br />
พลิกพลิ้วพริบพริบพรางไพร<br />
ปากแดงนกแก้วแจ้วไป<br />
เคี้ยวขบลูกไม้<br />
ขบเปลือกขบคายขบคาย<br />
พรูพรึบวึบวุ่นโวยวาย<br />
เหยี่ยวป่าบินกราย<br />
กรูหลบหลีกไกลหายหัว<br />
โพระดกก๊กก๊กร้องรัว<br />
โก่ก๊กมิกลัว<br />
มิเกรงกรงเล็บนกใด<br />
ผีเสื้อวิบวิบบินไป<br />
ไต่ตอมดอกไม้<br />
ดอกโน้นดอกนี้ดอกนั้น<br />
หลากสีลวดลายพรายพรรณ<br />
ปีกแต้มสีสัน<br />
สวยสดหมดจดสดใส<br />
อวดปีกแข่งขันกันไป<br />
กลางป่าลึกไพร<br />
ดื่มด่ำน้ำหวานเกษร<br />
ทั้งผึ้งภู่หมู่ภมร<br />
จับกลีบแล้วจร<br />
แล้วจับแล้วจากพรากไป<br />
เร่ร่อนรื่นเริงเถลิงใจ<br />
หลากดอกไม้ไพร<br />
ให้ชื่นให้ชมฉมจริง<br />
ฝูงค่างเจี๊ยกเคี้ยกเจอลิง<br />
เจ้าจ๋อพลันนิ่ง<br />
ใครวะหน้าตาคล้ายตู<br />
เพียงครู่จึงรู้แลดู<br />
จ๋อเจี๊ยกเกรียวกรู<br />
โน้มกิ่งไม้โหนหนีหาย<br />
เจี๊ยกเคี้ยกจ๊ากว๊ากวุ่นวาย<br />
ยอดไม้เรียงราย<br />
ไหวเคลื่อนเฟือนฟั่นลั่นดัง<br />
มวลนกตกใจได้ฟัง<br />
บินพรึบพรูพรั่ง<br />
หลีกหลบเกรงพบโพยภัย<br />
พลันเสียงเปรี้ยงดังทันใด<br />
ทรุดลงกวางไพร<br />
และป่าก็นิ่งงงงัน<br />
เงียบเสียงสรรพสัตว์จำนรรจ์<br />
เสียงภัยร้ายพลัน<br />
สะกดหมดสิ้นดินไพร<br />
เพียงเสียงสะท้อนไกลไกล<br />
แว่วแว่วแผ่วไหว<br />
ซึมแทรกแมกไม้ไพรพฤกษ์.</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:lAGSFjf6Jp4WcM:http://gotoknow.org/file/bangsai/%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%2B.jpg" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>๔. ความเป็นอยู่</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">ณ ริมธารในป่าลึก<br />
ต่างผู้รู้สึก<br />
บัดนี้แน่มีความหวัง<br />
สามนางสนทนาเสียงดัง<br />
ต่างพูดต่างฟัง<br />
ต่างนั่งโอภาปราศัย<br />
บนกระท่อมน้อยกลางไพร<br />
อิ่มเอมเปรมใจ<br />
เคยทุกข์ผ่านทุกข์เกินทน<br />
บัดนี้มีไร่นาตน<br />
พืชผักมากล้น<br />
ลืมตาอ้าปากสักที<br />
บ่นานบรรดาสามี<br />
คงได้ฤกษ์ดี<br />
ขนข้าวหาบของคืนเรือน<br />
ส่งข่าวป่าวร้องเรียกเตือน<br />
พี่น้องผองเพื่อน<br />
รู้ข่าวข้าวน้ำดินดี<br />
คงได้ผองเพื่อนมากมี<br />
ร่วมเบิกพงพี<br />
ร่วมชุมร่วมสร้างกลางไพร<br />
ปีหน้าจักบ่เหงาใจ<br />
เจ็บป่วยยามใด<br />
จักได้ช่วยเหลือเกื้อกัน<br />
สามนางต่างนั่งจำนรรจ์<br />
ด้วยความผูกพัน<br />
สมัครรักใคร่กลมเกลียว<br />
มิใช่ก็เหมือนญาติเชียว<br />
ล้วนสายเลือดเดียว<br />
สายเลือดของผู้ทุกข์ทน<br />
วันนี้ลำบากยากจน<br />
หวังวันหน้าพ้น<br />
เมื่อพบสบช่องเช่นนี้<br />
พูดยังมิทันจบดี<br />
ยินเสียงสามี<br />
ร้องเรียกเพรียกซ้ำย้ำมา<br />
ว่าน้องเอ๋ยแก้วภรรยา<br />
เตรียมมีดหยิบพร้า<br />
มาลับแล่เนื้อกวางไพร<br />
เก็บฟืนสุมเข้าเอาไฟ<br />
ย่างเนื้อรมไว้<br />
แบ่งสู่หมู่เราเท่ากัน<br />
หามกวางไปริมธารพลัน<br />
แย้มยิ้มอิ่มฝัน<br />
ว่านี่นะล้วนเงินทอง<br />
ธารใสไหลรินหลั่งนอง<br />
ปลาว่ายเมียงมอง<br />
อวดเกล็ดอยู่กลางสายธาร<br />
เย็นฉ่ำน้ำใสในวาร<br />
ทุกฤดูกาล<br />
รินหลั่งพรั่งพรูพลิ้วสาย<br />
จากเทือกเขาสูงเรียงราย<br />
ซับซ้อนซอนกาย<br />
ครึ้มเขียวเลี้ยวลดหลั่นเหลือ<br />
เสียดฟ้าเมฆฟ่องมาเฟือ<br />
โอบอุ้มจุนเจือ<br />
เป็นฝนหล่นลงโลมดิน<br />
มวลพืชสัตว์ไพรดื่มกิน<br />
เหลือล้นหลั่งริน<br />
เป็นสายเป็นร่องธารใส<br />
ผ่านป่าผ่านพงดงไพร<br />
ผ่านแดนแคว้นใด<br />
ก็ชุ่มฉ่ำพื้นธรณินทร์<br />
กระทั่งพะลานแหล่งหิน<br />
ธารก็ยังริน<br />
อาบลานเป็นรอยเลือนราง<br />
สามชายหามกวางมาวาง<br />
ชำแหละแลย่าง<br />
รมควันกรุ่นหอมร่วมกัน<br />
ร้องสั่งนางน้องเร็วพลัน<br />
นี่ชิ้นเนื้อสัน<br />
ลาบต้มก้อยยำทำแกง<br />
มาแบ่งกันกินเอาแรง<br />
จากนั้นจัดแจง<br />
แบ่งสรรปันเนื้อรมควัน<br />
ด้วยรอยยิ้มย่องผ่องพรรณ<br />
และแยกย้ายกัน<br />
กลับสู่กระท่อมแห่งตน.</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:ZAUx3H-FxCjvdM:http://www.trangzone.com/upload/webboard/5355_0.JPG" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>๕.ผู้ค้นพบ</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">ตะลึงแลประหลาดเหลือ<br />
บ่อยากเชื่อแต่ใจจน<br />
ตำตากันทุกคน<br />
บ่เบือนบิดให้ผิดแผลง<br />
พืชผลจากพงป่า<br />
นี่นำมาให้หล่ำแยง<br />
มะเขือราวหม้อแกง<br />
ข้าวโพดฝักนั้นหนักหลาย<br />
เอามาพอให้เห็น<br />
ว่าเป็นจริงนะอีนาย<br />
ที่ไร่อีกมากมาย<br />
เกินจะหาบจะหามมา<br />
คนแลแล้วร้อง ฮู้!</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">มันน่าดูอยู่มากนา<br />
ปานว่าเทวดา<br />
นิมิตมาบ่แม่นคน<br />
ดินดีปานนี้หวา<br />
ดูเข้าท่าน่าไปยล<br />
ปลูกแปงให้มากจน<br />
ขึ้นเต็มหุบเต็มหลุบภู<br />
กระพือไปปากต่อปาก<br />
คนมายมากมาเยี่ยมดู<br />
ซื้อหากันเกรียวกรู<br />
ไปลองชิมเพื่อลิ้มรส<br />
ที่หาบมาจากป่า<br />
บ่นานช้าก็สิ้นหมด<br />
ใครบ่ทันก็รันทด<br />
กูบุญน้อยถอยกลับไป<br />
อยากได้ไปถางป่า<br />
คนนำมาบอกทันใด<br />
ป่ายังอีกกว้างใหญ่<br />
ให้สูถากสูทำถาง<br />
สัตว์ชุกนกหนูชุม<br />
แผ่นดินชุ่มทุกหนทาง<br />
น้ำท่ามีบ่จาง<br />
บ่มีเหือดบ่แห้งหาย<br />
“บ่ยั่นบ่กลัวฤา<br />
ผีป่าฮือมาเอาตาย<br />
เสือสางทั้งคางลาย<br />
บ่มีมามุ่งฆ่ารึ”<br />
คนป่า ฮา ฮา ร้อง<br />
สายตาจ้องแล้วร้อง หึ<br />
เชื่อตามคำคร่ำครึ<br />
ก็บ่ได้อันใดกิน<br />
ข้าอยู่ในกลางป่า<br />
เสือสางข้าบ่เคยยิน<br />
อยู่บนผืนเดียวดิน<br />
ก็ต่างเขาต่างเราไป<br />
เสือสางอยู่กลางป่า<br />
เขาก็หากินอยู่ไกล<br />
ผีป่าจะกลัวไย<br />
เรานบนอบตอบแทนเขา<br />
เทวดาในป่าใหญ่<br />
เราเซ่นไหว้ไม่ดูเบา<br />
ขออยู่ในร่มเงา<br />
เป็นลูกหลานของท่านแล้ว<br />
&#8220;เออเอ็งเว้าเข้าท่า<br />
บ่แน่นา ข้าเห็นแนว<br />
คนตามเอ็งเป็นแถว<br />
ไปเบิกป่าไร่นางาม”</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">ข้านะจะดีใจ<br />
พวกเราไปหลายหน้านาม<br />
ได้ช่วยกันในยาม<br />
เมื่อป่วยไข้ให้บรรเทา</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">ข่าวแพร่ไปแค่วัน<br />
คนรู้กันทั่วถิ่นเนา<br />
หลายคนว่าตัวเรา<br />
จะบุกบ้างอย่างไรหวา<br />
อยู่นี่ก็จนยาก<br />
มันลำบากไร้ที่นา<br />
หากินกับปูปลา<br />
เช่าดินเขาเราไม่พอ<br />
อยู่ไปก็จนตาย<br />
ปานงัวควายเขาล่ามคอ<br />
อย่าเลยอย่ารีรอ<br />
ลองเข้าป่าหากินดู<br />
อยู่ไหนก็เจียนตาย<br />
ลองโยกย้ายไปป่าภู<br />
จะตายก็ช่างตู<br />
ชีวิตมีแค่นี้เอง<br />
พรานหนุ่มผู้หัวหน้า<br />
เห็นคนมาก็ครื้นเครง<br />
หลายครัวบ่กลัวเกรง<br />
จะบุกฝ่าเข้าป่าพง<br />
พรานบอก เย็นไว้พี่<br />
มันบ่หนีดอกป่าดง<br />
เตรียมตัวให้มั่นคง<br />
เตรียมข้าวของที่ต้องการ<br />
ให้เสร็จให้พร้อมสรรพ<br />
มีดขวานลับให้คมนาน<br />
เดินไกลในพงพาล<br />
ใช้ฟันถางหนทางไป<br />
หยูกยาอย่าลืมเด้อ<br />
ข้าวเกลือเน้อจำใส่ใจ<br />
เราต่างอยู่ห่างไกล<br />
จากหมู่คนทุกหนทาง<br />
ครึกครื้นตื่นเต้นใจ<br />
วุ่นวุ่นไปไม่วายวาง<br />
หวังไว้ในป่ากว้าง<br />
จะซุกยู้กู้ชีวิต.</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:XAa1P-DRlrueUM:http://ads.dailynews.co.th/news/images/2007/environment/5/28/128668_51707.jpg" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>๖.อพยพ</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">แดดสาดตะวันส่อง<br />
ลงเยี่ยมมองทั่วป่าปิด<br />
พฤกษ์ไพรใบดกมิด<br />
มากั้นแสงตะวันฉาย<br />
แม้แดดจะแผดลำ<br />
ยังชื่นฉ่ำสบายกาย<br />
ไม้สูงอันเรียงราย<br />
อากาศชื่นทุกฤดู<br />
หมู่คนลัดเลาะลอด<br />
ลุตลอดแนวเชิงภู<br />
เหนื่อยหนักอยู่หนอตู<br />
แต่ด้นดั้นบ่หวั่นเกรง<br />
มีดคมควะขวับฉับ<br />
หวดเข้ากับเครือโตงเตง<br />
ส่งเสียงคุยโฉงเฉง<br />
ไปตามทางที่ย่างเดิน<br />
ป่านี้ไม้รกแท้<br />
มันปกแผ่กันมากเกิน<br />
สรวลเสกันเพลิดเพลิน<br />
ทั้งฟันถางทำทางไกล<br />
ทางนี้แหละแน่นัก<br />
เป็นทางหลักภายหน้าไป<br />
เป็นทางเที่ยวท่องใน<br />
ระหว่างไร่และบ้านเรา<br />
บ้างว่า น่าจะถาง<br />
ให้เปิดกว้างกลางลำเนา<br />
ปีหน้าฟ้าใหม่เอา<br />
เกวียนมาเทียวทุกเที่ยวไป<br />
เสียงตอบว่า เออ! เอ็ง<br />
บักเส็งเคร็งอย่าฝันไกล<br />
มึงมีกี่เฟื้องไพ<br />
จึงโอ่อ้างจะเอาเกวียน<br />
ฮ่วย! ลุงอย่าเว้าหลาย<br />
ยังบ่ตายข้อยพากเพียร<br />
อยู่นอกมันจนเจียน<br />
จะตายจึงเข้าถึงภู<br />
มีแรงต้องลงแรง<br />
ข้อยแข็งแกร่งจงคอยดู<br />
ผู้คนต้องร้อง ฮู!<br />
ข้อยก็มีดีคือกัน<br />
ว่าพลางก็ย่างเดิน<br />
บ่ไกลเกินเพียงแค่วัน<br />
เหนื่อยหนักก็พักพลัน<br />
พอหายเหนื่อยก็ดั้นดง<br />
ตื่นตาต่อป่าไพร<br />
ผู้มาใหม่ให้งวยงง<br />
ถามไถ่เรื่องป่าพง<br />
เห็นสิ่งใดก็ไต่ถาม<br />
เด็กน้อยอีหนูนาง<br />
มันก้าวย่างต้อยต้อยตาม<br />
แม่พ่อก็หาบหาม<br />
เครื่องข้าวของอยู่นุงนัง<br />
เกาะเกี่ยวกับหนามไหน่<br />
ทั้งกิ่งไม้เกะกะดัง<br />
จะขัดจะขวางยั้ง<br />
ให้คนพ่ายลงพับกอง<br />
แต่คนดั้นด้นต่อ<br />
บ่ทดท้อยังลำพอง<br />
จากนี้สิยุคทอง<br />
จะอิ่มหนำสำราญทรวง<br />
ไอ้หนุ่มแอบมองสาว<br />
ผิวก็ขาวแก้มเป็นพวง<br />
ใฝ่ฝันถึงแดนสรวง<br />
สาวก็เมินสะเทิ้นอาย<br />
แต่แอบชำเลืองตา<br />
จนพลาดท่ามัวยิ้มพราย<br />
หาบหล่นลงกระจาย<br />
เกี่ยวไม้กิ่งที่กีดกัน<br />
เสียงหล่นลงโคล้งเคล้ง<br />
สะดุ้งเหยงยั้งไม่ทัน<br />
แม่ขวับมาทันควัน<br />
เป็นหยังน้ออีนางกู<br />
ตอบแม่ ข้อยตกใจ<br />
เห็นกิ่งไม้ว่าแม่นงู<br />
แม่ว่า คราวหน้าดู<br />
ให้แน่หน่อยค่อยตกใจ.</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:XWY5h4s9fcCTHM:http://pirun.ku.ac.th/~b4803174/peat.jpg" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>๗.ศพแผ่นดิน</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">คลุ้งควันกลางเขาป่าเขียว<br />
บิดกายขวั้นเกลียวกรูไหว<br />
จากเปลวเปล่งโชนกองไฟ<br />
กลุ่มควันคลุ้งในท้องฟ้า<br />
ไฟหิวไม้แห้งกลืนหาย<br />
ไฟกินแล้วคายควันหนา<br />
คนโค่นต้นไม้ลงมา<br />
เปลวไฟรอท่ากลืนกิน<br />
ตรงโน้น ตรงนี้ ตรงนั้น<br />
ป่าเขียวก็พลันเปลี่ยนผิน<br />
ไม้ล้มตึงดังได้ยิน<br />
ป่าโล่งโปร่งบิ่นบัดนี้<br />
อิ่มอกสะออนใจหลาย<br />
ทุ่มเทแรงกายเต็มที่<br />
รู้ว่าป่านี้ดินดี<br />
แรงมีเท่าใดไม่ยั้ง<br />
เบิกป่าเตรียมดินรับฝน<br />
น้ำท่าเปี่ยมล้นท้นหวัง<br />
พืชผลสมบูรณ์เหมือนดัง<br />
เป็นคลังภักษามนุษย์<br />
ขนออกนอกป่าไปขาย<br />
เอิบอิ่มยิ้มพรายผ่องผุด<br />
คนมากหลากล้นเร่งรุด<br />
มาโค่นมาขุดภูไพร<br />
มาพลิกแผ่นดินสีแดง<br />
มายื้อมาแย่งกันใหญ่<br />
เสียงคำร่ำลือลามไป<br />
ผู้คนหลั่งไหลหวังรวย<br />
คลื่นคนหลั่งมาหมื่นพัน<br />
มาสร้างความฝันสดสวย<br />
ดินฟ้าอากาศอำนวย<br />
มิมอดมิม้วยคราวนี้<br />
สร้างบ้านแปลงเรือนเป็นหลัก<br />
เป็นแหล่งพำนักที่นี่<br />
ทางน้อยกลางดงพงพี<br />
กลายเป็นทางดีกว่าเดิม<br />
ย่อยแยกแตกยวงเป็นสาย<br />
มีทางมากมายมาเพิ่ม<br />
คนอยู่ตรงไหนใคร่เติม<br />
ก็สร้างทางเสริมเข้าไป<br />
อยู่กันเกาะกลุ่มเป็นเหล่า<br />
รวมเข้าเป็นก้อนกลุ่มใหญ่<br />
เป็นบ้านเป็นเมืองเฟื่องไกล<br />
คลื่นคนกลุ่มใหม่ยังมี<br />
แต่ก่อนคนตื่นเต้นป่า<br />
สัตว์ร้ายกรายมาคนหนี<br />
เทวาอารักษ์พงพี<br />
คนเซ่นทุกปีกราบกราน<br />
บัดนี้ป่าตกใจตื่น<br />
เห็นคลื่นคนบ้ากล้าหาญ<br />
ป่าสั่นขวัญหายภัยพาน<br />
ป่าจึงลนลานเร้นกาย<br />
เทวาอารักษ์ก็เผ่น<br />
ผีป่าตื่นเต้นใจหาย<br />
หอบเสื่อหอบหมอนวุ่นวาย<br />
หนีตายดาบหน้าวะตู<br />
ก้มหน้าตรมตรอมยอมแพ้<br />
อย่างดีก็แค่อดสู<br />
ลี้หลบมาแถวแนวภู<br />
จึงเมื่อมองดูชอุ่มดี<br />
ที่ราบลุ่มเคยเป็นป่า<br />
ก็เป็นไร่นาทุกที่<br />
เป็นบ้านเป็นเมืองเฟื่องทวี<br />
ไม่กี่สิบปีกลับกลาย<br />
ต้นข้าวเคยสูงปานอ้อย<br />
นานเข้าค่อยค่อยหดหาย<br />
มะเขือเท่าหม้อก็วาย<br />
เหลือต้นยืนตายให้แล<br />
ให้เป็นประจักษ์หลักฐาน<br />
ว่าคำเล่าขานจริงแน่<br />
แปลกจริงคนมากจอแจ<br />
บ่สนใจแย่จริงคน<br />
เรื่องราวเก่าก่อนย้อนหลัง<br />
บ่เคยรับฟังบ่สน<br />
ปล่อยให้สูญหายมืดมน<br />
พ้นยุคจึงค้นคว้าเรียน.</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:Z-Ymo9j3X3vHyM:http://www.phato.go.th/images/travel/boat5.jpg" alt="" /></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>๘.พลิกตำนาน</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center">ปู่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย<br />
ป่ามอดวอดวายโล่งเหี้ยน<br />
ต่อไปเอ็งจงพากเพียร<br />
ขีดเขียนเรียนรู้วิชา<br />
แผ่นดินแม้ยังสีแดง<br />
บ่แม่นแหล่งทรัพย์นับค่า<br />
ปลูกพืชผลไร้ราคา<br />
เทวาอารักษ์ละแล้ว<br />
ยุคนี้มีการหนังสือ<br />
มีค่าดังคือเพชรแก้ว<br />
เอ็งร่ำเรียนรู้เป็นแนว<br />
รู้คล่องผ่องแผ้วเป็นทรัพย์<br />
รุ่นปู่สู้สร้างด้วยแรง<br />
รุ่นเอ็งดินแล้งป่าดับ<br />
ความรู้ปัญญาจึ่งนับ<br />
ให้เทียมเทียบกับทรัพย์สิน<br />
&#8220;จะเรียนให้รู้อยู่ดอก<br />
แต่ปู่ยังบอกไม่สิ้น<br />
ก่อนโน้นทำมาหากิน<br />
กับดินอย่างเดียวหรือไร”<br />
ปู่ตอบ แท้เทียวไอ้หนู<br />
บอกแล้วรุ่นปู่หว่านไถ<br />
พืชผลล้นหลามดั่งใจ<br />
เพราะเคารพในดินฟ้า<br />
ก่อนลงเพาะกล้าหน้าฝน<br />
ผู้คนเซ่นไหว้ทั่วหน้า<br />
ภูตผี อารักษ์ เทวา<br />
ผู้รักษาป่าท่าธาร<br />
ให้ท่านคุ้มครองป้องปก<br />
ถางป่าพงรกบอกท่าน<br />
เข้าป่าล่าสัตว์ หมู่พราน<br />
ยังต้องกราบกรานขอกิน<br />
เคารพนบนอบท่านเห็น<br />
ร่มเย็นเป็นสุขทุกถิ่น<br />
จะปลูกแปงใดในดิน<br />
กลายเป็นทรัพย์สินอนันต์<br />
&#8220;เหตุผลกลใดนะปู่<br />
เดี๋ยวนี้มิสู้ก่อนนั้น<br />
ทั้งที่ผืนดินเดียวกัน<br />
พืชผลจึงพลันสิ้นงาม&#8221;<br />
เอ็งถามเข้าท่าหลานปู่<br />
เดี๋ยวขอคิดดูที่เอ็งถาม<br />
ปู่จะลองว่ามาตาม<br />
ความคิดสองสามประการ<br />
เพราะคนมีแต่กอบโกย<br />
เอาโดยตามใจใครท่าน<br />
เพราะทำลายป่าท่าธาร<br />
ทุกห้วยละหานลำเนา<br />
ก่อนโน้นคนถางพงป่า<br />
ก็ปลูกขึ้นมาแทนเก่า<br />
เอ็งเห็นไหมได้ร่มเงา<br />
รอบบ้านเมืองเรามากมาย<br />
มีมวลไม้หมากมากผล<br />
ดกดื่นดาษล้นหลวงหลาย<br />
หน้าแล้งหลบร้อนผ่อนคลาย<br />
หมู่นกเยี่ยมกรายกรูเกรียว<br />
เมื่อปู่สิ้นอายุขัย<br />
เอ็งต้องตั้งใจแลเหลียว<br />
ดูแลให้เหมือนปู่เทียว<br />
อย่าเที่ยวหยิบยกให้ใคร<br />
&#8220;ปู่อยู่อีกนานน่าปู่<br />
ใครแข็งแรงสู้ปู่ได้<br />
ถามปู่อีกหน่อยเป็นไร<br />
พรานหนุ่มคือใครต่อมา”<br />
ปู่จ้องมองหลาน ร้องอือ!<br />
“คนนั้นแหละคือปู่ข้า<br />
พ่อของทวดเอ็งเทียวนา<br />
ผู้สร้างไร่นาเราไว้”</p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong>(อ่านต่อภาค ๒)</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-ALIGN: center" align="center"> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-%e0%b9%91/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
