<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศล อนุสิม กับหนังสือ &#187; รูปเล่าเรื่อง</title>
	<atom:link href="http://kosolanusim.org/category/photo-essay/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosolanusim.org</link>
	<description>รวมงานเขียนและเรื่องราวนักเขียนกับหนังสือ</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 Sep 2010 07:21:36 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ชมโปสการ์ดสีอายุร่วม 100 ปี ฝรั่งทำไทยใช้</title>
		<link>http://kosolanusim.org/poscard-100-years-old</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/poscard-100-years-old#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jul 2010 04:22:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รูปเล่าเรื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[หลายเรื่องหลากรส]]></category>
		<category><![CDATA[โปสการ์ดสมัยรัชการที่ 6]]></category>
		<category><![CDATA[โปสการ์ดเก่าอายุ 100 ปี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1216</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้โปสการ์ดเก่า ๆ หลายใบเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากดูโดยละเอียดพบว่าเป็นของเก่าอายุร่วม 100 ปี ส่วนมากประทับตราไปรษณีย์ปี ค.ศ.1913 หรือ พ.ศ.2456 ส่งโดยคนไทยจากประเทศในยุโรป มีทั้งที่สางหากันในยุโรปและส่งมาที่เมืองไทย อายุของโปสการ์ดนับถึงปีนี้ (พ.ศ.2553) ก็หย่อน 100 ปีเล็กน้อย หย่อนเท่าใดก็ลองคิดเลขดูนะครับ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็น่าจะอนุมานได้ว่า อายุจริงของโปสการ์ดเหล่านี้น่าจะครบ 100 ปีแล้ว เพราะการพิมพ์โปสการ์ดน่าจะพิมพ์แล้วขายหลายปี เทียบกับโปสการ์ดในปัจจุบันที่พิมพ์แล้ววางขายเป็นเวลานาน สมัยก่อนก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน

โปสการ์ดนี้เป็นรูปสถานที่สำคัญของเมืองเบอร์ลิน จะเป็นสถานที่ใดก็สุดจะเดาเพราะเขียนเป็นภาษาเยอรมัน และที่บ้านก็ไม่มีพจนานุกรมภาษาเยอรมันจึงขอคัดลอกอักษรโรมันที่พิมพ์อยู่บนโปสการ์ดมาให้อ่าน ดังนี้
Berlin Platz vor dem Reichstagsgebaude mit Bismarck-Denkmel
เดา ๆ เอาว่า สถานที่นี้น่าจะตั้งชื่อ หรือเกี่ยวข้องกับรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเยอรมันคือบิสมาร์ค ผิดถูกอย่างไรไม่รับประกัน
โปสการ์ดแผ่นนี้ส่งโดยคนไทยไปหาคนไทยด้วยกัน ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นข้าราชการที่ไปเรียนในยุโรป หรือไม่ก็ติดตามเจ้านายไปอยู่ที่ยุโรป โปสการ์ดแผ่นนี้เขียนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2456 หรือ ค.ศ.1913 ในช่วงต้นรัชการที่ 6 ซึ่งในเนื้อความกล่าวว่าจะมี &#8220;เสด็จในกรมฯ&#8221; จะเสด็จถึงฮัมเบิก (สันนิษฐานว่าคือเมือง Hamburg ในเยอรมันนี) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้โปสการ์ดเก่า ๆ หลายใบเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากดูโดยละเอียดพบว่าเป็นของเก่าอายุร่วม 100 ปี ส่วนมากประทับตราไปรษณีย์ปี ค.ศ.1913 หรือ พ.ศ.2456 ส่งโดยคนไทยจากประเทศในยุโรป มีทั้งที่สางหากันในยุโรปและส่งมาที่เมืองไทย อายุของโปสการ์ดนับถึงปีนี้ (พ.ศ.2553) ก็หย่อน 100 ปีเล็กน้อย หย่อนเท่าใดก็ลองคิดเลขดูนะครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-1218" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="oldposcard2" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/oldposcard2.jpg" alt="oldposcard2" width="296" height="193" /></p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็น่าจะอนุมานได้ว่า อายุจริงของโปสการ์ดเหล่านี้น่าจะครบ 100 ปีแล้ว เพราะการพิมพ์โปสการ์ดน่าจะพิมพ์แล้วขายหลายปี เทียบกับโปสการ์ดในปัจจุบันที่พิมพ์แล้ววางขายเป็นเวลานาน สมัยก่อนก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน<br />
<span id="more-1216"></span><br />
โปสการ์ดนี้เป็นรูปสถานที่สำคัญของเมืองเบอร์ลิน จะเป็นสถานที่ใดก็สุดจะเดาเพราะเขียนเป็นภาษาเยอรมัน และที่บ้านก็ไม่มีพจนานุกรมภาษาเยอรมันจึงขอคัดลอกอักษรโรมันที่พิมพ์อยู่บนโปสการ์ดมาให้อ่าน ดังนี้</p>
<p><span style="color: #0000ff;">Berlin Platz vor dem Reichstagsgebaude mit Bismarck-Denkmel</span></p>
<p>เดา ๆ เอาว่า สถานที่นี้น่าจะตั้งชื่อ หรือเกี่ยวข้องกับรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเยอรมันคือบิสมาร์ค ผิดถูกอย่างไรไม่รับประกัน</p>
<p>โปสการ์ดแผ่นนี้ส่งโดยคนไทยไปหาคนไทยด้วยกัน ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นข้าราชการที่ไปเรียนในยุโรป หรือไม่ก็ติดตามเจ้านายไปอยู่ที่ยุโรป โปสการ์ดแผ่นนี้เขียนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2456 หรือ ค.ศ.1913 ในช่วงต้นรัชการที่ 6 ซึ่งในเนื้อความกล่าวว่าจะมี &#8220;เสด็จในกรมฯ&#8221; จะเสด็จถึงฮัมเบิก (สันนิษฐานว่าคือเมือง Hamburg ในเยอรมันนี) ดังนั้น จึงคิดว่าเจ้าของโปสการ์ดและผู้รับ น่าจะเป็นคนสำคัญอยู่ไม่น้อย</p>
<p style="text-align: justify;"><a href="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/oldposcard11.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1220" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="oldposcard1" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/oldposcard11.jpg" alt="oldposcard1" width="448" height="285" /></a>ผมก็ไม่นึกฝันว่าจะได้เห็นโปสการ์ดอายุนับร้อยปีมาก่อน ยิ่งการจะได้มาเป็นของตนเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ตอนนี้อยู่ ๆ ก็ได้มาโดยไม่คาดฝัน จึงเอามาอ่านและชมอยู่บ่อย ๆ  ในความรู้สึกนั้นไม่คิดว่านี่เป็นเพียงโปสการ์ดแผ่นหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์สังคมเลยทีเดียว</p>
<p>น่าค้นหาว่า ผู้เขียนและผู้รับเป็นใคร ไปทำอะไรที่ประเทศในยุโรปเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน จาการอ่านข้อความในโปสการ์ดแผ่นอื่น ๆ ก็พออนุมานได้ว่า ทั้งสองเป็นข้าราชการในสังกัดของเจ้านาย  ผู้รับโปสการ์ดคือนายสุ่น (Nai Soon) เป็นข้าราชการในสังกัดของ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช พระบิดาแห่งกองทัพบกไทย เพราะมีโปสการ์ดใบหนึ่งจ่าหน้าถึง  <strong>นายสุ่น ส่งวังกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช Bangkok Saim</strong> แต่ผู้ส่งเป็นใครยังไม่สามารถสันนิษฐานได้</p>
<p>ที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งคือ เมื่อ 100 ปีก่อนชาวยุโรปมีเทคโนโลยีการพิมพ์สีที่คมชัดสวยงามแล้ว  คุณภาพไม่ต้องพูดถึง เพราะผ่านมาร้อยปียังสีสวยสดอยู่เลย ถ้าภาษาอีสานบ้านผมก็ต้องบอกว่า &#8220;เป็นตางึด&#8221; คือเหนือความคาดหมายแบบสุด ๆ จริง ๆ</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/poscard-100-years-old/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ของปลดระวาง</title>
		<link>http://kosolanusim.org/the-old-typewriter</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/the-old-typewriter#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jul 2010 07:23:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รูปเล่าเรื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[ของเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[พิมพ์ดีดเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[หลายเรื่องหลากรส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1159</guid>
		<description><![CDATA[ผมดูรูปเก่าๆที่ถ่ายไว้เมื่อมีโอกาส  รูปเก่าที่สุดที่เคยถ่ายเองกับมือก็ประมาณ 20 ปี  เมื่อได้ดูรูปเก่าๆเหมือนได้ย้อนกลับสู่วันเวลาที่ผ่านมาแล้ว  หวนนึกถึงเรื่องราวที่ปรากฏในรูป  แล้วขยายไปยังวันเลาที่ใกล้เคียงกับเรื่องราวในรูปเหล่านั้น  ทำให้รู้สึกได้ว่า ไม่ได้อยู่เดียวเดี่ยวโดด อย่างน้อยผู้คนและสิ่งของในรูป  ก็ยืนยันได้ว่า เรามีคนอื่นๆอยู่ร่วมในชีวิต ไกลบ้าง ใกล้บ้าง ห่างบ้าง  ชิดบ้าง แล้วแต่สถานะ จังหวะ เวลา และโอกาสของทั้งเขาและเรา
เมื่อสองสาม วันมานี้ ผมค้นกรุรูปเก่าเก็บ ได้รูปเก่าๆของตัวเองหลายรูป  สมัยยังเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย ตัวยังผอม  เส้นผมยังมีเต็มหัวและยาวถึงไหล่  ริ้วรอยตีนกาตีนไก่ตีนนกอินทรีย์ยังไม่มีบนใบหน้า นัยน์ตาก็ยังคมกล้าแจ่มใส  ต่างกันไกลลิบกับใบหน้าที่มองเห็นในกระจกในทุกวันนี้

แปลกแต่ จริง เราในรูปถ่ายเมื่อ 20 ปีก่อนเหมือนของใหม่ที่ดูดี น่าใช้  แต่เราในกระจกเงาทุกวันนี้ เหมือนของเก่าที่ควรจะเก็บเข้ากรุได้แล้ว
แต่ อย่างว่า ของบางอย่างยิ่งเก่ายิ่งดี เหมือนเครื่องรางยิ่งเก่ายิ่งขลัง  เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาว่า  ใบหน้าของเราที่เห็นในกระจกปัจจุบันนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมดูรูปเก่าๆที่ถ่ายไว้เมื่อมีโอกาส  รูปเก่าที่สุดที่เคยถ่ายเองกับมือก็ประมาณ 20 ปี  เมื่อได้ดูรูปเก่าๆเหมือนได้ย้อนกลับสู่วันเวลาที่ผ่านมาแล้ว  หวนนึกถึงเรื่องราวที่ปรากฏในรูป  แล้วขยายไปยังวันเลาที่ใกล้เคียงกับเรื่องราวในรูปเหล่านั้น  ทำให้รู้สึกได้ว่า ไม่ได้อยู่เดียวเดี่ยวโดด อย่างน้อยผู้คนและสิ่งของในรูป  ก็ยืนยันได้ว่า เรามีคนอื่นๆอยู่ร่วมในชีวิต ไกลบ้าง ใกล้บ้าง ห่างบ้าง  ชิดบ้าง แล้วแต่สถานะ จังหวะ เวลา และโอกาสของทั้งเขาและเรา</p>
<p>เมื่อสองสาม วันมานี้ ผมค้นกรุรูปเก่าเก็บ ได้รูปเก่าๆของตัวเองหลายรูป  สมัยยังเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย ตัวยังผอม  เส้นผมยังมีเต็มหัวและยาวถึงไหล่  ริ้วรอยตีนกาตีนไก่ตีนนกอินทรีย์ยังไม่มีบนใบหน้า นัยน์ตาก็ยังคมกล้าแจ่มใส  ต่างกันไกลลิบกับใบหน้าที่มองเห็นในกระจกในทุกวันนี้<br />
<span id="more-1159"></span><br />
แปลกแต่ จริง เราในรูปถ่ายเมื่อ 20 ปีก่อนเหมือนของใหม่ที่ดูดี น่าใช้  แต่เราในกระจกเงาทุกวันนี้ เหมือนของเก่าที่ควรจะเก็บเข้ากรุได้แล้ว</p>
<p>แต่ อย่างว่า ของบางอย่างยิ่งเก่ายิ่งดี เหมือนเครื่องรางยิ่งเก่ายิ่งขลัง  เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาว่า  ใบหน้าของเราที่เห็นในกระจกปัจจุบันนี้ มีดีกว่าวันก่อนๆเป็นไหนๆ  เพราะดูแล้วขลัง มีพลังซ่อนเร้นเป็นอันมาก ยังไม่ถึงเวลาปลดระวาง  ควรใช้ไปเรื่อยๆนนั่นแหละดี</p>
<p>รูปทั้งหลายที่ค้นมาดูนั้น  ดูแล้วเพลินจำเริญใจ ดูเสร็จก็เก็บไว้ ไม่ต้องคิดอะไรมาก  แต่มีรูปหนึ่งที่สะดุดใจผมเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ  รูปพิมพ์ดีดวางอยู่บนโต๊ะข้างชั้นหนังสือ</p>
<p align="center"><img style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/425/9425/images/pimdid.jpg" alt="" width="401" height="282" /></p>
<p>เด็กสมัยนี้คงไม่คุ้นกับ เครื่องมือชนิดนี้แล้ว หลายคนอาจไม่รู้จักด้วยซ้ำ  เพราะเกิดมาก็พบเห็นแป้นคอมพิวเตอร์ อายุไม่ถึง 10 ขวบก็ใช้คล่อง  โตขึ้นมาหน่อยก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตไปเลย</p>
<p>แต่คนรุ่นผม  ย่อมคุ้นเคยกับพิมพ์ดีด ยิ่งคนที่ทำงานเขียนยิ่งต้องใช้พิมพ์ดีด  เสียงดังต๊อกแต๊กของพิมพ์ดีดคือเสน่ห์อันล้ำลึกของการเขียนหนังสือ  กลิ่นหอมของผ้าหมึกพิมพ์ดีด คือกลิ่นรัญจวนของงานเขียน  เป็นพลังลึกลับที่ดึงดูดให้คนเขียนหนังสือไม่อาจจะละทิ้งภาระในการนำเอา อักษรไทย 44 ตัว สระ 28 และวรรณยุกต์ 4 มาสร้างเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ  หลายๆคนจบชีวิตตนเองข้างเครื่องพิมพ์ดีด แต่เรื่องราวที่เขียนยังไม่จบ  เครื่องพิมพ์ดีดไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการทำงานเท่านั้น  หากยังเป็นเพื่อนใกล้ชิด ที่อยู่เคียงข้างคนเขียนหนังสืออย่างแท้จริง</p>
<p>การ ได้มาซึ่งเครื่องพิมพ์ดีด ไม่ใช่ได้มาโดยง่าย  เพื่อนบางคนเก็บหอมรอมริบโดยใช้เวลาเป็นปีเพื่อซื้อเครื่องพิมพ์ดีดราคา  3,000 บาท จากเงินค่าเรื่องที่ได้รับครั้งละ 200 บาทบ้าง 300 บาทบ้าง 500  บาทบ้าง หรือมากที่สุด 1,000 บาท ในจำนวนนี้ต้องแบ่งเป็นทั้งค่ากิน ค่าอยู่  ค่าดูหนังฟังเพลง และค่าพิมพ์ดีด  กว่าจะได้พอซื้อก็ต้องใช้ควาอดทนและเวลานาน  เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องนั้นจึงเป็นสมบัติล้ำค่าของคนเขียนหนังสือผู้เป็น เจ้าของ</p>
<p>เครื่องพิมพ์ดีดในรูปที่ผมถ่ายไว้นั้น  ผมได้รับต่อมาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง  ด้วยเห็นว่าผมน่าจะมีเครื่องพิมพ์ดีดไว้ใช้บ้าง จะได้สะดวกขึ้น  ไม่ต้องเขียนลายมือยึกยือ เมื่อมีเครื่องพิมพ์ดีด ผมสามารถทำงานได้เร็วขึ้น  เสียงพิมพ์ดีดเป็นเสียงดนตรีในยามดึกดื่น  กลิ่นหอมผ้าหมึกเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้ ทำให้ความคิดลื่นไหล  จนมือกดแป้นพิมพ์ดีดไม่ทันความคิด</p>
<p>ผมจำได้ว่า  ถ่ายรูปเครื่องพิมพ์ดีดไว้  ด้วยสำนึกในบุญคุณของผู้ให้ที่ท่านมีความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง  และเพื่อแสดงความขอบคุIเครื่องพิมพ์ดีดที่มีส่วนทำให้ผมเป็นตัวตนขึ้นมาใน โลกของหนังสือ</p>
<p>ตอนนี้ เครื่องพิมพ์ดีดถูกปลดระวางไปแล้ว  เครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนที่  จากนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าก็ถอยตกเวทีไป  มีเครื่องรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน จากความเร็วเครื่อง 286  เม็กกะเฮิร์ทเมื่อราวเกือบ 20 ปีก่อน  บัดนี้ความเร็วเครื่องเป็นร้อยๆพันๆกิ๊กกะเฮิร์ท  ถีบเครื่องพิมพ์ดีดกระเด็นไปอยู่ซอกไหนของโลกก็ไม่รู้</p>
<p>ให้ตายเถอะ!  แม้แต่ตัวผมเองที่เติบโตมาด้วยเครื่องพิมพ์ดีด เคยชอบฟังเสียงต๊อกแต๊ก  เคยชอบดมกลิ่นหมึก แต่ในห้วงเวลานี้  กลับไม่นึกถึงเครื่องพิมพ์ดีดแม้แต่น้อย</p>
<p>เครื่องพิมพ์ดีจึงเหลืออยู่ เพียงในรูปถ่ายและในความทรงจำส่วนที่ลึกที่สุด  ไม่มีเสียงพิมพ์ดีดที่บ้านเพราะไม่มีพิมพ์ดีดมานับสิบปีแล้ว</p>
<p>พิมพ์ดีด จึงเป็นของปลดระวางโดยสมบูรณ์  เหมือนกับช่างเรียงพิมพ์ในโรงพิมพ์ซึ่งเป็นวิชาชีพที่เกิดและอยู่มาเป็น ร้อยๆปี ถูกเบียดตกแท่นพิมพ์ด้วยระบบเรียงพิมพ์คอมพิวต์กราฟฟิค  แต่ระบบนี้อยู่ได้ไม่กี่ปีก็ถูกผลักกระเด็นด้วยระบบเครื่องพิมพ์เลเซอร์  กลายเป็นของปลดระวางไปตามๆกัน</p>
<p>ของเก่าถูกไล่โดยของใหม่  ของที่มาใหม่ในวันนี้ย่อมจะถูกขับไล่โดยของที่ใหม่กว่าในวันต่อๆไป  ไม่มีอะไรยั่งยืน ไม่มีอะไรแน่ ไม่มีอะไรไม่สลายไป</p>
<p>ตัวเราเอง  คนทุกคน ก็ย่อมจะเป็นของปลดระวางเมื่อวาระมาถึง  ต่างกันจะช้าหรือเร็วเท่านั้น</p>
<p><strong>ใบหน้าที่เห็นในกระจกทุกๆเช้า  อาจจะถึงคราวปลดระวางก่อนวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้! </strong></p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
เขียนเมื่อ 23 กรกฎาคม 2550</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/the-old-typewriter/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใบหน้าของเพื่อนในวัยหนุ่มสาว</title>
		<link>http://kosolanusim.org/ours-young-faces</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/ours-young-faces#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Jun 2009 07:56:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[รูปเล่าเรื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[กาติ ณ ศรัทธา]]></category>
		<category><![CDATA[ดวงแก้ว กัลยาณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่าเก่าเก็บ]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณ ณ จันธาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosolanusim.org/?p=645</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อหวนรำลึกถึงวันคืนที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เป็นพยานว่าเราเคยเป็นหนุ่มเป็นสาวก็คือภาพถ่าย ผมโชคดีที่ชอบถ่ายภาพเก็บไว้ แม้ฝีมือจะค่อนข้างไม่เข้าท่า  แต่ภาพถ่ายเหล่านั้นกลับกลายเป็นหลักฐานบ่งบอกเรื่องราวที่ผ่านมามากมาย นับเป็นประโยชน์แก่การรำลึกถึงวันคืนเก่าๆเป็นอย่างยิ่ง
อย่างเช่นภาพที่นำมาแสดงนี้&#8230;

ผมค้นภาพนี้จากรุเก่า  อายุของภาพมากกว่า 15 ปี ในวันวารที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว บางคนอายุ 20 ปลายๆ บางคน 30 ต้นๆ มีความคิดสร้างสรรค์และสดใส  มองโลกด้วยความหวังหลากสี  และมีพลังในการขับเคลื่อนชีวิตล้นปรี่
เริ่มต้นจากคนซ้ายสุด คือ กานติ ณ ศรัทธา เพื่อนชาวใต้ ลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ถา คือ อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง หรือ พนม นันทพฤกษ์ กานติเป็นกวีและใช้ชีวิตแบบกวี  การใช้ชีวิตแบบกวีเป็นอย่างไรก็อธิบายไม่ถูก เอาเป็นว่าผมรู้สึกสัมผัสได้ด้วยใจของผมเอง  เช่นเดียวกับที่รู้สึกสัมผัสคนอื่นๆ  เช่น ไพวรินทร์ ขาวงาม ประกาย ปรัชญา เป็นต้น ปัจจุบันกานติกลับไปใช้ชีวิตที่ภาคใต้แถบถิ่นบ้านเกิด ผมได้รับข่าวคราวของเขาตามสื่อต่างๆ
คนถัดจากกานติคือ วรรณ  ณ จันทร์ธาร หรือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="my-friends" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2009/06/my-friends-300x207.jpg" alt="my-friends" width="281" height="196" /></p>
<p>เมื่อหวนรำลึกถึงวันคืนที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เป็นพยานว่าเราเคยเป็นหนุ่มเป็นสาวก็คือภาพถ่าย ผมโชคดีที่ชอบถ่ายภาพเก็บไว้ แม้ฝีมือจะค่อนข้างไม่เข้าท่า  แต่ภาพถ่ายเหล่านั้นกลับกลายเป็นหลักฐานบ่งบอกเรื่องราวที่ผ่านมามากมาย นับเป็นประโยชน์แก่การรำลึกถึงวันคืนเก่าๆเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>อย่างเช่นภาพที่นำมาแสดงนี้&#8230;</p>
<p><span id="more-645"></span></p>
<p>ผมค้นภาพนี้จากรุเก่า  อายุของภาพมากกว่า 15 ปี ในวันวารที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว บางคนอายุ 20 ปลายๆ บางคน 30 ต้นๆ มีความคิดสร้างสรรค์และสดใส  มองโลกด้วยความหวังหลากสี  และมีพลังในการขับเคลื่อนชีวิตล้นปรี่</p>
<p>เริ่มต้นจากคนซ้ายสุด คือ <strong>กานติ ณ ศรัทธา</strong> เพื่อนชาวใต้ ลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ถา คือ <strong>อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง</strong> หรือ <strong>พนม นันทพฤกษ์</strong> กานติเป็นกวีและใช้ชีวิตแบบกวี  การใช้ชีวิตแบบกวีเป็นอย่างไรก็อธิบายไม่ถูก เอาเป็นว่าผมรู้สึกสัมผัสได้ด้วยใจของผมเอง  เช่นเดียวกับที่รู้สึกสัมผัสคนอื่นๆ  เช่น ไพวรินทร์ ขาวงาม ประกาย ปรัชญา เป็นต้น ปัจจุบันกานติกลับไปใช้ชีวิตที่ภาคใต้แถบถิ่นบ้านเกิด ผมได้รับข่าวคราวของเขาตามสื่อต่างๆ</p>
<p>คนถัดจากกานติคือ<strong> วรรณ  ณ จันทร์ธาร</strong> หรือ อ้อมนักเขียนสาวน้อยในวันนั้น เขียนเรื่องสั้น นิยาย และบทกวี  เธอเป็นเพื่อนรุ่นน้องของผมที่ธรรมศาสตร์ และเป็นคนทำหนังสือบทกวี “ทำมือ” ให้ผมเป็นเล่มแรก (สมัยโน้นยังไม่เรียกทำมือ และยังใช้วิธีโรเนียวกับถ่ายสกรีน) ฝีมือเขียนกวีนั้นไม่เบา  ต่อมาเขียนนวนิยายเล่มใหญ่ สร้างเป็นละครฉายที่ไอทีวีด้วย ปัจจุบันไปเป็นป้าอ้อมของเด็กๆทางเหนือ ทำของที่ระลึกน่ารักๆขายที่เชียงใหม่ ผมกับครอบครัวไปเยี่ยมเยือนอ้อมเมื่อราวกลางๆปี 2551 อ้อมกับคู่ชีวิตของเธอมีความสุขดีตามอัตภาพ ฟังว่าคงปักหลักอยู่ที่นั่นยาวนาน</p>
<p>อีกคนที่ยิ้มหน้าบานนั้นคือ <strong>ดวงแก้ว กัลยาณ์</strong> หรือเจี๊ยบเพื่อนคู่คิดมิตรคู่กายของกานติ  ร้องเพลงเพราะมากโดยเฉพาะเพลงพุ่มพวง ดวงจันทร์ กับ สุนารี ราชสีมา ผมคิดว่า เจี๊ยบร้องเพลง “กราบเท้าย่าโม” ดีกว่าสุนารีเสียอีก  ถ้าทำอัลบั้มอาจจะขายไม่ออก เพราะร้องดีเกินไป ปัจจุบันเจี๊ยบยังเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่กายของกานติ ณ ศรัทธา ไม่เสื่อมคลาย</p>
<p>คนท้ายสุด หนุ่มน้อยในวันนั้นคือ แม้ว คนรักแมว เดินสายเล่นดนตรีตามงานชุมนุมวรรณกรรมต่างๆ เป็นคนรักและเลี้ยงแมว ผมเจอเขาทีไรก็ต้องคุยเรื่องแมว เขาเขียนหนังสือเรื่อง “วันที่โลกไร้แมว” ได้รับรางวัลนานมีบุ๊คในปีแรกๆด้วย</p>
<p>ภาพนี้ถ่ายที่สมาคมนักข่าวฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ สวนอ้อย  อันเป็นที่ทำการเดิมของสมาคมนักเขียน  วันเวลาที่ถ่ายรูปนี้เป็นวันกิจกรรมของสมาคมนักเขียน  ผมไม่แน่ใจว่าเป็นวันเดือนปีที่เท่าไร  น่าจะเป็นช่วงที่พี่ประยอม ซองทอง  เป็นนายกสมาคมนักเขียน และพี่อี๊ด ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมฯคนปัจจุบันเป็นเลขาธิการ ช่วงเวลานั้นมีกิจกรรมประจำทุกเดือนด้วยความคึกคักยิ่ง</p>
<p>เมื่อกาลเวลาเคลื่อนไป เราต่างแยกย้ายไปตามวิถีของตน เราต่างคนต่าง “แก่ขึ้นตามลำพัง” (ชื่อหนังสือบทกวีของกานติ) แต่เมื่อหวนรำลึกถึงมิตรภาพเก่าก่อน เราก็รู้สึกว่า ไม่ได้อยู่ตามลำพัง</p>
<p>เพราะแม้ต่างคนต่างแก่ขึ้นตามลำพัง แต่ก็ยังมีเส้นใยที่มองไม่เห็น เรียกว่ามิตรภาพถักทอพวกเราเอาไว้อยู่  นึกขึ้นได้เมื่อใดก็เห็นเมื่อนั้น แต่มองไม่เห็นด้วยสายตา หากมองเห็นด้วยหัวใจ</p>
<p>และเมื่อมองเห็นใบหน้าในวัยหนุ่มสาวของเพื่อนในภาพถ่าย ก็ทำให้หัวใจแช่มชื่นขึ้นมาได้เหมือนกัน.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/ours-young-faces/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
