ในนามของหมา
ขอประกาศว่าอย่าคิดฝัน
คนจะแย่งนิสัยหมาไปพลัน
หมาไม่ยอมกันโดยง่ายดาย
.
นิสัยกัดกันนั้นของหมา
คนเอยจงอย่ามามุ่งหมาย
กัดกันอวดหมาให้อับอาย
หมาไม่คิดพ่ายให้ผองคน
.
ชีวิตครรลองของมวลหมา
ตั้งหน้ากัดกันมันทุกหน
หมามิเลิกหรอกหนา อย่าเทียบตน
เขี้ยวหมาคมข้น คนหลีกไป
.
ในนามของหมา
เราเกิดมากัดกันทุกวันได้
ถ้าคนกัดแข่งหมาก็เหนื่อยใจ
เชิญคนใช้ปัญญา – หมากัดกันฯ
.
โกศล อนุสิม
๒๑ กันยายน ๒๕๕๒
กวีนั่งฝันบรรเจิดจ้า
ฝันว่ามีเทวดาเป็นสหาย
ร่วมดื่มสุราจนเมามาย
แล้วให้พาย่างกรายไปเมืองบน
.
ไปชมทิพยวิมานสถาน
อันเรืองรองโอฬารเลิศสักหน
วิมานแก้ววิมานทองล่องลอยวน
ดูเสียจนตาลายแทบหายเมา
.
สบตานางฟ้าหน้าสวยหวาน
สวยกว่านางงามจักรวาลเป็นล้านเท่า
นางบอกเป็นบริวารแห่งเรา
คอยเฝ้าทิพยวิมานมานานแล้ว
.
เป็นทิพยวิมานของเรานี้
บันดาลมีด้วยบุญสร้างอย่างแน่แน่ว
เป็นวิมานไร้เจ้าของเรืองรองแวว
นางต้องทนรอแกร่วนานเหลือเกิน
.
นานเกินอสงไขยไปหลายกัปน์
เรามัวเมาหลับมานานเนิ่น
หลับอยู่กับกิเลสทุเรศเพลิน
เคยทำดีแล้วก็เดินจากความดี
.
ผ่านพระพุทธเจ้าไปกี่องค์
ยังหลงในอาจมไม่ยอมหนี
อย่างน้อยมาตั้งต้นข้างบนนี้
มาอยู่วิมานสักทีเถิดนายเรา
.
ได้ฟังนางฟ้าด่าอ้อมอ้อม
ตื่นจากฝันแล้วพร้อมเลิกดื่มเหล้า
ตัดขาดไม่ญาติแล้วกับความเมา
ยึดเอาศีลธรรมนำใจไว้
เขียนบทกวีสักกี่บท
ก็ไม่หมดคำกวีที่จะเขียน
เพราะรักบทกวีจึงพากเพียร
เฝ้าร่ำเรียนเขียนอ่านงานกวี
.
เขียนบทกวีอีกกี่บท
ก็ไม่หมดไฟฝันอันผ่องศรี
ยังคงเพียรเขียนไม่ขาดอาจบางที
จะได้งานดีดีประดับตัว
.
อยากมีบทกวีดีดีบ้าง
เป็นตัวอย่างใช่มีแต่ที่ชั่ว
ค่อยค่อยเคี่ยวเข็ญตนพ้นมืดมัว
ชื่นดังบัวหน้าฝนได้พ้นน้ำ
.
จึงเขียนบทกวีไปเรื่อยเรื่อย
เหมือนลมพัดเอื่อยเอื่อยตอนหัวค่ำ
พอให้ไผ่เสียดสีส่งลำนำ
เป็นเพลงไผ่ในถ้อยคำของกวี
.
ยังมิใช่คีตศิลป์อันสูงส่ง
เพราะยังคงแค่เสียงไผ่ไล่เสียดสี
มิใช่ถ้อยมธุรสเลิศวจี
ยังไม่เด่นเป็นชั้นดีกวีนิพนธ์
ยามเช้าในเมืองมีอะไร
กรุงเทพเมืองใหญ่ยังสงบ
ตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้พบ
ยังไม่ถูกกลบด้วยอึกทึก
.
ยามเช้าเมืองนี้มีอะไร
มีความเงียบให้ใจรู้สึก
มีอากาศให้หายใจลึก
ได้นั่งคิดนึกสารพัน
.
มีเสียงนกร้องทำนองเสนาะ
บินลัดบินเลาะไปโน่นนั่น
มีต้นไม้ ให้อยู่อาศัยกัน
ที่บ้านโน้น บ้านนั้นและบ้านนี้
.
ในซอกลึกห่างตึกหลังใหญ่
มวลหมู่แมกไม้เขียวสดสี
บ้านหลังเล็กน้อยยังคงมี
ต้นไม้เป็นที่ของหมู่นก
.
จึงเมืองยามเช้าก็ชื่นใจ
ยินเสียงสดใสสวรรค์วิหค
ให้นึกถึงป่าอันชัฏรก
เคยอุ้มเราแนบอกเมื่อนานมา
.
ยามเช้าในเมืองมีอะไร
มีความเงียบให้ใจโหยหา
ถึงภูป่าสูงและทุ่งนา
ที่ห่างไกลเกินกว่า จะกลับคืนฯ
.
โกศล อนุสิม
ยามเช้ามืดใน เมืองกรุงเทพฯ
๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๑
จะไว้วางใจใครได้สักกี่คน
นักการเมืองที่พ่นน้ำลายฟ่อง
จะชื่อถือได้ไหมท่านพี่น้อง
ผู้แทนของปวงชนชาวไทย
จะเชื่อมั่นใครได้สักกี่คน
ว่าจะดำรงตนอย่างดีได้
ซื่อสัตย์เที่ยงคงไว้
มั่นในหน้าที่ปฏิญาณ
จะมีได้สักกี่คน
มิสนอามิสใดใครโปรยหว่าน
มิเกรงอำนาจใดและภัยพาล
อาจหาญต้านอธรรมในทุกทาง
จะเป็นได้สักกี่คน
เพื่อชาติประชาชนได้ทุกอย่าง
เกียรติแห่งนักการเมืองมิปล่อยวาง
เป็นผู้แทนที่เคียงข้างประชาชน
น่าไว้วางใจใครได้อยู่หรือ
เห็นแต่ถือเอาพวกเป็นเบื้องต้น
เอาแต่ประโยชน์ของพรรคตน
ดีแต่พ่นน้ำลายในสภา
จะไว้วางใจใครได้กี่คน
นักการเมืองทรชนและคนบ้า
เป็นเสียอย่างนี้แต่ต้นมา
คือผู้ปล้นฆ่าประชาธิปไตย
ไว้วางใจตนเองได้หรือประชาชน
ที่เลือกโจรให้มาปล้นประชาธิปไตยฯ
โกศล อนุสิม
๓ มิถุนายน ๒๕๕๓
เมื่อโลกล่วงมาเมษาสมัย
เดือนห้าหน้าแล้งร้อนบรรลัย
อัคนีนำภัยให้โลกา
จึงโลกร้อนราวไฟนรก
คนเดือดดื่นดกเดินแช่งด่า
ก่อเรื่องแรงร้ายหมายชีวา
เข่นฆ่าพล่าผลาญกันวุ่นวาย
วางระเบิดเปิดเปิงบันเทิงฆาต
ก่อวินาศกรรมทำง่ายง่าย
ฆ่าคนอื่นไปทั่วพร้อมตัวตาย
อีกมากหลากหลายวิธีการ
ตะวันตก ตะวันออก กระอักอ่วม
เลือดนองเลือดท่วมจนแดงฉาน
อีรัก รัสเซีย อินเดีย ละลาน
เป็นแดนประหารผลาญชีวี
บางกอกก็หนักไม่น้อยหน้า
คนแดงก่นด่าดังอึงมี่
ประท้วงท้าทายให้ต่อตี
เป็นที่เดือดดาลรำคาญใจ
บางกอกดังสถานการรบพุ่ง
คนกรุงโดนทุกข์รุกเข้าใส่
คนแดงจากทั่วทั้งเมืองไทย
มาร้องมาไล่รัฐบาล
ว่าเป็นรัฐบาลทหารหนุน
จึงไม่เป็นคุณแก่เมืองบ้าน
เป็นพวกเบ็ดเสร็จเผด็จการ
เป็นผู้สังหารประชาธิปไตย
รัฐบาลก็ว่ามาถูกต้อง
เป็นโดยครรลองและโปร่งใส
ตามรัฐธรรมนูญประเทศไทย
มิใช่ใครอื่นยื่นให้มา
เป็นเรื่องเป็นราวอันยาวยืด
ไม่เค็มไม่จืดไม่หมู่จ่า
ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนเวลา
ยากหาจุดจบได้พบพาน
คนแดงยังเดือดอยู่ดาษดื่น
คนกรุงสะอื้นอยู่ในบ้าน
คนแดงเดินทัพอยู่นับนาน
คนกรุงทรมานบานตะไท
คนแดงตั้งด่านประจัญรบ
โค่นรัฐบาลจบจึงหยุดได้
รัฐบาลก็ว่าข้าไม่ไป
จะอยู่จนให้ครบวาระ
คนกรุงจึงว่าชะตากูเอ๋ย
รถทุกข์มาเกยกันจะจะ
ฉิบหายแน่แน่แย่จริงวะ
ไม่รู้ใครพระหรือใครมาร
จึงบันทึกว่าเมษาสมัย
โลกร้อนบรรลัยและเดือดพล่าน
ใจคนร้อนรุ่มและเดือดดาล
ลงมือฆ่าผลาญกันวอดวาย
บางกอกก็ร้อนด้วยแดดแล้ง
คนแดงเดินทัพนับสิบสาย
โค่นล้มรัฐบาลเสียให้ตาย
บ้านเมืองฉิบหายไม่นำพา
จึงบันทึกว่าเมษาสมัย
ประเทศบรรลัยเพราะใครฆ่า
บางกอกสิ้นใจใครบีฑา
ประวัติศาสตร์จะตีตราจารึกเอยฯ
โกศล อนุสิม
๗ เมษายน ๒๕๕๓
แรม ๗ ค่ำเดือน ๕ ปีขาล
วิโยคโศกใจไร้คำจะเอ่ย
ประวัติศาสตร์เวียนซ้ำเหมือนเช่นเคย
วกมาลงเอยด้วยความตาย
สิบเมษายน สองห้าห้าสาม
มัจจุราชคำรามชีวิตสลาย
สันติสุขถูกย่ำเหยียบทำลาย
จนต้องแพ้พ่ายในฉับพลัน
คนผู้กระหายในอำนาจ
สั่งทัพพิฆาตประกาศลั่น
ทัพเถื่อนทะลักทะลวงฟัน
ใครเข้าขวางกั้นก็วอดวาย
ทัพแห่งอธรรมกระหน่ำกระหนาบ
ประกายดาบวาบแสงนับแสนสาย
อสันติและหิงสาพาความตาย
ทิ้งศพเรียงรายในเส้นทาง
เพียงเพราะกระหายในอำนาจ
ต้องการผูกขาดในทุกอย่าง
จึงทำเล่ห์กลดลอำพราง
ซุ่มสร้างกองทัพรับจ้างรบ
รบเพื่อนายจ้างอย่างคลั่งบ้า
ให้คุ้มราคากว่าจะจบ
มีอยู่มากมายในพิภพ
ประวัติศาสตร์บันทึกทบทับทวี
สิบเมษายนสองห้าห้าสาม
บันทึกตามที่เห็นเป็นสักขี
ประเทศไทยเลือดท่วมปฐพี
เป็นสีเลือดไทยไม่ต่างกัน
ไทยแตกกับไทยไล่พิฆาต
อธรรมผงาดมุ่งมาดมั่น
ลวงไทยฆ่าไทยล้มตายพลัน
เป็นวันวิปโยคโศกรันทด
จึงบันทึกว่า เมษาสมัย
ประเทศบรรลัยไปทั้งหมด
ใครสัตย์ ใครซื่อ ใครถือคด
ประวัติศาสตร์จาร จดทุกบทเอยฯ
โกศล อนุสิม
บันทึกเมื่อ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓
ประชาธิปไตยไถแลนด์
เสมอภาคเหลือแสนเต็มศักดิ์ศรี
หมูหมากาไก่ได้เป็นรัฐมนตรี
อีกลิงค่าง บ่างชะนีนกอีกรุม
รัฐมนตรีไม่ต้องมีปัญญา
มาตามโควต้าหัวหน้ากลุ่ม
มาเป็นหุ่นเชิดเปิดประชุม
เป็นแมงมุมขยุ้มใยไปวันวัน
สมองน้องหมาปัญญากระบือ
ออออ อืออือ มือสั่น
ท่านหัวหน้าบอกบทกำหนดกัน
ซ้ายหันขวาหันในทันที
ประชาธิปไตยไถแลนด์
เสมอภาคเหลือแสนครับน้องพี่
หมูหมากาไก่เป็นรัฐมนตรี
ประเทศนี้จึงเจริญเหลือเกินเอย.
โกศล อนุสิม
๑๔ มกราคม ๒๕๕๓
รัฐมนตรีโควต้า
ไม่ต้องมีปัญญาก็ใช้ได้
แค่นั่งเก้าอี้ที่เตรียมไว้
จะทำอะไรไม่ต้องคิด
รัฐมนตรีโควต้า
เดินไปเดินมาตามลิขิต
ทำนั่น นี่หน่อย อย่างละนิด
ไม่ต้องหนักชีวิต ไม่เหนื่อยใจ
รัฐมนตรีโควต้า
เขาสั่งให้มาก็มาได้
เขาสั่งให้กลับก็กลับไป
เขาสั่งสิ่งใดต้องทำตาม
ปัญญายาวกว่าหางอึ่ง
นับเลขได้ถึง หนึ่ง สอง สาม
รู้หนังสือ ก ไก่ ไว้ลงนาม
คือความสามารถรัฐมนตรี
รัฐมนตรีโควต้า
เป็นแล้วก็ต้องว่ากันเต็มที่
ทำตามที่สั่งฟังให้ดี
จะมีตำแหน่งใหม่ให้อีกครั้ง.
โกศล อนุสิม
๔ มิถุนายน ๒๕๕๓