เอะอะก็ด่าเป็นหมาหมด
ไยคนจึงลดศักดิ์ศรีหมา
เอะอะก็เอาไปพรรณนา
เหยียบย่ำบีฑาหมาระทม
หมาก็อยู่ดีประสาหมา
คนกลับแช่งด่าว่าทับถม
ด่าคนเหมือนหมากินอาจม
หมาจึงขื่นขมตรมชีวา
โปรดเคารพสิทธิสุนัขชน
คนเลวก็คนไม่ใช่หมา
หมาล้วนสัตย์ซื่อเสมอมา
นิสัยหมาหมานั้นน่าคบ
หมาไม่ฆ่านายหรือขายเพื่อน
หมาไม่บิดเบือนตะแลงตลบ
หมาไม่ขายชาติชั่วบัดซบ
หมาไม่เคยคบคนนอกเรือน
เอะอะก็ด่าเป็นหมาหมด
โปรดเถิดโปรดงดด่าถ่อยเถื่อน
กระผมเป็นหมาไม่ฟั่นเฟือน
ไม่เหมือนคนคลั่งพังบ้านเมืองฯ
โกศล อนุสิม
๒ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๓
แตกหักอีกแล้วหรือ
อะไรคือของแตกหัก
ประเทศชาติเป็นที่รัก
และที่พำนักของทุกคน
แตกหักแล้วใช่ไหม
ผู้ใดทำปี้ป่น
ประเทศชาติของปวงชน
เป็นจุลจนละเอียดแล้ว
แตกหักแล้วอย่างไร
มีชาติใหม่ใสวับแวว
สร้างให้ประกายแพรว
มีหลักแก้วเป็นขวัญเมือง
นิยมชาติที่สร้างใหม่
วาดฝันไว้มลังเมลือง
ฉลองชัยไม่กลัวเปลือง
เพราะเป็นเรื่องของชาติไทย
ชื่นชมนิยมชาติ
แบบผูกขาดทุกครั้งไป
ใครก็ว่าตัวใคร
รักชาติได้กว่าทุกคน
แย่งกันรักชาติ
ปากพิฆาตกันอึงอล
ยื้อยุดอลวน
เพื่อให้ตนได้สิทธิ์ครอง
ฉุดกระชากประเทศชาติ
แย่งสิทธิ์ขาดประกาศจอง
ใครอื่นขืนมาลอง
ขอแบ่งต้องเจอของดี
แย่งกันรักชาติ
น่าอนาถเสียทุกที
เรื่องลงรอยไม่เห็นมี
ขัดกันถี่ตีหน้ายักษ์
แตกหักอีกแล้วหรือ
ของในมือหล่นแตกหัก
ประเทศชาติเราที่รัก
เป็นซากปรักลงอีกแล้ว
…….
ประเทศชาติอันพราวแพรว
เป็นเศษแก้วเพราะมือใคร?
…….
โกศล อนุสิม
๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑
เพราะเรายังเวียนว่ายในกองกิเลส
จึงมีเหตุยุ่งเหยิงเป็นเพลิงโหม
เพราะมีโลภโกรธหลงเป็นแสงโคม
จึงต้องโถมแรงถั่งคลั่งบ้าไป
เพราะตัวกูของกูอยู่ทุกฝ่าย
เพราะเห็นคนอื่นร้ายจึงรุกไล่
เพราะว่าพวกกูดีกว่าพวกของใคร
เพราะต่างจิตต่างใจไม่ยอมกัน
กิเลสชักพาให้หน้ามืด
ทุกข์จึงยาวยืดมิอาจสั้น
เป็นเรื่องธรรมดาอย่างสามัญ
เกิดดับนับอนันต์อเนกกาล
ใครผู้แลเห็นความเป็นไป
รู้แน่แก่ใจไม่ฟุ้งซ่าน
จึงถึงทางธรรมที่เบิกบาน
สู่พระนิพพานจึงพ้นทุกข์
ขอตามรอยบาทพระศาสดา
เห็นโลกแล้วว่าไม่สนุก
อยู่พอประมาณไม่พล่านพลุก
พระธรรมนำสุขสงบใจฯ
โกศล อนุสิม
๒๖ พฤษภาคา ๒๕๕๑
Written on June 11, 2010 | Posted in
กวีบท : รวมบทกวีของ โกศล อนุสิม |
Comments Off
วังเอ๋ยวังเวง
ไร้เสียงหง่างเหง่งระฆังหาย
ทิวากาลก็เหมือนจะกลับกลาย
เป็นราตรีคล้ายคล้ายตะวันลับ
เห็นแต่ความมืดคลุมขยุ้มไผท
ผู้คนหลงใหลในความหลับ
มนต์ดำขย้ำใจให้คำนับ
หลงอยู่กับความฝันสวรรค์อำไพ
ป่าช้าก็ยังเห็นเป็นแดนสวรรค์
จะจริงหรือจะฝัน สำคัญไฉน
เมื่ออยู่ในม่านมนต์ที่ดลใจ
จะเหลือหวังอันใด โอ้อนิจจา!
อ้าอนิจจัง! โธ่ถังเอย.
โกศล อนุสิม
๒๓ มกราคม ๒๕๕๑ .
บทกวีมิได้ขาย
มีแจกจ่ายและแบ่งปัน
กวีมีร้อยพัน
มุุุ่่่งสร้างสรรค์การกวี
.
กวีมีแบ่งปัน
กาพย์ กลอน ฉันท์ อันเด่นดีี
โคลง ร่าย ลิลิต มี
หล่อเลี้ยงใจไสวเรือง
.
บทกวีมิได้ขาย
เราทั้งหลายไม่สิ้นเปลือง
เอาใจอันเมลือง-
มลังดลนิพนธ์กวี
.
บทกวีมิได้ขาย
มีแจกจ่ายในทันที
ที่โน่นแลที่นี่
มีเหลือหลายไม่ขาดแคลน
.
บทกวีมิได้ขาย
มีแจกจ่ายได้ทั่วแดน
ใครชอบก็ตอบแทน
แด่กวีที่สร้างงาน
.
มาอ่านบทกวี
ในทุกที่ทุกช่วงกาล
บำรุงจิตวิญญาณ
ให้เบิกบานในสุนทรีย์
.
บทกวีมิได้ขาย
มีมากมายเถิดดูซี
ตานอกไม่เห็นมี
ต้องตาในใช้แลมอง
.
ตาในใจคือตา
จึงเห็นค่าอันควรครอง
มองเถิดจักสมปอง
มองกวีที่ใจตนฯ
.
โกศล อนุสิม
๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑
กรุงเทพฯ
น้ำตาก็ตกอกเป็นไข้
หัวใจก็เจ็บจนเหน็บใจ
เมื่อเห็นคนไทยทำร้ายกัน
เพราะด้วยความคิดที่ต่างขั้ว
เพราะด้วยความกลัวที่ต่างขั้น
เพราะด้วยต่างพวกสารพัน
เพราะพวกมัน พวกกู สู้กันไป
จึงเข้าชุมนุมเป็นกลุ่มกล้า
ยืนเผชิญหน้าท้าทายใส่
พวกมึง พวกกูช้าอยู่ไย
เอาเลือดหัวให้ออกไหลริน
ใครชั่ว ใครร้าย และใครได้
หัวเราะ สะใจ เมื่อได้กลิ่น-
เลือดของผองชนคนเดินดิน
และศพที่สิ้นลมหายใจ
กี่ครั้ง กี่หน ที่พ้นผ่าน
ไม่ช้า ไม่นาน จำไม่ได้
ฆ่าฟันล้างผลาญเพิ่งผ่านไป
นี่เริ่มต้นใหม่มาอีกครั้ง
กี่ครั้งที่คนล้มใจขาด
กี่ครั้งที่ชาติน้ำตาหลั่ง
กี่ครั้งที่เราจะได้ฟัง
เรื่องความชิงชังกลบฝังไทย
น้ำตาจึงตกอกเป็นไข้
หัวใจก็เจ็บเหน็บหัวใจ
เมื่อเห็นคนไทยไล่ฆ่ากันฯ
โกศล อนุสิม
คืนคาบเกี่ยว ๒๕-๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑
อยู่อยู่หัวใจมาไหวอ่อน
ทั้งที่เมื่อก่อนหยุดอ่อนไหว
จู่จู่ข้าพเจ้าต้องแปลกใจ
ที่กลับคืนไปในที่เดิม
แต่ก่อนหัวใจมักเฉื่อยเฉย
มิเคยจะอ่อนไหวไม่ฮึกเหิม
เหมือนหัวใจเก่าเขม่าเจิม
เอาอะไรมาเติมก็เหมือนตาย
ข้าพเจ้าแปลกใจเสียจริงหนอ
จึงขอถามนิดมิตรสหาย
เหล่าเพื่อนนักสู้ลูกผู้ชาย
มีคล้ายกันบ้างหรืออย่างไร
ที่จู่จู่หัวใจก็ไหวอ่อน
เหมือนดังเมื่อตอนเป็นหนุ่มใหม่
เหมือนเมื่อรักแรกเข้าแทรกใจ
ที่จู่จู่รู้สึกได้อีกครั้ง
ข้าพเจ้าตะลึงตะลานแล้ว
หัวใจลึกแนวยากจะหยั่ง
รู้แล้วอิ่มอุ่นละมุนจัง
หัวใจยัง ดูดีมีชีวา
ข้าพเจ้ามีเรื่องจะถามเพื่อน
ว่าเป็นเหมือนข้าพเจ้าหรือเปล่าหนา
ข้าพเจ้าหลงรักภรรยา
ที่อยู่ร่วมชายคาสิบห้าปีฯ.
โกศล อนุสิม
มิถุนายน ๒๕๕๐
ใครใครก็ว่า กวีตาย
ล้มลง จมหายในยุคสมัย
โดยมิเคย มีคนไว้อาลัย
กวีจึง ปราชัยไปเงียบงัน
ใครใครก็ว่า กวีตายแล้ว
ไม่เหลือเชื้อแนวกวีขวัญ
ศพก็หาไม่เห็นเป็นสำคัญ
จึงร่ำลือกันว่าตายแท้
ตายอยู่กลางป่าอันรกชัฏ
ด้วยความอัตคัดย่ำแย่
ป่าแห่งยุคสมัยอันปรวนแปร
กวีล้มลงแผ่เพราะหมดทาง
ใครใครก็ว่า กวีตาย
เมื่อไร้ความหมายไปทุกอย่าง
ยุคสมัยไม่เห็นค่าจึงละวาง
โดยการทิ้งขว้างเหล่ากวี
ใครใครก็ว่า กวีตาย
ถึงความวอดวายไม่อาจหนี
หาศพไม่เห็นเป็นการดี
ไม่ต้องมีพิธีศพรบกวนตน
ใครใครก็ว่า กวีตาย
ได้ยินมากมายในทุกหน
คล้ายคล้ายว่าเห็นเป็นมงคล
เมื่อกวีไปพ้นจากแผ่นดิน
ใครใครก็ว่า กวีตาย
ยังดอก ไม่วอดวายไปจากถิ่น
ข้านี้กวีหนึ่งจงพึงยิน
ว่าไม่สิ้น เสียงกวี-มีพึมพำฯ๛
โกศล อนุสิม
๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑
มีรักในดวงตา
ในดวงตามีดวงใจ
มองเห็นความงามไป
เมื่อดวงใจมีความรัก
.
มีรักในดวงตา
ในดวงตาจึงประจักษ์
โลกนี้น่าอยู่นัก
หากเราพักความเกลียดชัง
.
ดวงตามีดวงใจ
ดวงตาให้ใจเฝ้าฟัง
เพลงแห่งความรักดัง
ในหลืบลึกของดวงใจ
.
ในซอกอันลึกล้น
ของใจคนทุกคนไป
แผ่วเบาราวเส้นใย
ไม่อาจรู้ด้วยหูตา
.
ดวงตามีดวงใจ
จึงรู้ได้ในศรัทธา
เพลงรักแผ่วแผ่วมา
ยังมิสิ้นจากดินแดน
.
มีใจในดวงตา
จึงเห็นว่ามิขาดแคลน
มิใช่จะเปล่าแปน
ยังมีรักถักสายใย
.
มีรักในดวงตา
อันเลอค่าเรืองวิไล
ธรรมะชำระใจ
ตระหนักได้ในความรักฯ
.
โกศล อนุสิม
๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑
เขียนกลอนเขียนไป ให้เรื่อยเปื่อย
เขียนไปเรื่อยเรื่อยเล่นภาษา
มีสาระบ้างบางเวลา
เขียนไปเขียนมา ยี่สิบห้าปี
.
เขียนกลอนเขียนไป ให้ฟุ้งซ่าน
เฟ้อจินตนาการ อยู่หลากสี
กลอนเปลือยกลอน เปล่าก็เข้าที
กลอนมีฉันทลักษณ์ ก็ปักใจ
.
เขียนกลอนเขียนไปให้สนุก
แม้ใจจะทุกข์ก็ยิ้มได้
รวยกลอนเต็มบ้านบานตะไท
แต่ไม่ค่อยมีข้าวให้ซาวน้ำ
.
เขียนกลอนมานานไม่พาลเบื่อ
เขียนได้ทุกเมื่อด้วยใจหนำ
โชคดีที่กลอนเป็นกลองนำ
ให้ใจร่ายรำ สำเริงอุรา
.
เขียนกลอนมานานคนอ่านเบื่อ
ก็เลิกอ่านได้ทุกเมื่อผมไม่ว่า
เขียนแล้วอ่านคนเดียวได้เจียวนา
เขียนมาอ่านมายี่สิบห้าปี
.
เขียนมาอ่านมายี่สิบห้าร้อน
มีหนังสือกลอน เหมือนกันนี่
ตั้งสามเล่มให้ภูมิใจดี
คนซื้อเงียบฉี่ ยังดีใจ
.
เขียนกลอนเขียนไปให้เรื่อยเปื่อย
เขียนอยู่เรื่อยเรื่อยยังเขียนได้
เอาใจตามกลอนตะลอนไป
เหนื่อยแล้วเมื่อใดก็พักนอน
.
เขียนกลอนเขียนไปได้เรื่อยเปื่อย
ถ้าคุณอ่านแล้วเหนื่อยก็หยุดก่อน
ผมจะเขียนเรื่อยเปื่อยเป็นบทกลอน
อยากอ่านก็โปรดย้อนมาเถิดคุณฯ
โกศล อนุสิม
๑๘ มกราคม ๒๕๕๒