<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศล อนุสิม กับหนังสือ &#187; นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก</title>
	<atom:link href="http://kosolanusim.org/category/prime-minister/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosolanusim.org</link>
	<description>รวมงานเขียนและเรื่องราวนักเขียนกับหนังสือ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Sep 2010 05:09:05 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก : คำนำผู้เขียน</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-1-2</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-1-2#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 20:42:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยายนายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=141</guid>
		<description><![CDATA[ผมเขียนนวนิยายขนาดสั้นหรืออาจจะเรียกว่าเรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่หาใช่เพื่อโจมตี “หลักการทักษิณ” (TAXIN THEORY) และ กลุ่มผู้นิยมทักษิณ (TAXINIST) และใส่ร้ายป้ายสี อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศล ดังที่มีผู้เข้าใจผิดก็หาไม่ ผมไม่มีเรื่องโกรธแค้นกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลซึ่งเสียชีวิตไปก่อนผมเกิดตั้งเป็นร้อยปี ไม่ได้ผิดใจกับกลุ่มผู้นิยมทักษิณที่มีอยู่มากมายทั้งในโลกและอาณานิคมบนดวงดาวต่างๆ และผมก็ไม่ได้รับผลกระทบในทางเสียหายจากหลักการทักษิณอันโด่งดังจนพอที่จะเป็นเหตุให้ผมต้องคัดค้านโจมตี สิ่งที่ผมปฏิบัติอยู่เสมอมาก็คือ ในฐานะนักวิชาการ ถึงแม้ผมจะไม่นิยมชมชอบหลักการทักษิณ แต่ผมก็ยอมรับในความคงอยู่และอิทธิพลของหลักการทักษิณ รวมไปถึง

บทบาทอันสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศลซึ่งเป็นผู้นำเอาความคิดของทักษิณ (นายกรัฐมนตรีประเทศเล็กๆในอดีตที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่พวกเราเรียกว่าเป็น “ยุค WORLD WIDE WEB” (WWW) หรือที่คนยุคนั้นเรียกยุคของตนว่าเป็นยุค “THIRD WAVE”) มาเป็นแม่แบบในการบริหารประเทศโกศลจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้เริ่มต้นศึกษาแนวคิดของทักษิณอย่างจริงจังเป็นคนแรก จนพัฒนามาเป็นหลักการทักษิณในปัจจุบัน และถูกกลุ่มนิยมทักษิณยกย่องให้เป็น “บิดาของหลักการทักษิณ” ไปแล้ว ผมไม่เคยมีความขัดแย้งไม่ว่าเรื่องใดๆกับบุคคล กลุ่มบุคคล หรือหลักการดังกล่าว
ในทางตรงกันข้าม ผมกลับชื่นชมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณและอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล ที่สามารถสร้างประเทศของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ แม้จะไม่ยั่งยืนยาวนาน แต่ก็นับว่าทั้งสองคนได้สร้างประโยชน์มหาศาลแก่ผู้คนในประเทศของตนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
แต่การยอมรับก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยปละละเลยข้อบกพร่องซึ่งทั้งทักษิณและอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลมีอยู่ รวมไปถึงข้ออ่อนด้อยของหลักการทักษิณ ในฐานะนักวิชาการก่อนเขียนตำราสักเล่มผมได้ศึกษาค้นคว้าในประเด็นต่างๆอย่างละเอียด ทบทวนตรวจสอบอย่างรัดกุมรอบด้าน แม้งานที่ผมศึกษาเกี่ยวกับเรื่องทักษิณและโกศล จะไม่ใช่งานที่ดีเลิศ แต่ก็ไม่ใช่งานที่เกิดขึ้นจากการคาดคะเนเอาและเดาสุ่มอย่างแน่นอน เพราะเป็นไปตามหลักแห่งวิชาการอย่างครบถ้วน
เหตุผลที่เขียนนิยายเรื่องนี้ มีอยู่หลายประการ คือ
ประการแรก ผมอยากทดลองเขียนงานรูปแบบใหม่ๆ เพราะปกติแล้วผมเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ผมเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์แต่เขียนนวนิยายเป็นงานอดิเรกมากจนคนคิดว่าผมเป็นนักวิทยาศาสตร์มากกว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ ผมเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้จินตนาการถึงสังคมมนุษย์ในอนาคต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok-kamnam01.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-161" style="margin: 10px 30px; border: 0px;" title="nayok-kamnam01" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok-kamnam01.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a>ผมเขียนนวนิยายขนาดสั้นหรืออาจจะเรียกว่าเรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่หาใช่เพื่อโจมตี “หลักการทักษิณ” (TAXIN THEORY) และ กลุ่มผู้นิยมทักษิณ (TAXINIST) และใส่ร้ายป้ายสี อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศล ดังที่มีผู้เข้าใจผิดก็หาไม่ ผมไม่มีเรื่องโกรธแค้นกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลซึ่งเสียชีวิตไปก่อนผมเกิดตั้งเป็นร้อยปี ไม่ได้ผิดใจกับกลุ่มผู้นิยมทักษิณที่มีอยู่มากมายทั้งในโลกและอาณานิคมบนดวงดาวต่างๆ และผมก็ไม่ได้รับผลกระทบในทางเสียหายจากหลักการทักษิณอันโด่งดังจนพอที่จะเป็นเหตุให้ผมต้องคัดค้านโจมตี สิ่งที่ผมปฏิบัติอยู่เสมอมาก็คือ ในฐานะนักวิชาการ ถึงแม้ผมจะไม่นิยมชมชอบหลักการทักษิณ แต่ผมก็ยอมรับในความคงอยู่และอิทธิพลของหลักการทักษิณ รวมไปถึง</p>
<p><span id="more-141"></span><br />
บทบาทอันสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศลซึ่งเป็นผู้นำเอาความคิดของทักษิณ (นายกรัฐมนตรีประเทศเล็กๆในอดีตที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่พวกเราเรียกว่าเป็น “ยุค WORLD WIDE WEB” (WWW) หรือที่คนยุคนั้นเรียกยุคของตนว่าเป็นยุค “THIRD WAVE”) มาเป็นแม่แบบในการบริหารประเทศโกศลจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้เริ่มต้นศึกษาแนวคิดของทักษิณอย่างจริงจังเป็นคนแรก จนพัฒนามาเป็นหลักการทักษิณในปัจจุบัน และถูกกลุ่มนิยมทักษิณยกย่องให้เป็น “บิดาของหลักการทักษิณ” ไปแล้ว ผมไม่เคยมีความขัดแย้งไม่ว่าเรื่องใดๆกับบุคคล กลุ่มบุคคล หรือหลักการดังกล่าว</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม ผมกลับชื่นชมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณและอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล ที่สามารถสร้างประเทศของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ แม้จะไม่ยั่งยืนยาวนาน แต่ก็นับว่าทั้งสองคนได้สร้างประโยชน์มหาศาลแก่ผู้คนในประเทศของตนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง</p>
<p>แต่การยอมรับก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยปละละเลยข้อบกพร่องซึ่งทั้งทักษิณและอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลมีอยู่ รวมไปถึงข้ออ่อนด้อยของหลักการทักษิณ ในฐานะนักวิชาการก่อนเขียนตำราสักเล่มผมได้ศึกษาค้นคว้าในประเด็นต่างๆอย่างละเอียด ทบทวนตรวจสอบอย่างรัดกุมรอบด้าน แม้งานที่ผมศึกษาเกี่ยวกับเรื่องทักษิณและโกศล จะไม่ใช่งานที่ดีเลิศ แต่ก็ไม่ใช่งานที่เกิดขึ้นจากการคาดคะเนเอาและเดาสุ่มอย่างแน่นอน เพราะเป็นไปตามหลักแห่งวิชาการอย่างครบถ้วน<br />
เหตุผลที่เขียนนิยายเรื่องนี้ มีอยู่หลายประการ คือ</p>
<p><strong>ประการแรก</strong> ผมอยากทดลองเขียนงานรูปแบบใหม่ๆ เพราะปกติแล้วผมเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ผมเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์แต่เขียนนวนิยายเป็นงานอดิเรกมากจนคนคิดว่าผมเป็นนักวิทยาศาสตร์มากกว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ ผมเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้จินตนาการถึงสังคมมนุษย์ในอนาคต การบุกเบิกดินแดนใหม่ๆในอวกาศ การพบเห็นเรื่องราวพิลึกกึกกือของมนุษย์บนดวงดาวต่างๆที่อยู่ไกลแสนไกล ทั้งๆที่ตามความเป็นจริงแล้วเราออกมาจากโลกเดิมได้ไม่ถึง 500 ปี มีเทคโนโลยีที่ทำให้เดินทางพ้นไปจากเขตแดนของระบบสุริยะได้ไกลไม่ถึงปีแสง ต่างจากในจินตนาการลิบลับ บางครั้งการจินตนาการถึงเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นบ่อยๆก็ทำให้หมดความเร้าใจ เมื่อหันกลับไปมองสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมาแล้วในประวัติศาสตร์ ผมจึงเกิดความคิดอยากทดลองเขียนนวนิยายเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วผสมผสานกับจินตนาการดูบ้าง การเขียนนิยายนั้นก็ไม่ต่างการเขียนเรื่องอื่นๆที่ต้องอาศัยความรู้และความสนใจเป็นพื้นฐาน ในเมื่อผมมีความสนใจและมีความรู้เรื่องทักษิณและโกศลอยู่แล้วก็ย่อมควรต้องเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน และการเขียนครั้งนี้ผมตั้งใจเขียนเป็นนวนิยาย</p>
<p><strong>ประการต่อมา</strong> เรื่องราวของทักษิณและโกศลนั้นเป็นที่นิยมของนักเขียนนวนิยายและนักอ่าน โดยถูกแต่งแต้มจนหลายครั้งเกินเลยความเป็นจริง นักเขียนทั้งหลายเลือกที่จะเชิดชูยกย่องบุคคลใดบุคคลหนึ่งราวกับว่าเป็นเทพเจ้าในความเชื่อของคนโบราณ คนอ่านก็ชอบเสียด้วย ไม่ว่าจะเผยแพร่ในรูปหนังสือกระดาษ หนังสืออิเล็กโทรนิกส์พกพา หนังสือสามมิติ หรือสื่ออื่นๆก็ล้วนแต่ขายดีจนสร้างความร่ำรวยแก่คนเขียนและคนพิมพ์จำหน่าย ยิ่งคนอ่านชอบอ่านคนเขียนก็ยิ่งเขียน ยิ่งคนเขียนมากคนอ่านก็ยิ่งอ่านมาก กลายเป็นการสมคบคิดระหว่างคนเขียนกับคนอ่านไปโดยปริยาย ดังนั้น ผมจึงต้องการที่เสนอแง่มุมที่แตกต่าง แง่มุมที่คนทั้งหลายต่างก็มี นั่นคือ มีข้อบกพร่อง มีข้ออ่อนด้อย เคยทำผิดพลาด ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องเสนอแง่มุมที่ยังไม่มีผู้ใดเปิดเผยบ้างเพื่อให้ภาพของคนสมบูรณ์ขึ้น</p>
<p><strong>ประการต่อมาอีก</strong> ผมเข้าใจเอาเองว่า คนเราในปัจจุบันนี้ มีวิจารญาณพอที่จะแยกแยะเรื่องราวต่างๆได้อย่างชัดเจน เข้าใจว่า นวนิยายแม้จะอาศัยเค้าโครงเรื่องจริง แต่ก็ยังเป็นเรื่องแต่ง มุ่งความสนุกสนานผ่อนคลายเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเน้นความสนุกสนานผ่อนหลายจนละไว้ซึ่งสาระที่ควรจะมี นอกเหนือความสนุกสนานผ่อนคลายแล้วนวนิยายที่ดีนั้นต้องแฝงสาระที่กระตุ้นเตือนให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การเขียนนวนิยายอิงเค้าโครงประวัติศาสตร์ของผม จึงต้องการกระตุ้นให้ผู้อ่านได้เห็นถึงแง่มุมอีกด้านหนึ่งของคน อย่างน้อยก็ให้ได้รู้ว่า ชีวิตของคนนั้นไม่ได้มีเพียงด้านเดียว</p>
<p>ทั้งสามประการนี้คงพอที่จะอธิบายความเป็นมาของนวนิยายเรื่องนี้ได้<br />
การเขียนคำนำในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ผมเขียนขึ้นสำหรับนวนิยายเรื่องนี้ ในการเผยแพร่ครั้งก่อนๆนั้น ผมได้ถือเอาคำนำเสนอของท่านศาสตราจารย์เจตนาพิสุทธิ์ นาคีวัชระ เป็นคำนำของหนังสือ และในการพิมพ์ครั้งนี้ ผมได้ขออนุญาตท่านศาสตราจารย์โกศลภักดี มิตรโกศล อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล นำบทความที่ท่านได้เขียนถึงนวนิยายเรื่องนี้มาตีพิมพ์ไว้เป็นภาคผนวก ผมจึงขอบขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสองที่ได้ให้ความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ผมได้นำบทสัมภาษณ์ที่ กองบรรณาธิการวารสารมหาวิทยาลัยแห่งชาติอินเดีย สัมภาษณ์ผมและตีพิมพ์ในวารสารฉบับดังกล่าวมารวมไว้ในภาคผนวกด้วย จึงขอขอบคุณกองบรรณาธิการวารสารนั้นด้วย</p>
<p>สุดท้ายผมขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านแล้วหรือที่คิดจะอ่าน รวมไปถึงผู้ที่ซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้อ่านหรือซื้อไปให้คนอื่นอ่าน ขอจงรับความขอบคุณจากผมโดยทั่วกัน</p>
<p><strong><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayorkosol1.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-142" title="nayorkosol1" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayorkosol1.jpg" alt="" width="71" height="72" /></a>โกศล อนุสิม</strong><br />
มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งดวงจันทร์<br />
17 พฤศจิกายน ด.ศ.280 (ค.ศ.2606)</p>
<p> </p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-1-2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก : คำนำเสนอ</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-13</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-13#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 20:16:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยายนายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=133</guid>
		<description><![CDATA[คำนำเสนอ
ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก :
นวนิยายแปลกๆและเรื่องของกลุ่มผู้นิยมทักษิณ
ในบรรดาผู้ที่นิยม หลักการทักษิณ (TAXIN THEORY) จนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นพวก ทักษิณิสต์ (TAXINIST) ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศลได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งหลักการทักษิณ เพราะท่านผู้นี้ประพฤติตนเป็นพวกนิยมหลักการทักษิณอย่างชัดเจน ด้วยการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของทักษิณแล้วเขียนตำราที่ได้รับการอ้างอิงไปทั่วโลก นับว่าเป็นคนแรกที่นำความคิดทักษิณมาเผยแพร่ให้โลกรู้จักอย่างเป็นระบบจนทำให้พัฒนามาเป็นหลัก
การทักษิณในปัจจุบัน และอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลก็นำหลักการทักษิณมาใช้ในการบริหารประเทศ จนประสบความสำเร็จที่อาจเรียกได้ว่าถึงที่สุด ก่อนประเทศโกศลจะพบกับความวุ่นวายและล่มสลายทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลเสียชีวิตเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งสมัยที่ 8 ได้ 2 ปีเศษๆ โดยสาเหตุที่ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลเสียชีวิตลงนั้นก็ยังมืดมนอยู่ เป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมาก นับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความลึกลับซับซ้อน มีตัวละครเกี่ยวข้องหลายคน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนแวดล้อมรอบตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลทั้งสิ้น
หลักสำคัญในการพัฒนาประเทศตามหลักการทักษิณก็คือ เน้นการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลัก ด้วยการทุ่มเงินทำโครงการขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันในสมัยนั้น ว่า Mega Project รวมถึงการให้เงินกู้ยืมแก่ประชาชนเพื่อใช้ลงทุนในกิจกรรมการผลิตและใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีโกสศได้นำมาใช้ในการพัฒนาประเทศโกศลในช่วงที่ครองอำนาจ ต่อมามีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจของประเทศโกศลในช่วงการครองอำนาจของอดีตนายกรัฐมนตีโกศลและช่วงหลังแล้วสรุปในทางเดียวกันว่า การที่ประเทศโกศลต้องพบกับระความวุ่นวายทางเศรษฐกิจในช่วงหลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลเสียชีวิตแล้ว มีสาเหตุมาจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามหลักการทักษิณแบบสุดโต่ง ด้วยการทุ่มเทงบประมาณทำโครงการต่างๆของภาครัฐที่ต้องใช้เงินมหาศาล รวมทั้งนโยบายให้สวัสดิการทางการเงินแก่ประชาชนโดยการให้เงินกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายแบบไม่อั้น ซึ่งการทำเช่นนี้ก่อให้เกิดผลดีในระยะสั้น แต่ทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงจากประชาชนให้บริหารประเทศเป็นเวลานาน ผลร้ายที่ฝังลึกจากการดำเนินนโยบายแบบนี้ก็คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการใหญ่ยักษ์ในระยะยาวส่วนมากแล้วไม่คุ้มค่า และรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอันมาก ทำให้ค่อยๆทำลายเศรษฐกิจทีละน้อยๆ เมื่อถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เศรษฐกิจก็ชะงักงันอย่างรวดเร็วและในที่สุดก็เข้าสู่ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งกินเวลายาวนานนับยี่สิบปีจึงพอกลับมาตั้งหลักใหม่ได้ ส่งผลให้ประเทศโกศลไม่สามารถรักษาและแสดงบทบาทของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารได้อย่างที่ควรจะเป็น
เรื่องราวของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลนั้น มีสีสันรายละเอียดมากมายให้ศึกษา อันเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนนวนิยายได้หยิบยกเอามาเขียนถึงเป็นจำนวนมาก หลายเรื่องโลดโผนเร้าใจเหมือนเรื่องราวในตำนานหรือในจินตนาการมากกว่าจะเป็นเรื่องของคนที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆและเป็นไปในทางยกย่องเชิดชูอย่างเดียว เมื่อได้อ่านนวนิยายชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลที่นักเขียนเหล่านั้นเขียนขึ้นแล้ว ชวนให้รู้สึกเบื่อหน่ายที่ให้คนๆหนึ่งเก่งกาจเลิศเลอและดีงามมากเกินจริง
แต่เมื่อได้อ่านต้นฉบับนวนิยายเรื่อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok-kamnam2.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-165" style="margin: 10px 30px; border: 0px;" title="nayok-kamnam2" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok-kamnam2.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a>คำนำเสนอ<br />
ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก :<br />
นวนิยายแปลกๆและเรื่องของกลุ่มผู้นิยมทักษิณ</strong></p>
<p>ในบรรดาผู้ที่นิยม หลักการทักษิณ (TAXIN THEORY) จนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นพวก ทักษิณิสต์ (TAXINIST) ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศลได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งหลักการทักษิณ เพราะท่านผู้นี้ประพฤติตนเป็นพวกนิยมหลักการทักษิณอย่างชัดเจน ด้วยการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของทักษิณแล้วเขียนตำราที่ได้รับการอ้างอิงไปทั่วโลก นับว่าเป็นคนแรกที่นำความคิดทักษิณมาเผยแพร่ให้โลกรู้จักอย่างเป็นระบบจนทำให้พัฒนามาเป็นหลัก</p>
<p><span id="more-133"></span>การทักษิณในปัจจุบัน และอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลก็นำหลักการทักษิณมาใช้ในการบริหารประเทศ จนประสบความสำเร็จที่อาจเรียกได้ว่าถึงที่สุด ก่อนประเทศโกศลจะพบกับความวุ่นวายและล่มสลายทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลเสียชีวิตเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งสมัยที่ 8 ได้ 2 ปีเศษๆ โดยสาเหตุที่ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลเสียชีวิตลงนั้นก็ยังมืดมนอยู่ เป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมาก นับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความลึกลับซับซ้อน มีตัวละครเกี่ยวข้องหลายคน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนแวดล้อมรอบตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลทั้งสิ้น</p>
<p>หลักสำคัญในการพัฒนาประเทศตามหลักการทักษิณก็คือ เน้นการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลัก ด้วยการทุ่มเงินทำโครงการขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันในสมัยนั้น ว่า Mega Project รวมถึงการให้เงินกู้ยืมแก่ประชาชนเพื่อใช้ลงทุนในกิจกรรมการผลิตและใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีโกสศได้นำมาใช้ในการพัฒนาประเทศโกศลในช่วงที่ครองอำนาจ ต่อมามีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจของประเทศโกศลในช่วงการครองอำนาจของอดีตนายกรัฐมนตีโกศลและช่วงหลังแล้วสรุปในทางเดียวกันว่า การที่ประเทศโกศลต้องพบกับระความวุ่นวายทางเศรษฐกิจในช่วงหลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลเสียชีวิตแล้ว มีสาเหตุมาจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามหลักการทักษิณแบบสุดโต่ง ด้วยการทุ่มเทงบประมาณทำโครงการต่างๆของภาครัฐที่ต้องใช้เงินมหาศาล รวมทั้งนโยบายให้สวัสดิการทางการเงินแก่ประชาชนโดยการให้เงินกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายแบบไม่อั้น ซึ่งการทำเช่นนี้ก่อให้เกิดผลดีในระยะสั้น แต่ทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงจากประชาชนให้บริหารประเทศเป็นเวลานาน ผลร้ายที่ฝังลึกจากการดำเนินนโยบายแบบนี้ก็คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการใหญ่ยักษ์ในระยะยาวส่วนมากแล้วไม่คุ้มค่า และรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอันมาก ทำให้ค่อยๆทำลายเศรษฐกิจทีละน้อยๆ เมื่อถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เศรษฐกิจก็ชะงักงันอย่างรวดเร็วและในที่สุดก็เข้าสู่ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งกินเวลายาวนานนับยี่สิบปีจึงพอกลับมาตั้งหลักใหม่ได้ ส่งผลให้ประเทศโกศลไม่สามารถรักษาและแสดงบทบาทของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารได้อย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p>เรื่องราวของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลนั้น มีสีสันรายละเอียดมากมายให้ศึกษา อันเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนนวนิยายได้หยิบยกเอามาเขียนถึงเป็นจำนวนมาก หลายเรื่องโลดโผนเร้าใจเหมือนเรื่องราวในตำนานหรือในจินตนาการมากกว่าจะเป็นเรื่องของคนที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆและเป็นไปในทางยกย่องเชิดชูอย่างเดียว เมื่อได้อ่านนวนิยายชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลที่นักเขียนเหล่านั้นเขียนขึ้นแล้ว ชวนให้รู้สึกเบื่อหน่ายที่ให้คนๆหนึ่งเก่งกาจเลิศเลอและดีงามมากเกินจริง<br />
แต่เมื่อได้อ่านต้นฉบับนวนิยายเรื่อง “ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก” เขียนโดย โกศล อนุสิม เรื่องนี้แล้ว ทำให้ความเบื่อหน่ายในการอ่านนวนิยายเกี่ยวกับชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีที่บรรดาผู้ชื่นชมต่างยกย่องว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่นี้หายไป<br />
เมื่ออ่านจบแล้ว ผมบอกตัวเองว่า นี่เป็นนวนิยายแปลกๆเรื่องหนึ่ง</p>
<p>ที่บอกว่าแปลกนั้น มีเหตุผลหลายประการ</p>
<p><strong>ประการที่หนึ่ง</strong> นวนิยายเรื่องนี้แม้จะเป็นนวนิยายขนาดสั้น แต่บรรจุเรื่องราวชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลไว้ได้อย่างครอบคลุมรอบด้าน แม้เหตุการณ์ในนวนิยายจะเป็นช่วงเวลาเดียวแต่สะท้อนความคิด การกระทำ และพฤติกรรมตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานถึงกว่า 30 ปีได้อย่างชัดเจน</p>
<p><strong>ประการที่สอง</strong> นวนิยายเรื่องนี้แหวกไปจากเรื่องอื่นๆที่เขียนถึงชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ที่จะต้องชื่นชมยกย่องแต่เพียงอย่างเดียว จนแทบกลายเป็นขนบของการเขียนนวนิยายเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีโกศลไปแล้ว แต่ “ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก” กลับมีน้ำเสียงที่แตกต่างออกไป แม้ถ้อยคำจะแสดงถึงความชื่นชมยกย่อง แต่แฝงการวิพากษ์วิจารณ์เอาไว้ ซึ่งเรียกงานเขียนประเภทนี้ว่าเป็น “แนวเสียดสี” อันเป็นรูปแบบงานเขียนที่เก่ามากแล้ว ปัจจุบันไม่ค่อยมีนักเขียนนิยมใช้กัน</p>
<p><strong>ประการที่สาม </strong>นวนิยายเรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล แต่แท้ที่จริงแล้วมีนัยสำคัญมุ่งวิพากษ์วิจารณ์หลักการทักษิณที่นักบริหาร นักวิชาการ นักคิด นักเคลื่อนไหวจำนวนมากให้การยอมรับและนำไปใช้ในการดำเนินกิจการและบริหารองค์กร โดยเฉพาะในอาณานิคมบนดวงดาวต่างๆที่กำลังขยายตัวอย่างขนานใหญ่อยู่ในขณะนี้ การที่อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลได้รับยกย่องเป็นบิดาของหลักการทักษิณโดยกลุ่มทักษิณิสต์ จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาเป็นตัวแทนของกลุ่มทักษิณิสต์ในนวนิยายเรื่องนี้</p>
<p><strong>อีกประการหนึ่ง </strong>นอกจากมุ่งวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มทักษิณิสต์แล้ว ยังตั้งใจวิจารณ์ถึงการใช้อำนาจในลักษณะเบ็ดเสร็จของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลด้วย เช่น การมีผลประโยชน์ทับซ้อน และการบริหารงานแบบถือเอาประเทศเป็นเหมือนบริษัทของครอบครัวที่สะท้อนเป็นนัยๆเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งการบริหารงานในแบบที่กล่าวมานั้นส่งผลเสียหายแก่สังคมโกศลเป็นอย่างมาก แม้ในช่วงเวลาที่อดีตนายกรัฐมนตรีโกศลยังมีอำนาจอยู่นั้น ปัญหาจะยังไม่เกิด เพราะความนิยมในหมู่ประชาชนยังคงมีอยู่อย่างท่วมท้น โดยอาศัยกลไกของรัฐครอบงำประชาชนให้หลงคล้อยตาม แต่หลังจากการอสัญกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล แม้ศาสตราจารย์โกศลซึ่งเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดและเชื่อกันว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริงของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล จะเข้ามาบริหารประเทศสืบต่อหลังจากการเสียชีวิตของนายกรัฐมนตรีโกศล แต่การเข้ามาของศาสตราจารย์โกศลนั้นเป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆและเข้ามาเพื่อจัดการทางการเมืองเท่านั้น เพราะศาสตราจารย์โกศลเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดในสังคมและเป็นที่เคารพนับถือของผู้นำทางการเมืองในขณะนั้น ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งให้ผู้นำคนต่อไป แต่ด้วยเหตุที่ผู้นำคนหลังๆแม้จะมาจากพรรคโกศลอันเป็นพรรคการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล แต่ไม่มีความสามารถในการควบคุมกลไกต่างๆที่เคยเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลได้ ทำให้เกิดความระส่ำระสาย เกิดภาวะอนาธิปไตยทางการเมือง นำไปสู่การชะงักงันของการพัฒนาเศรษฐกิจ</p>
<p>จากความแปลกทุกประการดังกล่าว ผมจึงเชื่อว่าเมื่อนวนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปแล้ว บรรดานักวิชาการ นักคิด นักเคลื่อนไหว นักเขียนที่ชื่นชมอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล และกลุ่มทักษิณิสต์ คงพากันรุมกระหน่ำอย่างไม่ต้องสงสัย<br />
สิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้ผู้ที่อาจจะเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มผู้นิยมอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล กลุ่มทักษิณิสต์ หรือทายาทของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลได้พิจารณาเมื่อนวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์เผยแพร่แล้วก็คือ</p>
<p>1.) ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่า นี่คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง นวนิยายก็คือเรื่องแต่ง แม้จะอิงบุคคล เหตุการณ์ หรือข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงก็ยังเป็นเรื่องแต่ง เมื่อเป็นเรื่องแต่งก็เป็นสิทธิ์ของผู้เขียนที่จะคิด คาดคะเน วิเคราะห์ วิจารณ์ และดำเนินเรื่องไปตามเค้าโครงความคิดและข้อมูลที่ตนมีอยู่ ศิลปของการประพันธ์นั้น ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบความคิด ความเชื่อ หรือข้อมูลทางประวัติศาสตร์ใดๆ ในเมื่อมีผู้เขียนในทางยกย่องเชิดชูบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของนักเขียนอีกคนหนึ่งที่จะนำเสนอในด้านตรงกันข้ามกัน ดังนั้น เมื่อเป็นนวนิยายที่เป็นเรื่องแต่ง ผู้อ่านจะต้องอ่านมันในฐานะเรื่องแต่ง ไม่ใช่เรื่องจริง</p>
<p>2.) ประเด็นที่นักเขียนวิพากษ์วิจารณ์บุคคลใด หรือสังคมใด เหตุการณ์ใด ในนวนิยายนั้น แม้จะหมิ่นเหม่ต่อการทำให้เกิดความเสียหายในสายตาของผู้คนซึ่งอาจจะมากบ้างน้อยบ้างนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยชอบธรรมของนักเขียนผ่านตัวหนังสือ ซึ่งหากสังคมอ่านและพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว อาจจะได้ข้อคิด คำแนะนำ หรือประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ ในกรณีนวนิยายเรื่องนี้ เราอาจได้บทเรียนจากข้อบกพร่อง ผิดพลาด ของการทำงานที่ยึดแนวความคิดทักษิณแบบสุดโต่ง ซึ่ง โกศล อนุสิม ได้แสดงเอาไว้ ขณะที่นักเขียนคนอื่นๆที่เขียนถึงอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลในนวนิยายเรื่องอื่นๆไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้เลย</p>
<p>3.) หากแม้จะมีผู้คัดค้านความคิดในนวนิยายเรื่องนี้ ต้องคัดค้านในฐานะนวนิยาย อย่าได้หยิบยกเอาเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ในนวนิยายโดยไม่จำเป็น ซึ่งเท่าที่ผ่านมามักจะมีผู้ทำเช่นนั้นอยู่เสมอ แม้ในนวนิยายเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลเรื่องอื่นๆที่มีเนื้อหายกย่องเชิดชูก็ยังมีการเทียบเคียงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ชนิดฉากต่อฉาก เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้เขียนๆได้อย่างตรงความเป็นจริง เพื่อที่จะยกย่องเชิดผู้เขียนและหนังสือนั้นอีกต่อหนึ่ง การทำเช่นนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด ถ้าจะมีการคัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์นวนิยายก็ควรที่จะวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่ว่า นวนิยายเรื่องนี้ก่อให้เกิดความคิดและสติปัญญาอย่างไรบ้าง เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร หากไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอในนวนิยาย จะมีวิธีการค้นคว้าศึกษาความจริงอย่างไร ในประเด็นใดบ้าง หากทำเช่นนี้ก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นการใช้ความขัดแย้งให้เกิดประโยชน์ในการค้นคว้าหาความจริงต่อไป ซึ่งมีผู้ทำเป็นแบบอย่างมาบ้างแล้วแต่ยังน้อยมาก</p>
<p>4.) บรรดาผู้อ่านที่มีความคิดอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับกลุ่มทักษิณิสต์ ก็อย่าได้หลงคิดไปว่า นวนิยายเรื่องนี้เป็นกระบอกเสียงสำคัญของกลุ่มตน ที่จะใช้คัดง้างแนวคิดทักษิณิสม์และฝ่ายที่ยกย่องอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล ขอจงอ่านมันในฐานะที่เป็นนวนิยายด้วยเช่นกัน เพราะไม่ว่าภาพพจน์ของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลซึ่งเป็นตัวแทนคนสำคัญของกลุ่มทักษิณิสม์จะเป็นเช่นไร การใช้แนวคิดทักษิณิสต์บริหารประเทศโกศลจะเกิดผลเช่นไร ก็เป็นเรื่องของนวนิยายที่เกิดจากศิลปการประพันธ์ ประวัติศาสตร์เป็นเพียงวัตถุดิบของนักเขียนเท่านั้น ผู้ที่ต่อต้านการใช้แนวคิดทักษิณิสม์ทั้งบนโลกและบนอาณานิคมต่างๆนั้น ควรใช้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ ซึ่งสามารถสืบย้อนไปถึงยุคทักษิณโดยตรง ทั้งข้อมูลที่มีอยู่มากมายในฐานข้อมูลของ STARS WEB ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ยุค WORLD WIDE WEB อันเป็นยุคที่ทักษิณผู้เป็นต้นคิดของแนวคิดทักษิณยังมีชีวิตอยู่ และข้อมูลจากเอกสาร หนังสือต่างๆ ที่ตีพิมพ์ขึ้นในยุคนั้น และต่อเนื่องมาถึงยุคโกศล ข้อเท็จจริงต่างๆเหล่านี้จะเป็นหลักฐานอันสำคัญยิ่งในการชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการใช้แนวคิดทักษิณ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นในสมัยทักษิณที่เป็นเพียงนโยบาย “คิดแตกต่าง ทำแตกต่าง” มาจนถึงสมัย “คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ” ของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศล กระทั่งถึงยุค หลักการทักษิณ หรือ TAXIN THEORY ในปัจจุบัน เป็นเครื่องมือในการต่อสู้คัดง้างกัน</p>
<p>อันที่จริงแล้ว การศึกษาแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งนั้น ไม่ควรที่จะให้นำหนักไปด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว ควรที่จะศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเด่นและข้อด้อย แล้วเลือกเอาแต่สิ่งที่ดีที่เหมาะสมนำมาใช้ ไม่ใช่การโต้แย้งเพื่อเอาชนะกัน แนวคิดทักษิณไม่ว่ายุคใดก็ล้วนแต่มีทั้งข้อดีและข้อเสียปรากฎควบคู่กันไป ดังที่เกิดขึ้นในประเทศโกศลเมื่อร้อยปีก่อนภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรีโกศลผู้โด่งดัง และขณะนี้แม้จะอิ่มตัวบ้างแล้วบนโลก แต่กลับกำลังขยายตัวในอาณานิคมหลายแห่งบนดวงดาวต่างๆ ย่อมแสดงว่าแนวคิดดังกล่าวยังคงสร้างประโยชน์ให้แก่มนุษย์ได้ ขอเพียงปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละสังคม ไม่ใช่ยึดถือแบบเถรตรง</p>
<p>ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ควรที่จะใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ เพื่อให้เกิดการต่อยอดทางปัญญา ดังนั้น ผมอยากให้ทุกฝ่ายมองหาข้อดีและข้อเสียหรือถกเถียงกันเพื่อให้เกิดปัญญาจาการอ่าน “ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก” มากกว่าจะใช้เป็นเครื่องมือในการเอาชนะกันทางโวหาร ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด.</p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ เจตนาพิสุทธิ์ นาคีวัชระ</strong><br />
มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งดวงจันทร์<br />
กันยายน ด.ศ.336 (ค.ศ.2598)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-13/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๑)</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-12</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-12#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 20:11:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=131</guid>
		<description><![CDATA[ทันทีที่ยานอวกาศขนาดระวางหนึ่งล้านตันที่เดินทางจากอาณานิคมบนดวงจันทร์เข้าเทียบท่าจอดหมายเลขหนึ่งเรียบร้อย ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศลก็เดินนำคณะผู้ร่วมทางออกจากตัวยานเข้าสู่ทางเดินของท่าเทียบยาน ท่านยิ้มด้วยสีหน้าแสดงความสุขใจและภูมิใจเป็นที่สุด โทรทัศน์ถ่ายทอดภาพของท่านเผยแพร่ไปทั่วประเทศโกศล ประชากรจำนวน 500 ล้านคนต่างเห็นภาพผู้นำอันเป็นที่รักยิ่งโดยพร้อมเพรียงกัน ภาพของท่านยังถ่ายทอดไปทั่วโลก และไปยังนิคมมนุษย์ของทุกชาติบนดวงดาวต่างๆ ให้มนุษย์ทั้งหลายได้ทัศนาโดยถ้วนทั่วกัน

เสียงไชโยโห่ร้องดังกระหึ่มทั่วทุกซอกทุกมุมของประเทศโกศล เป็นเสียงแสดงถึงความภาคภูมิใจในความสำเร็จของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับความสำเร็จของชาติ เป็นความสำเร็จในฐานะเจ้าของท่าอวกาศยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ ท่าบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่ (ทบม.) หรือที่เรียกสั้นๆว่า ท่าอวกาศยานใหม่ ที่ใช้งบประมาณก่อสร้างถึงกว่า 100,000 ล้านล้านเหรียญ ใช้เวลาก่อสร้างถึง 15 ปี
ประชากรชาวโกศลต่างจ้องมองท่านผู้นำผ่านจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ซึ่งติดตั้งอยู่ทั่วมุมเมือง และในเคหสถานบ้านเรือน ในนาทีอันสำคัญนี้ กิจกรรมทั้งหลายแทบจะหยุดนิ่ง เมื่อทุกคนต่างละมือจ้องมองที่จอโทรทัศน์
ท่านนายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นที่รักแห่งชาวโกศล เดินยิ้มแย้มมาตามทางเชื่อมที่ปูลาดด้วยพรมสีแดง ตามติดมาด้วยคณะรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสมาชิกวุฒิสภา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติและข้าราชการระดับสูง ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีส่วนในการทำงานรับใช้ท่านผู้นำจนก่อให้เกิดความสำเร็จในกิจการต่างๆของประเทศรวมถึงท่าอวกาศยานใหม่นี้ ถัดไปก็เป็นบรรดาคณะทำงาน ผู้ติดตาม คู่สมรสและครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่มีส่วนในการช่วยทำงานรับใช้ท่านผู้นำโดยการให้กำลังใจคู่สมรสและบิดามารดาของตนที่เป็นรัฐมนตรีให้มีกำลังในการทำงานรับใช้ท่านผู้นำ จนทำให้งานต่างๆสำเร็จลงด้วยดี จึงได้รับเกียรติให้ร่วมเดินทางมากับยานอวกาศเที่ยวแรกที่ลงจอดที่ท่าอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่พร้อมท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศล โบกมือให้กล้องด้วยรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหายไปจากใบหน้า อันเป็นภาพที่เห็นจนชินตา ท่านเดินตรงมายังแท่นพิธี ท่านก้าวขึ้นไปยืนสง่าบนแท่นสี่เหลี่ยม มีแท่งโลหะกลมที่ฉาบด้วยทองคำสูงจากพื้นหนึ่งเมตรอยู่ทางขวามือของท่าน บนสุดของแท่นโลหะคือคริสตัลราคาแพงที่มีแหล่งกำเนิดจากดาวศุกร์ มีไมโครโฟนความไวสูงติดตั้งอยู่ที่แท่นนั้นด้วย
ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศลมองไปทางเบื้องหน้า สบตากับกลุ่มคนที่มาคอยต้อนรับด้วยความอบอุ่นเป็นยิ่งนัก ท่านยิ้มให้พวกเขาเหล่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยบรรดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok011.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-139" style="margin: 10px 30px; border: 0px;" title="nayok011" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok011.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a>ทันทีที่ยานอวกาศขนาดระวางหนึ่งล้านตันที่เดินทางจากอาณานิคมบนดวงจันทร์เข้าเทียบท่าจอดหมายเลขหนึ่งเรียบร้อย ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศลก็เดินนำคณะผู้ร่วมทางออกจากตัวยานเข้าสู่ทางเดินของท่าเทียบยาน ท่านยิ้มด้วยสีหน้าแสดงความสุขใจและภูมิใจเป็นที่สุด โทรทัศน์ถ่ายทอดภาพของท่านเผยแพร่ไปทั่วประเทศโกศล ประชากรจำนวน 500 ล้านคนต่างเห็นภาพผู้นำอันเป็นที่รักยิ่งโดยพร้อมเพรียงกัน ภาพของท่านยังถ่ายทอดไปทั่วโลก และไปยังนิคมมนุษย์ของทุกชาติบนดวงดาวต่างๆ ให้มนุษย์ทั้งหลายได้ทัศนาโดยถ้วนทั่วกัน<br />
<span id="more-131"></span><br />
เสียงไชโยโห่ร้องดังกระหึ่มทั่วทุกซอกทุกมุมของประเทศโกศล เป็นเสียงแสดงถึงความภาคภูมิใจในความสำเร็จของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับความสำเร็จของชาติ เป็นความสำเร็จในฐานะเจ้าของท่าอวกาศยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ ท่าบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่ (ทบม.) หรือที่เรียกสั้นๆว่า ท่าอวกาศยานใหม่ ที่ใช้งบประมาณก่อสร้างถึงกว่า 100,000 ล้านล้านเหรียญ ใช้เวลาก่อสร้างถึง 15 ปี</p>
<p>ประชากรชาวโกศลต่างจ้องมองท่านผู้นำผ่านจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ซึ่งติดตั้งอยู่ทั่วมุมเมือง และในเคหสถานบ้านเรือน ในนาทีอันสำคัญนี้ กิจกรรมทั้งหลายแทบจะหยุดนิ่ง เมื่อทุกคนต่างละมือจ้องมองที่จอโทรทัศน์</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นที่รักแห่งชาวโกศล เดินยิ้มแย้มมาตามทางเชื่อมที่ปูลาดด้วยพรมสีแดง ตามติดมาด้วยคณะรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสมาชิกวุฒิสภา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติและข้าราชการระดับสูง ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีส่วนในการทำงานรับใช้ท่านผู้นำจนก่อให้เกิดความสำเร็จในกิจการต่างๆของประเทศรวมถึงท่าอวกาศยานใหม่นี้ ถัดไปก็เป็นบรรดาคณะทำงาน ผู้ติดตาม คู่สมรสและครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่มีส่วนในการช่วยทำงานรับใช้ท่านผู้นำโดยการให้กำลังใจคู่สมรสและบิดามารดาของตนที่เป็นรัฐมนตรีให้มีกำลังในการทำงานรับใช้ท่านผู้นำ จนทำให้งานต่างๆสำเร็จลงด้วยดี จึงได้รับเกียรติให้ร่วมเดินทางมากับยานอวกาศเที่ยวแรกที่ลงจอดที่ท่าอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่พร้อมท่านนายกรัฐมนตรี</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศล โบกมือให้กล้องด้วยรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหายไปจากใบหน้า อันเป็นภาพที่เห็นจนชินตา ท่านเดินตรงมายังแท่นพิธี ท่านก้าวขึ้นไปยืนสง่าบนแท่นสี่เหลี่ยม มีแท่งโลหะกลมที่ฉาบด้วยทองคำสูงจากพื้นหนึ่งเมตรอยู่ทางขวามือของท่าน บนสุดของแท่นโลหะคือคริสตัลราคาแพงที่มีแหล่งกำเนิดจากดาวศุกร์ มีไมโครโฟนความไวสูงติดตั้งอยู่ที่แท่นนั้นด้วย</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศลมองไปทางเบื้องหน้า สบตากับกลุ่มคนที่มาคอยต้อนรับด้วยความอบอุ่นเป็นยิ่งนัก ท่านยิ้มให้พวกเขาเหล่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยบรรดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ข้าราชการ นักธุรกิจระดับสูง ฯลฯ ทุกคนยิ้มให้ท่าน โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆต่อกัน ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีและคนที่อยู่เบื้องหน้าท่านต่างก็สัมผัสถึงกระแสแห่งความชื่นชมยินดีและความภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติโกศลที่ต่อเนื่องยาวนานมานับเป็นพันๆปี</p>
<p>เมื่อขึ้นยืนบนแท่นพิธีเรียบร้อย ท่านนายกรัฐมนตรีโบกมือให้ผู้มาต้อนรับ ทันใดนั้น เสียงปรบมือก็ดังก้องขึ้น เสียงนั้นดังไปทั่วประเทศโกศล ทั้งยังดังไปทั่วโลก และดังออกไปถึงทุกหนทุกแห่งในดวงดาวต่างๆที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ดังอยู่นานหลายนาทีจนท่านนายกรัฐมนตรีเอามือลงนั่นแหละ เสียงปรบมือจึงค่อยๆซาลงแล้วเงียบไปในที่สุด</p>
<p>“กราบเรียน พ่อแม่พี่น้องชาวโกศลที่รักและเคารพของผม” ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศลพูดขึ้น “และสวัสดีเพื่อมนุษย์ทั้งหลายทั้งที่อยู่บนโลกและในอาณานิคมบนดวงดาวต่างๆ&#8230;”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีหยุดพูด วาดสายตามองดูผู้คนที่อยู่เบื้องหน้าท่านสักครึ่งอึดใจ จากนั้นจึงพูดต่อ</p>
<p>“ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้สร้างท่าบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่จนเสร็จสิ้นลง เมื่อเปิดใช้อย่างเป็นทางการหลังจากนี้ ที่นี่จะเป็นประตูที่ใหญ่ที่สุดที่จะส่งมนุษยชาติไปสู่ดวงดาวต่างๆในอวกาศ แม้ประเทศโกศลจะไม่มีนิคมในอวกาศ แต่เราจะเป็นสะพานเชื่อมโลกกับอาณานิคมเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ด้วยกำลังคนที่เก่งที่สุดและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด การบริหารจัดการที่ดีที่สุด เราจะรับใช้มนุษยชาติได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ผมขอเชิญชวนเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายว่า ขอเพียงแต่ท่านมียานอวกาศสักลำ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ท่านสามารถมาใช้คนของเรา เครื่องมือของเราในการออกสู่อวกาศไปยังเป้าหมายที่ท่านต้องการได้ตลอดเวลา&#8230;”</p>
<p>เสียงปรบมือดังอื้ออึงขึ้นอีกครั้งเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศลพูดถึงตอนนี้</p>
<p>“&#8230;สำหรับพ่อแม่พี่น้องร่วมชาติที่เคารพรักของผม” ท่านพูดต่อเมื่อเสียงปรบมือสงบลง “ผมทำให้ท่านทั้งหลายได้ภาคภูมิใจร่วมกันแล้ว สิ่งที่ผมทำนี้ได้รับคำติติงวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียหายจากคนบางกลุ่มนั้น บัดนี้สำเร็จลงได้ตามเป้าหมาย และจะกลายเป็นแหล่งที่สร้างรายได้อันมหาศาลแก่ประเทศของเรา เป็นฐานอันสำคัญที่จะทำให้เราก้าวไปสู่ดวงดาวต่างๆ ไม่ใช่ฐานะเจ้าของอาณานิคม แต่ในฐานะเป็นเจ้าของประตูเชื่อมโยงเครือข่ายการเดินทางที่ไม่มีสิ้นสุด ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องบุกเบิกอาณานิคมในอวกาศ ตราบนั้นเราก็จะไปสร้างประตูในทุกหนทุกแห่ง เพื่อให้คนจำนวนมหาศาลใช้ประตูของเราเป็นทางผ่าน ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าเราจะล้าหลัง ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่มีทรัพย์สินบนดวงดาวต่างๆ ไม่ต้องกลัวว่าประเทศของเราจะร่ำรวยน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่&#8230;”</p>
<p>เสียงปรบมือดังกว่าและนาวนานกว่าทุกครั้งเมื่อท่านพูดถึงตรงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศลยิ้มด้วยความสุข ก่อนจะพูดต่อ</p>
<p>“&#8230;ตราบใดที่ผมยังเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศโกศล ตราบนั้นประเทศเราจะไม่มีวันตกต่ำลงอย่างแน่นอน ผมขอสัญญา และขอเปิดท่าบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่ ณ บัดนี้”</p>
<p>ท่านายกรัฐมนตรียื่นฝ่ามือไปหยุดอยู่เหนือคริสตัล เพียงเสี้ยววินาทีคริสตัลก็เรืองแสงระยิบระยับมีสีสันมากมายจนไม่อาจนับได้ ผู้คนในที่นั้นต่างมองด้วยความตื่นตาตื่นใจ ส่งเสียงพึมพำกันทั่วห้อง ผู้คนทั้งหลายที่จ้องจอโทรทัศน์ในที่ต่างๆก็มีอาการไม่ต่างกัน ต่อจากนั้นเพียงไม่ถึงนาที หลังคาเหนือศีรษะในบริเวณพิธีก็ค่อยๆเปิดออกเป็นมุมกว้าง มองเห็นทองฟ้ากระจ่างใส</p>
<p>ทุกคนต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความแปลกใจระคนตกใจ คนเป็นจำนวนมากยกมือขึ้นบังศีรษะป้องกันแดด แต่ครู่เดียวก็รู้ว่าแสงที่ส่องลงมานั้นแม้เป็นแสงแดดก็จริงแต่ไม่ร้อนหรือเคืองตาแม้เพียงน้อย เพราะแดดส่องผ่านกระจกกรองแสงชนิดพิเศษที่มีส่วนผสมของผลึกน้ำแข็งจากทะเลน้ำแข็งบนดวงจันทร์ยูโรป้าของดาวพฤหัส มีคุณสมบัติสะท้อนแสงและกรองความร้อนจากแสงแดดได้ดีเยี่ยม จึงสามารถมองขึ้นไปบนท้องฟ้าได้อย่างสบายตา</p>
<p>เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้า ฝูงยานรบของกองทัพโกศลเกาะกลุ่มบินผ่านไปเป็นหมู่ๆ ลดหลั่นกันหลายระดับ ปล่อยควันสีต่างๆให้ผสมกันเป็นสีสันอันแปลกตาบนท้องฟ้าเหนือท่าอวกาศยาน ยานรบฝูงสุดท้ายปล่อยพลุระเบิดเป็นรูปธงชาติของประเทศโกศล ลอยนิ่งในอากาศแล้วค่อยๆจางหายไป เสียงปรบมือดังกึกก้องจากทุกซอกทุกมุมของประเทศ</p>
<p>ทันใดนั้น ทั่วทั้งโกศลประเทศอันกว้างใหญ่ไพศาล ปรากฏพลุหลากสีถูกจุดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมเพรียงกัน เสียงพลุดังผสานกันจนสั่นสะเทือนไปทั่วท้องฟ้าเหนือประเทศโกศล คลื่นเสียงที่เกิดจากพลุหลายล้านลูกแผ่กระจายไปถึงประเทศใกล้เคียงเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร</p>
<p>ผู้คนบนสถานีอวกาศที่โคจรอยู่เหนือพื้นโลกหลายสถานี ต่างมองเห็นประกายเจิดจ้าระยิบระยับอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน กล้องประจำสถานีอวกาศถ่ายภาพแล้วส่งสัญญาณลงไปยังสถานีรับสัญญาณบนพื้นโลก สถานีรับสัญญาณก็ถ่ายทอดภาพอันตระการตาไปทั่วโลกอีกต่อหนึ่ง และภาพดังกล่าวก็ถูกส่งไปยังนิคมมนุษย์บนดาวต่างๆให้ได้ชมเหมือนกัน</p>
<p>ความภูมิใจของชาวโกศลในครั้งนี้ ย่อมนับได้ว่าเป็นความภูมิใจของมนุษย์ทั้งหลายด้วย ที่มีท่าอวกาศยานที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดเกิดขึ้น พร้อมที่จะเป็นประตูหรือสะพานขนส่งมนุษย์ไปสู่ดวงดาวต่างๆ เพื่อบุกเบิกดินแดนใหม่ๆให้แก่มนุษยชาติอย่างไม่มีขีดจำกัด</p>
<p>“เป็นการฉลองตำแหน่งสมัยที่ 7 ของผมอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด&#8230;” ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศลพูดด้วยความปลาบปลื้มกับคณะรัฐมนตรีที่ห้องประชุมภายในท่าอวกาศยานที่ท่านถือโอกาสใช้เป็นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษฉลองท่าอวกาศยานแห่งใหม่ “ผมเริ่มต้นปีที่ 25 ของการทำงานอย่างสมศักดิ์ศรี ผมรอวันนี้มาตั้ง 15 ปีแล้ว ผมทำได้จริงๆ”</p>
<p>คณะผู้ทำงานใกล้ชิด อันประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ต่างปรบมือให้ท่านผู้นำ ทุกคนต่างมีสีหน้าแสดงความชื่นชมยกย่องท่านนายกรัฐมนตรี</p>
<p>“ถ้าไม่ใช่ท่าน คงไม่มีใครสามารถทำงานยิ่งใหญ่แบบนี้สำเร็จได้” ประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตศาสตราจารย์ผู้มีมันสมองเปรื่องปราดคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับให้ท่านนายกรัฐมนตรี “เพราะท่านแท้ๆจึงทำให้เราชาวโกศลมีวันนี้”</p>
<p>“สมกับที่ท่านพูดเสมอว่าท่านเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในประเทศ&#8230;” ประธานวุฒิสภาที่เป็นนักการเมืองมายาวนานพอๆกับท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่น้อยหน้า รีบกล่าวยกย่องท่านนายกรัฐมนตรีเช่นกัน “ที่จริงแล้ว เราทุกคนคิดว่าท่านไม่เพียงแต่ฉลาดที่สุดในประเทศ แต่ฉลาดที่สุดในโลกก็ว่าได้”</p>
<p>บรรดาคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ต่างส่งเสียงอึงคะนึงสนับสนุนความเห็นของประธานวุฒิสภา ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มรับคำยกย่องด้วยความปลื้มปีติ แต่ไม่วายออกตัว</p>
<p>“ขอบคุณ ขอบคุณทุกคน แต่อย่าให้ผมเก่งขนาดที่สุดในโลกเลย เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหมั่นไส้เอา พวกคนที่ไม่ฉลาดมักจะอิจฉาคนฉลาดกว่า ให้ผมเก่งเฉพาะในประเทศของเราก่อนเถอะ”</p>
<p>“ถ้าท่านนายกฯต้องการแบบนั้น พวกกระผมคงไม่สามารถจะมีความเห็นขัดแย้งท่าน” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายการศึกษาออกความเห็น “อย่างที่เราทราบ ท่านเป็นคนที่ฉลาดที่สุด ท่านย่อมรู้ว่าท่านฉลาดเพียงใด พวกกระผมเป็นเพียงผู้รับใช้ท่าน ทำงานให้ท่าน คงไม่อาจมีความเห็นต่างไปจากท่านได้”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีพยักหน้าแสดงการยอมรับ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายการศึกษารู้สึกปลื้มปีติที่ท่านนายกรัฐมนตรียอมรับความคิดเห็นของตน</p>
<p>“เอาละ เรายุติเรื่องนี้เอาไว้แค่นี้ ที่นี้ มาเข้าเรื่องการประชุมคณะรัฐมนตรีกันก่อน ทุกคนเตรียมข้อมูลมาพร้อมแล้วใช่ไหม ใครไม่พร้อมบ้าง ยกมือขึ้น&#8230;ไม่มี&#8230; ดี&#8230; ท่านเลขาฯ เริ่มวาระการประชุมได้”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีหันไปสั่งเลขานุการคณะรัฐมนตรีที่นั่งอยู่หัวโต๊ะติดกับท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาโค้งคำนับให้ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วออกไปจากห้องประชุม เลขานุการคณะรัฐมนตรี อ่านวาระการประชุม</p>
<p>“วาระที่หนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน มีเรื่องแจ้งให้ที่ประชุมทราบและให้โอวาท ขอเรียนเชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับกระผม”</p>
<p>“ผมอยากจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายทราบสอง-สามเรื่อง เอาสั้นๆ เรื่องแรก ผมขอให้ท่านทั้งหลายดูความสำเร็จของท่าอวกาศยานเป็นแบบอย่างในการทำงาน ในแบบที่ผมทำ นั่นคือ คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคโกศลของเราใช้หาเสียงและรัฐบาลของเราใช้ในการทำงานมาตลอด เรื่องที่สอง ขอให้ฟังผม ขอให้เชื่อผม ทำตามที่ผมสั่ง ไม่ต้องคิดให้มาก เพราะผมคิดให้แล้ว เพียงแต่เอาไปทำให้เสร็จเหมือนทุกเรื่องที่ผ่านมา เรื่องที่สาม อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาจากภายนอก ไม่ว่านอกห้องประชุมนี้หรือนอกประเทศ จนถึงนอกโลก ขอให้สนใจแต่เสียงผม แล้วทุกท่านก็จะสบายกายสบายใจ ส่วนโอวาทในวันนี้ ขอให้ท่านทั้งหลาย เชื่อในสิ่งที่ผมคิด ทำในสิ่งที่ผมสั่ง ห้ามมากหรือน้อยไปกว่านี้&#8230;วาระต่อไป”</p>
<p>“วาระที่สอง ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายการศึกษา เสนอรายงานและโครงการ เชิญท่านรองฝ่ายการศึกษาครับผม” เลขานุการคณะรัฐมนตรีขานวาระการประชุม</p>
<p>“กราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรี ตามที่ท่านได้สั่งการให้กระผมและรัฐมนตรีฝ่ายการศึกษาจัดทำโครงการพัฒนาการศึกษาหลักสูตรการสร้างความรู้ความเข้าใจการทำงานของรัฐบาลในสถานศึกษาทุกระดับและประชาชนทั่วไปนั้น โครงการเสร็จเรียบร้อยแล้วครับท่าน กระผมขออนุญาตนำเสนอโครงการและงบประมาณ”</p>
<p>“เอา ว่าไป เอาสั้นๆ กระชับ ให้เข้าใจ ไม่ต้องรายละเอียดมาก” ท่านนายกรัฐมนตรีสั่ง</p>
<p>“ครับผม โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในนโยบายของรัฐบาลในหนึ่งปีข้างหน้า เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยในโครงการต่างๆที่รัฐบาลดำเนินการ ซึ่งประชาชนก็ไม่เคยสงสัยอยู่แล้ว เว้นแต่บางกลุ่มที่มีเพียงจำนวนน้อย งบประมาณที่ใช้ทั้งสิ้น 120,000 ล้านเหรียญ แบ่งเป็นงบประมาณเพื่อการสร้างความรู้ความเข้าใจในสถานศึกษาทุกระดับ 7 หมื่นล้านเหรียญ และประชาชนทั่วไป 5 หมื่นล้านเหรียญ”</p>
<p>“เดี๋ยวๆ คุณว่างบเท่าไรนะ แสนสองหมื่นล้านใช่มั้ย” ท่านนายกรัฐมนตรีซักเสียงดัง</p>
<p>“ครับท่าน” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายการศึกษาตอบ ก้มหน้ามองตัวเลขในเอกสาร</p>
<p>“ผมสั่งให้ทำแสนห้าไม่ใช่หรือ ทำไมเหลือแค่แสนสอง” นายกรัฐมนตรีเสียงดังขึ้นกว่าครั้งแรก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายการศึกษาก้มหน้ามองเอกสาร มือสั่นนิดๆ</p>
<p>“เป็นยอดที่กระทรวงด้านการศึกษาเสนอมาครับท่าน”</p>
<p>“เพิ่มเป็นแสนห้า เอาตามที่ผมบอก ไปหารายละเอียดใส่มา แล้วดำเนินการเลย”</p>
<p>“ครับผม” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายการศึกษารู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เก็บเอกสาร ถอนหายใจเบาๆ</p>
<p>“ต่อไป&#8230;” ท่านนายกรัฐมนตรีสั่ง</p>
<p>“วาระที่สาม ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาการขนส่งเสนอรายงานและโครงการ เชิญท่านรองฯครับ” เลขานุการคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อ</p>
<p>“กราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรี กระผมขออนุญาตเสนอรายงานและเสนอโครงการครับผม”</p>
<p>“ว่าไป&#8230;”</p>
<p>“เรื่องที่ 1. รายงานเรื่องโครงการท่าอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่ การเปิดดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สรุปตัวเลขผู้แสดงความจำนงในการใช้บริการที่ลงนามในสัญญาแล้วคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของการขนส่งระหว่างนิคมต่างๆกับโลก และกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาตกลงอีกมาก เรื่องที่ 2. โครงการพัฒนาต่อเนื่องของท่าอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่ ตามที่ท่านสั่งการ คือการพัฒนาพื้นที่รอบๆให้เป็นที่พักอาศัยของพนักงานบริษัทต่างประเทศที่ใช้บริการท่าอวกาศยาน ให้เป็นเมืองที่ทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ให้เป็นเขตพิเศษเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติเท่านั้น มีการเวนคืนพื้นที่เพิ่มเติม ใช้งบประมาณ 70 ล้านล้านเหรียญ แบ่งเป็น ค่าเวนคืนที่ดิน 10 ล้านล้านเหรียญ อีก 60 ล้านล้านเหรียญเป็นงบก่อสร้างเมือง โดยใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี กำหนดให้ทันเปิดใช้ในปีที่ท่านดำรงตำแหน่งสมัยที่ 8 ซึ่งจะถึงในอีก 4 ปีข้างหน้า”</p>
<p>“ทำไมค่าเวนคืนสูงมาก ผมกำหนดไว้ 8 ล้านล้านไม่ใช่รึ”</p>
<p>“พอดีที่ดินที่สำรวจพบส่วนหนึ่งเป็นของท่านหญิงเอกแห่งโกศลประเทศ&#8230;” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาการขนส่งพูดถึงตำแหน่งอย่างเป็นทางการของภรรยานายกรัฐมนตรีที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ “ทางคณะกรรมการเห็นว่าท่านหญิงเอกฯได้ช่วยการทำงานในกิจการต่างๆของรัฐบาลโดยไม่รับค่าตอบแทนมาตลอด 20 กว่าปี จึงสมควรเพิ่มค่าเวนคืนให้อีก 2 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งยังนับว่าน้อยมาก ถ้าหากจำ&#8230;”</p>
<p>“เอาละๆๆ พอๆๆๆ” ท่านนายกรัฐมนตรีตัดบทเสียงดัง จนทำให้ผู้กำลังรายงานสะดุ้งตกใจ หยุดกึกในทันที “ผมขอตำหนิกรรมการชุดนี้ ผมบอกเสมอว่า เลือกผมมาแล้ว ได้ทั้งครอบครัวมาทำงานให้ประเทศ ทั้งลูกและภรรยาผมก็ไม่ได้เรียกร้องจะเอาค่าจ้างรางวัล ลำพังรายได้จากธุรกิจที่ภรรยากับลูกผมดำเนินการอยู่นั้นก็ทำให้เหลือกินเหลือใช้อยู่แล้ว กรรมการทำแบบนี้ไม่เหมาะสม แต่เอาเถอะ ผมได้มอบหมายให้ดำเนินการแล้ว และถือเป็นข้อบกพร่องเล็กๆน้อยที่ทำไปด้วยความสุจริตใจ อยู่ในเงื่อนไขกฎหมาย และเป็นครั้งแรกที่มีการบกพร่อง ถ้าผมจะให้แก้ไขก็จะเสียเวลา สรุปว่างบประมาณค่าเวนคืนที่ดินลงตัวที่ 10 ล้านล้านนะ”</p>
<p>“ครับท่านนายกฯ ซึ่งจะปรับเพิ่มได้เมื่อก่อสร้างไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ หรืออีกสองปี โดยทางคณะกรรมการเตรียมแผนในการปรับเพิ่มไว้แล้ว เมื่อถึงเวลาสามารถนำมาใช้ได้ทันที” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาการขนส่งตอบด้วยความโล่งอก</p>
<p>“ดี ส่งตัวเลขการปรับเพิ่มนั่นให้ผมด้วย เอาละ เรื่องนี้ชัดเจนแล้ว เป็นอันว่ายุติ” ท่านนายกรัฐมนตรีสรุป “ทีนี้ ผมขอให้ท่านรองฯฝ่ายพัฒนาขนส่ง ไปศึกษาแนวทางในการสร้างท่าอวกาศยานที่นิคมไหนสักแห่ง จะเป็นของพวกจีน อินเดีย ยุโรป หรืออเมริเซีย ที่ให้เงื่อนไขดีๆกับเรา ค่าสัมปทานไม่แพงนัก ใช้เงินลุงทุนสัก 500,000 ล้านล้านเหรียญ”</p>
<p>“ครับผมท่านนายกฯ”</p>
<p>“ต่อไปท่านเลขาฯ” ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการ</p>
<p>“วาระต่อไป ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเสริมสร้างความสงบสุขของประชาชน รายงานและเสนอโครงการ เชิญครับ” เลขานุการนายกรัฐมนตรีสนองตอบ</p>
<p>“กระผมขออนุญาตเสนอรายงานและโครงการครับผม” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเสริมสร้างความสงบสุขของประชาชนเริ่มด้วยการขออนุญาตตามระเบียบการประชุม</p>
<p>“ว่าไป เอาเนื้อๆ” ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ</p>
<p>“เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์ภายในประเทศเราสงบดี ภายนอกก็ไม่มีใครกล้าหาเรื่องกับเรา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ตั้งงบประมาณเพื่อรับมือสถานการณ์เร่งด่วนฉุกเฉินเอาไว้ตามประเพณีที่ปฏิบัติในภาวะปกติ โดยกระทรวงมหาดไทยตั้งไว้ 100 ล้านล้านเหรียญเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ กระทรวงกลาโหมตั้งไว้ 200 ล้านล้านเหรียญเพื่อเป็นเบี้ยเลี้ยงพิเศษของเจ้าหน้าที่ในการฝึกซ้อมตามปกติ กระทรวงสาธารสุขตั้งไว้ 100 ล้านล้านเหรียญเป็นค่าใช้จ่ายในการกำจัดยุงและริ้นตามบ้านเรือนราษฎรตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มีชุกชุมกว่าช่วงอื่น งบประมาณนี้หากไม่ได้ใช้หรือใช้เหลือเท่าใดก็ให้นำส่งที่กองคลังกลางสำนักนายกรัฐมนตรีในตอนสิ้นปีงบประมาณตามระเบียบของทางราชการ”</p>
<p>“แล้วค่ารักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงของราษฎร แมว หมา และนก ไม่ได้ตั้งไว้รึ ถ้าไม่มีล่ะก็ประชาชนจะได้เอาผมตายแน่” ท่านนายกรัฐมนตรีถาม เมื่อรองนายกรัฐมนตรีรายงานจบ</p>
<p>“ตั้งเรื่องไว้ในวาระของเดือนหน้าครับท่านนายกฯ ตามตารางที่ท่านกำหนดไว้”</p>
<p>“อ้อ ขอโทษ ผมลืมไป เรื่องมันเยอะ หลายกระทรวง แล้วเรื่องค่ารักษาพยาบาลโครงการสิบสามเหรียญล่ะ มีเพิ่มเติมไหม”</p>
<p>“ไม่มีครับท่านนายกฯ ที่จริงทางกระทรวงสาธารณสุขรายงานมาว่า ประชาชนแสดงความจำนงจะจ่ายเพิ่มมากขึ้นเป็นสามสิบเหรียญ เพราะตอนนี้ประชาชนเรามีเงินเหลือเก็บมาก เนื่องมาจากโครงการธนาคารปลอดดอกเบี้ยของรัฐบาลให้กู้เงินได้ไม่จำกัดวงเงิน ผ่อนชำระตามสะดวก ประกอบกับค่าจ้างแรงงานที่รัฐบาลขึ้นในอัตรา 200-300 เปอร์เซ็นต์ทุกปี ทำให้เงินล้นระบบ ประชาชนอยากระบายเงินออกมาใช้จ่ายให้ทัน ส่งผลกระทบถึงการจัดทำงบประมาณไปแทบทุกกระทรวงแล้ว&#8230;”</p>
<p>“เข้าใจ ผมเข้าใจ พอๆ เอาไว้เป็นวาระของฝ่ายเศรษฐกิจที่จะวิเคราะห์เรื่องปัญหางบประมาณ เอาเป็นว่าผมขอสั่งให้ฝ่ายเศรษฐกิจไปศึกษาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนด้วย ขอเป็นวาระพิเศษเดือนหน้า ให้ดูว่าเงินล้นระบบทำให้มีปัญหาอะไรบ้าง แล้วจะแก้อย่างไร มีทางที่จะเอาเงินพวกนี้ไปสร้างอะไรใหญ่ๆอีกบ้างไหม ให้รวมค่าก่อสร้างท่าอวกาศยาน500,000 ล้านล้านเหรียญในนิคมที่ท่านรองฯฝ่ายพัฒนาขนส่งจะศึกษาแนวทางด้วย หรือเห็นทีผมต้องละเมิดประเพณีเสียแล้ว อาจจะไปสร้างนิคมไว้ให้พวกเราไปพักผ่อนบนดาวสักดวง ไปซื้อพื้นที่ดาวอังคารจากพวกยุโรป หรือไม่ก็ดวงจันทร์ยูโรป้าจากจีนกับอินเดียดีไหม เห็นว่าสองกลุ่มนี่เป็นเจ้าใหญ่ในอวกาศ ใช่มั้ย”</p>
<p>“ครับท่านนายกฯ” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาการขนส่งรีบตอบในทันที “จีนกับอินเดียเป็นเจ้าของยูโรป้าคนละเกือบครึ่งดวง ส่วนยุโรปก็ครอบครองพื้นที่กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของดาวอังคาร แต่สองกลุ่มนี่ค่อนข้างจะโก่งราคาอยู่นะครับ ยิ่งถ้าเราซื้อ พวกนั้นอาจจะโก่งขึ้นสูงอีก เพราะรู้ว่าเรามีกำลังจ่ายได้”</p>
<p>“ยังงั้นหรือ ฮ่าๆ&#8230;” ท่านนายกรัฐมนตรีหัวเราะเมื่อได้ยินคำตอบ ทำให้คณะรัฐมนตรีต่างหัวเราะไปด้วยทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร “ก็เหมือนที่เราโก่งราคาค่าใช้บริการท่าอวกาศยานใหม่นั่นแหละมั้ง ผมเล่นซะพวกฝรั่งจีนแขกหน้าเขียวไปเลย แต่ก็ต้องยอมเพราะจำเป็นต้องใช้ ถ้าสองแห่งนั้นไม่เหมาะ ก็น่าจะซื้อดาวศุกร์จากพวก อเมริเซีย หรือเอาใกล้ๆแถวดวงจันทร์นี่ก่อน มีใครคิดเห็นยังไง” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดขึ้นเป็นเชิงหารือ</p>
<p>“ดวงจันทร์คงยากครับท่านนายกฯ” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจออกความเห็น “พวกอเมริเซียที่เป็นเจ้าของพื้นที่ดวงจันทร์คงไม่ยอม เพราะพวกนี้ถือตัวว่าเป็นพวกแรกที่เหยียบดวงจันทร์ตั้งแต่สมัยเป็นอเมริกากับรัสเซีย ตอนนี้รวมกันเป็นพันธมิตรยิ่งไปกันใหญ่ หยิ่งในศักดิ์ศรีสมัยโบราณของตัวเองมาก กลายเป็นพวกหลงอดีตไปแล้ว ในสหพันธ์นิคมอวกาศสากลหรือยูโนสซ์เองพวกนี้ก็คอยใช้สิทธิ์ของสมาชิกผู้ก่อตั้งวีโต้มติอยู่เรื่อย จนสมาชิกเขาระอากันไปหมด อีกอย่างดวงจันทร์ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วครับท่าน เหมือนสนามหลังบ้านที่มีแต่ขยะ ดาวศุกร์น่าสนใจกว่า อย่างน้อยก็มีคริสตัลเรืองแสงกับเหมืองเพชรที่พวกอาฟริกาไต้ไปสัมปทานกันอยู่ ตอนนี้มีวี่แววว่าอาจจะเจอโคตรเหมืองเพชรด้วย พวกอเมริเซียคงอยากได้หุ้นส่วนไปช่วยพัฒนาดาวศุกร์”</p>
<p>“เอาเป็นว่าให้ฝ่ายเศรษฐกิจไปศึกษาไว้ก่อนก็แล้วกัน” นายกรัฐมนตรีสรุป “ใช้เงินในโลกกับนอกโลกอย่างไหนดีกว่า ดึงออกมาซักสี่หรือห้าแสนล้านล้านเหรียญจะทำให้เงินล้นระบบลดลงไปได้มากพอมั้ย”</p>
<p>“ครับท่านนายกฯ” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจรับคำสั่ง</p>
<p>“เอ้า วาระต่อไป&#8230;.”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีประชุมกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายต่างๆจนเสร็จสิ้น โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆนั่งฟังการประชุมไปด้วยตามระเบียบ เพื่อคอยให้ข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งนานๆจะมีสักครั้ง เมื่อเสร็จจากการประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ประชุมกับประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เริ่มจากการรายงานผลการปฏิบัติงานของสภาทั้งสอง ตามมาด้วยการรับนโยบายจากท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปปฏิบัติ</p>
<p>“ผมคงไม่พูดอะไรมาก เพียงแต่อยากให้สภาทั้งสองสนองตอบนโยบายของรัฐบาลให้ถึงที่สุด” ท่านนายกรัฐมนตรีมองหน้าประธานสภาทั้งสองสลับกันไปมา หลังจากฟังรายงานต่างๆจบแล้ว “คุมสมาชิกให้ได้ อย่าให้มีปัญหามาก ฝ่ายคัดค้านก็ให้มีไว้ แต่อย่าให้มีมากจนเป็นปัญหา ผมเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย เชื่อมั่นในรัฐสภาว่าจะเป็นเครื่องมือในการทำงานของรัฐบาลเป็นอย่างดี”</p>
<p>“ครับท่านนายกฯ” ประธานสภาผู้แทนราษฎรรับคำทันทีที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดจบ “ทางฝั่งสภาผู้แทนราษฎรไม่มีปัญหาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ท่านก็เห็นแล้ว”</p>
<p>“ทางผมก็ไม่มีปัญหาเช่นกันครับท่าน” ประธานวุฒิสภารีบยืนยันขันแข็ง “ฝ่ายคัดค้านก็มีอยู่ แต่ส่วนมากแล้วเป็นพวกเรียกร้องความสนใจ สามารถก็คุมได้”</p>
<p>“ดี ผมเชื่อใจพวกคุณ 20 กว่าปีมานี่ พวกคุณช่วยให้ผมทำงานง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก” ท่านนายกรัฐมนตรีชื่นชม ทำให้ทั้งสองรู้สึกหัวใจพองโต</p>
<p>“ผมรักประชาธิปไตย ประชาธิปไตยแบบโกศลของเรา เราช่วยกันสร้างขึ้นมา ใช้เวลา 20 ปีจนเข้าที่เข้าทาง ผมอยากรักษามันไว้ให้นานที่สุด แล้วตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกทั้งสองสภาเป็นอย่างไรบ้าง”</p>
<p>“มีความเป็นอยู่ดีครับท่านนายกฯ เพราะได้รับการดูแลจากท่านแท้ๆ” ประธานวุฒิสภาตอบเป็นคนแรก</p>
<p>“ส่วนมากเกินพอครับท่าน” ประธานสภาผู้แทนราษฎรตอบ “อาจมีบ้างที่บางคนมีภาระทางครอบครัวมากเงินจึงขาดมือไปบ้างเป็นบางครั้ง แต่เงินโครงการกู้ยืมฉุกเฉินปลอดดอกเบี้ยและปลอดระยะเวลาการคืนของรัฐบาลที่ให้แก่สมาชิกสภาก็ช่วยได้มากครับ กู้ยืมกันคนละนิดคนละหน่อย แค่ 200 หรือ 300 ล้านเหรียญเป็นอย่างมากครับ”</p>
<p>“น่าเห็นใจ รออีกปีหนึ่ง ผมจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้สมาชิกอีกอย่างน้อย 500 เปอร์เซ็นต์ จะทำปีนี้ก็ไม่ได้ ผิดกฎหมาย เพราะทำไปเมื่อปีที่แล้ว ต้องปีเว้นปี” ท่านนายกรัฐมนตรีบอก “หรือผมอาจยกเลิกหนี้ให้แก่สมาชิกที่มีหนี้อยู่กับโครงการฉุกเฉิน เพราะถึงแม้ไม่มีดอกเบี้ยและไม่บังคับให้ใช้คืนมันก็ยังเป็นหนี้อยู่ ไม่สมเกียรติและศักดิ์ศรีของสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ หรืออาจให้ทั้งสองสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจผมสามารถปรับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นแก่สมาชิกสภาได้ทุกปี”</p>
<p>“คงแล้วแต่ท่านนายกฯครับ” ประธานสภาผู้แทนราษฎรชิงตอบก่อน “เรื่องนี้รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจของท่านเพียงผู้เดียว”</p>
<p>“รัฐธรรมนูญกำหนดให้ท่านทำได้ปีเว้นปีครั้งละ 500 เปอร์เซ็นต์ก็จริง แต่นั่นเป็นการกำหนดขั้นต่ำ ดังนั้น ถ้าท่านเพิ่มเป็น 900 หรือ1,000 เปอร์เซ็นต์ชดเชยปีที่ไม่ได้ปรับก็ได้ครับ กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้” ประธานวุฒิสภาชี้ช่องเพิ่มเติม</p>
<p>“คุณคิดเหมือนผมเป๊ะเลย” ท่านายกรัฐมนตรีตาลุกวาว ตอบพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดี ประธานวุฒิสภารู้สึกตัวพองขึ้นอีกหลายเท่าที่ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีพอใจ “ผมจะพิจารณาเรื่องนี้อีกทีตอนปลายปีแล้วสั่งให้ปรับเพิ่มต้นปีหน้า ดี ดีมาก จำไว้ว่า พวกคุณช่วยผม ผมช่วยพวกคุณ พวกเราต่างช่วยกัน ไปด้วยกันทั้งคุณ ผมและประเทศชาติของเรา นี่แหละประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมชอบประชาธิปไตยก็เพราะเหตุนี้ เมื่อถึงวันที่ผมไป พวกคุณคนใดคนหนึ่งต้องมาแทนผม มาทำสิ่งที่เราทำกันอยู่ต่อไป พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เอาล่ะ วันนี้เลิกประชุม”</p>
<p>เมื่อประธานสภาทั้งสองเดินออกมาจากห้องประชุมนั้น ต่างฝ่ายต่างไม่ได้พูดกัน เพราะคิดถึงเรื่องสำคัญ นั่นคือ คำพูดของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า สักวันหนึ่งเมื่อไปแล้วจะให้ใครคนใดคนหนึ่งขึ้นมาแทน</p>
<p>นับเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย นั่นคือต่างคิดหาคนที่จะมาสืบทอดตำแหน่งของตนไว้ล่วงหน้า แม้เวลาที่จะมาถึงนั้นยังอยู่อีกไกลแสนไกลก็ตาม.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-12/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๒)</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-11</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-11#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 20:10:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยาย นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก ตอนที่ 4]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=129</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศโกศลเป็นประเทศใหญ่ประเทศหนึ่งในโลก แม้จะไม่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลเท่ากับอินเดีย จีน อเมริเซียที่รวมเอาอเมริกาและรัสเซียเข้าด้วยกันหรือยุโรป แต่ใหญ่ด้วยความร่ำรวยด้านเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งทางทหาร และความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ที่ประเทศโกศลไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะในยุคที่ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลเป็นผู้นำ ซึ่งผ่านมา 24 ปีเต็ม และกำลังอยู่ในช่วงปีที่ 25 นี้ ประเทศโกศลกลายเป็นมหาอำนาจของโลกอีกประเทศหนึ่งอย่างสมภาคภูมิ

ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลนับว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แม้ภูมิหลังจะมาจากตระกูลผู้ใช้แรงงาน แต่ท่านเป็นคนฉลาด เรียนเก่งเป็นที่สุด เข้าเรียนในโรงเรียนนายทหารของกองทัพโกศลที่ต้องอาศัยความฉลาดถึงขั้นอัจฉริยะจึงจะสามารถเข้าเรียนได้ เมื่อจบจากโรงเรียนนายทหารก็เข้ารับใช้ชาติในกองทัพ ทำความดีความชอบได้เลื่อนยศถึงขั้นนายพลตั้งแต่ยังหนุ่ม ต่อมาท่านก็ลาออกมาเป็นนักการเมือง ไต่เต้าจนมาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด โดยได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงทุกครั้ง
ท่านเป็นคนรักชาติอย่างยิ่งยวดเหมือนบรรพบุรุษของท่าน แม้จะเป็นตระกูลผู้ใช้แรงงานบรรพบุรุษของท่านก็แสดงความรักชาติด้วยการตั้งชื่อตนเองและลูกหลานเป็นชื่อเดียวกับประเทศ ดังนั้น ตั้งแต่เกิดมาท่านก็มีชื่อโกศล ความรักชาติของท่านไม่เคยเสื่อมคลาย ก่อนที่ท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรีท่านคือนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง ท่านจึงรวบรวมกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เช่นเดียวกับท่านตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา แน่นอนว่าพรรคการเมืองพรรคนั้นชื่อ พรรครักโกศล จนท่านได้รับเลือกจากชาวโกศลให้เป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด
ท่านกล่าวอยู่เสมอว่า ท่านได้ดีเพราะการศึกษา หากท่านไม่ได้รับการศึกษา ท่านคงไม่สามารถก้าวมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้ ท่านเป็นคนรักการเรียนรู้ ในขณะที่ทำงานให้แก่ประเทศชาตินั้น ท่านก็ยังคงเรียนหนังสือไปด้วย ความรักเรียนบวกกับความฉลาดขั้นอัจฉริยะทำให้เรียนจบถึงขั้นดุษฎีบัณฑิตในหลายสาขา ดังนั้น ความรู้ของท่านจึงลึกซึ้งกว้างไกล คิดวางแผนได้อย่างลุ่มลึกรอบด้าน นำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารประเทศได้อย่างเอกอุ ท่านจึงพูดอยู่เสมอว่า ท่านเป็นคนที่ฉลาด ยากที่ใครจะฉลาดเช่นท่าน ประชาชนทั้งหลายก็เชื่อเช่นนี้
ด้วยเหตุนี้ การงานทุกอย่างที่ท่านทำในฐานะนายกรัฐมนตรีจึงต้องคิดและวางแผนด้วยตัวเอง บรรดาคณะรัฐมนตรีเพียงแต่รับคำสั่งไปปฏิบัติให้บรรลุผล ดังนั้น จึงเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกว่า รัฐมนตรีของประเทศโกศลทำงานสบายที่สุดในโลก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok02.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-159" style="margin: 10px 30px; border: 0px;" title="nayok02" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok02.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a>ประเทศโกศลเป็นประเทศใหญ่ประเทศหนึ่งในโลก แม้จะไม่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลเท่ากับอินเดีย จีน อเมริเซียที่รวมเอาอเมริกาและรัสเซียเข้าด้วยกันหรือยุโรป แต่ใหญ่ด้วยความร่ำรวยด้านเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งทางทหาร และความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ที่ประเทศโกศลไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะในยุคที่ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลเป็นผู้นำ ซึ่งผ่านมา 24 ปีเต็ม และกำลังอยู่ในช่วงปีที่ 25 นี้ ประเทศโกศลกลายเป็นมหาอำนาจของโลกอีกประเทศหนึ่งอย่างสมภาคภูมิ<br />
<span id="more-129"></span><br />
ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลนับว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แม้ภูมิหลังจะมาจากตระกูลผู้ใช้แรงงาน แต่ท่านเป็นคนฉลาด เรียนเก่งเป็นที่สุด เข้าเรียนในโรงเรียนนายทหารของกองทัพโกศลที่ต้องอาศัยความฉลาดถึงขั้นอัจฉริยะจึงจะสามารถเข้าเรียนได้ เมื่อจบจากโรงเรียนนายทหารก็เข้ารับใช้ชาติในกองทัพ ทำความดีความชอบได้เลื่อนยศถึงขั้นนายพลตั้งแต่ยังหนุ่ม ต่อมาท่านก็ลาออกมาเป็นนักการเมือง ไต่เต้าจนมาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด โดยได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงทุกครั้ง</p>
<p>ท่านเป็นคนรักชาติอย่างยิ่งยวดเหมือนบรรพบุรุษของท่าน แม้จะเป็นตระกูลผู้ใช้แรงงานบรรพบุรุษของท่านก็แสดงความรักชาติด้วยการตั้งชื่อตนเองและลูกหลานเป็นชื่อเดียวกับประเทศ ดังนั้น ตั้งแต่เกิดมาท่านก็มีชื่อโกศล ความรักชาติของท่านไม่เคยเสื่อมคลาย ก่อนที่ท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรีท่านคือนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง ท่านจึงรวบรวมกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เช่นเดียวกับท่านตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา แน่นอนว่าพรรคการเมืองพรรคนั้นชื่อ พรรครักโกศล จนท่านได้รับเลือกจากชาวโกศลให้เป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด</p>
<p>ท่านกล่าวอยู่เสมอว่า ท่านได้ดีเพราะการศึกษา หากท่านไม่ได้รับการศึกษา ท่านคงไม่สามารถก้าวมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้ ท่านเป็นคนรักการเรียนรู้ ในขณะที่ทำงานให้แก่ประเทศชาตินั้น ท่านก็ยังคงเรียนหนังสือไปด้วย ความรักเรียนบวกกับความฉลาดขั้นอัจฉริยะทำให้เรียนจบถึงขั้นดุษฎีบัณฑิตในหลายสาขา ดังนั้น ความรู้ของท่านจึงลึกซึ้งกว้างไกล คิดวางแผนได้อย่างลุ่มลึกรอบด้าน นำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารประเทศได้อย่างเอกอุ ท่านจึงพูดอยู่เสมอว่า ท่านเป็นคนที่ฉลาด ยากที่ใครจะฉลาดเช่นท่าน ประชาชนทั้งหลายก็เชื่อเช่นนี้</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ การงานทุกอย่างที่ท่านทำในฐานะนายกรัฐมนตรีจึงต้องคิดและวางแผนด้วยตัวเอง บรรดาคณะรัฐมนตรีเพียงแต่รับคำสั่งไปปฏิบัติให้บรรลุผล ดังนั้น จึงเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกว่า รัฐมนตรีของประเทศโกศลทำงานสบายที่สุดในโลก เพราะมีผู้นำที่ฉลาดและเก่งกาจ</p>
<p>“นี่เป็นผลของการศึกษา&#8230;” ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลพูดเสมอๆ “ผมศึกษาเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องปัจจุบันและเรื่องอนาคต ถ้าผมไม่เรียนรู้อดีต ศึกษาปัจจุบันและคาดการณ์อนาคต ผมคงไม่สามารถนำพาประเทศชาติและพลเมือก้าวมาถึงจุดนี้ได้”</p>
<p>ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า การเรียนรู้เรื่องอดีตนั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านเองได้ใช้บทเรียนจากอดีตมาเป็นแนวทางในการทำงาน โดยศึกษาแนวคิดและการทำงานของนักปราชญ์และผู้นำในสมัยต่างๆ อาทิ อริสโตเติ้ล, โสเครตีส, ซีซาร์, อเล็กซานเดอร์, คานธี, ซุนหวู่, เล่าจื้อ, มาร์กซ์, เลนิน, สตาลิน,โฮจิมินท์, เหมาเจ๋อตุง, เติ้งเสี่ยวผิง, เคนเนดี้, เรแกน, บุช, ทักษิณ ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในสมัยที่ผ่านมาทั้งสิ้น</p>
<p>เมื่อมีโอกาสเหมาะสม ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลจะบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์ให้คนฟังอย่างมีชีวิตชีวาและด้วยความสุขใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่ศึกษาเรียนรู้อย่างแท้จริงแล้วคงไม่สามารถบรรยายเช่นนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงวีรบุรุษในดวงใจของท่าน คือทักษิณนั้น ท่านพูดราวกับตาเห็นเลยทีเดียว</p>
<p>“ท่านทักษิณนั้นเป็นวีรบุรุษในดวงใจของผม ท่านเป็นผู้นำที่ทำให้ประเทศเล็กๆในสมัยโบราณกลายเป็นประเทศเล็กพริกขี้หนู การที่ผมทำให้ประเทศของเรายิ่งใหญ่มาได้ ก็เพราะอาศัยเรียนรู้จากการบริหารงานของท่านทักษิณ ซึ่งผมมีความภูมิใจว่า ผมทำได้อย่างที่ท่านทำ ต่างกันอยู่สองอย่างคือ ท่านกับผมอยู่คนละสมัยกัน และท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่รวยที่สุดทั้งก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีและขณะเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนผมก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นนักการเมืองที่จนที่สุด ตอนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังจนที่สุดอยู่เช่นเดิม”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลพูดถึงวีรบุรุษในดวงใจท่านเสมอเมื่อมีโอกาส ท่านบอกว่า สิ่งที่ท่านกับท่านทักษิณเหมือนกันที่สุดก็คือ ต่างเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในประเทศของตน ท่านทักษิณเป็นคนฉลาดจนหาใครเสมอเหมือนมิได้ ไม่เช่นนั้น คงไม่สามารถนำพาประเทศเล็กๆให้ยืนยงมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์โลกได้ และชื่อของท่านทักษิณก็เป็นอมตะ ผ่านมาตั้งนมนานแล้วยังมีคนกล่าวถึงพร้อมกับผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นๆอยู่เสมอ</p>
<p>ด้วยความคงแก่เรียนในเกือบทุกแขนงทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีโกศล ไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ท่านยังกลายเป็นสุดยอดนักปราชญ์ของแผ่นดินด้วย บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายทั้งในสถาบันการศึกษาและนอกสถาบันการศึกษาต่างหาโอกาสเข้าพบสนทนากับท่าน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทัศนคติ ปัญญา และประสบการณ์ด้านวิชาการ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่นักปราชญ์ทั้งหลายจะต้องได้สนทนากับท่านนายกรัฐมนตรีสักครั้งหนึ่ง จนเป็นประเพณีกลายๆของสังคมวิชาการประเทศโกศลไปแล้ว</p>
<p>เมื่อ 25 ปีก่อนโน้นไม่ได้เป็นเช่นนี้ ครั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลขึ้นสู่ตำแหน่งนั้น แม้จะได้รับเลือกตั้งจากประชาชน แต่บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับความคิดในการบริหารงานของท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ นโยบายคิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการบริโภคอย่างขนานใหญ่ในสังคมของท่านนั้น จะนำพาสังคมประเทศโกศลไปสู่ความหายนะ เพราะมีการใช้งบประมาณมหาศาล ได้ไม่คุ้มเสีย จะทำให้เสียนิสัยทั้งรัฐบาลที่เป็นผู้ใช้เงิน และประชาชนที่ได้รับเงินในรูปแบบต่างๆ แต่ท่านนายกรัฐมนตรียืนยันในแนวทางของตน ในที่สุดก็สร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้ชาวโกศล โดยใช้เวลาเพียงแค่ 20 กว่าปี</p>
<p>บรรดานักปราชญ์เป็นจำนวนมากต่างหันมายกย่องท่านนายกรัฐมนตรี หลายคนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ท่านอย่างเผ็ดร้อน กลายมาเป็นกัลยาณมิตรของท่าน สร้างกระแสความนิยมนับถือให้แก่ท่านนายกรัฐมนตรีอย่างกว้างขวาง หนึ่งในนั้นก็คือท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล ที่ผันแปรจากศัตรูทางความคิดมาเป็นพันธมิตรทางปัญญากว่า 10 ปีเข้าไปแล้ว</p>
<p>ท่านศาสตราจารย์โกศลแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล อธิการบดีที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา ระยะเวลาสี่สมัย 16 ปีกับการเป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งอธิการบดี ท่านศาสตราจารย์โกศลได้สร้างความเจริญทางด้านถาวรวัตถุและความเข้มแข็งทางวิชาการให้มหาวิทยาลัยอย่างอเนกอนันต์ ท่านศาสตราจารย์โกศลมักจะไปสนทนากับท่านนายกรัฐมนตรีโกศลอยู่เสมอๆ ทั้งในฐานะนักวิชาการและที่ปรึกษาใกล้ชิดในกิจการบ้านเมือง นับว่าเป็นนักวิชาการเพียงคนเดียวที่สามารถเข้าพบกับท่านนายกรัฐมนตรีได้ทุกเมื่อ</p>
<p>“ท่านเป็นบุคคลที่ฉลาดปราดเปรื่องพอๆกับผม แม้ท่านจะบอกผมว่าท่านด้อยกว่าผมอยู่มาก แต่ผมก็ยังเชื่อคำพูดของท่านไม่สนิทนัก ท่านศาสตราจารย์มักถ่อมตนตามประสานักวิชาการ จริงๆแล้ว ท่านฉลาดกว่าที่ท่านบอกคนอื่นมาก” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงศาสตราจารย์อธิการบดีด้วยความยกย่องเช่นนี้ทุกครั้ง ประชาชนต่างเชื่ออย่างไม่สงสัยว่าท่านศาสตราจารย์ฉลาดเช่นนั้นจริงๆ เพราะหากไม่ฉลาดจริงท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ยกย่องถึงขนาดนั้นเป็นแน่ เพราะท่านไม่ค่อยจะยอมรับนับถือใครในเรื่องความฉลาดง่ายๆเลย “ผมจึงพร้อมที่จะสนทนากับท่านทุกเวลา ท่านสามารถเข้าพบผมได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องนัดหรือแจ้งก่อน ผมยกให้ท่านเป็นที่ปรึกษาผมทุกเรื่อง ในประเทศนี้ผมยอมให้ท่านเพียงคนเดียว” ท่านายกรัฐมนตรีประกาศต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน</p>
<p>ท่านศาสตราจารย์โกศล อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล จึงเป็นแขกประจำของท่านนายกรัฐมนตรีจนเป็นที่อิจฉาของนักปราชญ์คนอื่นๆ บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล ไม่ว่าอาจารย์ นักศึกษาลูกจ้าง หรือแม้แต่ลูกหลานญาติมิตรของคนที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล ต่างก็ภูมิอกภูมิใจที่ได้เปิดเผยต่อผู้อื่นว่า ตนเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยแห่งนั้นทางใดบ้าง แม้ระยะทางของความสัมพันธ์ระหว่างตนกับมหาวิทยาลัยจะไกลขนาดใดก็ตาม</p>
<p>โครงการทางด้านศึกษาของประเทศ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทางด้านการศึกษาไปดำเนินการนั้น ล้วนแต่ผ่านการสนทนากับท่านศาสตราจารย์โกศลมาก่อน โดยท่านนายกรัฐมนตรีจะหยิบยกขึ้นมาสอบถามความเห็นของท่านศาสตราจารย์ แล้วท่านก็จะกลั่นกรองความเห็นนั้นอีกขึ้นหนึ่งแล้วสั่งการให้ทำตามนั้น จนพัฒนาการศึกษาให้ประชาชนชาวโกศลเป็นประชากรที่มีคุณภาพด้านการศึกษาในลำดับต้นๆของโลก โดยมีมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศลเป็นศูนย์กลางการศึกษาของประเทศ มีนักศึกษาจากทั่วโลกมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศโกศล แม้แต่อาณานิคมบนดาวต่างๆที่ส่งคนซึ่งเกิดในอาณานิคมมาศึกษาบนดาวแม่คือโลกนั้น ก็นิยมส่งมาศึกษาที่ประเทศโกศลเป็นลำดับต้นๆเช่นกัน</p>
<p>ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดท่านนายกรัฐมนตรีที่สุด คือเลขานุการคณะรัฐมนตรีโกศล บุตรโกศล หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าท่านเลขาฯโกศลนั้นก็เป็นอดีตนักวิชาการที่ถือว่าเก่งกาจผู้หนึ่ง ท่านเลขาฯโกศลเป็นลูกศิษย์ของท่านศาสตราจารย์และมีความคุ้นเคยกับท่านศาสตราจารย์โกศลเป็นอย่างดี เพราะท่านเลขาฯโกศลนี่เองที่ทำให้ท่านศาสตราจารย์ได้พบกับท่านนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก โดยนับแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมาท่านเลขาฯโกศลจะอยู่ร่วมสนทนาด้วยเสมอ</p>
<p>บรรยากาศของการสนทนานั้น นอกจากท่านเลขาฯโกศลจะรับรู้อย่างใกล้ชิดแล้ว ครอบครัวของท่านเลขาฯยังได้รับรู้ด้วย แม้จะไม่ใกล้ชิดเท่าท่านเลขาฯเพราะได้รับบอกเล่ามาอีกต่อหนึ่ง แต่ก็ยังสัมผัสถึงกลิ่นอายแห่งวิชาการที่สูงส่ง เมื่อครอบครัวของท่านเลขาฯโกศลนำไปเล่าต่อให้คนรู้จักฟัง ผู้ฟังทั้งหลายก็รู้สึกถึงความสูงส่งด้านภูมิปัญญาที่สองนักปราชญ์แห่งแผ่นดินสนทนากัน เมื่อผู้ที่ได้ฟังจากครอบครัวท่านเลขาฯโกศลนำไปเล่าให้ผู้อื่นฟังอีกต่อหนึ่ง ผู้ฟังก็ยังสามารถหลับตาเห็นภาพความขรึมขลังของการสนทนานั้นได้ชัดเจน</p>
<p>เมื่อมีโอกาสอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก่อนเข้านอน ท่านเลขาฯโกศลมักเล่าเรื่องราวของท่านนายกรัฐมนตรีให้ครอบครัวฟัง รวมทั้งเรื่องราวของท่านศาสตราจารย์ด้วย ท่านบอกว่าเรื่องที่เล่านี้คือส่วนที่ไม่เป็นเรื่องลับเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่เป็นเรื่องการพบปะกันของท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านศาสตราจารย์ ผู้ฟังจะคึกคักเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินถึงสองคน</p>
<p>“ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยให้เกียรติและให้ความเคารพใครอย่างมากมายเช่นนี้” ท่านเลขาฯโกศลเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้ยิ่งใหญ่ “เมื่อท่านศาสตราจารย์ไปพบครั้งใด ท่านนายกรัฐมนตรีจะเดินออกมาต้อนรับถึงบันได จับมือกับท่านศาสตราจารย์พร้อมคำนับอย่างงดงาม ท่านศาสตราจารย์ก็เช่นกัน ท่านจะให้ความเคารพท่านนายกรัฐมนตรีด้วยการคำนับตอบ ก็อย่างที่ทราบ การคำนับกันในสังคมของเรานั้น ไม่ใช่จะทำได้พร่ำเพรื่อ หากไม่ถือว่าอีกฝ่ายมีคุณความดีอย่างยิ่งยวด ก็ยากที่จะให้ความเคารพด้วยการคำนับ”</p>
<p>ครอบครัวของท่านเลขาฯโกศล ประกอบด้วย บุตรชายคืออภิโกศล บุตรสาวคือนรีโกศล ภรรยาคือมณีโกศล ต่างนิ่งฟังด้วยความรู้สึกประทับใจ มองท่านเลขาฯโกศลผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ราวกับกำลังมองสองท่านผู้ยิ่งใหญ่สนทนากัน</p>
<p>“ท่านนายกรัฐมนตรีจะเชิญท่านศาสตราจารย์เข้าไปคุยกันในห้องรับรองที่ติดกับห้องทำงานของท่านทุกครั้ง ศาสตราจารย์เดินนำหน้าโดยท่านนายกรัฐมนตรีเดินเยื้องมาทางด้านหลัง บางครั้ง ท่านศาสตราจารย์โอบไหล่ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยความรักและสนิทสนม ท่านศาสตราจารย์นั้นอายุมากกว่าท่านนายกรัฐมนตรีถึงยี่สิบปี นับว่าอยู่ในช่วงวัยเกษียณแล้ว หากแต่ท่านยังคงทำงานอยู่ก็เพราะท่านนายกรัฐมนตรีเป็นฝ่ายร้องขอให้ท่านช่วยพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ของประชาชนชาวโกศลให้เจริญงอกงาม และเป็นที่ปรึกษาในกิจบ้านเมืองทุกอย่าง”</p>
<p>“คุณพ่อกรุณาเล่าเรื่องที่ท่านศาสตราจารย์สนทนากับท่านนายกรัฐมนตรีให้ฟังอีกสิครับ” ลูกชายของท่านเลขาฯโกศลพูดขึ้น ทั้งภรรยาและลูกสาวพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสี่นั่งอยู่บนโซฟาที่ทำจากผ้าที่ผลิตโดยโรงงานบนดาวอังคาร ไส้ในโซฟาทำด้วยเส้นใยป่านที่ปลูกในเรือนกระจกบนดวงจันทร์ทำให้รู้สึกนุ่มนวลเป็นพิเศษกว่าวัสดุที่ผลิตบนโลก แน่นอนว่า โซฟาราคาแพงลิบในห้องนั่งเล่นอันสวยงามในบ้านหลังใหญ่อันโอ่อ่านี้ได้รับเป็นของขวัญจากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสิทธิ์ใช้งบประมาณซื้อของขวัญมอบแด่ครอบครัวของคณะทำงานได้ตามอัธยาศัย</p>
<p>“อยากจะฟังตอนไหนกันล่ะ มีตั้งหลายเรื่องหลายตอน” ท่านเลขาฯโกศล ถามขึ้น</p>
<p>ภรรยา ลูกสาว และลูกชายของท่านมองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษาหารือ ในที่สุดภรรยาของท่านเลขาฯโกศลก็พูดกับลูกชายว่า</p>
<p>“ลูกตัดสินใจสิ ลูกเป็นคนเสนอให้คุณพ่อเล่านี่นะ”</p>
<p>“งั้นผมขอให้คุณพ่อช่วยเล่าตอนที่ท่านศาสตราจารย์พบกับท่านนายกรัฐมนตรีครั้งแรก” โกศลลูกชายท่านเลขาฯโกศลบอกบิดา “เพราะถ้าไม่มีครั้งนั้น ก็คงไม่มีครั้งต่อๆมา ประเทศของเราก็คงไม่มีระบบการศึกษาเจริญก้าวหน้าขนาดนี้”</p>
<p>“ตกลง แต่ไหนๆจะเล่าแล้ว ขอไวน์ยูโรป้าให้พ่อสักแก้วซิ”</p>
<p>“หนูจะเอามาให้เองค่ะ” นรีโกศลรับอาสา เธอลุกขึ้นเดินหายเข้าในครัว สักครู่เดียวก็กลับออกมาพร้อมแก้วไวน์ยื่นให้บิดา</p>
<p>“ขอบใจมากลูก” ท่านเลขาฯโกศลยกแก้วขึ้นจิบ ไวน์สีเหลืองอ่อนๆมีฟองผุดพรายนิดๆล่วงสู่ลำคอ เครื่องดื่มที่หมักบ่มภายในห้องใต้ดินบนดวงจันทร์ยูโรป้าที่ใช้ความร้อนจากใต้พิภพทำให้สดชื่นยิ่งนัก ไวน์นี้มีส่วนผสมของสารจากสมุนไพรที่รดด้วยน้ำที่ละลายจากน้ำแข็งของยูโรป้า สารจากสมุนไพรดังกล่าวเชื่อว่าช่วยรักษาโมเลกุลของร่างกายให้คงสภาพ ทำให้ชะลอความแก่ได้ ซึ่งเป็นผลวิจัยที่บริษัทเจ้าของไวน์ให้ทุนสนับสนุนแก่สถาบันวิจัยเอกชนทำการศึกษา แม้ยังไม่มีผลพิสูจน์ยืนยันทางการแพทย์ แต่คนก็เชื่อเช่นนั้นเป็นจำนวนมาก ดั้งนั้นถึงราคาจะแพงไปสักนิด ผู้คนที่มีเงินก็ซื้อหามาดื่มกันอย่างแพร่หลาย</p>
<p>“เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้ง 10 กว่าปีมาแล้ว” ท่านเลขาฯโกศลเริ่มเล่าหลังจากจิบวายไปสองสามอึก ท่านเล่าจนจำได้ขึ้นใจเพราะเล่ามานับร้อยๆเที่ยวแล้วโดยที่ผู้ฟังและผู้เล่าไม่เคยเบื่อ “เมื่อท่านศาสตราจารย์มาพบท่านนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลนั้นเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก ถึงแม้ท่านนายกรัฐมนตรีจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามทางความคิดกับท่านศาสตราจารย์ โดยถูกท่านศาสตราจารย์วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงหลายหน แต่เมื่อท่านศาสตราจารย์มาพบ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้อนรับด้วยความยินดี&#8230;”</p>
<p>ท่านเลขาฯโกศลย่อมจดจำเหตุการณ์นั้นได้เป็นอย่างดี เพราะท่านคือบุคคลเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์การพบกันของสองผู้ยิ่งใหญ่ ในตอนนั้นแม้ท่านศาสตราจารย์ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งอันสำคัญในมหาวิทยาลัยใดๆ แต่บทบาทที่เคลื่อนไหวทางสังคมของท่านได้รับการยอมรับมานาน ท่านมีความเก่งกาจในศาสตร์หลายแขนง เป็นผู้ทรงภูมิปัญญาที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อศาสตราจารย์พูดอะไรออกไปสังคมโกศลจะต้องฟัง ดังนั้น การที่ท่านวิพากษ์วิจารณ์ท่านนายกรัฐมนตรีอย่างรุนแรง จึงทำให้ท่านนายกรัฐมนตีในขณะนั้นเป็นกังวลอยู่มาก ได้ปรารภกับท่านเลขาฯโกศลอยู่เสมอว่า อยากจะสนทนากับท่านศาสตราจารย์เพื่อจะได้อธิบายให้ท่านศาสตราจารย์ได้เข้าใจในความคิดของตนให้หมดสิ้น</p>
<p>“ผมรอคอยวันนี้มานานมากแล้วครับท่านอาจารย์” ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวกับศาสตราจารย์ด้วยความจริงใจเป็นอย่างยิ่ง “ผมอยากพบท่าน อยากขอคำแนะนำจากท่าน อยากเล่าความคิดผมให้ท่านฟัง เผื่อท่านจะได้แนะนำสิ่งดีๆให้ผมบ้าง”</p>
<p>ภายในห้องรับรองอันโอ่อ่าของทำเนียบรัฐบาล บุคคลทั้งสองนั่งสนทนากันเป็นเวลายาวนาน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้เวลาอันมีค่าของท่านกับศาสตราจารย์แบบไม่มีกำหนด วันนั้นจึงเป็นวันของการสนทนาทางปัญญาโดยแท้</p>
<p>“ผมคิดอยู่นาน ตั้งแต่ได้รับการติดต่อจากท่านเลขาฯโกศล” ท่านศาสตราจารย์บอกความในใจแก่ท่านนายกรัฐมนตรี “แม้ท่านเลขาฯจะเป็นลูกศิษย์ที่ผมภูมิใจขนาดไหน แต่เราก็ไม่ได้พบกันนานแล้ว ยิ่งเมื่อท่านเลขาฯมาอยู่กับท่านนายกฯ ก็มีโอกาสน้อยยิ่งขึ้นที่จะได้พบกัน”</p>
<p>“อันที่จริงแล้ว&#8230;” ท่านเลขาฯโกศลพูดขึ้น “ปกติแล้วผมก็ไม่อยากที่จะไปรบกวนท่านอาจารย์ เพราะท่านมีภารกิจมากมาย แต่นี่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงบากหน้าไปพบท่าน เพื่อเรียนให้ท่านทราบถึงความต้องการของท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่นึกเลยว่าท่านอาจารย์จะให้ความกรุณาถึงเพียงนี้”</p>
<p>“ผมก็ไม่ได้หวังไว้เลยว่าท่านอาจารย์จะมาเยี่ยมผมถึงที่ทำงานโดยไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน” ท่านนายกรัฐมนตรีพูด “ผมนับถือท่านอาจารย์มานาน ผมมั่นใจว่าท่านเป็นคนที่รักประเทศชาติเช่นเดียวกับผม เพียงแต่ว่า เราอาจคิดกันคนละมุม แต่ก็เพื่อประเทศชาติด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าได้สนทนากับท่านสักครั้ง อาจทำให้เราเข้าใจความคิดกันและกันมากขึ้น อาจจะได้ร่วมกันสร้างสังคมของเราให้เป็นสังคมที่มีความรู้เป็นพื้นฐานอันแข็งแกร่ง ประชาชนของเรามีความรอบรู้ในศาสตร์ต่างๆ มีสำนึกในการสร้างชาติ เป็น Knowlage Base Society อย่างแท้จริง”</p>
<p>ด้วยคำพูดประโยคสุดท้ายของท่านนายกรัฐมนตรีนี่เอง ที่ทำให้ท่านศาสตราจารย์เกิดความสนใจที่จะแลกเปลี่ยนความคิดกับท่านนายกรัฐมนตรีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยท่านศาสตราจารย์เล่าให้ท่านเลขาฯฟังในภายหลังว่า หากท่านนายกรัฐมนตรีไม่พูดประโยคนี้ ท่านคงไม่สนใจที่จะคุยอะไรมากมายหลายชั่วโมงดังที่เกิดขึ้นเป็นแน่แท้</p>
<p>“ถ้าหากท่านนายกฯต้องการเช่นนั้น ผมก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะผมก็อยากเห็นสังคมของเราเป็นสังคมแห่งความรู้ ประชาชนจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จะได้ไม่ถูกหลอกโดยใครก็ตาม พวกเขาจะได้ตัดสินใจได้เอง บนพื้นฐานของความรู้ที่เป็นของจริง” ท่านศาสตราจารย์ตอบรับ</p>
<p>“แต่ผมก็ยังเกรงว่า ความคิดในเรื่อง Knowlage Base Society ของผมกับของท่านอาจารย์นั้น จะแตกต่างกันอยู่มาก ถ้าท่านอาจารย์ทำให้ผมเห็นพ้องได้ ผมยินดีที่จะร่วมมือกับท่านอย่างเต็มที่” ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความประสงค์</p>
<p>“ผมก็ขอให้ท่านเลขาฯเป็นพยานในที่นี้ว่า หากท่านนายกฯทำให้ผมเห็นพ้องได้ ผมก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับท่านอย่างเต็มที่เช่นกัน” ท่านศาสตราจารย์ตอบรับ</p>
<p>“ถ้าอย่างนั้น ท่านเลขาฯ ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์และเป็นผู้ช่วยงานของผม คงเหมาะที่จะเป็นพยานในการสนทนากันของเราวันนี้ ไม่ว่าผลการพูดคุยของเราออกมาอย่างไร ผมขอให้ท่านเลขาฯเป็นผู้แถลงต่อสาธารณชน ป่านนี้ข่าวการพบกันของเราคงกระจายไปถึงสื่อทุกแห่งแล้ว ยุคนี้แทบจะไม่มีความลับในบ้านเมืองเรา”</p>
<p>การสนทนาของท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านศาสตราจารย์เป็นไปอย่างยาวนาน เป็นที่น่ายินดีว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีความคิดคนละด้าน แต่ต่างฝ่ายต่างก็ยอมรับฟังอีกฝ่ายด้วยความเคารพ ทั้งสองต้องการเห็นสังคมโกศลพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง รัฐบาลก่อนๆได้สร้างความมั่งคั่งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านอำนาจทหาร ไว้มากแล้ว สิ่งที่สังคมโกศลจะเดินต่อไปก็คือ การต่อยอดของความมั่งคั่งมั่นคงให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำได้ด้วยการสร้างฐานความรู้แก่สังคม ความรู้นั้นจะต้องเป็นไปเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาวโกศลด้วย นั่นคือ มีความรู้ในศาสตร์ทุกแขนงอย่างล้ำเลิศ แต่ก็ต้องมีกรอบที่จะทำให้ใช้ความรู้นั้นเพื่อสังคมโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ หรือมีก็น้อยที่สุด</p>
<p>“แต่ต้องไม่ใช่การบังคับกะเกณฑ์” ท่านศาสตราจารย์แสดงความคิดเห็น “ต้องไม่มีการใช้อำนาจไม่ว่าทางกฎหมายหรือการเมืองบังคับให้ประชาชนรับใช้รัฐรับใช้สังคม แต่ต้องสร้างให้เขามีสำนึกขึ้นมา”</p>
<p>“ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ในข้อนั้น” ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ “แต่จะทำอย่างไร”</p>
<p>“ต้องมีสถาบันการศึกษาที่เป็นฐานในการสร้างสำนึกให้เกิดขึ้นแก่ชาวโกศล เป็นสถาบันแม่แบบให้แก่สถาบันการศึกษาอื่นๆในระยะแรก และเป็นที่ปรึกษาในด้านนโยบายการศึกษาแก่รัฐบาล จนในที่สุด สถาบันแห่งนี้จะเป็นผู้กำหนดนโยบายหลักในการจัดการศึกษาของชาวโกศล”</p>
<p>“ถ้ามีสถาบันแบบนั้นจริง แล้วจะให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบครับท่านอาจารย์” ท่านนายกรัฐมนตรีถาม</p>
<p>“ข้อนี้ผมตอบไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี” ท่านศาสตราจารย์ตอบด้วยการโยนภาระให้แก่ท่านนายกรัฐมนตรี</p>
<p>“ผมคิดว่า คนที่จะรับผิดชอบสถาบันแบบนี้ได้ ต้องเป็นอัจฉริยะ เป็นคนที่ได้รับการยอมรับในสังคม เป็นผู้ที่มีภูมิปัญญาเหนือธรรมดา จะต้องเริ่มทำตั้งแต่ต้น ต้องกำหนดโครงร่าง จัดทำรายละเอียดปลีกย่อย สร้างองค์ประกอบทั้งหมด ใช่ไหมครับ”</p>
<p>“ต้องเป็นอย่างนั้น”</p>
<p>“เรื่องงบประมาณนั้น ประเทศเรามีเงินมหาศาลอยู่แล้ว จะใช้เท่าไรก็ได้” ท่านนายกรัฐมนตรีพูด “แต่ผู้ที่จะมารับผิดชอบงานนี้นี่สิ ท่านอาจารย์&#8230;”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีมองศาสตราจารย์เป็นเชิงปรึกษาหารือ ท่านศาสตราจารย์มองตอบ สีหน้าท่าทางยังยืนยันว่าเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่จะตัดสินใจเอง</p>
<p>“ผมขอเรียนถามท่านอาจารย์อีกสักสองสามข้อ” ในที่สุดท่านนายกรัฐมนตรีก็เอ่ยขึ้น</p>
<p>“เชิญท่านนายกฯ”</p>
<p>“ท่านอาจารย์คงเห็นพ้องต้องกันกับผมว่า ผู้ที่จะรับผิดชอบโครงการนี้ได้ ต้องเป็นผู้มีจิตใจเสียสละอย่างยิ่งยวด ใช่ไหมครับ”</p>
<p>“แน่นอน ผมเห็นด้วยในข้อนี้”</p>
<p>“ต้องเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญอย่างใหญ่หลวง”</p>
<p>“ไม่ผิดเลยท่านนายกฯ”</p>
<p>“จะต้องเป็นคนที่คิดการใหญ่เหมือนผมด้วย”</p>
<p>“คงต้องเป็นเช่นนั้น”</p>
<p>“ถ้าอย่างนั้น ท่านอาจารย์พอจะละงานทั้งหมดมาทำเรื่องนี้ได้ไหม” ท่านนายกรัฐมนตรีโยนคำถามข้อใหญ่ใส่ท่านศาสตราจารย์</p>
<p>“ถ้าท่านนายกฯจะยืนยันหลักการของผม ผมก็ขอรับไว้พิจารณา” ท่านศาสตราจารย์ตอบในทันที เหมือนรู้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะถามคำถามนี้อยู่ก่อนแล้ว</p>
<p>“ผมขอยืนยัน ผมยอมรับหลักการของท่านอาจารย์ เพราะท่านมีเป้าหมายเดียวกับผม แต่ผมขออยู่ข้อเดียว…”</p>
<p>“เชิญครับท่านนายกฯ&#8230;”</p>
<p>“ผมรู้ว่าท่านอาจารย์จะเหนื่อยมากเมื่อมาทำงานนี้ ดังนั้นผมจะขอดูแลท่านอาจารย์และครอบครัวอย่างเต็มที่ในนามรัฐบาล ท่านอาจารย์กรุณาอย่าปฏิเสธข้อนี้”</p>
<p>เมื่อการสนทนาในวันนั้นยุติลง ผลที่ตามมาก็คือมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล ที่ใช้เวลาเพียง 10 กว่าปีก็กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และต่อมาท่านศาสตราจารย์ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโกศลเช่นเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรี นำไปสู่การเปลี่ยนชื่อเป็นโกศลของประชาชนชาวโกศลอีกหลายล้านคน</p>
<p>“ก็เป็นไปตามประเพณีของสังคมเรานั่นแหละ” ท่านเลขาฯโกศลพูดประโยคนี้ตบท้ายเสมอเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “พวกเราจะต้องมีชื่อประเทศในชื่อหรือนามสุกลเสมอ และมีชื่อผู้นำที่เรานิยมชมชอบอยู่ในชื่อหรือนามสกุลด้วย ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลมีคนเปลี่ยนชื่อตามท่านมากที่สุด แม้แต่ศาสตราจารย์ยังเปลี่ยนชื่อเป็นโกศล ถึงตอนนี้มีคนชื่อโกศลกว่าครึ่งประเทศแล้ว”</p>
<p>ท่านเลขาฯโกศลพูดจบก็ยกแก้วไวน์ยูโรป้าขึ้นดื่มจนหมด โดยมีภรรยา ลูกสาวและลูกชายมองด้วยความชื่นชมและภูมิใจในหัวหน้าครอบครัวของตน แน่นอนว่า ไวน์ยูโรป้าราคาแพงลิ่วที่มีเหลืออยู่หลายลังนี้ได้รับเป็นของขวัญจากท่านนายกรัฐมนตรี.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-11/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๓)</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-10</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-10#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 20:08:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยายเรื่อง นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก ตอนที่ 3]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=127</guid>
		<description><![CDATA[
หากเทียบฐานะผู้นำของประเทศต่างๆในโลกแล้ว มีผู้นำไม่มากนักที่เป็นคนร่ำรวย อย่างเช่น ผู้นำอเมริกากับผู้นำรัสเซีย ที่มาจากตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยของโลก เมื่อนับรวมในฐานะพันธมิตรอเมริเซียแล้ว สินทรัพย์ส่วนตัวของผู้นำกลุ่มอเมริเซียที่ยังไม่รวมสินทรัพย์ของคู่สมรสและบุตรอาจมีมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ผู้นำทั้งโลก ส่วนผู้นำกลุ่มมหาอำนาจอื่นๆ ทั้งจีน อินเดีย ยุโรป นั้น แม้จะไม่ร่ำรวยเท่าอเมริเซีย แต่รวมแล้วก็ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของส่วนที่เหลือจากกลุ่มอเมริเซีย พ้นจากนี้ก็เป็นของผู้นำทุกประเทศอื่นๆที่เหลือรวมกัน

แต่หากนับลำดับผู้นำที่ยากจนที่สุดแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศล เป็นผู้นำคนหนึ่งที่ติดลำดับในกลุ่มผู้นำที่ยากจนที่สุด ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากท่านเป็นลูกหลานของตระกูลผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในสมัยบรรพบุรุษของท่านนั้น ผู้ใช้แรงงานของประเทศโกศลยังเป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุด ได้รับค่าจ้างน้อยที่สุด ทำให้ไม่มีสินทรัพย์ใดๆเป็นมรดกตกทอดถึงท่าน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ท่านเอาใจใส่ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานสู่ความอยู่ดีกินดี จนขณะนี้ ประเทศโกศลปราศจากแรงงานผู้ยากไร้อย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ 6 ปีแรกที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว บัดนี้ล่วงถึงปีที่ 25 ประชาชนทุกคนต่างอยู่ดีมีสุข มีสินทรัพย์เหลือใช้ทุกครอบครัว อย่างน้อยที่สุดก็สามารถนั่งยานอวกาศไปพักผ่อนที่ดวงจันทร์ได้แล้ว ขณะที่ท่านเป็นทหารรับใช้ชาติก็เป็นทหารอาชีพที่ซื่อสัตย์ เมื่อเป็นนักการเมืองก็เป็นนักการเมืองอาชีพ ท่านทุ่มเทชีวิตทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติในงานการเมืองเท่านั้น ส่วนตัวแล้วท่านจึงยากจน ไม่มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง
“แต่ภรรยาผมเขารวยกว่าผม&#8230;” ท่านนายกรัฐมนตรียอมรับความจริงอย่างลูกผู้ชาย “เพราะเขาเป็นลูกหลานนักธุรกิจ ตลอดเวลาที่ผมเป็นทหารและทำงานการเมือง ภรรยาผมเขาทำธุรกิจตลอด เขาเป็นคนเก่ง หาเงินได้ปีละหลายแสนล้าน พอลูกโตเขาก็ดึงลูกไปช่วยงาน ผมมัวแต่ทำงานการเมือง ไม่ได้ช่วยเขาเลย แต่เขาก็เข้าใจว่านี่เป็นการเสียสละ อย่างที่ทุกท่านทราบ เขายังใช้เวลาว่างมาช่วยงานผมด้วย”
นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งในหลายๆเหตุผลที่ชาวโกศลเลือกท่านเป็นผู้นำ นั่นคือ ท่านมีความตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่อายที่จะพูดความจริง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok03.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-146" style="margin: 10px 30px; border: 0px;" title="nayok03" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok03.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a></p>
<p>หากเทียบฐานะผู้นำของประเทศต่างๆในโลกแล้ว มีผู้นำไม่มากนักที่เป็นคนร่ำรวย อย่างเช่น ผู้นำอเมริกากับผู้นำรัสเซีย ที่มาจากตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยของโลก เมื่อนับรวมในฐานะพันธมิตรอเมริเซียแล้ว สินทรัพย์ส่วนตัวของผู้นำกลุ่มอเมริเซียที่ยังไม่รวมสินทรัพย์ของคู่สมรสและบุตรอาจมีมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ผู้นำทั้งโลก ส่วนผู้นำกลุ่มมหาอำนาจอื่นๆ ทั้งจีน อินเดีย ยุโรป นั้น แม้จะไม่ร่ำรวยเท่าอเมริเซีย แต่รวมแล้วก็ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของส่วนที่เหลือจากกลุ่มอเมริเซีย พ้นจากนี้ก็เป็นของผู้นำทุกประเทศอื่นๆที่เหลือรวมกัน<br />
<span id="more-127"></span><br />
แต่หากนับลำดับผู้นำที่ยากจนที่สุดแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศล เป็นผู้นำคนหนึ่งที่ติดลำดับในกลุ่มผู้นำที่ยากจนที่สุด ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากท่านเป็นลูกหลานของตระกูลผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในสมัยบรรพบุรุษของท่านนั้น ผู้ใช้แรงงานของประเทศโกศลยังเป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุด ได้รับค่าจ้างน้อยที่สุด ทำให้ไม่มีสินทรัพย์ใดๆเป็นมรดกตกทอดถึงท่าน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ท่านเอาใจใส่ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานสู่ความอยู่ดีกินดี จนขณะนี้ ประเทศโกศลปราศจากแรงงานผู้ยากไร้อย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ 6 ปีแรกที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว บัดนี้ล่วงถึงปีที่ 25 ประชาชนทุกคนต่างอยู่ดีมีสุข มีสินทรัพย์เหลือใช้ทุกครอบครัว อย่างน้อยที่สุดก็สามารถนั่งยานอวกาศไปพักผ่อนที่ดวงจันทร์ได้แล้ว ขณะที่ท่านเป็นทหารรับใช้ชาติก็เป็นทหารอาชีพที่ซื่อสัตย์ เมื่อเป็นนักการเมืองก็เป็นนักการเมืองอาชีพ ท่านทุ่มเทชีวิตทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติในงานการเมืองเท่านั้น ส่วนตัวแล้วท่านจึงยากจน ไม่มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง</p>
<p>“แต่ภรรยาผมเขารวยกว่าผม&#8230;” ท่านนายกรัฐมนตรียอมรับความจริงอย่างลูกผู้ชาย “เพราะเขาเป็นลูกหลานนักธุรกิจ ตลอดเวลาที่ผมเป็นทหารและทำงานการเมือง ภรรยาผมเขาทำธุรกิจตลอด เขาเป็นคนเก่ง หาเงินได้ปีละหลายแสนล้าน พอลูกโตเขาก็ดึงลูกไปช่วยงาน ผมมัวแต่ทำงานการเมือง ไม่ได้ช่วยเขาเลย แต่เขาก็เข้าใจว่านี่เป็นการเสียสละ อย่างที่ทุกท่านทราบ เขายังใช้เวลาว่างมาช่วยงานผมด้วย”</p>
<p>นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งในหลายๆเหตุผลที่ชาวโกศลเลือกท่านเป็นผู้นำ นั่นคือ ท่านมีความตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่อายที่จะพูดความจริง บางครั้งเมื่อเงินขาดมือจนท่านต้องหยิบยืมเงินจากภรรยามาใช้จ่าย ท่านก็พูดให้คนฟังอย่างไม่อาย</p>
<p>“บางทีผมต้องขอเงินภรรยาใช้ ภรรยาผมก็เข้าใจ ถึงขนาดเขาบอกว่า ไม่เพียงแต่จะให้เงินผมใช้เท่านั้น ถ้าหากเกิดงบประมาณพัฒนาประเทศไม่พอ เขาก็มีความยินดีที่จะมอบเงินให้ประเทศชาติด้วย” หนึ่งในผู้ที่ได้ฟังคำพูดครั้งนี้ของท่านนายกรัฐมนตรีคือท่านเลขาฯโกศล ซึ่งยังจำเสียงปรบมือที่ดังสนั่นหวั่นไหวจากผู้ฟังได้ “ยังโชคดีที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่จนที่สุด แต่สามารถทำให้ประเทศชาติและประชาชนร่ำรวยที่สุดได้จึงไม่ต้องยืมเงินภรรยามาพัฒนาประเทศ” พอท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงตรงนี้ก็ได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้องกว่าเดิม “ยิ่งเมื่อภรรยาผมที่เป็นนักธุรกิจมืออาชีพเข้ามาช่วยงานโดยไม่รับค่าตอบแทน ยิ่งช่วยให้ประเทศเรามีเงินเหลือเพิ่มมากขึ้น เงินที่เหลือเหล่านี้ก็ไหลมาอยู่ในกระเป๋าของพี่น้องทุกครอบครัว แต่พี่น้องทราบไหมครับว่า พวกท่านเกือบจะไม่รวยขนาดนี้แล้ว เพราะผมเกือบไม่ยอมให้ภรรยาผมมาช่วยงาน…”</p>
<p>หากเกิดมีใครต้องการพยานยืนยันคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ ท่านเลขาฯโกศลย่อมเป็นคนหนึ่งที่เป็นพยานให้ได้ เพราะท่านเลขาฯได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก ทั้งในฐานะเพื่อนร่วมสถาบันและร่วมอาจารย์เดียวกันกับภรรยาท่านนายกฯ และทั้งในฐานะผู้ช่วยงานของท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ภารกิจแทบทุกอย่างของท่านนายกรัฐมนตรีและภรรยารวมถึงบุตรของท่าน ล้วนมีท่านเลขาฯรับรู้หรือช่วยจัดการให้</p>
<p>อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวแก่ประชาชนว่า การเข้ามาช่วยงานของภรรยานั้น แรกทีเดียวท่านนายกรัฐมนตรีไม่ยอม เพราะเกรงจะทำให้เกิดข้อครหาจากสังคมได้ โดยเฉพาะฝ่ายที่คัดค้านท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะโจมตีท่านได้ว่าให้คู่สมรสเข้ามาก้าวก่ายในกิจการงานของประเทศซึ่งผิดประเพณีที่ปฏิบัติมาช้านาน แต่ภรรยาของท่านต้องการเข้ามาแบ่งเบาภาระท่านนายกรัฐมนตรีบ้างในส่วนที่สามารถทำได้ จึงได้ขอร้องให้ท่านเลขาฯ พูดกับท่านนายกรัฐมนตรีให้ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีไว้วางใจท่านเลขาฯที่สุด</p>
<p>“ผมต้องเสี่ยงเป็นอย่างมาก เพราะท่านนายกฯไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ท่านเลขาฯพูดกับเพื่อนที่เป็นภรรยาของเจ้านายอย่างตรงไปตรงมา “ดีไม่ดีท่านอาจให้สภาเพิ่มเติมเป็นข้อห้ามในรัฐธรรมนูญไว้เลยก็ได้”</p>
<p>“แต่ฉันอยากช่วยงานท่านจริงๆ ตอนนี้ธุรกิจก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว ลูกๆเขาก็ดูแลไปได้ เพียงแต่คอยเป็นที่ปรึกษาให้เขา แนะนำผู้หลักผู้ใหญ่ให้เขา เงินก็มีมากจนใช้ไปถึงชาติหน้าก็ไม่หมด อยากจะมาช่วยงานท่านจริงๆ”</p>
<p>“ผมก็อยากจะช่วยเต็มที” ท่านเลขาฯรู้สึกหนักใจ อยากช่วยเพื่อนก็อยาก เกรงว่านายจะต่อว่าก็เกรง “ต้องหาวิธีการเหมาะๆสักอย่างเสนอท่านดู”</p>
<p>“เอาอย่างนี้สิ งานก่อสร้างท่าอวกาศยานใหม่น่ะ ส่วนของสถานีขนส่งสินค้าที่ต้องใช้รางลำเลียงขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ตรวจจับสิ่งผิดกฎหมาย ที่มีบริษัทร่วมทุนโกศลกับอเมริเซียเป็นผู้ประมูลได้แล้วกำลังต่อรองราคากันอยู่น่ะ ให้ฉันเป็นคนช่วยเจรจาสิ อาจได้ราคาที่ต้องการก็ได้นะ ฉันพอจะรู้จักกับหุ้นส่วนฝ่ายโกศลที่ถือหุ้นใหญ่ ที่สำคัญฉันรู้ต้นทุนที่แท้จริง ต่อรองกับเขาได้ ลองเอาไปเสนอท่านนายกฯดู”</p>
<p>“อาจจะได้” ท่านเลขาฯมีความหวังขึ้นมาหลังจากได้ฟังข้อเสนอของเพื่อนที่เป็นภรรยาเจ้านาย “เพราะท่านต้องการให้ลดราคาลงมาอีก 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ทางนั้นยืนยัน 12 เปอร์เซ็นต์อ้างว่าต้องคำนวณราคาเผื่อล่วงหน้าเป็น 10 ปี เพราะกว่าจะรอโครงสร้างสถานี ทั้งกว่าจะผลิตรางกับเครื่องตรวจจับเสร็จจนสามารถติดตั้งได้อย่างน้อยก็ใช้เวลา 10 ปี ช่วงติดตั้งก็ไม่น้อยกว่า 3 ปี เผื่อเวลาไว้ทดสอบและปรับแต่งอีก 2 ปีรวม 15 ปีตามกำหนดการก่อสร้างท่าอวกาศยาน ท่านนายกฯจึงเลื่อนการพิจารณาออกไปอีกระยะหนึ่ง”</p>
<p>เมื่อท่านเลขาฯนำเรื่องนี้ไปปรึกษาท่านนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่าท่านเห็นด้วยโดยที่ท่านเลขาฯเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน<br />
“ก็ไม่น่าจะเสียหายตรงไหน เพราะนี่เป็นเรื่องประโยชน์ของประเทศชาติโดยตรง” ท่านนายกรัฐมนตรีบอกแก่ท่านเลขาฯ “ถ้าอย่างนั้น ผมจะออกคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ให้เป็นตัวแทนในการเจรจาต่อรองราคา เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติจะได้ไม่มีใครยกขึ้นมาเป็นข้อครหาภายหลังได้”</p>
<p>ในที่สุด การเจรจาต่อรองราคากรณีดังกล่าวโดยภรรยาท่านนายกรัฐมนตรีก็สำเร็จลงด้วยความพอใจทั้งสองฝ่าย แม้จะไม่ถึงเป้าที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ภรรยาของท่านต่อรองได้ถึง 17.5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถลดงบประมาณในส่วนนี้ได้ถึงเกือบนับแสนล้านเหรียญ</p>
<p>ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ใครก็ตามที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หากสามารถเจรจาการใดๆที่ทำให้รัฐได้ประโยชน์รัฐจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้นั้น 5 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินที่รัฐได้ประโยชน์นั้น หรือด้วยของอื่นที่ผู้รับยินดีรับ ซึ่งภรรยาท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความจำนงไม่รับเงินส่วนนั้น</p>
<p>“แต่ไหนแต่ไรมาเราไม่เคยละเมิดรัฐธรรมนูญ” ท่านนายกรัฐมนตรีกล่อมภรรยาให้รับค่าตอบแทน “ถ้าหากเป็นกฎหมายอื่นก็ยังพออ้างรัฐธรรมนูญมาให้ศาลสรรพวินิจฉัยพิจารณาหาเพื่อหาข้อยกเว้นได้ แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ถ้าผมจะสั่งแก้ไขเพราะเหตุนี้ก็จะเสียโอกาสของผู้ที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติคนอื่นๆ ฉะนั้น ผมขอให้คุณช่วยรับเถอะ”</p>
<p>“ท่านก็หาทางแก้ไขปัญหาเอาสิ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่ฉลาดที่สุดนี่นะ” ภรรยาท่านนายกรัฐมนตรีตอบสามี<br />
“ผมขอร้องเถอะ ถ้าคุณไม่ใช้ เอามาให้ผมยืมก็ได้น่า” ท่านนายกรัฐมนตรีแหย่หวังให้ภรรยาตกลงใจ</p>
<p>“โธ่คุณ เอ๊ย&#8230;ท่านคะ นี่ดิฉันไม่ได้พูดเล่นนะ ดิฉันไม่รับจริงๆ ตอนนี้ท่านหาทางออกให้ได้สิคะ ถ้าท่านจะใช้จริงๆก็ไม่ต้องใช้เงินนี่หรอก เพราะเงินที่ดิฉันกับลูกๆมีอยู่น่ะ มากจนให้ท่านยืมใช้ไปตลอดชีวิตก็ยังไม่หมด”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกหนักใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำตอบจากภรรยา</p>
<p>“เถอะนะคุณนะ กับคนอื่นๆหรือเรื่องอื่นๆน่ะผมฉลาดที่สุดอย่างที่ว่านั่นแหละ แต่กับเมียนี่ผมฉลาดไม่ทันเลยจริงๆ”<br />
ภรรยาท่านหัวเราะอย่างอารมณ์ดีที่ทำสามีหน้ายุ่งได้</p>
<p>“เอาอย่างนี้สิคะ ท่านก็ให้สิ่งอื่นแก่ดิฉัน เป็นสิ่งที่ผู้รับยินดีรับตามที่รัฐธรรมนูญของท่านกำหนดไว้ แต่ขอบอกนะคะ ทรัพย์สินอื่นๆดิฉันก็ไม่ยินดีรับ ครั้งนี้ดิฉันจะช่วยประหยัดเงินของชาติ อีกอย่างดิฉันไม่จำเป็นต้องใช้เงินหรือทรัพย์สินอะไรอื่นอีกจริงๆ”</p>
<p>“ตกลงๆ ผมจะหาอะไรที่คุณยินดีรับมาให้คุณเอง ขอเวลาคิดสักหน่อย แต่แหม ท่านรองฝ่ายเศรษฐกิจทำเรื่องจ่ายเงินเอาไว้แล้วนะนี่ ผมต้องไปบอกให้ยกเลิก อายลูกน้องจริงๆ” ท่านายกรัฐมนตรีบ่นพึมพำ ขณะภรรยาของท่านยิ้มด้วยความพอใจ<br />
ผู้ที่หาทางออกให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ก็คือท่านเลขาฯ นั่นเอง</p>
<p>“ผมคิดว่า ผู้หญิงคงไม่ต่างกันหรอกครับท่านนายกฯ นอกจากต้องการสามีที่ดี ลูกที่ดี ฐานะที่ดี ซึ่งภรรยาท่านก็มีครบทุกอย่างแล้ว สิ่งที่ผู้หญิงต้องการอีกอย่างก็คือฐานันดรครับ”</p>
<p>“ฐานันดรเหรอ ฐานันดรอะไรล่ะที่คุณคิดว่าเพื่อนคุณอยากได้”</p>
<p>“ก็ตำแหน่งอะไรสักอย่าง ที่เรียกแล้วดูดี สมฐานะภรรยานายกรัฐมนตรี เป็นสัญลักษณ์ของเกียรติยศ ศักดิ์ศรี อะไรทำนองนี้”</p>
<p>“แล้วเป็นตำแหน่งอะไรล่ะ คุณผู้หญิง จะฟังดูดีพอไหม” ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามคิดหาคำตอบ</p>
<p>“ก็น่าจะได้นะครับ แต่ก็ยังไม่เหมาะเสียทีเดียว น่าจะเป็น ท่านหญิง ฟังไพเราะกว่านะครับ”</p>
<p>“อือ เข้าท่า”</p>
<p>“เดี๋ยวครับ เติมอะไรข้างหลังหน่อยเป็น ท่านหญิงเอกแห่งโกศลประเทศ เป็นไงครับ คู่กับ ท่านนายกรัฐมนตรีประเทศโกศล”</p>
<p>“ได้การละ เอานี่แหละ ดีมาก” ท่านนายกรัฐมนตรีจับมือกับท่านเลขาฯด้วยความยินดี “คุณช่วยผมได้ทุกอย่างจริงๆ ผมจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าภรรยาของนายกรัฐมนตรีมีตำแหน่งเป็นทางการว่า ท่านหญิงเอกแห่งโกศลประเทศ เป็นเกียรติยศประจำตัวไปตลอดเวลาที่สามีอยู่ในตำแหน่ง คุณคิดว่าดีไหม”</p>
<p>“เรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าให้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีครับ โดยสภาทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการตามคำสั่ง ผมเป็นเลขานุการคณะรัฐมนตรีจึงออกความเห็นไม่ได้ครับ”</p>
<p>“คุณนี่ แยกแยะความถูกต้องได้ทุกเรื่องจริงๆ”</p>
<p>ภรรยาของท่านนายกรัฐมนตรีจึงกลายเป็น ท่านหญิงเอกแห่งโกศลประเทศ เคียงข้างสามีคือ ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลประเทศ อย่างสมเกียรติยศและศักดิ์ศรีตั้งแต่นั้นมา ต่อจากนั้น ไม่เพียงภรรยาจะเริ่มเข้ามาช่วยงานท่านเท่านั้น แม้ลูกๆของท่านนายกรัฐมนตรีก็เข้ามาช่วยงานต่างๆตามโอกาสโดยไม่รับค่าตอบแทนใดๆ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงกล่าวแก่ประชาชนชาวโกศลอย่างเต็มปากเต็มคำว่า เลือกท่านเพียงคนเดียว ได้คนมาทำงานทั้งครอบครัว ทำให้ถูกอกถูกใจชาวโกศลเป็นยิ่งนัก</p>
<p>แม้จะไม่ได้เข้ามาช่วยทำงานอย่างเป็นทางการและอย่างเต็มตัว ท่านหญิงเอกแห่งโกศลประเทศก็ช่วยแบ่งเบาภาระท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นอันมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ท่านหญิงฯถนัดคือ การเจรจาต่อรองกับภาคเอกชนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในการลดค่าก่อสร้างโครงการต่างๆของรัฐบาล เนื่องจากท่านหญิงเอกฯมีเครือข่ายทางธุรกิจที่ติดต่อกับบริษัททั้งในและนอกประเทศ หลายบริษัทที่ได้งานก่อสร้างของรัฐบาลโกศล ก็อาศัยบริษัทของท่านหญิงเอกฯเป็นผู้จัดหาหรือผลิตวัสดุอุปกรณ์ให้ ดังนั้น ท่านหญิงเอกฯจึงรู้ต้นทุนกำไรที่แท้จริง รัฐบาลจึงไม่ต้องสูญเสียเงินเพื่อเป็นกำไรให้แก่บริษัทผู้รับเหมามากเกินกว่าอัตราตามประเพณีทางการค้าที่ปฏิบัติกันเป็นสากล</p>
<p>แม้จะมีฝ่ายที่จ้องทำลายท่านนายกรัฐมนตรี พยายามโจมตีว่าท่านหญิงเอกฯมีผลประโยชน์กับบริษัทเหล่านั้น แต่ก็พิสูจน์ได้อย่างสะอาดหมดจดด้วยมูลค่าการประหยัดงบประมาณของแต่ละโครงการ ทั้งการทำเช่นนี้ก็ไม่ผิดกฎหมายใดๆทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ทั้งนี้ เมื่อมีผู้ทักท้วง ท่านนายกรัฐมนตรีก็ส่งเรื่องนี้ให้ ศาลสรรพวินิจฉัย ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยเรื่องราวต่างๆ ที่มีผู้สงสัยว่าจะมีการละเมิดกฎหมายทุกฉบับ ศาลสรรพวินิจฉัยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแขนงต่างๆรวมกันเป็นคณะถึง 500 คน จึงเรียกชื่อสั้นๆให้เป็นที่รู้ทั่วไปว่า “คณะ 500” ก็ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า การทำงานของท่านหญิงเอกฯ ดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด</p>
<p>เพียงปีแรกที่ท่านหญิงเอกแห่งโกศลประเทศมาช่วยดูแลต่อรองนี้ ท่านสามารถประหยัดงบประมาณได้นับล้านล้านเหรียญจากโครงการต่างๆที่มีมูลค่ารวมกันนับหมื่นล้านล้านเหรียญ ดังนั้น ในกาลต่อมา การประมูลงานโครงการของรัฐบาลโกศล นอกจากไปยื่นเรื่องที่สำนักงานของรัฐบาลตามระเบียบแล้ว ก็เป็นที่รู้กันว่าบริษัทต่างๆต้องมายื่นเรื่องที่ท่านหญิงเอกฯโดยตรงอีกหนึ่งชุด เพราะเมื่อยื่นที่รัฐบาลแล้วรัฐบาลก็ต้องส่งเรื่องมาให้ท่านหญิงเอกฯ ตรวจสอบและเจรจาต่อรอง เมื่อมายื่นที่ท่านหญิงเอกฯโดยตรงอีกชุดหนึ่งก็จะทำให้การพิจารณาเร็วขึ้น</p>
<p>แน่นอนว่า มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงส่งเรื่องให้ “คณะ 500” วินิจฉัย ผลปรากฏว่าได้มติเป็นเอกฉันท์ให้ดำเนินการต่อไปได้</p>
<p>กิจการงานของรัฐบาลจึงสะดวกรวดเร็วขึ้น ทั้งตัวเลขการประหยัดงบประมาณและระยะเวลาดำเนินงานตามโครงการต่างๆตรงตามกำหนด จึงทำให้ประชาชนชาวโกศลพอใจ ต่างชื่นชมยกย่องท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านช่างฉลาดเหลือล้ำที่ดึงภรรยาและลูกมาช่วยทำงานให้ประเทศชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดงบประมาณให้ประเทศอย่างมหาศาลเท่านั้น ทั้งยังไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนสักเหรียญเดียวอีกด้วย มีแต่ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศลเท่านั้นที่ทำได้คนเดียวในโลกนี้</p>
<p>“ก็ท่านร่ำรวยออกอย่างนั้น ท่านไม่ต้องการหรอก” ประชาชนทั้งหลายต่างจับกลุ่มกันพูดถึงด้วยความชื่นชมยกย่องท่านหญิงเอกฯ “ขนาดพวกเราที่เป็นคนธรรมดา ยังมีเงินมากจนใช้ไม่ทันอยู่แล้ว ท่านจะมีมากแค่ไหน”</p>
<p>“ท่านนายกรัฐมนตรีเอาเงินที่ท่านหญิงเอกฯช่วยประหยัดได้พวกนี้แหละมาให้พวกเรากู้ยืมโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แถมจะจ่ายคืนเมื่อไรก็ได้ ทั้งเอามาขึ้นค่าแรงให้พวกเราปีละเท่าสองเท่า” บางคนแยกแยะงบประมาณแผ่นดินให้เพื่อนฟัง</p>
<p>“ไม่เสียทีที่ฉันเปลี่ยนชื่อเป็นโกศล” หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน “นี่ถ้าปู่ฉันไม่ตายไปก่อนตั้งแต่ท่านโกศลยังไม่ได้เป็นนายกฯ สงสัยตอนนี้ปู่ฉันต้องชื่อโกศลแน่ๆ ปู่ยิ่งบ้าเปลี่ยนชื่อตามผู้นำอยู่ด้วย” บางคนก็ว่าอย่างนี้</p>
<p>“ท่านหญิงเอกฯนะช่วยงานท่านนายกรัฐมนตรีอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย” เสียงชื่นชมไม่เคยจางหาย “เดียวนี้การพิจารณาความดีความชอบ การแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานของรัฐท่านหญิงเอกฯก็ช่วยดูแลด้วย เพราะท่านนายกฯท่านไม่ค่อยมีเวลาแล้ว ท่านต้องไปทำโครงการใหญ่ๆกับคณะรัฐมนตรี”</p>
<p>ประชาชนชาวโกศลต่างรับรู้เรื่องราวของท่านนายกรัฐมนตรีและการทำงานของท่านอย่างดียิ่ง นั่นย่อมเป็นเพราะการจัดระบบการศึกษาที่บรรลุผลอย่างเต็มที่ ซึ่งท่านศาสตราจารย์ได้วางแผน กำหนดนโยบาย และวิธีการปฏิบัติเสนอแก่ท่านนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นการสนับสนุนส่งเสริมให้การศึกษาอย่างเต็มที่ด้วยการให้ศึกษาฟรีระดับพื้นฐานจนถึงระดับก่อนมหาวิทยาลัย เพียงระยะ 4 ปีแรกที่ท่านศาสตราจารย์ดำเนินแผนการ ประชาชนชาวโกศลต่างอ่านออกเขียนได้ทั้งหมด เมื่อมหาวิทยาลัยแห่งชาติสร้างเสร็จ แผนการให้การศึกษาแบบเข้มข้นก็เริ่มขึ้นด้วยการสนับสนุนให้นักศึกษาที่มีความฉลาดได้มาตรฐานซึ่งผ่านการทดสอบเข้าเรียนฟรีในมหาวิทยาลัยแห่งชาติ พร้อมปลูกฝังให้มีสำนึกในการทำงานเพื่อรับใช้ประเทศชาติ ให้เข้าใจในนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับการศึกษาของชาติเพื่อสร้างโอกาสอันดีงามแก่ประชาชนทุกคน กระตุ้นให้สนับสนุนรัฐบาลในการจัดระบบการศึกษาเพื่อประชาชนทุกคน เมื่อนักศึกษารุ่นแรกจบจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ รัฐบาลส่งเสริมให้ออกไปเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ พร้อมกันนั้นก็ให้นักศึกษาที่ฉลาดผ่านเกณฑ์เรียนฟรีในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ในระดับประชาชน ก็มีการจัดการศึกษานอกระบบ ฝึกอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน ปลูกฝังให้มีสำนึกในการรับใช้ประเทศ เข้าใจนโยบายรัฐบาล สนับสนุนให้รัฐบาลทำงานสะดวกขึ้น ดังนั้น จึงปรากฏชัดเจนในเวลาต่อมาว่า ทุกสิ่งที่รัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีทำนั้น ประชาชนชาวโกศลต่างรับรู้ เข้าใจ ยินดีปฏิบัติตามอย่างพร้อมเพรียงกัน อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวโกศลมีสำนึกที่ดียิ่งต่อรัฐบาลและประเทศชาติก็คือ การทำงานของ คณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ (กสช.) ที่มีหน้าที่ให้ข่าวสารอันเป็นประโยชน์และจัดการระบบการให้ข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆทั่วประเทศโกศล ซึ่ง กสช. ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ยิ่ง</p>
<p>ด้วยสำนึกร่วมกันในการพัฒนาประเทศชาติไปสู่ความเจริญงอกงามยิ่งๆขึ้น ประชาชนชาวโกศลจึงสนับสนุนรัฐบาลของตนอย่างพร้อมเพรียงที่สุด นี่ย่อมเป็นผลมาจากการสร้างสังคมแห่งความรู้หรือ Knowlage Base Society ที่ท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านศาสตราจารย์อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติร่วมกันสร้างมาเมื่อกว่า 10 ปีแล้ว</p>
<p>แม้แต่เรื่องที่ท่านหญิงเอกฯเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระท่านนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการดูแลแต่งตั้งโยกย้ายและพิจารณาความดีความชอบของพนักงานของรัฐ ชาวโกศลก็เข้าใจและสนับสนุน เพื่อให้ท่านนายกมีเวลาสร้างความเจริญของชาติตามนโยบาย คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำไว ทำให้เสร็จ ที่ท่านทำสิ่งต่างๆสำเร็จมาแล้วนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะเรื่องการหาเงินมาใส่กระเป๋าของชาวโกศลจนใช้ไม่ทันอยู่ในทุกวันนี้</p>
<p>ก่อนที่จะมอบหมายให้ท่านหญิงฯดูแลเรื่องพนักงานของรัฐอย่างเต็มที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องให้ “คณะ 500” วินิจฉัยก่อนว่าจะผิดกฎหมายใดหรือไม่ “คณะ500” ได้พิจารณาโดยนัยแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 500 ที่กำหนดไว้ว่า “รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการมอบหมายให้บุคคลใด องค์กรใด ที่มิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือองค์กรของรัฐ ทำกิจใดๆโดยมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นกรณีพิเศษได้ ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ” และมาตรา 555 ที่กำหนดไว้ว่า “บุคคลหรือองค์กรที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ตามมาตรา 500 นั้นย่อมได้รับความคุ้มครองในฐานะเจ้าหน้าที่หรือองค์กรของรัฐโดยเท่าเทียมกัน” และประกอบกับมาตรา 55 ของ “กฎหมายว่าด้วยการมอบหมายหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ ออกตามความในมาตรา 500 แห่งรัฐธรรมนูญ” ซึ่งกำหนดไว้ ว่า “บุคคลใด องค์กรใด ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่ใดตามกฎหมายนี้ ย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นให้สมบูรณ์และได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 555 แห่งรัฐธรรมนูญ” แล้วร่วมกันวินิจฉัยอย่างรอบคอบ รัดกุมดีแล้ว จึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ทั้ง 500 ว่า การที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ท่านหญิงเอกฯดูแลเรื่องพนักงานของรัฐนั้น ไม่ผิดกฎหมายฉบับใด ซึ่งเข้าข่ายลักษณะเดียวกันกับการทำหน้าที่ในการเจรจาต่อรองลดค่าใช้จ่ายโครงการก่อสร้างของรัฐบาลที่ “คณะ500” ได้วินิจฉัยไปก่อนหน้านี้</p>
<p>การส่งเรื่องให้ศาลสรรพวินิจฉัยทำการพิจารณาจนได้คำวินิจฉัยนี้ แม้จะใช้เวลาไม่ถึง 30 วันตามนโยบาย คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำไว ทำให้เสร็จ ของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าไม่เสร็จใน 30 วันก็สามารถต่อเวลาได้อีกครั้งละ 30 วันแต่ไม่เกิน 300 ครั้ง โดยการวินิจฉัยครั้งนี้ได้คำตอบในเวลาเพียง 29 วันกับ 23 ชั่วโมง 59 นาทีเท่านั้น แต่ก็ได้รับการต่อว่าจากประชาชนที่ทำให้งานล่าช้า โดยประชาชนเข้าใจเป็นอันดีว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะมีกลุ่มคนที่คอยขัดขวางรัฐบาลจนทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องยื่นให้ “คณะ 500” วินิจฉัยเพื่อป้องกันปัญหาไว้ก่อน ทั้งนี้กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องรอคำวินิจฉัยก่อน เมื่อผลวินิจฉัยออกมาแล้ว จึงพากันเข้าพบท่านหญิงเอกฯทั้งที่บ้านพักและที่บริษัทของท่าน เพื่อเสนอผลงานและเสนอหน้าค่าตาให้ท่านหญิงเอกฯรู้จักเอาไว้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี</p>
<p>จึงเป็นที่เข้าใจกันเป็นอันดีว่า เจ้าหน้าที่หรือพนักงานของรัฐมีปัญหาอะไร อยากโยกย้ายไปที่ใด หรืออยากไปอยู่กับใคร เพียงแต่เข้าพบท่านหญิงเอกฯ นำเสนอเรื่องราวให้ท่านเข้าใจ ส่วนมากแล้วถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ท่านก็จะจัดการให้ตามความประสงค์ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจในการทำงาน อันจะนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติในที่สุด</p>
<p>ความใจกว้างของท่านหญิงเอกฯ ทำให้พนักงานของรัฐต่างสำนึกในบุญคุณของท่านหญิงเอกฯเป็นอย่างยิ่ง จึงนำของฝากไปมอบให้เพื่อตอบแทนคุณความดีของท่าน ปรากฏว่า ท่านหญิงเอกฯปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>“พวกท่านอย่าทำเช่นนี้ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นี่เหมือนการให้สินบนดิฉัน” ท่านหญิงเอกฯห้ามปรามด้วยเสียงอันดัง “ท่านนายกฯไม่พอใจแน่ๆที่ทำอย่างนี้ ถ้าดิฉันรับท่านก็ยิ่งจะโกรธดิฉันด้วย”</p>
<p>แต่ไม่มีใครฟังเสียง ข้าราชการต่างนำของฝากมาให้ท่านหญิงเอกฯเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ</p>
<p>“ท่านทำเรื่องเดือดร้อนให้ดิฉันแล้ว” ท่านหญิงเอกฯร้องทุกข์กับท่านนายกฯ เมื่อกลับถึงบ้านในค่ำวันหนึ่ง “พวกพนักงานรัฐของท่านขนของฝากมาให้ดิฉันเป็นการใหญ่ ดิฉันเกรงว่าจะผิดกฎหมาย”</p>
<p>“แล้วชอบไหมล่ะที่เขาทำแบบนั้น” ท่านนายกรัฐมนตรีถามท่านหญิงเอกฯ</p>
<p>“คืออันที่จริงดิฉันก็พอใจเหมือนกันแหละค่ะท่าน รู้สึกชื่นใจดีที่มีคนใส่ใจ แต่เกรงว่าจะผิดกฎหมาย”</p>
<p>“ข้อนี้ ผมจำได้ว่า ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ที่ไหนนะ คุณไม่ได้เรียกร้อง เขาให้ด้วยความพอใจ ไม่ผิด แต่ถ้าเรียกร้องก็ผิด”<br />
“ดิฉันก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี” ท่านหญิงเอกฯบอกผู้เป็นสามี “จะทำยังไงให้ดิฉันสบายใจได้บ้าง”</p>
<p>“เอ จะห้ามก็ไม่ได้สิ เพราะเป็นเรื่องของการสมัครใจ” ท่านนายกรัฐมนตรีคิดหาทางออกให้ภรรยา “หรือผมจะยกเลิกหน้าที่คุณดี”</p>
<p>“บ้าสิคุณ เอ๊ย&#8230;ท่าน ถ้าดิฉันเลิกทำงานนี้ท่านก็คงกลับมายุ่ง ปวดหัวเหมือนเดิม”</p>
<p>“นั่นน่ะสินะ” ท่านนายกรัฐมนตรีมองหน้าภรรยาแล้วยิ้ม “ถ้างั้นผมจะสั่งให้คณะ 500 วินิจฉัยเร่งด่วน เพราะกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว ทำได้เลย จากนั้นส่งสภาดำเนินการตามขั้นตอนให้ระบุเพิ่มเติมไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่า ถ้าบุคคลใดมอบของกำนัลให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทนรัฐโดยสมัครใจก็ให้ทำได้ ไม่ว่าผู้รับจะเต็มใจรับหรือไม่ก็ตาม ขั้นตอนทั้งหมดนี้คงใช้เวลาอย่างน้อย 15 วันอย่างมาก 30 วัน รอไหวไหม”</p>
<p>“แล้วแต่ท่านจะกรุณาเถอะค่ะ ดิฉันเป็นแค่คนทำงานให้ท่าน” ท่านหญิงตอบด้วยสามีด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม “อีกอย่าง เรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนี่ ท่านให้กำหนดไว้เองนี่ว่าเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ดิฉันเป็นภรรยา ไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น”<br />
“ไม่เป็นไรหรอกน่า นี่ที่บ้านเราไม่ใช่ทำเนียบซะหน่อย อีกอย่าง ถ้าผมตายไปปุบปับ ประชาชนเขาก็คงเลือกคุณนั่นแหละมาเป็นแทนผม ต้องศึกษาไว้บ้าง”</p>
<p>“อุ๊ย ท่านนายกรัฐมนตรี อย่าไปพูดที่อื่นแบบนี้เด็ดขาด ถ้าพวกฝ่ายคัดค้านได้ยินเข้าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เดี๋ยวเขาจะหาว่าท่านคิดละทิ้งหน้าที่ พวกนั้นยิ่งไม่มีอะไรทำอยู่” ท่านหญิงเอกฯห้ามปรามสามี “อีกอย่างถ้าท่านตายไปปุบปับแบบนั้น ดิฉันจะเหลือใครไว้ช่วยใช้เงิน”</p>
<p>“โควต้าของผมก็บริจาคเข้ารัฐให้หมดเลย”</p>
<p>“แหมท่านก้อ พูดน่ะง่ายนะคะ เงินไม่ใช่เหรียญสองเหรียญ” ท่านหญิงเอกแห่งโกศลประเทศมองค้อนท่านนายกรัฐมนตรีประเทศโกศลด้วยลักษณาการที่ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกว่าท่านและภรรยาอายุลดน้อยลงสักห้าสิบปี “ท่านจะใช้ทั้งเมียและเงินเมียไปกับเรื่องประเทศชาติหมดเลยเหรอคะ แถมยังใช้ลูกทุกครั้งที่มีโอกาสอีกด้วย”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีหัวเราะร่วนที่เมียรู้ทัน เมื่ออยู่กับครอบครัวท่านอารมณ์ดีเสมอ</p>
<p>“ท่านหญิงเอกแห่งประเทศโกศลทำเป็นขี้เหนียวไปได้ เงินนี่นะเอาไปใช้ในกิจการอะไรก็คืนมาให้ทั้งหมดนั่นแหละน่า เราก็เป็นเหมือนเจ้าของเงินทั้งประเทศอยู่แล้วนี่”</p>
<p>ท่านหญิงเอกแห่งประเทศโกศลมองค้อนสามีอีกครั้งด้วยความรู้สึกหมั่นไส้อยู่ในที</p>
<p>“ไม่มีนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีประเทศไหนเหมือนผมหรอก” ท่านนายกรัฐมนตรีบอกแก่ภรรยาด้วยภูมิใจยิ่ง “ผมน่ะเป็นผู้นำที่จนที่สุดในโลกแต่ไม่เคยกู้เงินใคร อย่างมากก็แค่ยืมเงินเมียใช้ มีแบบนี้คนเดียวในโลก”<br />
พูดจบท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศลก็ระเบิดเสียงหัวร่อด้วยความสุขใจ.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8a-10/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๔)</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-9</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-9#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 20:06:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยาย นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก ตอนที่ 4]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=125</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อสถานีบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่เปิดดำเนินการ ประเทศโกศลคึกคักขึ้นมาทันตา นักธุรกิจ นักเดินทาง นักอะไรต่อมิอะไรต่างหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศโกศล นำเงินตราเข้ามาจับจ่ายใช้สอยวันหนึ่งนับแทบไม่ถ้วน กิจการ ร้านค้า โรงแรม ที่พัก สินค้าอุปโภคบริโภคต่างขายดิบขายดี สร้างรายได้แก่ชาวโกศลกันอย่างถ้วนหน้า รัฐบาลโกศลมีรายได้จากการใช้ท่าอวกาศยานทั้งจากยานขนส่งสินค้า ยานโดยสาร และจากผู้โดยสารที่ต่างก็มุ่งมาใช้บริการของท่าบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่ บรรดาผู้นำประเทศเจ้าของอาณานิคมในอวกาศ และเจ้าหน้าระดับสูงที่ต้องเดินทางไปตรวจตราและดูแลกิจการก็เป็น

ลูกค้าชั้นดีที่มีอำนาจในการจ่ายไม่จำกัด และส่วนมากแล้วมักแวะเข้าเยี่ยมคารวะท่านนายกรัฐมนตรีโกศลก่อนออกเดินทาง จึงทำให้ทำเนียบนายกรัฐมนตรีประเทศโกศลมีแขกระดับวีไอพีแทบทุกสัปดาห์ กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจของโลกไปโดยปริยาย
ท่านายกรัฐมนตรีโกศลมีความพอใจเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำระดับสูงของประเทศต่างๆ รวมถึงผู้นำองค์กรธุรกิจใหญ่ๆระดับโลกและระหว่างดวงดาวเข้าเยี่ยมคารวะท่าน นี่ย่อมไม่เพียงแต่ทำให้ท่านมีความภูมิอกภูมิใจเป็นส่วนตนเท่านั้น แต่หมายถึงความภูมิใจของชาวโกศลทั้งมวลด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีการจัดการบริหารงานข่าวสารในส่วนของท่าอวกาศยานแห่งใหม่ให้เป็นระบบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ หรือ กสช. ที่เป็นกรรมการอิสระมีหน้าที่บริหารจัดการในเรื่องการสื่อสารทุกชนิดของชาติ ที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ปรึกษา กสช. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีอำนาจสั่งการสูงสุด เข้าประชุม กสช. ที่ห้องประชุมทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ท่านนั่งบนเก้าอี้ประธานที่จัดทำขึ้นอย่างพิเศษ เป็นเก้าอี้อเนกประสงค์ที่มีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง เช่น ติดเครื่องปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะกับอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ มีความนุ่มนิ่มเหมาะสำหรับผิวหนังของผู้นั่ง สามารถปรับเอนได้ทุกมุมทั้งซ้ายขวา หน้าหลัง เมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เพียงแค่กดปุ่มเก้าก็จะแปลงร่างกลายเป็นห้องนิรภัยขนาดย่อมๆ หุ้มเกราะกันกระสุนและทนแรงระเบิดได้หลายตัน มีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในตัว มีระบบสื่อสารเชื่อมต่อกับศูนย์บัญชาการของรัฐบาลที่เป็นศูนย์บัญชาการระบบป้องกันภัยของชาติด้วย เก้าอี้ลักษณะแบบเดียวกันนี้มีอยู่ในศูนย์ประชุมของรัฐบาลทุกแห่งทั่วประเทศ ผู้ที่มีสิทธิ์ใช้ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
คณะกรรมการ กสช. ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวิชาการด้านต่างๆ ไม่ว่าด้านกฎหมาย ด้านสังคม ด้านการเมือง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok04.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-156" style="margin: 10px 30px; border: 0px;" title="nayok04" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok04.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a>เมื่อสถานีบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่เปิดดำเนินการ ประเทศโกศลคึกคักขึ้นมาทันตา นักธุรกิจ นักเดินทาง นักอะไรต่อมิอะไรต่างหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศโกศล นำเงินตราเข้ามาจับจ่ายใช้สอยวันหนึ่งนับแทบไม่ถ้วน กิจการ ร้านค้า โรงแรม ที่พัก สินค้าอุปโภคบริโภคต่างขายดิบขายดี สร้างรายได้แก่ชาวโกศลกันอย่างถ้วนหน้า รัฐบาลโกศลมีรายได้จากการใช้ท่าอวกาศยานทั้งจากยานขนส่งสินค้า ยานโดยสาร และจากผู้โดยสารที่ต่างก็มุ่งมาใช้บริการของท่าบริการอวกาศยานสากลโกศลแห่งใหม่ บรรดาผู้นำประเทศเจ้าของอาณานิคมในอวกาศ และเจ้าหน้าระดับสูงที่ต้องเดินทางไปตรวจตราและดูแลกิจการก็เป็น<br />
<span id="more-125"></span><br />
ลูกค้าชั้นดีที่มีอำนาจในการจ่ายไม่จำกัด และส่วนมากแล้วมักแวะเข้าเยี่ยมคารวะท่านนายกรัฐมนตรีโกศลก่อนออกเดินทาง จึงทำให้ทำเนียบนายกรัฐมนตรีประเทศโกศลมีแขกระดับวีไอพีแทบทุกสัปดาห์ กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจของโลกไปโดยปริยาย</p>
<p>ท่านายกรัฐมนตรีโกศลมีความพอใจเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำระดับสูงของประเทศต่างๆ รวมถึงผู้นำองค์กรธุรกิจใหญ่ๆระดับโลกและระหว่างดวงดาวเข้าเยี่ยมคารวะท่าน นี่ย่อมไม่เพียงแต่ทำให้ท่านมีความภูมิอกภูมิใจเป็นส่วนตนเท่านั้น แต่หมายถึงความภูมิใจของชาวโกศลทั้งมวลด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีการจัดการบริหารงานข่าวสารในส่วนของท่าอวกาศยานแห่งใหม่ให้เป็นระบบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ หรือ กสช. ที่เป็นกรรมการอิสระมีหน้าที่บริหารจัดการในเรื่องการสื่อสารทุกชนิดของชาติ ที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ปรึกษา กสช. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีอำนาจสั่งการสูงสุด เข้าประชุม กสช. ที่ห้องประชุมทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ท่านนั่งบนเก้าอี้ประธานที่จัดทำขึ้นอย่างพิเศษ เป็นเก้าอี้อเนกประสงค์ที่มีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง เช่น ติดเครื่องปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะกับอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ มีความนุ่มนิ่มเหมาะสำหรับผิวหนังของผู้นั่ง สามารถปรับเอนได้ทุกมุมทั้งซ้ายขวา หน้าหลัง เมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เพียงแค่กดปุ่มเก้าก็จะแปลงร่างกลายเป็นห้องนิรภัยขนาดย่อมๆ หุ้มเกราะกันกระสุนและทนแรงระเบิดได้หลายตัน มีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในตัว มีระบบสื่อสารเชื่อมต่อกับศูนย์บัญชาการของรัฐบาลที่เป็นศูนย์บัญชาการระบบป้องกันภัยของชาติด้วย เก้าอี้ลักษณะแบบเดียวกันนี้มีอยู่ในศูนย์ประชุมของรัฐบาลทุกแห่งทั่วประเทศ ผู้ที่มีสิทธิ์ใช้ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น</p>
<p>คณะกรรมการ กสช. ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวิชาการด้านต่างๆ ไม่ว่าด้านกฎหมาย ด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านสื่อสาร ด้านการศึกษา ด้านโทรคมนาคม ด้านเทคนิคการสื่อสาร ฯลฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพของตน สรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านใดที่มีอยู่ในโลกนี้ ล้วนแต่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นอยู่ในคณะกรรมการ กสช. นี้ด้วย มากบ้างน้อยบ้างตามความจำเป็น รวมแล้วคณะกรรมการชุดปัจจุบันมีทั้งหมด 500 คน (เรียกกันทั่วไปว่า “กสช. 500”) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเห็นสมควรแต่งตั้งขึ้นมา ตามอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า นายกรัฐมนตรีต้องลงนามแต่งตั้งกรรมการ กสช. ตามรายชื่อที่เสนอโดยประธานที่ปรึกษา ซึ่งประธานที่ปรึกษานี้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งพร้อมกับคณะที่ปรึกษาประกอบไปด้วย “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” เป็นประธานที่ปรึกษา และให้ รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติ เป็นคณะที่ปรึกษาเพื่อทำหน้าที่เลือกสรรคณะกรรมการ กสช. เมื่อแต่งตั้งคณะกรรมการ กสช. แล้ว ให้คณะกรรมการ กสช. เลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งจากคณะกรรมการขึ้นเป็นประธานโดยคำแนะนำของประธานที่ปรึกษา ซึ่งประธานที่ปรึกษาแนะนำคณะกรรมการให้เลือก ประธานบริษัท ระบบสื่อสารก้าวหน้า จำกัด หรือ Adanced Information System Co.Ltd. หรือรู้จักกันทั่วไปตามคำย่อว่า เอไอเอส (AIS) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก แต่มีผู้ตั้งข้อสังเกตในเชิงไม่เห็นด้วย (ฝ่ายคัดค้านในสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา ซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยเพียงหยิบมือ)ว่า ประธานบริษัทเอไอเอสมีสายสัมพันธ์กับท่านนายกรัฐมนตรี อาจผิดกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ ที่ออกตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามไม่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ กสช. เพราะอาจถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองได้ ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะให้ประธานบริษัทเอไอเอสดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ กสช. ซึ่งอาจจะไม่มีความเป็นอิสระในการทำงาน (กสช. เป็นองค์กรอิสระที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่จัดสรรค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลจะสั่งให้ทำโน่นทำนี่ไม่ได้ เว้นแต่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยรัฐบาลอาจเสนอความเห็นให้พิจารณาได้ ซึ่งผลจะเป็นเช่นไรนั้น ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ กสช. และคณะที่ปรึกษาจะพิจารณา ทั้งนี้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการนั้น ศาลสรรพวินิจฉัยได้พิจารณาวินิจฉัยแล้วว่าเป็นได้ เพราะกำหนดไว้ใน กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ ว่าให้ “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” เป็นประธานที่ปรึกษา ซึ่งสอดคล้องกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด จึงเป็นเรื่องของตัวบุคคล หากกำหนดไว้ว่าให้ “นายกรัฐมนตรี” จึงจะมีฐานะเป็นฝ่ายการเมือง ดังนั้น การเกี่ยวข้องกับกรรมการอิสระใดๆของท่านนายกรัฐมนตรี จึงเกี่ยวข้องในฐานะบุคคล มิใช่ตำแหน่งทางการเมือง จึงเชื่อว่า คณะกรรมการอิสระจะดำรงความเป็นอิสระต่อไปได้) เรื่องนี้มีการถกเถียงกันมาก เพราะเมื่อมีผู้ทักท้วงด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีจึงส่งให้ศาลสรรพวินิจฉัยพิจารณาตีความ ว่าประธานคณะกรรมการมีสายสัมพันธ์กับท่านจริงจนอาจเป็นผลเสียต่อการทำงานในฐานะประธาน กสช. 500 หรือไม่</p>
<p>ศาลสรรพวินิจฉัยหรือคณะ500 ได้สืบค้นข้อเท็จจริงได้ความว่า ประธานบริษัทเอไอเอสซึ่งเป็นประธาน กสช.500 ด้วยนั้น มีความเกี่ยวดองกับท่านนายกรัฐมนตรี โดย ทวดของทวดของปู่ของปู่ของพ่อของพ่อประธานบริษัทเอไอเอสแต่งงานกับน้องสาวของทวดของทวดของยายของยายของแม่ของแม่ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อมาถึงรุ่นปัจจุบันคือท่านนายกรัฐมนตรีกับประธานเอไอเอสนั้น ทั้งสองไม่รู้จักกันแล้วเพราะเป็นคนละสายโลหิตโดยสิ้นเชิง หลักฐานสำคัญก็คือ ผลการตรวจดีเอ็นเอของทั้งสองภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของคณะกรรมการตรวจสอบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน แสดงว่า ดีเอ็นเอของทั้งสองมีความเหมือนกันแค่ 0.000000009 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ความเกี่ยวพันในเชิงญาติตกไป ส่วนข้อที่บริษัทเอไอเอสมีท่านหญิงเอกแห่งโกศลประเทศคือภรรยาท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าของนั้น ก็เป็นกิจการส่วนตัวของครอบครัวฝ่ายบิดามารดาของท่านหญิงเอกฯ ไม่เกี่ยวข้องกับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีหุ้นในบริษัทนั้นแต่อย่างใด จึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งการให้ทำตามความต้องการหรือรับผลประโยชน์ใดๆได้ คณะ 500 จึงมีมติ 500 เสียงต่อ 0 ว่า ประธานบริษัทเอไอเอสเป็นประธาน กสช.500 ได้</p>
<p>การประชุมคณะกรรมการ กสช. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่ปรึกษา มีอำนาจสูงสุดในที่ประชุมนั้น เป็นที่เข้าใจทั่วกันว่า ท่านทำงานในฐานะ “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ซึ่งเป็นตัวบุคคลไม่ใช่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามที่ศาลสรรพวินิจฉัยหรือ “คณะ 500” ได้วินิจฉัยไว้ และประชาชนชาวโกศลทั้งหลายก็เข้าใจและเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยนั้น (ยกเว้นฝ่ายคัดค้านซึ่งมีจำนวนน้อยเพียงหยิบมือ) ท่านนายกรัฐมนตรีจึงมีความสบายอกสบายเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ทำงานกับคณะกรรมการ กสช. 500 โดยที่ไม่ต้องเอาตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องให้วุ่นวาย ท่านจะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการก็ต่อเมื่อต้องลงนามในคำสั่งแต่ตั้งคณะกรรมการในฐานนะนายกรัฐมนตรีเท่านั้น</p>
<p>การประชุมวาระพิเศษนี้ เริ่มต้นด้วยการรายงานกิจการของประธานคณะกรรมการ กสช. 500 ให้ประธานที่ปรึกษาและคณะที่ปรึกษาได้ทราบ ซึ่งประธานคณะที่ปรึกษาจะต้องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีตามลำดับ จึงเป็นข้อดีอย่างยิ่งยวดที่กฎหมายกำหนดให้ประธานที่ปรึกษาเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ที่ต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ ในกรณีนี้ถึงแม้จะต่างตำแหน่งหน้าที่แต่เป็นคนๆเดียวกันจึงลดขั้นตอนลง ทำให้งานเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะ “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการ กสช.500 นั่งด้วยท่าทีผ่อนคลายบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ขนาบข้างด้วยท่านเลขาฯโกศลซึ่งนั่งอยู่ด้านซ้ายของท่านประธาน ทำหน้าที่เลขานุการในที่ประชุม ทางด้านขวาของท่านนายกรัฐมนตรีคือท่านศาสตราจารย์โกศล อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ซึ่งนอกจากจะเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของคณะกรรมการ กสช.500 แล้ว ยังเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้วย</p>
<p>“ขอบคุณคณะกรรมการ กสช. ทุกท่านและคณะที่ปรึกษาท่านที่มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกันในวันนี้ ก่อนอื่นผมขอแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่าบัดนี้ได้มีการจัดทำแผนงานใหม่คือ แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ โดยท่านประธาน กสช. จัดทำมาให้ผมเรียบร้อยแล้ว นับจากนี้ไปผมจะดำเนินการสั่งการแผนนี้ไปตามขั้นตอนปกติในฐานะของนายกรัฐมนตรี ผมมีเรื่องแจ้งให้ทราบเท่านี้ ต่อไปก็เชิญท่านเลขาฯ ดำเนินการตามวาระปกติ” ประธานที่ปรึกษาในฐานะประธานที่ประชุมสั่งการเลขาฯที่ประชุม</p>
<p>“วาระแรก การรายงานกิจการของคณะกรรมการในรอบเดือนที่ผ่านมา ขอเชิญท่านประธาน คณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ รายงานครับ” ท่านเลขาฯโกศลดำเนินการต่อ</p>
<p>ประธานคณะกรรมการ กสช. 500 ซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าท่านประธานในที่ประชุม ขยับแว่นตา อ่านรายงานบนเอกสารตรงหน้าช้าๆ</p>
<p>“เรียน ท่านประธานที่ปรึกษา กระผมขออนุญาตรายงานกิจการของคณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ ดังนี้</p>
<p>1. การออกใบอนุญาตในการตั้งสถานีโทรทัศน์ให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ในเดือนที่ผ่านมา จำนวน 500 ราย โดยผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิ์กู้เงินลุงทุนจากรัฐบาลได้เต็มจำนวน ให้มีการจัดทำเนื้อหารายการได้โดยเสรี และให้เก็บค่าบริการโดยเสรี ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตรา 1.5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้แก่รัฐปีละ 1 ครั้ง และอัตราภาษี 0.15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ด้วย ตามนโยบายการเปิดเสรีด้านการสื่อสารและการส่งเสียงของรัฐบาล</p>
<p>2. การออกใบอนุญาตการจัดตั้งสถานีวิทยุให้แก่นักลงทุนต่างชาติในเดือนที่ผ่านมา จำนวน 500 ราย โดยใช้เงื่อนไขเดียวกับข้อ 1</p>
<p>3. การออกใบอนุญาตในการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์และวิทยุให้นักลงทุนชาวโกศล เดือนนี้รวมแล้วจำนวน 25 ราย ต่ำกว่าข้อกำหนดในข้อตกลงการเปิดเสรีทางการสื่อสารและการส่งเสียง ภายใต้พันธะสัญญาขององค์การการสื่อสารและส่งเสียงนานาชาติ ซึ่งตามข้อตกลงนี้ ประเทศเรามีสิทธิออกใบอนุญาตให้นักลงทุนในประเทศ 35 รายต่อเดือน โดยนักลงทุนต้องหาแหล่งเงินทุนเอง และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมปีละ 15 เปอร์เซ็นต์ และภาษีอัตรา 5.1 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ให้แก่รัฐทุกๆเดือน</p>
<p>4. การจัดตั้ง องค์กรสร้างสรรค์เนื้อหาข่าวสารสำหรับสื่อ (กสส.) นั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับของ กสช. เช่นเดียวกับ องค์การสื่อสารเพื่อมวลมนุษย์แห่งประเทศโกศล (อสมก.) โดยกำหนดให้สื่อทุกประเภทใช้ข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการทำงานของรัฐบาล ที่จัดทำโดย คณะกรรมการ กสส. เพื่อให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปรากฏว่าสื่อต่างๆได้ใช้บริการข่าวสารของ กสส. ด้วยความพร้อมเพรียง โดยให้เหตุผลว่า มีความถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ประชาชนให้การยอมรับและเชื่อถือ รวมไปถึงมีความสะดวกแก่ผู้ประกอบการสื่อเป็นอย่างยิ่ง ทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดทำข่าวสาร จึงได้ร่วมลงนามเสนอมายังรัฐบาลผ่านคณะกรรมการ กสช. ว่า ควรจะเพิ่มเนื้อหาข่าวสารของราชการให้มากกว่านี้อีกอย่างน้อย 100 เปอร์เซ็นต์</p>
<p>5. ความต้องการงบประมาณประจำเดือนที่ผ่านมาและเดือนถัดไป</p>
<p>5.1 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากมีการจัดทำ แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ อย่างเร่งด่วน จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ตามปกติ ประกอบด้วยค่าจ้างล่วงเวลา 103 ล้านเหรียญ ค่าจัดทำเอกสารเพื่อแจกจ่ายประชาสัมพันธ์ 520 ล้านเหรียญ ค่าตอบแทนพิเศษหรือเบี้ยประชุมของคณะกรรมการนัดพิเศษเร่งด่วน 2,500 ล้านเหรียญ ค่าตอบแทนพิเศษหรือเบี้ยประชุมของคณะที่ปรึกษา 3,000 ล้านเหรียญ ค่าตอบแทนเพิ่มพิเศษแก่ประธานคณะกรรมการ 200 ล้านเหรียญ ค่าตอบแทนเพิ่มพิเศษแก่ประธานที่ปรึกษา 500 ล้านเหรียญ รวมทั้งสิ้น 6,823 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยกว่าประมาณการงบเกินประจำเดือนที่ตั้งไว้ให้เบิกจ่าย 10,000 ล้านเหรียญ จึงเหลืองบเกินประจำเดือน 3,177 ล้านเหรียญซึ่งต้องส่งไปที่กองคลังกลางของสำนักนายกรัฐมนตรีตามระเบียบต่อไป</p>
<p>5.2 เดือนถัดไป เนื่องจากต้องดำเนินงาน แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ จึงมีความต้องการงบประมาณในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างหลายประการ อาทิ การซื้อโฆษณาข่าวสารจากสื่อต่างๆ การจ้างพนักงานเพิ่มเติมซึ่งจำเป็นต้องใช้ชาวต่างชาติส่วนหนึ่งซึ่งจะทำให้ค่าจ้างสูงขึ้น เป็นต้น งบประมาณที่ตั้งไว้จึงเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาเป็นทั้งสิ้น 110,000 ล้านเหรียญ</p>
<p>ข้อสังเกตแนบท้ายของคณะกรรมการ เนื่องจากการดำเนินงานตามแผนงานนี้ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เมื่อแผนงานเดินหน้าเต็มที่ในเดือนถัดจากเดือนถัดไป คณะกรรมการประมาณการไว้เดือนละ 110,000-1,000,000 ล้านเหรียญในปีแรกของแผน 5 ปี อัตราขยายตัวปีต่อๆไป 10-15 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเพื่อการประหยัดงบประมาณโดยให้บริษัทเอกชนรับจ้างดำเนินงานแบบเหมาจ่ายเป็นปีต่อปี ซึ่งเป็นการจัดจ้างแบบพิเศษ แทนการประมูลเป็นแต่ละชนิดของงานตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป</p>
<p>“จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบในข้อ 1-4 และโปรดอนุมัติในข้อ 5 ครับกระผม” ประธานคณะกรรมการจบรายงาน</p>
<p>“เอาล่ะ ขอบคุณมาก ท่านประธาน” ท่านนายกรัฐมนตรีในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการ กสช. เอ่ยขึ้นเมื่อฟังรายงานจบลง “ผมตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอัตราค่าธรรมเนียมและภาษีของข้อ 3 นั้น ค่อนข้างสูง มีทางจะลดลงได้ไหม คณะกรรมการไปลองดู และจำนวนใบอนุญาตข้อ3 ก็สูงไปเช่นกัน ที่จริงแล้วพวกเราไม่จำเป็นต้องลงทุนเองให้มากหรอก ให้ต่างชาติมาลงทุนดีกว่า แค่ 50-100 ปี ก็หมดสัญญา เมื่อหมดสัญญาแล้ว สถานีต่างๆเหล่านี้ก็ต้องเป็นของเรา ถึงตอนนั้นเราก็ได้ของมาใช้ฟรีๆ ส่วนการดำเนินงานของ กสส. นั้นดีมาก จะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเป็น One Stop Service ซึ่งเป็นหลักสำคัญหนึ่งของ คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ ส่วนข้อ 5.1 ก็ให้เป็นไปตามนั้น แต่ข้อ 5.2 ผมดูแล้วตัวเลขค่าใช้จ่ายจะน้อยไปรึเปล่า ดูแน่นอนรึยัง”</p>
<p>“ครับท่านประธานที่ปรึกษา ตัวเลขนี้ เผื่อไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ครับ” ประธานคณะกรรมการ กสช. ตอบ</p>
<p>“ถ้าอย่างนั้น เพื่อป้องกันความยุ่งยากและให้เหมาะสมกับนโยบาย คิดใหญ่ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ ของรัฐบาล ผมในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการขอเสนอให้เพิ่มงบในข้อ 5.2 เป็น 150,000 ล้านเหรียญ ให้ประธาน กสช. ทำเรื่องไปที่สำนักนายกฯ เพื่อนายกรัฐมนตรีจะได้ส่งเรื่องไปให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจตั้งเรื่องเพิ่มงบเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทันในคราวหน้า ครม. จะได้อนุมัติทันเวลา รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลจ่ายเงินให้คณะกรรมการอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา”</p>
<p>“ครับท่าน”</p>
<p>“ส่วนเรื่องการจ้างงานแบบเหมาจ่ายนั้น ผมเห็นชอบตามนั้น ท่านประธานคิดว่าจะมีบริษัทในประเทศกี่รายที่มีศักยภาพที่จะทำได้”</p>
<p>“เท่าที่ตรวจสอบแล้ว ก็มีบริษัท Advanced Information System หรือ เอไอเอส เป็นบริษัทใหญ่ใหญ่ที่สุด อีกบริษัทหนึ่งรองลงไปก็ Technology Expert Group หรือ เท็ก นอกจากนี้ก็มีบริษัทขนาดกลางๆถึงเล็กครับ”</p>
<p>“ระเบียบการจ้างงานแบบเหมาจ่ายนี่ มีว่ายังไงบ้าง มีใครจะให้คำตอบได้”</p>
<p>“ต้องเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยชาวโกศล 100 เปอร์เซ็นต์ครับ” มีคนตอบทันทีซึ่งก็คือหนึ่งในคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย “ทุนจดทะเบียนต้องไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านล้านเหรียญ”</p>
<p>“1,000 ล้านเหรียญ หรือ 1,000 ล้านล้านเหรียญ เอาให้ชัด” ท่านประธานที่ปรึกษาถามย้ำ</p>
<p>“หนึ่ง พัน ล้าน ล้าน ครับท่าน” เสียงเดิมตอบ</p>
<p>“หนึ่ง พัน ล้าน ล้าน เข้าใจล่ะ” ท่านประธานที่ปรึกษาทวนตัวเลข “แล้วสองบริษัทที่ว่านี่น่ะ ทุนจดทะเบียนเท่าไรกัน”</p>
<p>“บริษัท เอไอเอส ทุน 1,700 ล้านล้านครับท่าน” ประธานคณะกรรมการตอบทันทีเพราะตัวเลขนี้อยู่ในสมองของท่านแล้ว “ส่วนเท็กนั้นทุนจดทะเบียน 1,350 ล้านล้านครับ”</p>
<p>“ทุนจดทะเบียนผ่านทั้งคู่ แล้วข้ออื่นมีอะไรอีกไหม”</p>
<p>“gท็กมีชาวต่างชาติร่วมทุนด้วยครับ” ประธานคณะกรรมการ กสช. ตอบ</p>
<p>“ก็ขาดคุณสมบัติน่ะสิ” ท่านประธานที่ปรึกษาสรุป “เหลือเอไอเอสที่เดียว”</p>
<p>“ถ้าจะต้องจัดจ้างแบบเหมาจ่ายก็ต้องให้เอไอเอสทำ ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ต้องจ่ายงบตามปกติซึ่งสูงไป ทีนี้ถ้าให้เอไอเอสทำจะมีปัญหาไหม ประธาน กสช. เป็นประธาน เอไอเอส เจ้าของเอไอเอสเป็นภรรยาประธานที่ปรึกษา ประธานที่ปรึกษาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แบบนี้ต้องส่งสรรพศาลวินิจฉัยให้ตีความไหม” ท่านประธานที่ปรึกษาปรารภ</p>
<p>“เพื่อความชัดเจนควรให้ศาลสรรพวินิจฉัยดูก่อนก็น่าจะดีครับท่าน” เป็นเสียงของประธานคณะกรรมการ กสช. “ถ้าท่านส่งให้วินิจฉัยก่อนประชาชนก็จะสนับสนุนท่านยิ่งขึ้น ไม่ว่าผลวินิจฉัยจะออกมาเช่นไร เพราะท่านได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”</p>
<p>“ขอบคุณมากท่านประธาน” ท่านประธานที่ปรึกษาพูดกับ ประธาน กสช. “เอาละ ผมจะส่งให้สรรพศาลวินิจฉัยตีความก่อน 2 ประเด็นคือ 1.) ถ้าให้บริษัทเอไอเอสรับงานแบบเหมาจ่ายเพื่อประหยัดเงินของชาติจะได้หรือไม่ในขณะที่ประธานบริษัทเป็นประธานคณะกรรมการ กสช. 2) เจ้าของบริษัทเป็นภรรยาของนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการจะผิดหรือไม่ เมื่อได้คำวินิจฉัยแล้วจะได้ดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป มีใครเห็นเป็นอย่างอื่นบ้าง”</p>
<p>ท่านประธานที่ปรึกษาในฐานะประธานในที่ประชุมถามความเห็นของคณะกรรมการ ปรากฏว่า ไม่มีใครมีความเห็นอื่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการประชุม ดังนั้น ท่านประธานจึงพูดต่อ</p>
<p>“มีงานที่จะต้องดำเนินการตาม แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลสรรพวินิจฉัย นั่นคือ การแถลงข่าวของผมในเรื่องท่าอวกาศยาน ซึ่งต่อไปนี้ ผมจะรวมการแถลงของผมในเรื่องต่างๆเข้าเป็นวาระเดียวกันในคราวเดียว สัปดาห์ละครั้ง โดยถ่ายทอดผ่านสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐบาลไปทั่วประเทศ ให้ กสส. สรุปเนื้อหาแจกจ่ายให้สื่อมวลชนอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสะดวกและประหยัดแก่สื่อมวลชนอย่างที่ ประธาน กสช. ได้รายงานไว้ในตอนต้น ผมจะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นปฐมเลย ใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่นบ้าง”</p>
<p>ปรากฏว่า ไม่มีใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ซึ่งตามระเบียบถือว่า เป็นมติเอกฉันท์ของที่ประชุม</p>
<p>“ดีมาก ถ้าอย่างนั้น วันนี้ผมจะต้องพูดเรื่องท่าอวกาศยานเพิ่มเติมในการแถลงต่อประชาชน ผมจะพูดถึงแผนงานการสื่อสารของท่าอวกาศยานด้วย ว่ากำลังให้ศาลสรรพวินิจฉัยดูเรื่องการจัดจ้างแบบเหมาจ่ายว่าทำได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้ฝ่ายคัดค้านในสภาผู้แทนและวุฒิสภาโจมตีได้ ประชาชนจะได้เข้าใจว่าผมยึดถือประชาธิปไตยและความถูกต้องที่สุด ใครมีความเห็นว่าอย่างไร”</p>
<p>“ที่จริงเรื่องประชาชนนั้น ท่านไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ” ประธานคณะกรรมการ กสช. ออกความเห็น “เพราะประชาชนไม่เคยสงสัยท่านอยู่แล้ว ที่ท่านทำอย่างนี้ยิ่งจะเป็นการยืนยันหนักแน่นขึ้นอีกว่า ท่านยึดถือความถูกต้อง โปร่งใส และมั่นใจได้ว่าเขาจะมีความอยู่ดีกินดียิ่งขึ้น ประชาชนมีแต่จะมอบหมายให้ท่านทำงานต่อไปอีกเรื่อยๆ”</p>
<p>ท่านประธานยิ้มด้วยความภาคภูมิใจและพอใจ ท่านมองสำรวจดูคณะกรรมการ กสช. ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า เห็นสีหน้าท่าทางอันเต็มไปด้วยแววแห่งความชื่นชมยินดีของคณะกรรมการ ท่านประธานในที่ประชุมยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มเป็นทวีคูณ</p>
<p>“ใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่นอีกบ้าง” ท่านประธานที่ปรึกษาถามความเห็นอีก แต่ไม่มีใครมีความเห็นเพิ่มเติมจากที่ท่านศาสตราจารย์ได้แสดงไว้</p>
<p>“เมื่อไม่มีใครมีความเห็นผมก็ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง และผมยินดีที่จะเรียนให้ทราบเหมือนทุกครั้งว่า เบี้ยประชุมของแต่ละท่านจำนวน 100 ล้านเหรียญซึ่งคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนตามระเบียบการจ่ายค่าตอบแทนนั้นได้โอนเข้าบัญชีของทุกท่านเรียบร้อยแล้วหลังจากที่ท่านลงชื่อเข้าร่วมประชุม ผมจึงขอปิดประชุมเพียงเท่านี้”</p>
<p>เมื่อท่านประธานที่ประชุมพูดจบ เสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมประชุมดังกึกก้องขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มด้วยความพอใจ บรรดาคณะกรรมการ กสช. ทั้ง 500 ต่างหันไปจับมือกันด้วยความยินดีที่การประชุมจบลงด้วยความเรียบร้อย ทุกคนต่างพอใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ชาติ ภายใต้การนำของท่านประธานที่ปรึกษาซึ่งเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ที่คอยชี้ทางอันถูกต้องและเป็นผู้นำพาไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในฐานะผู้นำของคณะกรรมการ กสช. 500 และรวมถึงคณะกรรมการอื่นๆที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่ง “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ได้นั่งเป็นประธานที่ปรึกษานำพาไปสู่ความสำเร็จในการทำงานโดยเท่าเทียมกัน.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-9/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๕)</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-8</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-8#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 20:01:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยาย นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก ตอนที่ 4]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=121</guid>
		<description><![CDATA[ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศล เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้นำทั่วโลกที่ได้พบปะกับท่านว่า ท่านเป็นผู้นำที่มีปากตรงกับใจที่สุด การเจรจาใดๆกับท่านนายกรัฐมนตรีโกศล หากมัวแต่อ้อมค้อม ยกอาณานิคมทั้งหมดในอวกาศมาหว่านล้อม เป็นต้องโดนท่านสอนมวยให้แน่ หรือหากใครจะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของท่านหรือประเทศของท่าน หากไม่ตรงกับความเป็นจริง ท่านต้องโต้ตอบอย่างทันควันและอย่างสมน้ำสมเนื้อ ไม่ว่าผู้พูดจะอยู่ในฐานะอะไร เป็นผู้นำของชาติหรือองค์กรระหว่างประเทศก็ตาม

เรื่องราวการตอบโต้ฟาดฟันด้วยคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีโกศลนั้น มีมาตั้งแต่สมัยท่านยังไม่ได้เป็นผู้นำแต่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว เมื่อได้เป็นผู้นำของประเทศโกศล สาธารณชนทั้งในประเทศและในโลกต่างจับจ้องมาที่ท่าน ในฐานะหนึ่งในประเทศมหาอำนาจ ท่านจะพูดอะไร จะทำอะไรจึงมักเป็นข่าวฮือฮาเสมอ
ประชาชนชาวโกศลยังจดจำได้เมื่อครั้งที่ท่านขึ้นเป็นผู้นำสมัยแรก องค์การสหประชาชาติเพื่อกิจการอาณานิคมในอวกาศ ( United Nations Organization of Space Colonails—UNOSC) หรือ ยูโนสซ์ ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและประเทศโกศลว่า การที่ไม่สนใจสร้างนิคมในอวกาศเหมือนประเทศอื่นๆ ทั้งๆที่โกศลก็เป็นประเทศมหาอำนาจและร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งนั้น จะทำให้ชาวโกศลสูญเสียประโยชน์มหาศาลในการด้านการค้าขาย การให้เช่าหรือซื้อพื้นที่บนอาณานิคม และอาจกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ เมื่อได้ยินเช่นนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลตอบโต้เลขาธิการใหญ่ยูโนสซ์ทันทีว่า การพูดเช่นนี้เป็นการดูหมิ่นประเทศและประชาชนชาวโกศลอย่างยิ่ง
“ผมขอให้พ่อแม่พี่น้องชาวโกศลอย่าได้สนใจคำพูดไร้สาระเช่นนั้น&#8230;” ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศผ่านสื่อทุกชนิดจากทำเนียบรัฐบาลด้วยน้ำเสียงแกร่งกร้าว “ยูโนสซ์ไม่ใช่พ่อของเราที่จะสั่งให้ทำโน่น ทำนี่ ยูโนสซ์เองก็มีปัญหาของตนอยู่แล้ว ประเทศสมาชิกหลายประเทศเขาก็เบื่อหน่ายเต็มที ประเทศเราก็เป็นสมาชิก ชำระค่าสมาชิกปีละกว่า 8 แสนล้านเหรียญเพื่อให้ยูโนสซ์นำไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเราก็ติดใจสงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะเกิดประโยชน์อะไรมากน้อยในการเป็นสมาชิกยูโนสซ์ ผมจึงฝากไปถึงเลขาธิการยูโนสซ์ว่า ให้จัดการเรื่องในบ้านตัวเองก่อนที่จะมาแนะนำคนอื่น ส่วนเรื่องอขงชาวโกศลนั้น เรามีปัญญาจัดการเองได้”
เมื่อโดนเข้าไม้นี้ เลขาธิการยูโนสซ์ต้องสงบปากสงบคำ เพราะเกรงว่าประเทศโกศลอาจงดชำระค่าสมาชิก ซึ่งปีหนึ่งก็หลายแสนล้านเหรียญอันเป็นเงินก้อนใหญ่ในไม่กี่ก้อนที่ยูโนสซ์ได้รับทุกปี ตั้งแต่นั้นมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok05.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-123" style="margin: 10px 30px; border: 0px;" title="nayok05" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok05.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok05.jpg"></a>ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลแห่งประเทศโกศล เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้นำทั่วโลกที่ได้พบปะกับท่านว่า ท่านเป็นผู้นำที่มีปากตรงกับใจที่สุด การเจรจาใดๆกับท่านนายกรัฐมนตรีโกศล หากมัวแต่อ้อมค้อม ยกอาณานิคมทั้งหมดในอวกาศมาหว่านล้อม เป็นต้องโดนท่านสอนมวยให้แน่ หรือหากใครจะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของท่านหรือประเทศของท่าน หากไม่ตรงกับความเป็นจริง ท่านต้องโต้ตอบอย่างทันควันและอย่างสมน้ำสมเนื้อ ไม่ว่าผู้พูดจะอยู่ในฐานะอะไร เป็นผู้นำของชาติหรือองค์กรระหว่างประเทศก็ตาม<br />
<span id="more-121"></span><br />
เรื่องราวการตอบโต้ฟาดฟันด้วยคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีโกศลนั้น มีมาตั้งแต่สมัยท่านยังไม่ได้เป็นผู้นำแต่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว เมื่อได้เป็นผู้นำของประเทศโกศล สาธารณชนทั้งในประเทศและในโลกต่างจับจ้องมาที่ท่าน ในฐานะหนึ่งในประเทศมหาอำนาจ ท่านจะพูดอะไร จะทำอะไรจึงมักเป็นข่าวฮือฮาเสมอ</p>
<p>ประชาชนชาวโกศลยังจดจำได้เมื่อครั้งที่ท่านขึ้นเป็นผู้นำสมัยแรก องค์การสหประชาชาติเพื่อกิจการอาณานิคมในอวกาศ ( United Nations Organization of Space Colonails—UNOSC) หรือ ยูโนสซ์ ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและประเทศโกศลว่า การที่ไม่สนใจสร้างนิคมในอวกาศเหมือนประเทศอื่นๆ ทั้งๆที่โกศลก็เป็นประเทศมหาอำนาจและร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งนั้น จะทำให้ชาวโกศลสูญเสียประโยชน์มหาศาลในการด้านการค้าขาย การให้เช่าหรือซื้อพื้นที่บนอาณานิคม และอาจกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ เมื่อได้ยินเช่นนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลตอบโต้เลขาธิการใหญ่ยูโนสซ์ทันทีว่า การพูดเช่นนี้เป็นการดูหมิ่นประเทศและประชาชนชาวโกศลอย่างยิ่ง</p>
<p>“ผมขอให้พ่อแม่พี่น้องชาวโกศลอย่าได้สนใจคำพูดไร้สาระเช่นนั้น&#8230;” ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศผ่านสื่อทุกชนิดจากทำเนียบรัฐบาลด้วยน้ำเสียงแกร่งกร้าว “ยูโนสซ์ไม่ใช่พ่อของเราที่จะสั่งให้ทำโน่น ทำนี่ ยูโนสซ์เองก็มีปัญหาของตนอยู่แล้ว ประเทศสมาชิกหลายประเทศเขาก็เบื่อหน่ายเต็มที ประเทศเราก็เป็นสมาชิก ชำระค่าสมาชิกปีละกว่า 8 แสนล้านเหรียญเพื่อให้ยูโนสซ์นำไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเราก็ติดใจสงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะเกิดประโยชน์อะไรมากน้อยในการเป็นสมาชิกยูโนสซ์ ผมจึงฝากไปถึงเลขาธิการยูโนสซ์ว่า ให้จัดการเรื่องในบ้านตัวเองก่อนที่จะมาแนะนำคนอื่น ส่วนเรื่องอขงชาวโกศลนั้น เรามีปัญญาจัดการเองได้”</p>
<p>เมื่อโดนเข้าไม้นี้ เลขาธิการยูโนสซ์ต้องสงบปากสงบคำ เพราะเกรงว่าประเทศโกศลอาจงดชำระค่าสมาชิก ซึ่งปีหนึ่งก็หลายแสนล้านเหรียญอันเป็นเงินก้อนใหญ่ในไม่กี่ก้อนที่ยูโนสซ์ได้รับทุกปี ตั้งแต่นั้นมา ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลจึงถูกสังคมโลกจับตามองยิ่งขึ้น ว่าจะมีบทบาทอย่างไรในเวทีโลก</p>
<p>ด้วยคำพูดของเลขาธิการยูโนสต์นั่นเอง ที่ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลดำเนินนโยบาย คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ ของท่านอย่างเต็มรูปแบบ ท่านตัดสินใจทำสิ่งที่โลกไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ ท่าบริการอวกาศยานที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก โดยกำหนดเวลาก่อสร้างไว้ 15 ปี ใช้งบประมาณก่อสร้างมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยก่อสร้างโครงการใดๆขึ้นบนโลก</p>
<p>“นี่จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า ถึงแม้ประเทศโกศลจะไม่มีนิคมในอวกาศ แต่ก็จะเป็นผู้ควบคุมกิจการอวกาศได้ในที่สุด” ท่านประกาศในวันเปิดตัวโครงการ “อีก 15 ปีต่อจากนี้ ไม่เพียงแต่ยูโนสซ์เท่านั้น แต่ทุกประเทศ ทุกอาณานิคมในอวกาศจะได้รู้ว่า ประเทศโกศลเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศอย่างแท้จริง”</p>
<p>ผู้นำทั่วโลกต่างยอมรับโดยไม่อายว่า ไม่มีใครกล้าที่จะคิดใหญ่ ทำใหญ่จนเข้าข่ายบ้าบิ่นเหมือนนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศลอีกแล้ว</p>
<p>นโยบายคิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ มีพื้นฐานสำคัญอยู่ที่การ “ใช้เงินต่อเงิน” ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีศึกษาจากประสบการณ์ 2 ทางคือ หนึ่ง ประสบการณ์จากอดีตซึ่งเป็นประสบการณ์ของวีรบุรุษในดวงใจของท่าน คือ ท่านทักษิณอดีตนายกรัฐมนตรีประเทศเล็กประเทศหนึ่งในอดีตไกลโพ้น ท่านนายกรัฐมนตรีบอกใครต่อใครว่า นโยบาย คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ ของท่านนี้ ได้แบบอย่างมาจากความสำเร็จของท่านทักษิณ ซึ่งท่านายกรัฐมนตรีโกศลนั้นนับเป็นผู้ศึกษาเรื่องของท่านทักษิณอย่างลึกซึ้งที่สุดจากหลักฐานเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน จนรู้อย่างทะลุปรุโปร่งในเรื่องท่านทักษิณ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลสนใจมากก็คือ ท่านทักษิณได้พัฒนาประเทศของท่านด้วยการใช้เงินต่อเงิน โดยทุ่มเงินสร้างโครงการใหญ่ๆซึ่งสมัยโน้นเรียกว่า “Mega Project” ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในเรื่องค่าจ้างแรงงานทั้งจากโครงการนั้นโดยตรงและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างมหาศาลแล้ว เมื่อสร้างเสร็จก็จะมีรายได้จากค่าใช้บริการตามชนิดของโครงการนั้นๆ ขณะเดียวกันก็จัดสรรเงินงบประมาณส่วนหนึ่งให้ประชาชนในประเทศกู้ยืมไปลงทุนและใช้จ่าย คนที่มีหนี้สินก็เอาไปใช้หนี้ คนที่ไม่มีหนี้ก็เอาไปลงทุน คนที่ไม่มีหนี้และไม่ได้ลงทุนก็เอาไปใช้จ่ายตามความจำเป็น นโยบายอีกอย่างหนึ่งของท่านทักษิณก็คือ การเปิดให้นักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในกิจการต่างๆแทนนักลงทุนในประเทศ โดยนักทุนต่างชาติได้รับเงื่อนไขดีๆจึงทำให้เข้ามาลงทุนมาก นำเงินมาใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ประชาชนประเทศของท่านจึงไม่ต้องทำอะไรมาก แค่การเป็นลูกจ้างของบริษัทต่างชาติอย่างเดียวก็พอแล้ว รัฐบาลก็ได้เงินค่าธรรมเนียมและภาษีจากบริษัทต่างชาติเหล่านั้น นานเข้าประชาชนประเทศของท่านก็ไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะต่างชาติทำให้หมด เมื่อพ้นสมัยของท่านทักษิณไปแล้วไม่นานเท่าใด แม้แต่การบริหารประเทศคนในประเทศก็แทบไม่ต้องทำ เพราะเปิดให้ชาวต่างชาติได้สัมปทานการบริหารจัดการประเทศในรูปบริษัท ใครให้ค่าตอบแทนมากกว่าก็รับไปบริหาร รัฐบาลมีหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมจากการสัมปทานบริหารประเทศของชาวต่างชาติและคอยอำนวยความสะดวกให้ ต่อจากนั้นอีกประมาณ 100 ปีเศษๆ ประชาชนประเทศท่านก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อประเทศอีกต่อไป เพราะกลมกลืนกับชาวต่างชาติหมดแล้ว จากประเทศก็กลายเป็นดินแดนกึ่งประเทศกึ่งบริษัทที่บริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการ ประเทศต่างๆทั่วโลกผลัดเปลี่ยนกันเข้าสัมปทานบริหาร ผ่านมา 400 กว่าปีบัดนี้ดินแดนที่เคยเป็นประเทศนั้นไม่ปรากฏว่าตั้งอยู่ ณ ที่ใด เพราะประชาชนทั้งหลายเลือกที่จะไปอยู่ที่ใดก็ได้ เหลือเฉพาะชื่อของท่านทักษิณที่สร้างปรากฏการณ์เช่นนั้นได้เพียงผู้เดียว และหลักการทักษิณที่นำมาปรับใช้กับประเทศโกศลจนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้</p>
<p>“ถึงแม้ประชาชนต้องการ แต่ประเทศโกศลของเรายังคงใช้เวลาอีกนาน กว่าจะก้าวไปถึงจุดที่ให้สัมปทานการบริหาร” ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลประกาศในการหาเสียงเลือกตั้งทุกครั้ง “ยังดีที่ประชาชนชาวโกศลยังรักที่จะเป็นประเทศโกศลอยู่ ตอนนี้เราต้องสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง ผมจึงอยากจะสืบต่องานที่ได้วางไว้ ดังนั้น ขอให้ผมได้ดำเนินงานวางพื้นฐานให้แก่ประเทศชาติต่อไป เมื่อสำเร็จแล้วก็ไม่ต้องเลือกผมอีก”</p>
<p>ประชาชนชาวโกศลตอบสนองความต้องการของท่านนายกรัฐมนตรีโกศล โดยเลือกท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกโดยพร้อมเพรียงกัน</p>
<p>ประสบการณ์ทางที่สองของท่านก็คือประสบการณ์การทำธุรกิจของครอบครัวภรรยาท่าน ที่ขยายตัวเติบโตไปถึงระดับโลก มีบริษัทในเครือดำเนินธุรกิจการค้าการลงทุนแขนงต่างๆนับร้อยบริษัท เพียงแค่บริษัทเอไอเอส เพียงบริษัทเดียวก็มีทุนจดทะเบียนเกือบ 2 พันล้านล้านเหรียญ มีสินทรัพย์นับแสนล้านล้านเหรียญ ซึ่งนับเป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก ท่านนายกรัฐมนตรีจึงอาศัยประสบการณ์จากครอบครัวภรรยาท่านนำมาปรับใช้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะบิดาของภรรยาท่านและภรรยาท่านนั้น ให้คำปรึกษาอันเป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันนี้ ภรรยาของท่านก็มาช่วยทำงานโดยไม่รับค่าตอบแทนใดๆ ดังที่ประชาชนชาวโกศลทราบกันดี</p>
<p>การใช้ “เงินต่อเงิน” ของท่านนายกรัฐมนตรีโกศล ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนต่างมีความสุขกับการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองที่รัฐบาลมอบให้ สิทธิในการกู้ยืมเงินโดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยและไม่มีระยะเวลาบังคับส่งคืน สิทธิในการรักษาพยาบาลโดยจ่ายแค่ 13 เหรียญเท่านั้น สิทธิในการเรียนฟรีของลูกหลาน สิทธิในการได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นปีละ 200-300 เปอร์เซ็นต์ สิทธิในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย สิทธิในการรับข่าวสารเรื่องนโยบายรัฐบาลโดยเท่าเทียมกันฯลฯ อีกมากมายแทบนับไม่ถ้วน</p>
<p>งบประมาณจำนวนมากมายที่รัฐบาลทุ่มเทเพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีแก่ประชาชนและสร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้านั้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้ประชาชนทราบอยู่เสมอว่า ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่จะมาคิดเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีคิดให้ทำให้ทุกอย่างแล้ว</p>
<p>“ท่านควรคิดหาทางใช้เงินในกระเป๋าของท่านจะดีกว่า อย่าให้เงินมันนอนอยู่เฉยๆมากเกินไป เรื่องเงินงบประมาณในการบริหารประเทศและสร้างรายได้ให้ท่านนั้น ผมมีหน้าที่คิดและหามา จะได้มาจากไหน เท่าไร ทำอะไร ประชาชนไม่ต้องคิดเรื่องนี้” ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศผ่านสื่อทุกครั้งที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี “ประชาชนของประเทศโกศลมีหน้าที่ใช้เงินเป็นหลัก”</p>
<p>ท่านผู้นำจะพูดอะไรประชาชนเชื่อฟังเสมอ เพราะท่านผู้นำทำในสิ่งที่พูด พูดในสิ่งที่ทำมาตลอด ดังนั้น ประชาชนจึงเชื่อในสิ่งที่ผู้นำพูด ทำในสิ่งที่ผู้นำบอกจนเคยชิน จะมีก็เพียงแต่ฝ่ายคัดค้านที่มีจำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้น ที่คอยตั้งข้อสังเกตในเชิงคัดค้าน หรือวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงไม่เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรี แต่เป็นเสียงที่แผ่วเบามากเหลือเกินในการรับรู้ของประชาชนชาวโกศล เพราะนับตั้งแต่ศาสตราจารย์โกศลอธิการบดีมหาวิทยาลัยโกศลยืนเคียงข้างท่านนายกรัฐมนตรี เสียงจากฝ่ายคัดค้านก็ค่อยๆเบาลงจนประชาชนรู้แต่เพียงว่ามีฝ่ายคัดค้าน แต่ไม่สนใจที่จะฟังหรือจดจำว่าฝ่ายคัดค้านพูดอะไรและทำอะไรบ้าง ท่านนายกรัฐมนตรีเสียอีกที่ยังเอาใจใส่ เพราะท่านบอกว่าท่านเคารพประชาธิปไตย ในระบบประชาธิปไตยต้องมีฝ่ายคัดค้านคอยตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งท่านศาสตราจารย์ก็เห็นด้วย จึงให้มีฝ่ายคัดค้านอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ทำหน้าที่อย่างสมเกียรติ</p>
<p>เมื่อมีฝ่ายคัดค้าน ท่านนายกรัฐมนตรีจึงต้องทำงานอย่างระมัดระวังขึ้น แม้ฝ่ายคัดค้านจะเป็นเสียงส่วนน้อย อันเป็นครรลองของระบบประชาธิปไตย แต่รัฐบาลก็ต้องรับฟัง</p>
<p>“เสียงของฝ่ายคัดค้านก็เป็นเสียงของประชาชน” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเสมอๆ “เขาพูดอะไร ค้านอะไรก็ต้องฟัง ต้องตรวจสอบ ผมอาจจะพูดตรงๆ พูดแข็งๆกับคนอื่น แต่สำหรับฝ่ายค้านแล้ว ผมต้องฟังเขา ประเทศของเราเจริญมาได้ขนาดนี้ก็เพราะประชาธิปไตยที่ฝ่ายคัดค้านคอยตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล”</p>
<p>ดังนั้น เมื่อฝ่ายคัดค้านพูดอะไร ค้านอะไร ท่านนายกรัฐมนตรีจะฟังเสมอ ซึ่งผิดกับบุคลิกโผงผาง ตรงไปตรงมาของท่าน เมื่อมีข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ท่านจึงส่งให้ศาลสรรพวินิจฉัยตีความเสมอ เพราะเป็นหน่วยงานอิสระที่มีความเป็นกลาง และท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในความเป็นกลางของสรรพศาลวินิจฉัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการแต่งตั้งท่านศาสตราจารย์อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศลเป็นประธานที่ปรึกษาศาลสรรพวินิจฉัย ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งประเทศโกศลกำหนดให้ประธานที่ปรึกษาของคณะกรรมการองค์กรอิสระต่างๆมีอำนาจในการสั่งการในคณะกรรมการนั้นๆ โดยที่ประธานคณะกรรมการองค์กรอิสระมีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยงานต่างๆเพียงอย่างเดียวอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแบกภาระด้านการบริหารองค์กร เหตุผลที่แต่งตั้งท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติเป็นประธานที่ปรึกษาศาลสรรพวินิจฉัยนั้น เพราะท่านไม่ได้มีตำแหน่งใดๆในรัฐบาล ดังนั้น จึงสามารถดำรงความเป็นกลางตามหลักการได้ ไม่เอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งคำวินิจฉัยที่ปรากฏแก่สาธารณชนก็ยืนยันได้อย่างชัดเจนโดยมีข้อกฎหมายรองรับทุกเรื่อง</p>
<p>หากไม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ยอมเสียเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกเว้นเฉพาะตำแหน่งประธานที่ปรึกษาศาลสรรพวินิจฉัยเท่านั้นที่ไม่ต้องให้ “ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” เป็นประธานที่ปรึกษา ซึ่งในข้อนี้ ท่านได้รับคำยกย่องนับถือจากชาวโกศลเป็นอย่างยิ่ง ว่ามีจิตวิญญาณประชาธิปไตยและรักความถูกต้องอย่างล้ำเลิศ</p>
<p>การดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาศาลสรรพวินิจฉัยของท่านศาสตรารย์โกศลอธิการบดีมหาวิทยาลัยโกศลก็เป็นการเลือกบุคคลที่เหมาะสมยิ่ง เป็นการยืนยันหลักการ “Put the Right Man on the Right Job” ของท่านนายกรัฐมนตรีโกศลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งท่านจะย้ำแนวคิดการเลือกคนให้ถูกกับงานนี้เสมอ โดยท่านศาสตราจารย์ที่มีความฉลาดระดับเดียวกันกับท่านนายกรัฐมนตรี มีความรอบรู้ศาสตร์ทุกแขนง ได้รับการยอมรับจากทุกๆฝ่าย ย่อมเหมาะสมทุกประการกับตำแหน่งอันสำคัญนี้</p>
<p>การวินิจฉัยข้อกฎหมายล่าสุดที่ศาลสรรพวินิจฉัยต้องทำให้เสร็จโดยเร็วก็คือ กรณีที่รัฐบาลจะต้องจัดจ้างบริษัทเอกชนให้ดำเนินงานตาม แผนงานการสื่อสารในกิจการท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ ที่มีมูลค่าสูงนับแสนล้านเหรียญต่อเดือนในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ประเด็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีส่งให้ศาลสรรพวินิจฉัยพิจารณาโดยยังไม่มีเสียงท้วงติงจากฝ่ายค้านคือ</p>
<p>1. กรณีการให้บริษัทระบบสื่อสารก้าวหน้าหรือเอไอเอสซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่เข้าเงื่อนไขการจ้างงานลักษณะนี้รับงานไปทำเพื่อประหยัดเงินของชาติในขณะที่ประธานบริษัทเป็นประธานคณะกรรมการ กสช. ที่เป็นเจ้าของโครงการ จะได้หรือไม่</p>
<p>2. กรณีเจ้าของบริษัทระบบสื่อสารก้าวหน้า หรือ เอไอเอสเป็นภรรยาของนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการจะผิดหรือไม่หากบริษัทฯได้รับงานนี้</p>
<p>ท่านศาสตราจารย์โกศลในฐานะประธานที่ปรึกษาซึ่งมีอำนาจสั่งการศาลสรรพวินิจฉัย ได้สั่งให้ประธานคณะกรรมการศาลสรรพวินิจฉัยเข้าหารือเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อแจ้งให้ดำเนินการศึกษาโดยเร็ว สถานที่หารือคือที่ทำงานของท่านศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล</p>
<p>ท่านประธานศาลสรรพวินิจฉัยซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นโกศลในภายหลังเช่นกัน เข้าพบท่านศาสตราจารย์โกศลตามคำสั่งตรงตามเวลา ท่านศาสตราจารย์ได้มอบหนังสือหารือจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้แก่ประธานศาลสรรพวินิจฉัย</p>
<p>“เท่าที่ผมจำได้ ทั้ง 2 ประเด็นน่าจะทำได้หมด มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ทำได้ หรือถ้าไม่กำหนดห้ามไว้ก็ทำได้ เว้นแต่ถ้ากำหนดห้ามไว้จึงจะทำไม่ได้” ท่านศาสตราจารย์ให้ข้อคิดเห็นแก่ประธานกรรมการศาลสรรพวินิจฉัย ซึ่งหากท่านประธานที่ปรึกษาได้ให้ข้อคิดเห็นเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าต้องทำให้ได้ “แต่อย่างว่าล่ะ ผมไม่เชี่ยวชาญกฎหมาย คุณต้องไปดูให้ชัดเจน”</p>
<p>“ได้ครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านศาสตราจารย์อีกคนหนึ่งรับคำ “ถ้าอาจารย์บอกว่าทำได้ผมก็ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น”</p>
<p>“แต่ต้องดูให้ดีๆ อย่าให้พลาด ถึงฝ่ายคัดค้านทำอะไรไม่ได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็อยากให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สุด ถ้ามีข้อขัดข้อง ติดขัดในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญก็รีบบอกผม จะได้เรียนท่านนายกฯแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ทาง สส. และ สว. เขาก็พร้อมอยู่แล้ว เรียกประชุมได้ตลอดเวลา เพราะทุกคนพร้อมทำตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีวางหลักการไว้ว่า เราต้องยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องดีกว่าให้รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติแล้วเราไปละเมิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นการไม่เคารพและทำลายหลักการประชาธิปไตย”</p>
<p>“ครับท่านอาจารย์”</p>
<p>“ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องท่าบริการอวกาศยานนี้มาก เป็นงานที่ใหญ่ที่สุดที่ท่านและโลกนี้เคยทำมา ดังนั้น งานต่อเนื่องจึงต้องใหญ่ตาม ใช้เงินไปกับโครงการนี้มหาศาล โลกทั้งโลก ทั้งอวกาศต่างแทบจะก้มหัวให้แล้ว ดังนั้น ท่านจึงไม่อยากให้มีอุปสรรคมาขัดขวาง แม้จะเป็นอุปสรรคเล็กๆน้อยก็ตาม จะทำให้งานสะดุด”</p>
<p>“ครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยรับคำ</p>
<p>“เรื่องานผมก็มีเท่านี้ แล้วครอบครัวคุณเป็นอย่างไรบ้าง” เสร็จจากเรื่องงานแล้วท่านศาสตราจารย์ถามทุกข์สุขของครอบครัวผู้ร่วมงานเสมอ</p>
<p>“สบายดีครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยตอบด้วยน้ำเสียงสดชื่น “เพราะท่านอาจารย์กรุณาดูแลครอบครัวผมอย่างดี จึงมีความสุขกันมาก”</p>
<p>“ที่จริงแล้วผมไม่ได้ดูแลพวกคุณหรอก เพราะคุณทำงานหนักทำงานดีต่างหาก คุณเป็นคนดูแลครอบครัวของคุณเอง” ท่านศาสตราจารย์ไม่ยอมรับคำยกย่องของลูกศิษย์ “อ้อ ผมจะถามคุณตั้งหลายครั้งแล้ว คุณเคยไปพักผ่อนที่ไหนนอกโลกบ้างหรือยัง”</p>
<p>“ยังเลยครับท่านอาจารย์”</p>
<p>“อยากไปที่ไหนไหมล่ะ”</p>
<p>“ได้ยินเด็กๆคุยกันว่าอยากจะไปดูทะเลน้ำแข็งที่ยูโรป้า แม่เขาก็เห็นด้วย แต่ผมยังไม่ว่างไปเลยครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยตอบ “อีกอย่าง ถ้าไปกันทั้งหมด ค่าใช้จ่ายก็หนักหนาเอาการอยู่”</p>
<p>“โอ๊ย คุณนี่คิดอะไรแบบนั้น ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครเลยหรือ” ท่านศาสตราจารย์พูดกับลูกศิษย์ด้วยน้ำเสียงเจือความขบขัน</p>
<p>“ผมเป็นประธานศาลสรรพวินิจฉัยครับท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยตอบแบบพาซื่อ “ผมทำงานกับท่านอาจารย์ครับ”</p>
<p>“เออๆ ข้อนั้นผมรู้ แสดงว่าคุณเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาผม เป็นลูกศิษย์ผมด้วย กะแค่การไปยุโรป้าคุณยังคิดให้มากเรื่องอีก”</p>
<p>“ครับ ท่านอาจารย์ ผมเข้าใจแล้วครับ ผมไม่คิดอะไรแล้วครับ” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยตอบ</p>
<p>“ไปทำเรื่องนี้ให้เสร็จ แล้วแจ้งให้ผมทราบผมจะได้เรียกประชุมศาลอย่างเป็นทางการ เสร็จแล้วคุณค่อยไปยูโรป้า จะไปเมื่อไรก็บอกผม”</p>
<p>“ครับผม ท่านอาจารย์” ประธานศาลสรรพวินิจฉัยรับคำ และเข้าใจความหมายของท่านศาสตราจารย์อย่างปรุโปร่ง “ผมขอลาท่านอาจารย์ครับ”</p>
<p>ประธานศาลสรรพวินิจฉัยลุกขึ้น โค้งคำนับท่านศาสตราจารย์ หยิบกระเป๋าเอกสารแล้วเดินออกไปจากห้องของท่านประธานที่ปรึกษาศาลฯ พร้อมด้วยรอยยิ้มอันสุขใจที่เรื่องการไปยูโรป้าสำเร็จลงเรียบร้อยตามที่รับปากกับลูกและเมียไว้ ที่เหลือก็แค่ทำงานของท่านอาจารย์ให้เสร็จเท่านั้น</p>
<p>“ผมรู้น่ะว่าคุณอยากจะให้ช่วยอะไร” ท่านศาสตราจารย์พูดพึมพำตามหลังลูกศิษย์ ยิ้มด้วยความพอใจ “ไม่เสียทีที่ผมสอนมากับมือ”</p>
<p>หลังจากประธานศาลสรรพวินิจฉัยไปแล้ว ท่านศาสตราจารย์ก็พบกับคณะบุคคลและบุคลที่มาเข้าพบหลายคณะ จากนั้นก็เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อพบกับท่านนายกรัฐมนตรี</p>
<p>เมื่อไปถึงต้องรออยู่ครู่ใหญ่ๆ เนื่องจากมีผู้นำต่างประเทศที่จะเดินทางไปพักผ่อนยังอาณานิคมดาวอังคารแวะเข้ามาเยี่ยมคาระวะ เมื่อแขกคนสำคัญไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้พบกับท่านศาสตราจารย์</p>
<p>“ผมต้องขอภัยท่านอาจารย์ที่ต้องให้รอนาน” ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวขอโทษท่านศาสตราจารย์ “ผมพร้อมจะฟังคำชี้แนะของท่านอาจารย์แล้วครับ”</p>
<p>“เรื่องแรกเป็นเรื่องค่อนข้างส่วนตัวหน่อยนะครับท่านนายกฯ” ท่านศาสตราจารย์เอ่ยด้วยความเกรงใจ “คือผมคิดว่าอยากให้ประธานศาลสรรพวินิจฉัยไปพักผ่อนกับครอบครัวของเขาที่ยูโรป้าสักพักหลังเสร็จงานวินิจฉัยเรื่องเอไอเอส เพราะเท่าที่ทราบเขาไม่ได้ไปไหนๆเลยตั้งแต่ทำงานนี้มา ผมรู้สึกว่าเอาลูกศิษย์มาใช้งานหนักเกินไปเสียแล้ว”</p>
<p>“โธ่ ท่านอาจารย์ นึกว่าเรื่องอะไร” ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มอย่างอารมณ์ดี “ผมนี่รบกวนท่านอาจารย์มากจริงๆ ขอร้องให้ท่านอาจารย์มาช่วยงานแล้วยังเอาลูกศิษย์ท่านอาจารย์มาใช้งานทั้งโดยตรงโดยอ้อมอีกตั้งหลายคน ใช้งานหนักเสียด้วย แบบนี้ ผมจะปฏิเสธท่านอาจารย์ได้อย่างไร”</p>
<p>“ท่านนายกฯกรุณามากครับ” ท่านศาสตราจารย์ตอบด้วยเสียงนอบน้อม</p>
<p>“ไม่หรอกครับท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา มีงบมากมายที่กองคลังกลางของสำนักนายกฯ ผมมีอำนาจตามกฎหมายสั่งจ่ายเต็มที่อยู่แล้ว ใช้งบส่วนนี้ได้เลย เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด แล้วก็ให้เงินติดกระเป๋าไปด้วยสัก 500 ล้าน ” จากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีหันไปสั่งท่านเลขาฯโกศล “ท่านเลขาฯช่วยทำเรื่องค่าใช้จ่ายยุโรป้าให้ประธานศาลฯเพื่อนคุณด้วยนะ”</p>
<p>“ครับผม ท่านนายกฯ”</p>
<p>“เรื่องต่อไป เรื่องวินิจฉัยกรณีเอไอเอสนั้น ผมดูคร่าวๆแล้วไม่มีปัญหา หากจะมีก็อาจติดขัดในรัฐธรรมนูญ”</p>
<p>“ถ้ามีก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนขึ้น ข้อนี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว สส. สว. เขาพร้อมลงมติให้ทุกเวลา” ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ</p>
<p>“รอให้ศาลสรรพวินิจฉัยไปดูรายละเอียดก่อนสักวันสองวันคงชัดเจนขึ้น”</p>
<p>“ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากครับ ถ้าไม่มีท่านอาจารย์ ผมคงไม่สามารถทำอะไรได้มากมายขนาดนี้” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดกับท่านศาสตราจารย์</p>
<p>“ท่านฉลาดอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว ถึงไม่มีผมก็ทำได้” ท่านศาสตราจารย์ตอบ</p>
<p>“แต่ถ้ายังมีท่านอาจารย์คอยวิจารณ์ผมอยู่ คนก็คงไม่เชื่อผมมากมายขนาดนี้” ท่านายกรัฐมนตรีพูดด้วยความจริงใจที่สุด “เรื่องนี้ ผมยอมให้ท่านอาจารย์เพียงคนเดียว”</p>
<p>“ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เปิดโอกาสให้ผม ผมก็คงไม่มีโอกาสสร้างคุณภาพทางด้านศึกษาให้ประชาชนตามที่ฝันไว้ได้มากขนาดนี้ ผมก็คงเป็นแค่คนแก่ขี้บ่นให้รัฐบาลไปวันๆ”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดศาสตราจารย์</p>
<p>“หรือผมอาจจะปวดหัวไม่หายถ้าท่านอาจารย์ยังคอยวิจารณ์ผมอยู่” นายกรัฐมนตรีพูดกลั้วหัวเราะ หันไปทางท่านเลขฯ “ที่เราต่างคนต่างได้ทำในสิ่งที่ต้องทำก็เพราะท่านเลขาฯโกศลลูกศิษย์ของท่านอาจารย์แท้ๆ”</p>
<p>ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่หันไปมองท่านเลาฯโกศลด้วยสายแต่แสดงความขอบคุณ ท่านเลขาฯโกศลค้อมหัวให้ผู้เป็นอาจารย์และเจ้านายของตนโดยที่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศล และท่านศาสตราจารย์โกศลผู้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติโกศล ต่างหัวเราะด้วยความรื่นเริง ขณะที่เลขานุการคณะรัฐมนตรีโกศล นั่งยิ้มอยู่ใกล้ๆ คอยซึมซับบรรยากาศของการพบปะกันของสองผู้ยิ่งใหญ่ที่นักปราชญ์ทั้งหลายทั่วประเทศโกศลต่างอยากมีโอกาสเช่นนี้บ้าง.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-8/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๖)</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-7</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-7#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 19:59:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยาย นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก ตอนที่ 4]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[การแถลงข่าวสารเกี่ยวกับการทำงานของนายกรัฐมนตรี นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวโกศลอย่างดียิ่ง ซึ่งมีขึ้นในเช้าวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ การเลือกแถลงข่าวสารในวันศุกร์นั้น ท่านนายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่า วันศุกร์มีความเหมาะสมอยู่สองสถาน นั่นคือ ชื่อของวันฟังแล้วให้ความหมายดี หมายถึงความสุข ความสบาย ความดี ดังนั้น ท่านจึงแถลงด้วยบรรยากาศสบายๆ ไม่เครียด ความเหมาะสมอีกประการหนึ่งก็คือ วันศุกร์เป็นวันสุดท้ายของการทำงาน เมื่อประชาชนได้ฟังแต่เรื่องดีๆ ผ่อนคลายๆ และสบายๆ แล้ว ก็จะใช้เวลาในวันหยุดด้วยความรื่นเริง

การแถลงข่าวสารของท่านนายกรัฐมนตรีประเทศโกศล ถือเป็นผู้นำประเทศเดียวที่มีกิจกรรมเช่นนี้ มีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์และวิทยุแบบสดๆ รูปแบบการแถลงข่าวก็เป็นไปอย่างง่ายๆ มีนักข่าวของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้สัมภาษณ์ โดยการจัดการของคณะกรรมการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ สถานที่แถลงข่าวคือข้องประชุมศูนย์บัญชาการทำเนียบรัฐบาล ที่มีเครื่องมือเครื่องใช้พร้อมสรรพ
ในครั้งนี้ ผู้ที่ทำหน้าที่สัมภาษณ์ฝ่ายหญิงคือพิธีกรสาวสวยจากสถานีโทรทัศน์องค์การสื่อสารเพื่อมวลมนุษย์แห่งประเทศโกศล (อสมก.) ซึ่งเป็นสำนักงานที่เผยแพร่ข่าวสารทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ทุกภาษาที่มนุษย์ใช้อยู่ในโลกและนอกโลก อสมก.นี้รัฐบาลประเทศโกศลเป็นเจ้าของ มีหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารต่างๆของรัฐบาลโกศลโดยเฉพาะ ทำงานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ (กสช.) ส่วนผู้สัมภาษณ์ฝ่ายชายนั้น คือผู้ดำเนินรายการ “พูดสารพัดรู้สารพัน” ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลหลายสมัยก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังมาจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ โดยพูดได้ทุกเรื่องที่รัฐบาลต้องการให้พูดและรู้ทุกเรื่องที่รัฐบาลต้องการให้รู้ สมกับชื่อรายการยอดฮิตนั้นเอง
เมื่อถึงเช้าวันศุกร์ บรรดาประชาชนชาวโกศลที่ไม่มีภารกิจรัดตัวมาก ต่างนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ หรือโทรทัศน์แบบพกพา กรณีที่ไม่มีโทรทัศน์อยู่ใกล้ตัวก็จะมีวิทยุวางอยู่ใกล้ๆ เพื่อดูและฟังการแถลงข่าวสารของท่านนายกรัฐมนตรี
เสียงเพลงชาติดังขึ้น หากใครดูโทรทัศน์ก็จะเห็นภาพภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรีประกอบเพลงชาติเป็นไตเติ้ลรายการ เมื่อจบแล้วกล้องก็ตัดภาพไปที่ห้องส่ง เป็นภาพของท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตัวแบสบายๆนั่งบนโซฟา โดยมีผู้สัมภาษณ์ชายนั่งอยู่ด้านขวา ผู้สัมภาษณ์หญิงนั่งด้านซ้าย ด้วยท่าที่ผ่อนคลายทั้งสองคน
ผู้สัมภาษณ์ชายอายุมากกว่าใครทั้งหมด มีชื่อเป็นที่รู้จักกันดีว่า สมรรถโกศล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok06.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-119" style="margin: 10px 30px; border: 0px;" title="nayok06" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok06.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a>การแถลงข่าวสารเกี่ยวกับการทำงานของนายกรัฐมนตรี นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวโกศลอย่างดียิ่ง ซึ่งมีขึ้นในเช้าวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ การเลือกแถลงข่าวสารในวันศุกร์นั้น ท่านนายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่า วันศุกร์มีความเหมาะสมอยู่สองสถาน นั่นคือ ชื่อของวันฟังแล้วให้ความหมายดี หมายถึงความสุข ความสบาย ความดี ดังนั้น ท่านจึงแถลงด้วยบรรยากาศสบายๆ ไม่เครียด ความเหมาะสมอีกประการหนึ่งก็คือ วันศุกร์เป็นวันสุดท้ายของการทำงาน เมื่อประชาชนได้ฟังแต่เรื่องดีๆ ผ่อนคลายๆ และสบายๆ แล้ว ก็จะใช้เวลาในวันหยุดด้วยความรื่นเริง<br />
<span id="more-118"></span></p>
<p>การแถลงข่าวสารของท่านนายกรัฐมนตรีประเทศโกศล ถือเป็นผู้นำประเทศเดียวที่มีกิจกรรมเช่นนี้ มีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์และวิทยุแบบสดๆ รูปแบบการแถลงข่าวก็เป็นไปอย่างง่ายๆ มีนักข่าวของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้สัมภาษณ์ โดยการจัดการของคณะกรรมการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ สถานที่แถลงข่าวคือข้องประชุมศูนย์บัญชาการทำเนียบรัฐบาล ที่มีเครื่องมือเครื่องใช้พร้อมสรรพ</p>
<p>ในครั้งนี้ ผู้ที่ทำหน้าที่สัมภาษณ์ฝ่ายหญิงคือพิธีกรสาวสวยจากสถานีโทรทัศน์องค์การสื่อสารเพื่อมวลมนุษย์แห่งประเทศโกศล (อสมก.) ซึ่งเป็นสำนักงานที่เผยแพร่ข่าวสารทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ทุกภาษาที่มนุษย์ใช้อยู่ในโลกและนอกโลก อสมก.นี้รัฐบาลประเทศโกศลเป็นเจ้าของ มีหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารต่างๆของรัฐบาลโกศลโดยเฉพาะ ทำงานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติ (กสช.) ส่วนผู้สัมภาษณ์ฝ่ายชายนั้น คือผู้ดำเนินรายการ “พูดสารพัดรู้สารพัน” ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลหลายสมัยก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังมาจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ โดยพูดได้ทุกเรื่องที่รัฐบาลต้องการให้พูดและรู้ทุกเรื่องที่รัฐบาลต้องการให้รู้ สมกับชื่อรายการยอดฮิตนั้นเอง</p>
<p>เมื่อถึงเช้าวันศุกร์ บรรดาประชาชนชาวโกศลที่ไม่มีภารกิจรัดตัวมาก ต่างนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ หรือโทรทัศน์แบบพกพา กรณีที่ไม่มีโทรทัศน์อยู่ใกล้ตัวก็จะมีวิทยุวางอยู่ใกล้ๆ เพื่อดูและฟังการแถลงข่าวสารของท่านนายกรัฐมนตรี</p>
<p>เสียงเพลงชาติดังขึ้น หากใครดูโทรทัศน์ก็จะเห็นภาพภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรีประกอบเพลงชาติเป็นไตเติ้ลรายการ เมื่อจบแล้วกล้องก็ตัดภาพไปที่ห้องส่ง เป็นภาพของท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตัวแบสบายๆนั่งบนโซฟา โดยมีผู้สัมภาษณ์ชายนั่งอยู่ด้านขวา ผู้สัมภาษณ์หญิงนั่งด้านซ้าย ด้วยท่าที่ผ่อนคลายทั้งสองคน</p>
<p>ผู้สัมภาษณ์ชายอายุมากกว่าใครทั้งหมด มีชื่อเป็นที่รู้จักกันดีว่า สมรรถโกศล สุนทรเวชการกิจเลิศล้ำ อันที่จริงแล้วชื่อเดิมของท่านคือ สมรรถ เพิ่มคำ โกศล อันเป็นชื่อของท่านนายกรัฐมนตรีในภายหลัง ที่ไม่เปลี่ยนชื่อไปเลยเหมือนอีกหลายๆคนนั้น ก็เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงหลายครั้ง จึงรักษาชื่อเดิมของตนไว้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล การเติมชื่อท่านนายกรัฐมนตรีต่อชื่อตัวก็เป็นการแสดงความชื่นชมนิยมยกย่องอย่างเต็มรูปแบบแล้วเช่นกัน</p>
<p>ท่านสมรรถโกศลอยู่ในวัยเกษียณแล้ว แต่ที่ยังทำงานอยู่เพราะเป็นที่ต้องการของสังคมโกศล ด้วยว่าเป็นอดีตนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนาน เป็นรัฐมนตรีหลายสมัย เป็นรองนายกรัฐมนตรีมาหลายครั้ง พูดจาแคล่วคล่อง มีความสามารถพิเศษพูดได้เร็วและนานกว่าคนปกติจึงจะหยุดสักครั้ง นอกจากจัดรายการวิทยุแล้วยังชอบเลี้ยงหนูชนิดต่างๆเป็นงานอดิเรก โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้รู้เรื่องหนูดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศมานานแล้ว ส่วนผู้สัมภาษณ์ฝ่ายหญิงนั้น เป็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่กำลังอยู่ในระยะที่เรียกได้ว่าฝึกฝนหาความช่ำชองในวิชาชีพ การที่ได้ร่วมสัมภาษณ์ท่านนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในหมู่ผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่า แม่หนูแสนสวยผู้นี้จะก้าวไปได้ไกลในอาชีพดังกล่าว</p>
<p>เมื่อทักทายกับพิธีกรทั้งสองแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็โบกมือทักทายกับประชาชนผ่านกล้องโทรทัศน์ กล่าวทักทายประชาชนผ่านโทรทัศน์และวิทยุ ประชาชนทั้งหลายต่างตบมือต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีที่หน้าจอโทรทัศน์และข้างวิทยุ</p>
<p>“สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวโกศลที่เคารพรักของผม” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดกับประชาชนด้วยความสุภาพเสมอๆ เป็นบุคลิกที่ติดตาตรึงใจของคนทุกคน “วันนี้ผมมาพบกับท่านตามปกติทุกวันศุกร์ พร้อมกับท่านพิธีกรทั้งสอง ซึ่งท่านฝ่ายชายนั้นก็เป็นคุ้นหน้าคุ้นตารู้จักท่านดีอยู่แล้วแล้ว คือท่านสมรรถโกศล แต่ผมขอเรียกว่าท่านผู้อาวุโส เพราะท่านอาวุโสกว่าผม กว่าคนหลายคนในที่นี้ ส่วนฝ่ายหญิงนั้นก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นที่รู้จักกันดีเช่นกัน นั่นคือ แม่หนูวัชรีโกศล เป็นคนรุ่นใหม่ที่ดีของชาติ ที่จะเติบโตมาแทนคนรุ่นผม ผมขอเรียกว่าหนูวัชรีโกศลก็แล้วกันนะ ขอให้พี่น้องประชาชนตบมือต้อนรับพิธีกรที่จะมาสัมภาษณ์ผมในวันนี้ด้วยครับ”</p>
<p>เสียงปรบมือดังขึ้นตามบ้านเรือนของชาวโกศลผู้ที่ได้เห็นภาพและได้ยินเสียงของท่านนายกรัฐมนตรี</p>
<p>“ก่อนอื่นผมขอเรียนถามหนูวัชรีโกศลก่อนว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้มาร่วมสนทนากับผมในวันนี้” ท่านนายกรัฐมนตรีถามพิธีกรฝ่ายหญิง</p>
<p>“คือดิฉัน&#8230;อื่อ&#8230; ยังตื่นเต้นไม่หายค่ะ” หนูวัชรีโกศลตอบ ยิ้มเขินๆให้ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วมองไปที่ท่านผู้อาวุโสเหมือนขออาศัยเป็นที่พักพิงให้หายเขิน “คือดิฉัน&#8230; คือหนูดีใจมากค่ะที่ได้มาพบกับท่านนายกฯค่ะ”</p>
<p>“ดีๆ หนูไม่ต้องตื่นเต้นมากนะจ๊ะ ลุงก็เป็นคนธรรมดาอย่างหนูนี่แหละ เพียงแต่ลุงทำงานตำแหน่งที่ใหญ่หน่อยเท่านั้นเอง” ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นกันเองกับทุกคนเสมอ โดยเฉพาะสื่อมวลชนนั้น ท่านไม่เคยแสดงอารมณ์หรือท่าทางที่ไม่ดีให้เห็นเลย<br />
“เอาล่ะ ลุงจะให้หนูพักให้หายตื่นเต้นก่อนนะ แล้วค่อยมาคุยกันใหม่”</p>
<p>“ค่ะ ขอบพระคุณท่านนายกฯมากค่ะที่กรุณา” พิธีกรหญิงสาวสวยแอบถอนหายใจโล่งอก จากนั้น แม่หนูวัชรีโกศลก็นั่งยิ้มหวานฟังท่านนายกรัฐมนตรีคุยกับท่านผู้อาวุโส</p>
<p>การสนทนากันระหว่างพิธีกรชายกับท่านนายกรัฐมนตรีนั้น นับเป็นแบบอย่างการพูดคุยที่ออกรสเป็นอย่างมาก เพราะประสบการณ์อันยาวนานของท่านผู้อาวุโสสมรรถโกศลที่เคยดำรงตำแหน่งระดับสูงทางการเมืองมาแล้ว จึงทำให้รับลูกกับท่านนายกรัฐมนตรีได้อย่างคล่องแคล่ว ลื่นไหล ไม่ติดขัดแม้แต่น้อย</p>
<p>“กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้ให้กระผมมาสนทนากับท่าน” ท่านสมรรถโกศลเริ่มด้วยการขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี “เป็นเกียรติอย่างยิ่งของคนแก่ๆอย่างกระผมที่ยังพอมีเรี่ยวแรงทำอะไรได้บ้าง แม้ว่าในชีวิตนี้ผมเคยทำอะไรมามากต่อมาก แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้กระผมรู้สึกดีใจ ภาคภูมิใจ ปลื้มใจเท่าที่ได้มาสนทนากับท่านในวันนี้ หากจะตายไปวันนี้พรุ่งนี้กระผมตายตาหลับได้แล้ว แต่ตามความตั้งใจของกระผมนั้น คิดเอาไว้ว่าอยากจะอยู่ต่อไปอีกสักสิบยี่สิบปี เพื่อจะได้มีโอกาสมาสนทนากับท่านนายกฯอีกสักหลายๆครั้ง กระผมหวังว่าท่านนายกฯจะเรียกกระผมมารับใช้ท่านอีกในกาลข้างหน้านะครับ” ท่านผู้อาวุโสยังคงร่ายยาวไว้ลายนักพูดไว้ได้เช่นเดิม</p>
<p>“ผมคงต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสอีกหลายครั้งครับ ถ้าหากประชาชนยังให้ผมทำงานให้อยู่” ท่านนายกตอบท่านผู้อาวุโส</p>
<p>“แหม่ ท่านนายกฯครับ ผมคิดว่าประชาชนชาวโกศลจะต้องเลือกท่านนายกฯให้เข้ามาทำงานอีกหลายสมัย เพราะที่ท่านทำงานให้ชาวโกศลที่ผ่านมานั้น หาใครจะทำได้เช่นท่านไม่มีอีกแล้ว ไม่ว่าอดีตหรืออนาคต แหม่ ถ้ากระผมหนุ่มกว่านี้สัก 30 ปี กระผมจะต้องมาขอรับใช้ท่านที่ทำเนียบรัฐบาลแน่นอน แต่ตอนนี้ผมแก่แล้ว ทำอะไรไม่ถนัดนอกจากพูดแสดงความคิดเห็นไปเรื่อยเปื่อย กระผมพูดแทนท่านนายกฯทุกวันทางโทรทัศน์กับวิทยุ แค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว กระผมคงพูดต่อไปจนกว่าจะพูดไม่ไหวล่ะครับ” ท่านผู้อาวุโสยังคงไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยกับการพูดยาวๆ</p>
<p>“ครับ ผมก็ต้องขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ พูดสารพัดรู้สารพัน เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลทุกวัน ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าใจรัฐบาลมากยิ่งขึ้น” ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณ “วันนี้ท่านก็คงมาช่วยให้ประชาชนเข้าใจเรื่องต่างๆยิ่งขึ้นอีก”</p>
<p>“แหม่ ท่านนายกฯไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น กระผมยินดี” ท่านผู้อาวุโสตอบทันทีที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดจบ “กระผมเคยเรียนให้ท่านทราบมานานแล้วว่า จะใช้ผมก็ให้เรียกผม แหม่ ในที่สุดท่านก็เรียกผมมาใช้งาน กระผมจึงขอยืนยันที่นี่ว่า กระผมจะทำให้ประชาชนเข้าใจงานของท่านเพิ่มขึ้นอีกเป็นอย่างมาก&#8230;”</p>
<p>“ท่านผู้อาวุโสคงทราบแล้วว่า วันนี้ผมจะแถลงให้ประชาชนทราบหลายเรื่อง&#8230;”</p>
<p>“แหม่ ท่านนายกฯครับ” ท่านผู้อาวุโสมักจะพูดคำว่า แหม่ ซึ่งเป็นคำประจำตัวของท่าน น้ำเสียงและท่าทางที่ท่านพูดคำนี้เป็นเอกลักษณ์ที่หาใครทำได้เหมือนยากยิ่ง หากท่านไม่พูดคำนี้ก็เหมือนว่าไม่ใช่ตัวจริงของท่าน “กระผมรู้ว่าท่านมีเรื่องพูดให้ประชาชนทราบมากมายเป็นร้อยเรื่อง แต่ท่านได้คัดกรองเอาแต่เรื่องที่สมควรให้ประชาชนรู้มาพูดเพื่อไม่ให้เสียเวลาของประชาชนมาก วันนี้ก็เช่นกัน กระผมทราบว่าท่านมีเรื่องสำคัญที่จะบอกกล่าวให้พี่น้องได้ทราบ ล้วนเป็นเรื่องที่ได้รับคัดสรรมาแล้วทั้งสิ้น”</p>
<p>“ถูกต้องครับ ผมขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบเรื่องแรกว่า ตอนนี้ผมกำลังศึกษาในเรื่องการควบคุมเงินที่ล้นระบบของเราอยู่ ผมได้รับรายงานจากรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจว่า ขณะนี้พี่น้องเริ่มได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่ค่อยได้ใช้เงินที่มีอยู่กัน กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าพ่อแม่พี่น้องต้องการจ่ายค่าธรรมเนียมรักษาพยาบาลเป็น 30 เหรียญแล้ว เพราะ 13 เหรียญนั้นน้อยไป ทำให้ใช้เงินได้ไม่เต็มที่ เรื่องนี้ผมกำลังศึกษาอยู่ว่าจะทำอย่างไร ขอให้พ่อแม่พี่น้องใจเย็นๆครับ ท่านอาจได้จ่ายเพิ่มขึ้น อาจจะไม่ถึง 30 เหรียญ ผมกำลังศึกษาอย่างรอบคอบอยู่ เรื่องนี้ท่านผู้อาวุโสก็ทราบอยู่” ท่านนายกรัฐมนตรีเริ่มแถลงเรื่องแรกจบก็หันไปพูดกับผู้อาวุโส</p>
<p>“แหม่ ท่านนายกฯครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากครับ เพราะเงินที่ล้นระบบจะทำให้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ใครก็ไม่ต้องการเงินเพราะเงินมีอยู่มากแล้ว ต่อไปอาจถึงขั้นไม่มีการซื้อขายสินค้าเพราะไม่มีใครต้องการเงิน อาจมีการแจกเครื่องอุปโภคบริโภคกันเลย แบบนี้ ชาวต่างชาติอาจหลั่งไหลมาอยู่ในประเทศของเราเพื่อจะมาใช้สิทธินี้ แหม่ จะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น อาจกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะอาจเข้าใจผิดว่าเราแย่งชิงประชาชนเขา ที่ท่านนายกฯศึกษาเรื่องจะขึ้นค่าอะไรต่างๆเพื่อรักษาระบบการเงินนั้น ถูกต้องเผงเลยครับท่านนายกฯ”</p>
<p>“ครับขอบพระคุณมากครับ หนูนั่งให้หายตื่นเต้นก่อนนะจ๊ะ” ท่านนายกรัฐมนตรีหันไปบอกพิธีกรหญิง เธอยิ้มให้ท่านนายกรัฐมนตรีอย่างสวยงามบริสุทธิ์ กล้องโทรทัศน์จับภาพรอยยิ้มของเธอถ่ายทอดไปทั่วประเทศ ทำให้บรรยากาศสดใสขึ้นทันที “เรื่องต่อมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับท่าบริการอวกาศยานสากลแห่งใหม่ ตอนนี้ มีบริษัทต่างๆมาใช้บริการถึงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว รายได้ที่เราได้แต่ละเดือนนับล้านล้านเหรียญ ซึ่งหากเป็นไปเช่นนี้เราจะคืนทุนภายในไม่กี่ปี ผมกำลังศึกษาอยู่ว่าเราจะไปสร้างแบบนี้ที่ไหนอีกสักแห่งในอาณานิคมบนดาวสักดวง ไปสัมปทานจากพวกจีน อินเดีย หรือไม่ก็พวกยุโรป อเมริเซีย เป็นการขยายเครือข่ายของเรา ซึ่งต้องใช้เงินมากพอสมควร แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเงินเรามีมากอยู่แล้ว เรื่องนี้ถ้าชัดเจนเมื่อใดผมจะเรียนให้ทราบ นะครับท่านผู้อาวุโส”</p>
<p>“แหม่ ท่านนายกฯครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำครับ กระผมคิดว่าการสร้างท่าบริการอากาศยานอีกแห่งหนึ่งบนอาณานิคม จะเป็นการสร้างฐานที่มั่นให้เราเป็นอย่างดีครับ ตอนนี้กระผมคิดว่าไม่มีใครอยากสร้างแล้ว เพราะเห็นท่านสร้างสำเร็จทุกคนก็กลัวหมด แหม่ ขนาดยูโนสซ์ที่ว่าแน่ๆ ที่เป็นเจ้ากี้เจ้าการเรื่องนิคมอวกาศยังเชิญท่านเป็นที่ปรึกษา แหม่ ถ้าสร้างขึ้นมาอีกก็จะยิ่งทำให้ท่านเป็นที่เกรงกลัวของพวกเจ้าอาณานิคมพวกนั้นครับท่านนายกฯ ขนาดมีแค่ที่เดียวพวกผู้นำต่างประเทศยังมาหาท่านแทบทุกวัน ถ้ามีหลายที่ละก็ กระผมคิดว่าพวกนั้นจะต้องมาพบท่านเช้าเย็น ทำดีกว่าไม่ทำแน่ๆครับท่านนายกฯ”</p>
<p>“เรื่องที่ผมจะขอเรียนให้ทราบต่อไปก็คือเรื่องพัฒนาเมืองรอบๆท่าบริการอวกาศยานแห่งใหม่ ผมจะพัฒนาเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้ามาพักอาศัยโดยเฉพาะ จะได้ไม่ปะปนกับพวกเรา จะทำเมืองอย่างดี ใช้งบประมาณสัก 80-90 ล้านล้านเหรียญ ค่าก่อสร้างสัก 60 ล้านล้านเหรียญ อาจจ่ายค่าเวนคืนที่ดินแพงหน่อย 20-30 ล้านเหรียญ เพราะที่นั่นเจริญแล้ว ราคาที่ดินจึงพุ่งขึ้นสูงเป็นธรรมดา แต่โครงการนี้จำเป็นต้องทำ เพราะมีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานที่ท่าบริการอวกาศยานเป็นจำนวนมาก ถ้าสร้างเสร็จประเทศเราจะได้ประโยชน์มหาศาล ซึ่งผมคิดว่า ท่านผู้อาวุโสก็ศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว”</p>
<p>“แหม่ ท่านนายกฯครับ การพัฒนาเมืองรอบๆท่าบริการอวกาศยานใหม่นี้เป็นสิ่งจำเป็นครับ กระผมเคยพูดในรายการพูดสารพัดรู้สารพันหลายครั้งแล้วว่า การที่ท่านดำริจะทำนี้เป็นการมองการณ์ไกลมากครับ เป็น National Agenda อีกครั้งนะครับ ท่านนายกฯก็พูดถึง National Agenda เสมอๆ นี่แหละของแท้ครับ ค่าเวนคืนที่ดินที่ว่าสูงนั้น จ่ายไปเถอะครับ เมื่อถึงเวลาแล้วทุนที่ลงไปจะได้คืนในเวลาอันสั้น เหมือนท่าบริการอวกาศยานที่ท่านนากฯได้แจ้งเมื่อตะกี๊นี่ว่า จะคืนทุนได้ในเวลาไม่กี่ปี ท่านนายกฯครับ คืนทุนในเวลาไม่กี่ปีกับโครงการขนาดยัก์แบบนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก มีท่านเท่านั้นที่ทำได้ครับ เมืองที่จะสร้างนี้ก็เช่นกันครับ แหม่ ถ้ากระผมอายุน้อยกว่านี้สัก 30 ปี กระผมคงต้องมาขออาสาทำงานนี้ให้ท่านแน่นอนครับ”</p>
<p>“ที่ท่านผู้อาวุโสพูดมาก็น่าคิดครับ ถ้าท่านอายุน้อยกว่านี้สัก 30 ปี ผมก็จะขอร้องให้ท่านมาช่วยจริงๆ ที่ตอนนี้จัดรายการพูดสารพัดรู้สารพันไปก็นับว่าเหมาะสมจริงๆครับ&#8230;” เมื่อได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดเช่นนี้ ท่านผู้อาวุโสยิ้มแก้มปริ ทำท่าจะพูดอะไรขึ้นมา เมื่อเห็นดังนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจึงรีบพูดต่อ “&#8230;เรื่องต่อไป เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับท่าบริการอวกาศยานแห่งใหม่เหมือนกัน นั่นคือ ผมสั่งให้ทำแผนงานการเผยแพร่ข่าวสารท่าบริการอวากศยานแห่งใหม่เป็นการเฉพาะขึ้น โดยใช้วิธีจัดจ้างแบบเหมาจ่ายซึ่งบริษัทเอไอเอสมีคุณสมบัติที่จะได้งานนี้ไป ผมเกรงว่าฝ่ายคัดค้านจะหาว่าเล่นพรรคเล่นพวกจึงส่งเรื่องให้ศาลสรรพวินิจฉัยตีความว่าจะทำได้หรือไม่ เมื่อแผนนี้ทำครบ 5 ปีแล้ว เป้าหมายจะมีผู้มาใช้บริการ 90 เปอร์เซ็นต์ของที่มีอยู่ทั้งหมด นั่นหมายถึงว่า ต่อไปท่าบริการอวกาศยานที่ไหนก็ตามที่เราสร้างในอาณานิคม ก็จะเป็นผู้ให้บริการยานเหล่านั้น เราได้ผลประโยชน์ทั้งขาไปขากลับ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนๆ &#8211;หนูยังไม่หายตื่นเต้นใช่ไหมจ๊ะ งั้นลุงจะขอพูดต่อก่อนก็แล้วกัน”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีหันไปถามแม่หนูวัชรีโกศล ท่านให้ความสำคัญคนอื่นเช่นนี้เสมอ และเมื่อเห็นว่าคนอื่นไม่พร้อมที่จะสิ่งใด ท่านจะให้โอกาสรอเสมอ</p>
<p>“แม่หนูเอ๊ย แรกๆก็แบบนี้แหละ” ท่านผู้อาวุโสพูดกับแม่หนูวัชรีโกศลบ้าง “แต่ก่อนกระผมก็เป็นแบบนั้นแหละครับท่านนายกฯ นั่งประหม่าอยู่เป็นสอง-สามชั่วโมงก็ไม่หาย ดีหน่อยที่ตอนนี้มันเคยแล้ว ไม่ตื่นเต้นแล้ว แต่วันนี้กระผม ตื่นเต้นที่ได้คุยกับท่าน แหม่ ท่านนายกครับ เสียดายที่เราเกิดมาไม่ทันยุคกันนะครับ”</p>
<p>“อ้าว ท่านผู้อาวุโสครับ ไม่ทันยังไงครับ ก็ผมนั่งคุยกับท่านอยู่นี่ไงครับ”</p>
<p>“กระผมหมายถึงว่าไม่ทันยุคทำงานกันนะครับ คือกระผมเกิดเร็วไปหน่อย ถ้าอ่อนกว่านี้สัก 30 ปีก็จะสามารถทำงานให้ท่านนายกฯได้มากกว่าพูดๆอย่างนี้ น่าเสียดายครับท่านนายกฯ อย่างแม่หนูนี่โชคดี เกิดมาทันได้ทำงานกับท่านนายกฯ อีกหน่อยหนูก็จะพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพ อาจจะได้มาช่วยงานท่านนายกฯจริงๆ แหม ถ้ากระผมอายุน้อยกว่านี้สัก 30 ปี ก็ดีครับท่านนายกฯ”</p>
<p>“ครับๆ ผมเข้าใจแล้วครับ ผมขอพูดเรื่องต่อไปนะครับ คือเรื่องท่าบริการอากาศยานแห่งใหม่นั้น ผมจะต้องแถลงข่าวเรื่องนี้เป็นการเฉพาะตามแผนประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ผมจึงรวบเข้ามากับการแถลงตามปกติในวันศุกร์ เพื่อให้ไม่ต้องเสียเวลามาก และเพื่อสื่อมวลชนจะได้ไม่ต้องยุ่งยากในการนำไปเผยแพร่ โดยให้ กสช. เป็นผู้จัดทำข้อมูลให้ท่านสื่อมวลชนทุกแขนง ซึ่งผมได้ทราบมาว่า การทำข้อมูลข่าวสารของ กสช. นั้น สื่อมวลชนพอใจมาก เพราะเป็นข้อมูลที่ประชาชนเชื่อถือ ประหยัดค่าใช้จ่ายของสื่อเอง นับว่า กสช. ทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ ต่อไปก็จะเพิ่มเรื่องท่าบริการอวกาศยานไปด้วยครับ ท่านอาวุโสก็จะได้รับข้อมูลนี้เพิ่มเติมเพื่อใช้ในรายการพูดสารพัดรู้สารพันของท่านด้วย”</p>
<p>“ครับท่านนายกฯ เรื่อง กสช. นี่ กระผมเคยพูดมาตั้งแต่ตอนริเริ่มตั้งขึ้นมาเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นมีผู้คัดค้านว่าจะครอบงำสื่อ จะเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลฝ่ายเดียว กระผมสนับสนุนท่านก็มีคนหาว่ากระผมเอาอกเอาใจท่านเพื่อผลประโยชน์ เห็นไหมล่ะครับ กสช. ไม่ได้ครอบงำสื่อเลย เพียงแต่มาจัดระเบียบไม่ให้สื่อทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กสช.ให้เสรีสื่อเป็นอย่างมาก สื่อจะผลิตรายการอะไร บันเทิงเริงรมย์ ไร้สาระ เฮฮาปาตี้อย่างไร กสช. ไม่เคยขัดขวาง ให้อิสระตลอด แม้แต่เอาสื่อไปเข้าตลาด เอาหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ไปวางขายในตลาด ซึ่งปกติแล้วตลาดจะขายเฉพาะของสดของแห้งเครื่องปรุงอาหาร แต่มีสื่อหลายเจ้าอุตริเอาไปวางขายด้วย แต่ กสช. ก็ไม่ได้ขัดขวาง เพราะถือว่าเป็นเสรีภาพที่สามารถทำได้ อย่างนี้แหละครับท่านนายกฯ กระผมจึงพูดเสมอว่า รัฐบาลตั้ง กสช. ขึ้นมา ให้เป็นองค์กรอิสระ มีกรรมการตั้ง 500 คน เป็น กสช.500 ช่วยกันดูและจัดสรรสิ่งดีๆให้สื่อ แม้แต่การให้ข่าวสารของรัฐบาล สื่อก็ไม่ต้องทำเอง กสช. ทำให้หมด เขียนให้หมด แม้แต่คำ อุทาน เช่น โอ้โห! เยี่ยมจริงๆ! สุดยอด! โอ้ยน่าทึ่ง! เป็นต้น กสช. ก็เขียนให้หมดอย่างเหมาะสม นี่แหละครับท่านนายกฯ กระผมจึงสนับสนุนเรื่อง กสช. แหม่ จะหาหน่วยงานไหนที่ทำงานได้ดีอย่างนี้ในประเทศอื่นได้บ้าง เรื่องการจัดสรรใบอนุญาตก็เช่นกัน กสช. ให้ชาวโกศลทำน้อยมาก กระผมเห็นด้วย เพราะไม่จำเป็นต้องทำเอง อะไรที่ชาวต่างชาติทำแล้วเราสบาย ก็ทำไปเถอะ ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมอง ไม่ต้องทำให้เปลืองแรง ต่อไปคนโกศลเราก็ไม่ต้องทำอะไรเอง มีคนทำให้หมด จะมีรัฐบาลประเทศไหนดูแลประชาชนอย่างนี้ได้ แหม่ ผมอยากจะหนุ่มกว่านี้สัก30 ปีจริงๆ…”</p>
<p>เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้อาวุโสหยุดพูดแล้วยกแก้วน้ำขึ้นจิบแก้คอแห้ง เมื่อมีช่องว่างอันน้อยนิดนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีจึงแทรกขึ้นทันที</p>
<p>“ครับ ท่านผู้อาวุโส ขอบคุณที่ท่านช่วยอธิบายให้ประชาชนเข้าใจยิ่งขึ้นครับ เอาละ หนูวัชรีโกศลหายตื่นเต้นแล้วใช่ไหม ลุงจะให้หนูถาม หนูอยากถามอะไรก็ถามเลย เอ้า&#8230;ว่ามาเลย” ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มให้แม่หนูวัชรีโกศล ท่านผู้อาวุโสก็มองผู้อ่อนวัยกว่าเพื่อให้กำลังใจเต็มที่</p>
<p>“เอ่อ..หนูกราบขอบพระคุณท่านนายกฯมากค่ะ คือปกติแล้วหนูสัมภาษณ์ดาราเป็นงานประจำค่ะ” แม่หนูบอกความจริงแก่ท่านนายกฯ “หนูเลยตั้งตัวไม่ทันเมื่อได้พบท่าน แบบว่าหนูตื่นเต้นค่ะ คือหนูอยากถามว่า ท่านเคยดูหนังหรือแบบว่าชอบพวกดาราไหมค่ะ”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีมองแม่หนูด้วยความเอ็นดู ท่านมีความเมตตาคนรุ่นใหม่รุ่นลูกรุ่นหลานเสมอ</p>
<p>“ดูสิจ๊ะหนูวัชรีโกศล ลุงต้องทำตัวเป็นเพื่อนกับลูกด้วย ทั้งลูกชายลูกสาวของลุงซึ่งอายุราวๆหนูนี่แหละก็ชอบดารา ลุงต้องคุยกับเขา หลายๆครั้งลุงก็ไปดูหนังกับลูกๆด้วย ถึงลุงจะแก่แต่หัวใจยังเด็กอยู่นะ ลุงก็ชอบพูดคุยกับเด็กๆเหมือนกัน มันทำให้ลุงกระชุ่มกระชวยดี มีกำลังทำงานให้แก่ประเทศชาติ”</p>
<p>“ขอบพระคุณค่ะท่านนายกฯ” แม่หนูวัชรีโกศลดูท่าทางจะหายตื่นเต้นแล้ว สีหน้าสดชื่น ยิ้มน่ารักๆทำให้บรรยากาศกระจ่างใสขึ้นเป็นอันมาก “หนูอยากถามท่านอีกข้อหนึ่ง คือหนูได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่า ท่านนายกฯให้ความกรุณากับนักข่าวมาก ทั้งๆที่ผู้นำประเทศอื่นมักจะดุหรือว่านักข่าวเป็นประจำ บางทีนักข่าวถามไม่ถูกใจก็ว่านักข่าวโง่ ถามไม่สร้างสรรค์ แต่ผู้ใหญ่ท่านบอกว่า ท่านนายกฯเป็นคนฉลาดที่สุด แต่ไม่เคยว่านักข่าวโง่ หนูอยากทราบว่า ท่านคิดว่านักข่าวประเทศเราไม่โง่จริงหรือเปล่าคะ”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มเมื่อได้ฟังคำถาม ดูเหมือนแม่หนูจะถามคำถามถูกใจท่านไม่น้อย ท่านตอบด้วยใบหน้ามีรอยยิ้มว่า</p>
<p>“คืออย่างนี้นะแม่หนู ลุงถือว่านักข่าวเป็นบุคคลสำคัญของสังคมเรา พวกเขาคือปากคือเสียงของประชาชน นำข่าวสารไปให้ประชาชนรู้ ซึ่งเป็นการให้การศึกษาอย่างหนึ่ง ดังนั้น การดุด่าหรือว่ากล่าวนักข่าวเป็นการไม่ให้ความเคารพ ไม่ให้เกียรติเขา อีกอย่าง นักข่าวเป็นผู้ที่มีการศึกษาดี การศึกษาบ้านเรานั้นเป็นระบบที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คนที่จะเป็นนักข่าวต้องได้เรียนและฝึกมาอย่างดีตามหลักสูตรที่รัฐบาลกำหนด เมื่อมาเป็นนักข่าวก็ต้องผ่านหลักเกณฑ์นั้นมาแล้ว ต้องเข้าเรียนที่สถาบันนักข่าวอีก โอกาสที่เขาจะโง่หรือไม่สร้างสรรค์จึงมีน้อยหรือแทบไม่มีเลย ยกตัวอย่างหนูเป็นต้น อาจจะมีความตื่นเต้นประหม่าบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่หนูไม่ถามคำถามโง่ๆหรือไม่สร้างสรรค์ เพราะหนูฝึกมาดีแล้ว เรียนมาหมดแล้ว ผิดกับประเทศอื่นที่ไม่มีระบบการฝึกฝนควบคุมเหมือนเรา ปล่อยให้ฝึกกันเอง เรียนรู้กันเอง เป็นเสรีภาพที่ยังไม่พัฒนา ประเทศเราให้เสรีภาพแก่สื่อมากกว่าใคร เป็นเสรีภาพที่พัฒนาแล้ว พัฒนาให้มีคุณภาพตามที่สังคมต้องการ นักข่าวรู้ว่าควรจะพูดหรือถามอะไร สื่อก็รู้ว่าควรจะเสนออะไร นี่เป็นเพราะเราพัฒนาแล้ว พัฒนาถึงขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง หนูเข้าใจรึยัง”</p>
<p>“ค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านนายกฯ หนูขอถามอีกข้อนะคะ”</p>
<p>“หนูจะถามหลายข้อก็ได้ ตามสบาย”</p>
<p>“คือ&#8230;หนูอยากรู้ว่า&#8230;ไม่รู้ว่าเป็นคำถามส่วนตัวรึเปล่า คือถ้าหนู&#8230;คือถ้าคนรุ่นหนูต้องการมาทำงานใกล้ชิดกับท่าน เพื่อเรียนรู้ที่จะทำงานใหญ่ให้ประเทศชาติ จะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างคะ”</p>
<p>เมื่อได้ยินคำถามนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกมีความพอใจมากยิ่งขึ้น ท่านยิ้มให้แม่หนูทั้งสีหน้าและแววตาเลยทีเดียว</p>
<p>“เป็นคำถามที่ดีมาก นี่เป็นคำถามที่คนรุ่นใหม่ของประเทศเราควรมี เป็นการแสดงให้เห็นถึงการคิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ อันเป็นพื้นฐานในการสร้างชาติของเราตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ผมขอตอบเลยว่า ต้องมีคุณสมบัติเหมือนหนูนี่แหละ กล้าคิดใหญ่ๆ แล้วก็กล้าทำ หนูคิดอยากจะมาทำงานกับลุง นั่นคิดใหญ่ หนูถามลุงนั่นคือหนูทำแล้ว ทำอย่างรวดเร็วไม่อ้ำอึ้ง ทำเสร็จแล้วด้วย ครบหลักการในคราวเดียว นี่เป็นพื้นฐานที่ดีมาก เอาละ ทีนี้ลุงจะถามหนูว่า หนูอยากทำงานอะไรกับลุง”</p>
<p>“ก็&#8230;หนูอยากทำงานเกี่ยวกับสื่อนี่แหละค่ะ หนูคิดว่า ไหนๆท่านนายกฯก็มีการแถลงข่าวสารเป็นประจำอยู่แล้ว และหนูก็มีโอกาสมาพบท่านวันนี้ ถ้าหนูได้มาอยู่ในทีมงานของที่นี่ หนูน่าจะเรียนรู้อะไรมากขึ้นกว่าสัมภาษณ์ดารา หนูอาจจะทำงานใหญ่ให้ประเทศชาติได้ เพราะหนูก็ผ่านสถาบันนักข่าวมาแล้ว ท่านนายกฯบอกว่านักข่าวไม่โง่ หนูจึงมั่นใจว่าหนูไม่โง่เหมือนกันค่ะ”<br />
ท่านนายกรัฐมนตรีหัวเราะด้วยความพอใจที่ได้ยินคำพูดของแม่หนู ท่านผู้อาวุโสก็พลอยหัวเราะไปกับท่านนายกรัฐมนตรีด้วย</p>
<p>“เอาละ หนูพูดดีมาก นี่แหละคนรุ่นใหม่ของประเทศโกศลเรา ต้องเป็นอย่างนี้” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดด้วยความชื่นชม “เอาละ ลุงรับปาก ลุงต้องการคนแบบนี้แหละมากๆ ผมก็ขอเรียนให้พ่อแม่พี่น้องชาวโกศลที่เคารพรักได้ทราบครับ&#8230;” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดกับประชาชน “ผมชื่นชมแม่หนูคนนี้มาก ประเทศของเรามีคนรุ่นใหม่แบบนี้มากจริงๆ ผมมั่นใจว่าสังคมของเราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ระบบการศึกษากล่อมเกลาให้เด็กๆเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเรียนอะไร ทำอะไร พวกเขาคำนึงถึงหน้าที่และประเทศชาติ ผมจึงขอทำนายว่า แม่หนูคนนี้และลูกหลานเราคนอื่นๆจะก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ในอนาคต ตราบใดที่ผมยังเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะพัฒนาลูกหลานเราให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นครับ&#8230;”</p>
<p>บรรดาชาวโกศลทั้งหลายที่ได้ฟังวิทยุหรือดูโทรทัศน์ ต่างปรบมือให้ท่านนายกรัฐมนตรีผู้นำอันเป็นที่รักอยู่ทุกมุมเมือง ทำให้บรรยากาศช่วงเช้าวันศุกร์ของประเทศโกศลมีแต่ความสุขและสดชื่นสมกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีปรารภเป็นหลักการไว้</p>
<p>“กระผมเห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งครับ…” ท่านผู้อาวุโสพูดขึ้นเมื่อได้จังหวะช่วงที่ท่านนายกรัฐมนตรีหันไปยิ้มให้กล้อง “กระผมจะนำไปขยายความอีกครั้งในรายการพูดสารพัดรู้สารพันของผม ว่าท่านนายกฯมีจิตใจยิ่งใหญ่ที่จะพัฒนาลูกหลานของเรา กระผมขอพูดตรงๆในที่นี้ว่า ถ้ากระผมอายุอ่อนเท่าแม่หนูนี่ ผมก็จะพูดอย่างที่แม่หนูพูดเหมือนกัน แต่ตอนนี้กระผมก็ทำได้แค่การแสดงความคิดเห็นสนับสนุนท่านนายกฯ อย่างไรก็ดี กระผมขอตั้งความหวังให้กับประเทศชาติของเราว่า จะมีท่านนายกฯคนปัจจุบันเป็นนายกฯไปตลอด ถึงกระผมไม่ได้ทำงานกับท่านโดยตรง แต่กระผมก็ดีใจที่ได้สนทนากับท่าน ได้สนับสนุนท่านทางความคิด ถ้ากระผมได้ตายตอนที่ท่านยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ก็นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งนะครับ”</p>
<p>“ขอบพระคุณครับท่านผู้อาวุโส ขอบใจแม่หนูมากที่มาสัมภาษณ์ลุงในวันนี้ เรื่องความฝันที่ใหญ่มากของหนูนั้น ลุงรับรองว่าเป็นจริงแน่ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องทำงานสื่อ แต่เป็นงานที่ใหญ่กว่านี้ ผมขอเรียนให้พ่อแม่พี่น้องทราบว่า ผมมีโครงการฝึกอบรมผู้นำรุ่นใหม่ โดยให้คัดเลือกลูกหลานของเราทั่วประเทศเข้ามาเรียนในโครงการ ผมขอประกาศว่า คนหนึ่งที่จะได้เข้าเรียนคือแม่หนูวัชรีโกศลคนนี้ แต่ก่อนที่โครงการจะเปิดดำเนินการ ให้แม่หนูวัชรีมาฝึกงานที่หนูอยากฝึกก่อน เมื่อโครงการผู้นำรุ่นใหม่เปิดดำเนินการ หนูก็ไปเข้าเรียนกับลูกหลานพ่อแม่พี่น้องชาวโกสลคนอื่นๆ ในท้ายสุดนี้ ผมขอขอบคุณ กสช. ที่จัดรายการนี้ให้ผมทุกสัปดาห์ ผมขอขอบพระคุณที่พี่น้องประชาชนรับชมและรับฟังผมตลอด ผมต้องการสิ่งใดก็ให้ผมเสมอมา สัปดาห์หน้าผมจะมาพบกับท่านอีกครั้งเหมือนเดิม ขอให้พักผ่อนวันสุดสัปดาห์อย่างมีความสุข ใช้เงินในกระเป๋าท่านให้เต็มที่นะครับ สวัสดีครับ”</p>
<p>ประชาชนชาวโกศลปรบมือให้นายกรัฐมนตรีของตนอย่างพร้อมเพรียง หลังจากการแถลงข่าวของท่านนายกรัฐมนตรีจบลง ทีวีและวิทยุก็ตัดเข้ารายการปกติ ซึ่งมีทั้งเกมโชว์ ภาพยนตร์ ละคร ตลก เพลง สัมภาษณ์ดารา การ์ตูน แฟชั่น ขายสินค้า ประกวดสาวงาม ประกวดชายงาม ประกวดผู้ชายใจหญิง ประกวดผู้หญิงใจชาย ประกวดสัตว์เลี้ยง ฯลฯ โดยทุกสถานีสามารถแข่งขันกันอย่างเสรี ซึ่งไม่มีมากขนาดนี้ที่ประเทศใดในโลกหรือกระทั่งในนิคมมนุษย์บนดาวต่างๆ นอกจากประเทศโกศลเท่านั้น.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-7/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๗)</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-6</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-6#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 19:51:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=110</guid>
		<description><![CDATA[ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แม่หนูวัชรีโกศลจาก อสมก. มาฝึกงานที่สำนักงานเลขานุการนายกรัฐมนตรี โดยอยู่ภายใต้การดูแลของท่านเลขาฯโกศล ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายไว้ว่า แม่หนูจะเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่จะฝึกฝนไปสู่การเป็นผู้รับผิดชอบสังคมโกศลในรุ่นถัดไป
“ผมขอให้ท่านเลขาฯฝึกฝนแม่หนูคนนี้ให้ดีจนกว่าโครงการผู้นำรุ่นใหม่จะเรียบร้อย เธอจะเป็นแบบอย่างหรือเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้หนุ่มๆสาวๆของประเทศโกศล ได้คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ จะทำให้พรรคของเรามั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น เป็นการสร้างฐานสำหรับคนรุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง รับรองว่า ท่านเลขาฯจะต้องเป็นเลขาฯของผมไปอีกนับสิบๆปี”

“ท่านนายกฯไม่ต้องกังวลในข้อนั้นครับ” ท่านเลขาฯโกศลรับคำสั่ง
“ถ้าสำเร็จตามที่ผมตั้งใจไว้ จะเป็นการสร้างรากฐานสำหรับพรรคโกศลของเรา กลไกในการสร้างความเชื่อมั่นจะทอดยาวไปอีกในอนาคต จนพวกเราตายไปแล้วก็จะยังคงอยู่ให้ลูกหลานของพวกเราได้เดินต่อไป”
“ครับท่านนายกฯ” ท่านเลขาฯโกศลรับคำหนักแน่น “แหม ผมรู้สึกทึ่งจริงๆที่ท่านนายกฯคิดโครงการนี้ขึ้นมาแล้วประกาศทันทีเลย”
“ความคิดของผมมันก็โลดโผนอย่างนี้บ่อยๆ แต่พอคิดแล้วก็ต้องพึ่งท่านเลขาฯนี่แหละเป็นกำลังสำคัญ” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความจริงใจอย่างสุดซึ้ง “ท่านอาจารย์ก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย ต้องเป็นมันสมองให้ผมจนไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรจึงจะหมดสิ้นได้”
“โอ๊ย! ท่านนายกฯพูดอย่างนี้ผมเห็นทีจะต้องรีบเกษียณเสียแล้ว” ท่านศาสตราจารย์โบกไม้โบกมือ “ที่ท่านดูแลผมอยู่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรจึงจะตอบแทนท่านได้สมค่า รู้สึกว่าที่ผมทำอยู่นี่ไม่ถึงหนึ่งในสิบที่ท่านนายกฯให้ความกรุณาแก่ผมเลย”
“ท่านอาจารย์พูดหนักเกินไปแล้ว” ท่านนายกรัฐมนตรีโค้งให้ท่านศาสตราจารย์ในท่านั่ง “ผมเป็นฝ่ายพึ่งพาอาศัยท่านอาจารย์มากกว่า อย่างโครงการฝึกผู้นำรุ่นใหม่คิดใหญ่ทำใหญ่ที่ท่านอาจารย์กรุณารับไปดำเนินการ”
“ข้อนี้เป็นความรับผิดชอบของผมอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดการศึกษาให้เหมาะสมเพื่อสร้างรากฐานให้แก่ชาติ” ท่านศาสตราจารย์ตอบ “ผมจะจัดเป็นหลักสูตรพิเศษภาคบังคับในระดับมหาวิทยาลัยเลย เพื่อพัฒนาแนวคิดเรื่องผู้นำรุ่นใหม่ให้เป็นมาตรฐาน”
“ครับท่านอาจารย์ แม่หนูวัชรีโกสลก็คงช่วยเป็นพรีเซ็นเตอร์ดึงคนหนุ่มๆสาวๆเข้าโครงการของท่านอาจารย์ได้เป็นอย่างดี” ท่านนายกรัฐมนตรีคาดการ “เพราะโดยชื่อเสียง ความนิยมในหมู่เด็กๆรุ่นใหม่ของเธอก็อยู่ในลำดับต้นๆอยู่แล้ว ความน่ารักน่าเอ็นดูของเธอก็จะทำให้ผู้ใหญ่ให้ความสนใจ ความฉลาดของเธอก็อยู่ในระดับเกินมาตรฐาน ดีนะที่ทาง อสมก. ส่งมาร่วมพูดคุยกับผมวันนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นผมก็คงคิดโครงการนี้ขึ้นมาไม่ได้”
“ครับ ท่านนายกฯ อย่างนี้น่าจะตอบแทนทางผู้บริหาร อสมก. ด้วยนะครับ” ท่านศาสตราจารย์แสดงความคิดเห็นเชิงแนะนำ
“ข้อนี้อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง อสมก. เป็นหน่วยงานภายใต้ กสช. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok07.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-111" style="margin: 10px 30px; border: 0px;" title="nayok07" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok07.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok07.jpg"></a>ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แม่หนูวัชรีโกศลจาก อสมก. มาฝึกงานที่สำนักงานเลขานุการนายกรัฐมนตรี โดยอยู่ภายใต้การดูแลของท่านเลขาฯโกศล ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายไว้ว่า แม่หนูจะเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่จะฝึกฝนไปสู่การเป็นผู้รับผิดชอบสังคมโกศลในรุ่นถัดไป</p>
<p>“ผมขอให้ท่านเลขาฯฝึกฝนแม่หนูคนนี้ให้ดีจนกว่าโครงการผู้นำรุ่นใหม่จะเรียบร้อย เธอจะเป็นแบบอย่างหรือเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้หนุ่มๆสาวๆของประเทศโกศล ได้คิดใหญ่ ทำใหญ่ ทำให้ไว ทำให้เสร็จ จะทำให้พรรคของเรามั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น เป็นการสร้างฐานสำหรับคนรุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง รับรองว่า ท่านเลขาฯจะต้องเป็นเลขาฯของผมไปอีกนับสิบๆปี”<br />
<span id="more-110"></span><br />
“ท่านนายกฯไม่ต้องกังวลในข้อนั้นครับ” ท่านเลขาฯโกศลรับคำสั่ง</p>
<p>“ถ้าสำเร็จตามที่ผมตั้งใจไว้ จะเป็นการสร้างรากฐานสำหรับพรรคโกศลของเรา กลไกในการสร้างความเชื่อมั่นจะทอดยาวไปอีกในอนาคต จนพวกเราตายไปแล้วก็จะยังคงอยู่ให้ลูกหลานของพวกเราได้เดินต่อไป”</p>
<p>“ครับท่านนายกฯ” ท่านเลขาฯโกศลรับคำหนักแน่น “แหม ผมรู้สึกทึ่งจริงๆที่ท่านนายกฯคิดโครงการนี้ขึ้นมาแล้วประกาศทันทีเลย”</p>
<p>“ความคิดของผมมันก็โลดโผนอย่างนี้บ่อยๆ แต่พอคิดแล้วก็ต้องพึ่งท่านเลขาฯนี่แหละเป็นกำลังสำคัญ” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความจริงใจอย่างสุดซึ้ง “ท่านอาจารย์ก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย ต้องเป็นมันสมองให้ผมจนไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรจึงจะหมดสิ้นได้”</p>
<p>“โอ๊ย! ท่านนายกฯพูดอย่างนี้ผมเห็นทีจะต้องรีบเกษียณเสียแล้ว” ท่านศาสตราจารย์โบกไม้โบกมือ “ที่ท่านดูแลผมอยู่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรจึงจะตอบแทนท่านได้สมค่า รู้สึกว่าที่ผมทำอยู่นี่ไม่ถึงหนึ่งในสิบที่ท่านนายกฯให้ความกรุณาแก่ผมเลย”</p>
<p>“ท่านอาจารย์พูดหนักเกินไปแล้ว” ท่านนายกรัฐมนตรีโค้งให้ท่านศาสตราจารย์ในท่านั่ง “ผมเป็นฝ่ายพึ่งพาอาศัยท่านอาจารย์มากกว่า อย่างโครงการฝึกผู้นำรุ่นใหม่คิดใหญ่ทำใหญ่ที่ท่านอาจารย์กรุณารับไปดำเนินการ”</p>
<p>“ข้อนี้เป็นความรับผิดชอบของผมอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดการศึกษาให้เหมาะสมเพื่อสร้างรากฐานให้แก่ชาติ” ท่านศาสตราจารย์ตอบ “ผมจะจัดเป็นหลักสูตรพิเศษภาคบังคับในระดับมหาวิทยาลัยเลย เพื่อพัฒนาแนวคิดเรื่องผู้นำรุ่นใหม่ให้เป็นมาตรฐาน”</p>
<p>“ครับท่านอาจารย์ แม่หนูวัชรีโกสลก็คงช่วยเป็นพรีเซ็นเตอร์ดึงคนหนุ่มๆสาวๆเข้าโครงการของท่านอาจารย์ได้เป็นอย่างดี” ท่านนายกรัฐมนตรีคาดการ “เพราะโดยชื่อเสียง ความนิยมในหมู่เด็กๆรุ่นใหม่ของเธอก็อยู่ในลำดับต้นๆอยู่แล้ว ความน่ารักน่าเอ็นดูของเธอก็จะทำให้ผู้ใหญ่ให้ความสนใจ ความฉลาดของเธอก็อยู่ในระดับเกินมาตรฐาน ดีนะที่ทาง อสมก. ส่งมาร่วมพูดคุยกับผมวันนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นผมก็คงคิดโครงการนี้ขึ้นมาไม่ได้”</p>
<p>“ครับ ท่านนายกฯ อย่างนี้น่าจะตอบแทนทางผู้บริหาร อสมก. ด้วยนะครับ” ท่านศาสตราจารย์แสดงความคิดเห็นเชิงแนะนำ</p>
<p>“ข้อนี้อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง อสมก. เป็นหน่วยงานภายใต้ กสช. ผมสั่งให้ กสช. จ่ายโบนัสพิเศษแก่ผู้อำนวยการ อสมก. แล้ว โดยโยกงบจากกองคลังกลางสำนักนายกฯไปให้ 100 ล้านเหรียญ อันที่จริงแล้วการออกระเบียบให้หน่วยงานต่างๆส่งงบที่ใช้ไม่หมดมาไว้ที่กองคลังกลางสำนักนายกฯนี่ ทำให้ผมสะดวกในการจ่ายจริงๆ ไม่ต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ยุ่งยาก ไม่ต้องให้สภาลงมติเหมือนงบประจำปี ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์จริงๆที่แนะนำให้ทำระเบียบนี้ขึ้นมา” ท่านนายกรัฐมนตรีค้อมหัวให้ท่านศาสตราจารย์อีกครั้ง “สรุปว่า ผมต้องรบกวนท่านอาจารย์เรื่องโครงการผู้นำคนรุ่นใหม่นะครับ”</p>
<p>“ข้อนั้น ท่านนายกฯไม่ต้องห่วง” ท่านศาสตราจารย์รับคำ</p>
<p>“อีกอย่าง ผมอยากเรียนถามท่านอาจารย์เรื่องวินิจฉัยกรณีเอไอเอสด้วยครับ” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดขึ้น</p>
<p>“เรื่องนั้น ท่านนายกฯสบายใจได้ ผมสอบถามทางศาลสรรพวินิจฉัยแล้ว ทางโน้นได้ตรวจสอบข้อกฎหมายแล้วสรุปว่าสามารถทำได้ รัฐธรรมนูญไม่มีห้ามไว้ ใช้หลักเดียวกับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของท่านนายกฯครับ เป็นการมาในฐานะบุคคลไม่ใช่ตำแหน่ง และเรื่องที่ท่านหญิงเอกฯเป็นเจ้าของนั้นก็ไม่มีห้ามไว้ว่าไม่ให้บริษัทฯที่ครอบครัวนายกรัฐมนตรีหรือนักการเมืองอื่นเป็นเจ้าของ หรือถือหุ้น หรือมีผลประโยชน์อื่นใด รับงานโครงการของรัฐ ห้ามเฉพาะบริษัทฯที่นักการเมืองเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นหรือเกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น ฉะนั้น เอไอเอสสามารถทำได้ และสามารถอ้างเหตุผลที่สมควรยิ่งขึ้นได้ว่า การที่ท่านหญิงเอกฯเป็นเจ้าของบริษัทฯนั้น จะยิ่งทำให้สามารถประหยัดงบประมาณยิ่งขึ้น เพราะท่านหญิงเอกฯย่อมลดกำไรหรือควบคุมต้อนทุนให้ต่ำลงได้ ทำให้ลดราคาค่าจ้างลงได้อีก ทั้งท่านประธานกรรมการการสื่อสารและส่งเสียงแห่งชาติที่เป็นเจ้าของโครงการก็เป็นประธานบริษัทฯด้วย จึงยิ่งทำให้ควบคุมการทำงานได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น นำไปสู่ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน สรุปแล้ว รัฐบาลได้กำไรสองต่อ คือ ประหยัดงบประมาณมากขึ้นและได้คุณภาพงานเพิ่มขึ้น เหลืองบส่งมาให้ท่านที่กองคลังกลางของสำนักนายกฯเพิ่มขึ้น ประเมินอย่างคร่าวๆก็ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ตกประมาณ 10,000-15,000 ล้านเหรียญต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ”</p>
<p>“ถ้าอย่างนั้นผมก็เบาใจ” ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกพอใจคำตอบของท่านศาสตราจารย์ “ผมห่วงอยู่อย่างเดียวว่า กรณีนี้ภรรยาผมเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะก่อนหน้านี้บริษัทอื่นๆที่ได้งานไปภรรยาผมไม่ได้เป็นเจ้าของโดยตรง บริษัทในเครือของเขาเป็นเจ้าของ ผู้บริหารก็ไม่ใช่เขาเอง จึงไม่มีปัญหา พอมาเจอกรณีนี้ผมก็เลยไม่อยากให้มีปัญหา ถึงเขาไม่ได้บริหารเอง แต่มีชื่อเป็นเจ้าของ”</p>
<p>“ไม่มีปัญหาครับท่านนายกฯ หรือถ้าจะให้มั่นคงมากขึ้นก็ส่งให้สภาอนุมัติหรือเห็นชอบ เพราะงบประมาณมากขนาดนี้สามารถส่งให้สภาเห็นชอบได้ ถึงแม้ไม่ได้บังคับไว้แต่ถ้าส่งไปก็จะทำให้สาธารณชนเชื่อมั่นยิ่งขึ้น แนบคำวินิจฉัยของศาลสรรพวินิจฉัยไปด้วย แบบนี้ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนจากประเทศเพิ่มขึ้นมากด้วย ว่าพวกเราทำงานตามมาตรฐานประชาธิปไตยสากล”</p>
<p>“ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่ท่านอาจารย์บอก” ท่านนายกฯหันไปหาเลขาฯคู่ใจ “เมื่อได้คำวินิจฉัยแล้วท่านเลขาฯ ส่งเรื่องไปที่สภาเลยนะ ทางรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจเขาทำเรื่องอนุมัติงบประมาณเสร็จแล้ว เข้าประชุมรัฐมนตรีคราวหน้า ถ้าได้มติจากสภาแล้วก็เป็นอันว่าได้ทั้งเงินได้ทั้งใบอนุญาตตามกฎหมาย จะได้ดำเนินการเลย”</p>
<p>เมื่อเรื่องราวทั้งหลายปรากฏเช่นนี้ ยิ่งทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีมีความยินดีเพิ่มขึ้นหลายเท่า ท่านต้อนรับแม่หนูวัชรีโกศลที่มาฝึกฝนเป็นแบบอย่างของผู้นำรุ่นใหม่เป็นการภายในแต่ยิ่งใหญ่ โดยสั่งอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากนอกโลกล้วนๆ ซึ่งปกติแล้วเป็นเมนูสำหรับการต้อนรับอาคันตุกะระดับผู้นำเท่านั้น โดยท่านให้เหตุผลว่า แม่หนูวัชรีโกศลก็เป็นผู้นำเช่นกัน แม้ว่าเวลานั้นยังมาไม่ถึง แต่อย่างไรก็จะก้าวขึ้นไปเป็นบุคคลระดับผู้นำของประเทศในวันหนึ่งข้างหน้า การที่จะเลี้ยงอาหารผู้นำในอนาคตสักมื้อหนึ่งก็ไม่เสียหายอันใด อีกอย่าง แม่หนูวัชรีโกศลก็มาหลายวันแล้ว แต่ท่านยังไม่ได้ทักทายเลย ถือว่าเป็นการทักทายย้อนหลังไปพร้อมกัน</p>
<p>เจ้าหน้าที่ของสำหนักงานเลขานุการนายกรัฐมนตรีจึงมีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารเมนูพิเศษอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน เพราะอาศัยบุญบารมีของแม่หนูวัชรีโกศลโดยแท้ ซึ่งปกติพวกเขาก็ชื่นชมเธอในฐานะพิธีกรรายการสัมภาษณ์ดาราอยู่แล้ว พอมาถึงงานนี้ ถึงกับทำให้รักเธอเลย แม่หนูวัชรีโกศลก็สวยน่ารักจนทำให้คนหลงใหลได้ด้วยตัวของเธอเองอยู่แล้ว</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งพอใจเป็นที่สุดที่ทฤษฎีผู้นำรุ่นใหม่ของท่านมีแนวโน้มว่าจะได้ผลตั้งแต่ยังไม่ทันลงมือทำจริงๆ แบบนี้ แม้ท่านจะตายจากไปแล้ว รากฐานที่ท่านได้สร้างไว้ก็จะทำให้ลูกหลานท่านเป็นผู้นำต่อไปอีกเป็นเวลานาน</p>
<p>ท่านกลับถึงบ้านด้วยอาการคึกคักแจ่มใสจนท่านหญิงเอกโกศลประเทศผู้เป็นภรรยาแปลกใจ ลูกชายและลูกสาวของท่านที่กลับจากทำงานพร้อมกับผู้เป็นแม่ถึงกับแซวหนักๆว่า คุณพ่อต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ</p>
<p>“หรือข่าวลือเป็นจริงคะ” ลูกสาวของท่านเป็นคนเริ่มประเด็นเมื่ออยู่กันพร้อมหน้าในห้องนั่งเล่นก่อนเข้านอน “เห็นทีต้องตรวจสอบจริงๆแล้วล่ะค่ะคุณแม่”</p>
<p>“ข่าวอะไร ลืออะไรหรือลูก” ท่านนายกรัฐมนตรีถามลูกสาว “ข่าวลือทหารจะยึดอำนาจพ่อหรือเปล่า พ่อไม่เห็นได้ข่าวเลย”</p>
<p>“แหมคุณพ่อ จะมีทหารคนไหนกล้ายึดอำนาจคุณพ่อคะ เขารักคุณพ่ออย่างกะอะไรดี” ลูกสาวหัวเราะคิกคัก “ข่าวลือที่ว่าน่ะ เขาว่าคุณพ่อพาผู้หญิงมาไว้ที่ทำเนียบ เป็นดาวสังคมเสียด้วยสิคะ”</p>
<p>“ปะโธ่เอ๊ย! ยัยนี่” ท่านนายกรัฐมนตรีหัวเราะให้ลูกสาว “พูดเสียอย่างนี้พ่ออาจโดนแม่ตัดเบี้ยเลี้ยงก็ได้นะ”</p>
<p>“ถ้าขืนท่านทำอย่างนั้นจริง ดิฉันไม่ตัดหรอกค่ะเบี้ยเลี้ยง ดิฉันจะสั่งให้ทหารยึดอำนาจจากท่านเลยจริงๆ” ภรรยาท่านพูดเสียงขึงขัง “ดิฉันจ่ายเงินให้เขาก็มากอยู่นะคะ อาวุธส่วนที่ดิฉันต้องซื้อจากต่างประเทศมาให้น่ะ กี่ครั้งๆก็ต้องจ่าย แหม! ทหารของท่านคิดเงินเก่งเหมือนกันนะคะ ที่สำคัญอีกอย่าง พวกเขาต้องเชื่อฟังดิฉันเพราะดิฉันเป็นผู้พิจารณาความชอบ เลื่อนตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายเดี๋ยวนี้พวกเจ้าพนักงานรัฐทั้งใหญ่ทั้งเล็กมาหาดิฉันทุกวันจนลูกต้อนรับจะไม่ไหวอยู่แล้วล่ะท่าน”</p>
<p>“โถท่านหญิงเอกฯครับ อย่าถึงขนาดนั้นเลย ผมไม่กล้าทำหรอก” ท่านนายกรัฐมนตรีทำสีหน้าท่าทางว่ากลัวอย่างที่สุด “ลูกเอ๊ย ช่วยพ่อทีลูกสาวกับแม่เขาถล่มพ่อยับแล้ว” ท่านนายกรัฐมนตรีหันไปทางลูกชาย</p>
<p>“แหม คุณพ่อครับ คุณพ่อสั่งทหารได้ทั้งกองทัพอยู่แล้ว คุณพ่อก็เพิ่มเบี้ยหวัดประจำปีให้หนักๆมากกว่าคุณแม่ แค่นี้ทหารเขาก็ไม่ทำอะไรคุณพ่อแล้วล่ะ”</p>
<p>“เออ จริงสินะ ฮ่าๆ ขอบใจมากลูก” ท่านนายกรัฐมนตรีตบไหล่ลูกชาย “เอาเถอะ จะบอกความจริงให้ฟัง พ่อพาผู้หญิงไปที่ทำเนียบจริงนั่นแหละ แต่ไปฝึกเป็นตัวแทนของประเทศชาติ&#8230;” แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เล่าถึงเรื่องโครงการผู้นำรุ่นใหม่จนจบ แล้วตบท้ายว่า “&#8230;คนพวกนี้แหละที่จะทำงานให้ลูกในอนาคตข้างหน้าตอนที่พ่อตายไปแล้ว หรือพ่อทำไม่ไหว ลูกคนใดคนหนึ่งก็ต้องขึ้นไปแทนพ่อ”</p>
<p>“โอ้โห กว่าพวกเราจะได้ขึ้นไปทำ ไม่แก่เท่ากับพ่อตอนนี้หรือ” ลูกชายพูดขึ้นพลางหัวเราะ</p>
<p>“อย่าทำเป็นเล่นไป” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดจริงจัง “ที่พ่อพูดอะไรๆให้ฟังทุกวันนี่ก็เพื่อให้ลูกได้รู้ได้เรียนไว้ เมื่อเวลาเหมาะสม ลูกคนใดคนหนึ่งก็ต้องแยกออกมาอยู่กับพ่ออย่างจริงๆจังๆ ต้องแบ่งงานกัน คนหนึ่งเตรียมสืบทอดงานคุณแม่ อีกคนเตรียมสืบทอดงานของพ่อ ที่ช่วยแม่เขาดูแลพวกพนักงานของรัฐน่ะดีแล้ว จะได้รู้จักคุ้นเคย ถึงตอนนั้นเขาก็จะได้เป็นฐานให้ลูกได้”</p>
<p>“หนูยกให้พี่เลย หนูจะอยู่กับคุณแม่” ลูกสาวรีบออกตัว “จะได้สั่งนายกรัฐมนตรีได้เหมือนคุณแม่”</p>
<p>“โอ๊ย ตอนนั้นพี่มีคนสั่งการเป็นของตนเองแล้ว ไม่ต้องอาศัยน้องหรอกแม่คุณ” พี่ชายบอกน้องสาว “พี่ไม่อยู่เป็นโสดให้เธอสั่งๆๆๆหรอกน่า”</p>
<p>น้องสาวหัวเราะคิกคักเมื่อได้ยินพี่ชายพูด</p>
<p>“แล้วเรื่องงานบริหารข่าวสารของท่าอวกาศยานล่ะคะท่านนายกฯ” ภรรยาท่านถามขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน “ทางศาลสรรพวินิจฉัยของท่านอาจารย์ว่ายังไง”</p>
<p>“ท่านอาจารย์รับรองแล้วว่าไม่มีปัญหา แต่ผมต้องให้ทางสภาเห็นชอบก่อน เพราะเรื่องนี้มันใหญ่ แถมชัดเจนเกินไป ถ้าท่านหญิงเอกฯไม่ได้เป็นเจ้าของโดยตรงก็ไม่ยุ่งยากอย่างนี้หรอก” ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ “แต่ท่านหญิงเอกฯต้องช่วยประหยัดๆด้วยนะ จะได้มีเงินเหลือส่งไปที่กองคลังกลางฯ ของผมมากหน่อย ส่วนเรื่องโครงการเมืองใหม่ของท่าอวกาศยาน ผมเพิ่มงบเป็น 70 ล้านล้านเผื่อใช้งบเหลือ โครงการนี้ต้องให้บริษัทร่วมทุนโกศลอเมริเซียที่เคยสร้างท่าขนส่งสินค้าเป็นคนรับงานตามที่เขาขอไว้ คุณหญิงเอกฯช่วยต่อรองราคาให้มากๆหน่อยตอนเจรจาน่ะ เอาให้มากกว่าครั้งก่อนได้ยิ่งดี”</p>
<p>“ค่ะท่าน แต่ยังไม่เห็นเรื่องส่งมาเลย”</p>
<p>“กำลังทำเอกสารประมูลกันอยู่”</p>
<p>“แต่เจ้านี้ค่อนข้างเรื่องมากนะคะ อย่างที่ดิฉันบอก คราวก่อนกว่าจะยอมก็ต้องให้ดิฉันรับรองว่าจะต้องได้โครงการใหม่หลังจากโครงการนั้นเสร็จ คราวนี้ ท่านอาจต้องเตรียมโครงการต่อไปไว้ให้พวกเขาด้วย”</p>
<p>“ถ้าลดได้มากกว่าคราวที่แล้ว ผมอาจให้ทำท่าอวกาศยานที่นิคมสักที่ใดที่หนึ่งเลย กำลังศึกษาอยู่ มูลค่าโครงการเฉพาะท่าขนส่งสินค้าอย่างต่ำๆก็ เป็นหมื่นๆล้านล้านเหรียญ ” ท่านนายกรัฐมนตรีแจง</p>
<p>“ก็น่าจะไม่มีปัญหาค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้”</p>
<p>“สำหรับส่วนค่าตอบแทนของคุณ ผมก็จะใช้เงินจากกองคลังกลางฯของผมเป็นโบนัสให้เหมือนเดิม ในฐานะที่คุณทำงานให้รัฐบาลฟรีๆทุกงาน จึงตอบแทนเป็นโบนัสให้นิดๆหน่อยๆสัก 1,000 หรือ 2,000 ล้าน เงินส่วนนี้ผมใช้ได้ตามอัธยาศัยอยู่แล้ว ประชาชนก็ไม่ได้สนใจว่าผมจะใช้อะไรไปบ้าง คุณก็ไม่ต้องรับค่าตอบแทนจากโครงการโดยตรงเหมือนที่เคยทำมา ต้องรักษาหลักการตรงนั้นไว้อย่างถาวร”</p>
<p>“ดิฉันก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้วนี่คะ” ภรรยาท่านนายกรัฐมนตรีบอกสามี “ดิฉันบอกไม่รับก็ไม่รับ แต่โบนัสนี่ท่านสัญญาแล้วถ้าไม่จ่ายต้องเป็นเรื่องแน่ ลูกสองคนเป็นพยานนะ”</p>
<p>ภรรยาท่านนายกรัฐมนตรีหันไปพูดกับลูกๆ</p>
<p>“แล้วคุณแม่จะแบ่งหนูเท่าไรล่ะ” ลูกสาวถามมารดา “พยานก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนกันนะคะ”</p>
<p>“ลูกชายก็ต้องไม่น้อยกว่าลูกสาว” ลูกชายพูดขึ้นบ้าง</p>
<p>“ฮ่าๆ” ท่านนายกรัฐมนตรีโกศลหัวเราะเสียงดัง หากไม่ใช่ในครอบครัวท่านจะไม่หัวเราะเสียงดังขนาดนี้ในที่แห่งใด “นักล็อบบี้ระดับโลกจนมุมก็คราวนี้แหละ”<br />
<strong><br />
แล้วเสียงหัวเราะจากพ่อแม่ลูกทั้งสี่คนก็ดังประสานกันขึ้น บ่งบอกถึงความสุขใจของเจ้าของเสียงหัวเราะนั้น ซึ่งเป็นครอบครัวของนายกรัฐมนตรีผู้เป็นที่รักของประชาชนในประเทศที่ประชาชนร่ำรวยและสุขสบายที่สุดในโลก.</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-6/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก (๘)</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-5</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5-5#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 19:44:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิโณมิค]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolbooks.kosolnet.com/?p=106</guid>
		<description><![CDATA[จู่ๆนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศลต้องพบกับเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก่อน ซ้ำยังเป็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่ท่านภูมิใจนักหนาว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ผลมานับสิบปี ทำให้ประชาชนร่ำรวยเงินทอง อยู่ดีกินดี แทบไม่ต้องทำอะไรก็มีเงินมากจนใช้ไม่ทันนั้น พอมาถึงวันนี้กลับเกิดผลข้างเคียงแบบฉับพลัน ที่ทำให้คนฉลาดที่สุดในประเทศอย่างท่านก็นึกไม่ถึง

นั่นคือ ประชาชนพร้อมใจกันจ่ายค่ารักษาพยาบาล 30 เหรียญ ทั้งๆที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมแค่ 13 เหรียญ โดยให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นผู้รับ อ้างเหตุผลว่าไม่อยากเอาเปรียบรัฐบาล เพราะรัฐบาลดูแลมามากแล้ว ขอให้เจ้าหน้ารับไว้ก่อน เพราะนี่เป็นความประสงค์ของประชาชน เมื่อเป็นความประสงค์ของประชาชน ที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เจ้าหน้าที่ต้องทำตามที่กำหนดไว้ใน “คู่มือบริการประชาชน” อันเป็นระเบียบปฏิบัติของเจ้าพนักงานของรัฐ
เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดที่ไหนไม่เกิด แต่ไปเกิดที่พื้นที่ภาคใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเลือกตั้งของ ส.ส. ฝ่ายคัดค้านที่มีอยู่ไม่กี่คนในสภา และเป็นที่ทราบกันดีว่า ประชาชนในภาคใต้นั้นเป็นคนพูดจริงทำจริง ถ้าเห็นว่าถูกต้องก็ไม่รีรอที่จะทำ จุดเกิดเหตุก็เป็นเมืองชายแดนไกลสุดกู่ที่มีประชากร 20,000 คน โรงพยาบาลประจำเมืองเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก มีเตียง 500 เตียง มีหมอ 300 คน พยาบาล 1,000 คน เจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆอีก 1,500 คน งบประมาณปีละเพียง 200,000 ล้านเหรียญ แต่ปรากฏว่ามีงบเหลือส่งคืนกองคลังกลางสำนักนายกฯทุกปี
ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้กังวลว่า ส.ส. ฝ่ายคัดค้านจะนำไปเป็นข้ออ้างโจมตีท่านในทางการเมือง แต่ท่านตกใจที่เกิดเหตุการณ์ประชาชนปฏิเสธการจ่ายเงินให้รัฐตามอัตรากฎหมายกำหนด ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลยที่ประชาชนจะยอมละเมิดกฎหมาย นับแต่ท่านทำให้ประชาชนทุกคนพ้นเส้นความยากจนใน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok08.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-107" style="margin: 15px 30px; border: 0px;" title="nayok08" src="http://kosolbooks.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/nayok08.jpg" alt="" width="90" height="90" /></a>จู่ๆนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศโกศลต้องพบกับเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก่อน ซ้ำยังเป็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่ท่านภูมิใจนักหนาว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ผลมานับสิบปี ทำให้ประชาชนร่ำรวยเงินทอง อยู่ดีกินดี แทบไม่ต้องทำอะไรก็มีเงินมากจนใช้ไม่ทันนั้น พอมาถึงวันนี้กลับเกิดผลข้างเคียงแบบฉับพลัน ที่ทำให้คนฉลาดที่สุดในประเทศอย่างท่านก็นึกไม่ถึง<br />
<span id="more-106"></span><br />
นั่นคือ ประชาชนพร้อมใจกันจ่ายค่ารักษาพยาบาล 30 เหรียญ ทั้งๆที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมแค่ 13 เหรียญ โดยให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นผู้รับ อ้างเหตุผลว่าไม่อยากเอาเปรียบรัฐบาล เพราะรัฐบาลดูแลมามากแล้ว ขอให้เจ้าหน้ารับไว้ก่อน เพราะนี่เป็นความประสงค์ของประชาชน เมื่อเป็นความประสงค์ของประชาชน ที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เจ้าหน้าที่ต้องทำตามที่กำหนดไว้ใน “คู่มือบริการประชาชน” อันเป็นระเบียบปฏิบัติของเจ้าพนักงานของรัฐ</p>
<p>เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดที่ไหนไม่เกิด แต่ไปเกิดที่พื้นที่ภาคใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเลือกตั้งของ ส.ส. ฝ่ายคัดค้านที่มีอยู่ไม่กี่คนในสภา และเป็นที่ทราบกันดีว่า ประชาชนในภาคใต้นั้นเป็นคนพูดจริงทำจริง ถ้าเห็นว่าถูกต้องก็ไม่รีรอที่จะทำ จุดเกิดเหตุก็เป็นเมืองชายแดนไกลสุดกู่ที่มีประชากร 20,000 คน โรงพยาบาลประจำเมืองเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก มีเตียง 500 เตียง มีหมอ 300 คน พยาบาล 1,000 คน เจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆอีก 1,500 คน งบประมาณปีละเพียง 200,000 ล้านเหรียญ แต่ปรากฏว่ามีงบเหลือส่งคืนกองคลังกลางสำนักนายกฯทุกปี</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้กังวลว่า ส.ส. ฝ่ายคัดค้านจะนำไปเป็นข้ออ้างโจมตีท่านในทางการเมือง แต่ท่านตกใจที่เกิดเหตุการณ์ประชาชนปฏิเสธการจ่ายเงินให้รัฐตามอัตรากฎหมายกำหนด ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลยที่ประชาชนจะยอมละเมิดกฎหมาย นับแต่ท่านทำให้ประชาชนทุกคนพ้นเส้นความยากจนใน 6 ปีแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีร้อนใจถึงขนาดจะไปพบท่านศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้ แต่ท่านศาสตราจารย์ห้ามไว้โดยตัวท่านเองเป็นฝ่ายรีบทิ้งงานอื่นเดินทางมาพบท่านนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล</p>
<p>“รองนายกฯฝ่ายเสริมสร้างความสงบสุขและมั่นคงของประชาชน เพิ่งรายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่แล้วว่า ประชาชนเรียกร้องจะจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 30 เหรียญ ผมก็ไม่นึกว่าจะรวดเร็วขนาดนี้” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดด้วยความเป็นกังวล “แบบนี้ ผมกลัวจะบานปลาย ถ้ายอมให้ที่นั่นจ่าย ต่อไปก็ต้องยอมให้ที่อื่นจ่าย แบบนี้อาจจะควบคุมไม่ได้ ประชาชนทั้งหมดก็ต้องแบกรับภาระเพิ่มมากขึ้นสิครับ”</p>
<p>“ใจเย็นๆครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นคนฉลาดที่สุดในประเทศนี้ ต้องหาทางออกได้แน่นอนครับ” ท่านศาสตราจารย์ออกความเห็นในทางสร้างสรรค์ “ผมคิดว่า การที่ประชาชนต้องการจ่ายเงินให้รัฐ แสดงว่าประชาชนอยู่ดีกินดี ซึ่งดีกว่าไม่มีจ่ายให้รัฐนะครับ”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีมองหน้าท่านศาสตราจารย์สลับกับท่านเลขาฯ ไปมา สีหน้าดีขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของศาสตราจารย์</p>
<p>“แหม ผมลืมไปครับท่านอาจารย์ ลืมไปว่าผมเป็นคนฉลาดที่สุด นี่ถ้าไม่ได้อาจารย์ช่วยเตือนสติ ผมอาจลืมไปจริงๆเลยก็ได้”</p>
<p>“ไม่หรอกครับ คนฉลาดอย่างท่านไม่นานก็นึกออก ผมเพียงแต่ช่วยลัดเวลาให้สั้นลงเท่านั้นเอง”</p>
<p>“ขอบคุณมากครับท่านอาจารย์ ก็เหมือนที่ผมบอกอยู่เสมอว่า ท่านอาจารย์น่ะฉลาดเท่าผม แต่ท่านอาจารย์ไม่ยอมรับ” ท่านนายกรัฐมนตรีอารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว “ยังไงผมก็เชื่อไม่สนิทใจหรอกครับที่อาจารย์บอกว่าฉลาดน้อยกว่าผม”</p>
<p>“ความจริงเป็นเช่นนั้นครับท่านนายกฯ” ท่านศาสตราจารย์ยังคงยืนยัน “ทีนี้ ท่านนายกฯจะพอนึกหาหนทางการแก้ไขปัญหาได้บ้างหรือยังครับ”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีมองท่านศาสตราจารย์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ที่จริงนั้น ท่านคิดหาทางออกไว้แล้วหลายทาง สมองอันชาญฉลาดของท่านใช้เวลาไม่นานก็คิดอะไรได้มากมาย ขณะที่รอท่านศาสตราจารย์อยู่นั้น ท่านร่างแผนการคร่าวๆไว้ในสมองแล้ว</p>
<p>“ผมก็พอมีความคิดอยู่บ้างแล้วท่านอาจารย์” ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ “ผมใช้เวลาวิเคราะห์สาเหตุที่มาที่ไปอยู่ ตามหลักแห่งศาสนาของเราที่สอนให้ใช้เหตุผล ใช้อิทัปปัจยตา”</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรียกคำทางศาสนาขึ้นมาอ้างอิง อันแสดงให้เห็นว่าท่านเชี่ยวชาญในเรื่องแนวคิดทางศาสนามากจนนำมาปรับใช้ในการบริหารประเทศอย่างได้ผล ซึ่งอันที่จริงแล้ว ท่าน ท่านศึกษาศาสนาอย่างเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งกว่านักบวชอาวุโสหลายๆรูป เพราะในกาลก่อน ท่านเรียนทางศาสนาสำเร็จถึงปริญญาขั้นสูงสุด อันเป็นความรู้อีกแขนงหนึ่งที่ท่านศึกษาได้ถึงระดับนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บางครั้งท่านถึงกับยกธรรมขึ้นมาสั่งสอนนักบวชอาวุโสบางรูปได้ด้วยซ้ำ ท่านนำพรรครักโกศลของท่านเอาชนะใจชาวโกศลจนสามารถขึ้นบริหารประเทศได้ยาวนาน ส่วนหนึ่งก็เพราะหลักการทางศาสนาที่ท่านนำมาปรับใช้ในการทำงานนี่เอง<br />
“หลักอิทัปปัจยตาก็คือผลย่อมมาจากเหตุ เหตุย่อมนำไปสู่ผล การที่ประชาชนขัดขืนกฎหมายโดยจ่ายค่ารักษาพยาบาลเกิน 13 บาท ก็มาจากสาเหตุหลายประการซึ่งสืบเนื่องมาจากการทำงานของผมเอง” ท่านนายกรัฐมนตรีพูดขึ้นมาด้วยท่าทางราวกับท่านกำลังเป็นนักบวชอาวุโสสั่งสอนธรรม “เหตุนั้นก็ได้แก่ ประชาชนมีเงินมากแต่ไม่ค่อยได้ใช้จึงต้องการใช้เงินบ้าง เหตุที่ประชาชนไม่ได้ใช้เงินก็เพราะรัฐบาลจัดหาสวัสดิการให้อย่างเกินความต้องการจนแทบไม่ต้องใช้เงินตัวเองซื้อหา เหตุที่รัฐบาลจัดสรรสวัสดิการให้ประชาชนได้มากขนาดนั้นก็เพราะการทำงานของรัฐบาลบรรลุผลทุกๆด้าน ทำให้เศรษฐกิจดี มีเงินหมุนเวียนในระบบจนล้น นำไปเป็นกองทุนประจำเมือง ประจำตำบล ประจำหมู่บ้าน ให้ประชาชนกู้ยืมไปใช้โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยและไม่มีกำหนดเวลาชำระคืน ซ้ำยังกู้เพิ่มเติมได้ตลอดเวลา ที่รัฐบาลทำงานบรรลุผลทุกๆด้านก็เพราะมีนายกรัฐมนตรีที่ฉลาดที่สุดในประเทศเป็นผู้คิดวางแผนและสั่งให้ทำ เหตุก็เป็นอย่างนี้ ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็น ซึ่งผมไม่คิดมาก่อนว่า ปัญหาจะเกิดขึ้นมาแบบนี้”<br />
“แล้วท่านนายกรัฐมนตรีคิดแก้ไขปัญหาไว้ยังไงครับ” ท่านศาสตราจารย์ถาม<br />
“ผมคิดว่าต้องแก้ไขที่เหตุ เมื่อเงินล้นระบบก็ต้องหาทางดึงออกมา ซึ่งผมสั่งการให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจศึกษาอยู่ แต่คงไม่ทันการณ์แล้ว ผมคงต้องสั่งการตั้งกองทุนขึ้นอีกแบบหนึ่ง เป็นกองทุนกู้ยืมเงินชาวบ้าน ให้ชาวบ้านเอาเงินมาให้กองทุนกู้ยืม โดยให้จ่ายดอกเบี้ยให้กองทุนด้วย แบบนี้ก็จะทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าได้ใช้เงิน แล้วผมก็จะให้กองทุนกู้ยืมเงินชาวบ้านที่ว่านี้บ้านส่งส่วนที่เป็นดอกเบี้ยที่ชาวบ้านจ่ายให้นั้นมาไว้ที่กองคลังกลางของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมสามารถนำไปใช้ในกิจการใดก็ได้ คงพอจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ ก่อนที่รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจศึกษาโครงการเสร็จ”<br />
ท่านศาสตราจารย์ยังคงนิ่งเงียบ เป็นสัญญาณว่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีพูดต่อ<br />
“นี่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ป้องกันไม่ให้ชาวบ้านที่อื่นๆเอาอย่าง เพราะเรื่องนี้สั่งสมมานาน ถ้าหากปล่อยให้เลยตามเลยจะควบคุมไม่ได้”<br />
“ท่านนายกฯ ช่างฉลาดแท้” ท่านศาสตราจารย์พูดขึ้นในที่สุด “ท่านยังคงฉลาดเป็นที่หนึ่งของประเทศเช่นเดิม”<br />
ด้วยคำพูดเช่นนั้นของท่านศาสตราจารย์ แสดงเป็นนัยให้รู้ว่า ท่านเห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรี<br />
“ผมอยากขอเสนอเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่งครับท่านนายกฯ” ท่านศาสตราจารย์เอ่ยขึ้น “ผมขอให้ท่านใช้เงินจากกองทุนกู้ยืมชาวบ้าน มาใช้จ่ายในโครงการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ปรับแผนให้ลงไประดับหมู่บ้าน คือมีกองทุนหมู่บ้านและกองทุนกู้ยืมเงินชาวบ้านแล้ว ก็มีโครงการผู้นำรุ่นใหม่ของหมู่บ้านด้วย หมู่บ้านละคน อาจเรียกว่าโครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผู้นำ ท่านก็ไม่ต้องใช้งบเพิ่มเติม ใช้เงินที่ชาวบ้านให้กองทุนกู้ยืมชาวบ้านนั่นแหละครับ ส่วนของดอกเบี้ยก็ส่งมาที่กองคลังกลางฯ ส่วนเงินต้นก็ใช้ในโครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผู้นำ แบบนี้มีแต่ได้ทุกฝ่าย ชาวบ้านได้ใช้เงิน ท่านก็ได้เงินเข้ากองคลังกลาง ประเทศก็ได้ผู้นำในอนาคต ท่านก็แก้ปัญหาเรื่องประชาชนจ่ายเงิน 30 เหรียญได้ ส่วนงบที่ตั้งไว้สำหรับโครงการผู้นำนั้น เหลือเท่าใดก็แบ่งส่งกองคลังกลางของท่านครึ่งหนึ่ง เอาไว้ที่กองคลังของมหาวิทยาลัยแห่งชาติครึ่งหนึ่งเหมือนเงินโครงการด้านการศึกษาอื่นๆอื่นๆที่ทำมาก่อนหน้านี้ ผมก็ต้องขอขอบพระคุณท่านนายกฯที่ออกระเบียบกองคลังกลางของมหาวิทยาลัยแห่งชาติให้ผม ทำให้หมดปัญหาเรื่องขั้นตอนเบิกจ่ายงบประมาณพิเศษไปได้ ทำให้งานคล่องตัวขึ้นจริงๆ”<br />
“ท่านอาจารย์ก็พูดหนักไป” ท่านนายกรัฐมนตรีโบกมือในเชิงปฏิเสธ “ผมน่ะแหละต้องขอบคุณท่านอาจารย์ที่แนะนำเรื่องกองคลังกลางของสำนักนายกฯก่อน ผมก็ต้องอำนวยความสะดวกให้ท่านอาจารย์บ้าง เพื่อท่านจะได้ทำอะไรๆรวดเร็วขึ้น ต่างจากรัฐบาลยุคก่อนๆที่กว่าจะได้ใช้เงินแต่ละเหรียญต้องเถียงกันหน้าดำหน้าแดงในสภา ผ่าน ส.ส. แล้วก็ต