<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศล อนุสิม กับหนังสือ &#187; เพลงลูกทุ่ง</title>
	<atom:link href="http://kosolanusim.org/category/thai-country-song/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosolanusim.org</link>
	<description>รวมงานเขียนและเรื่องราวนักเขียนกับหนังสือ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Sep 2010 05:09:05 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ยานพาหนะกับการบ่งชี้ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในเพลงลูกทุ่ง</title>
		<link>http://kosolanusim.org/vehicle-role-in-thai-country-songs</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/vehicle-role-in-thai-country-songs#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Jul 2010 07:40:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยอดรัก สลักใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยานพาหนะในเพลงลูกทุ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1195</guid>
		<description><![CDATA[.
เนื้อหาเพลงลูกทุ่งแม้ส่วนมากใช้ความรัก เป็นแก่นในการดำเนินเรื่อง หากมองผิวเผินอาจเห็นเพียงความไร้สาระของความรัก อกหัก ผิดหวัง ขมขื่น การตัดพ้อต่อว่าของผู้หญิงผู้ชาย แต่หากมองให้ลึกแล้วจะเห็นว่า เพลงลูกทุ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของสังคมในยุคสมัยที่เพลงนั้นได้ เขียนขึ้นมา
ในบางยุคสมัยหลายอย่างที่กล่าวถึงในเพลงลูกทุ่ง เป็นข้อเท็จจริง เป็นการวิเคราะห์ลักษณะสังคมอย่างคมชัดและลึกซึ้ง ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง มีผลทำให้ทั้งผู้เขียนและผู้ร้องถูกคุกคามคาดโทษมาแล้วก็มี

หากพิจารณาให้ดีแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ การสะท้อนข้อเท็จจริงและปัญหาสังคมนั้น เพลงลูกทุ่งได้กระทำมาโดยตลอด  โดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของนักแต่งก็ตาม
เพลงลูกทุ่งนั้นอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนของสังคม  เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้นำหรือคนสำคัญของสังคมมักถูกหยิบยกไปกล่าวถึงเสมอ ตัวอย่างที่เห็นชัดเช่นกรณีพิพาทเขาพระวิหาร  เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  การดำเนินนโยบายในการบริหารประเทศของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  ดร.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นต้น
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงใน เพลงลูกทุ่งเสมอๆก็คือ ความแตกต่างของฐานะทางเศรฐกิจและสังคมของคน  ซึ่งก่อให้เกิความไม่ลงรอยกันในทางความคิดและการกระทำ จนบางครั้งทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น  ที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลือดเนื้อก็มาก  ซึ่งเพลงลูกทุ่งได้สะท้อนผ่านตัวละครที่เป็นคนหนุ่มสาวมีความรักต่อกัน ขณะที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีกว่า จึงถูกกีดกันจากพ่อแม่ของตนไม่ให้ไปรักอีกฝ่าย  กรณีที่เกิดขึ้นจริงและนักแต่งเพลงได้นำมากล่าวไว้ในเพลงจนโด่งดังก็คือ  เหตุการณ์ที่หนุ่มสาวกระโดดน้ำตายบนสะพานสารสินที่เชื่อมภูเก็ตกับแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากถูกกีดกันจากพ่อแม่ของฝ่ายหญิงที่มีฐานะทางเศรฐกิจและสังคมดีกว่าฝ่ายชาย  เป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนใจผู้คนเป็นอย่างมาก
สัญลักษณ์ที่นักแต่งเพลงใช้ในการบ่งบอก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p style="text-align: left;">เนื้อหาเพลงลูกทุ่งแม้ส่วนมากใช้ความรัก เป็นแก่นในการดำเนินเรื่อง หากมองผิวเผินอาจเห็นเพียงความไร้สาระของความรัก อกหัก ผิดหวัง ขมขื่น การตัดพ้อต่อว่าของผู้หญิงผู้ชาย แต่หากมองให้ลึกแล้วจะเห็นว่า เพลงลูกทุ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของสังคมในยุคสมัยที่เพลงนั้นได้ เขียนขึ้นมา</p>
<p>ในบางยุคสมัยหลายอย่างที่กล่าวถึงในเพลงลูกทุ่ง เป็นข้อเท็จจริง เป็นการวิเคราะห์ลักษณะสังคมอย่างคมชัดและลึกซึ้ง ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง มีผลทำให้ทั้งผู้เขียนและผู้ร้องถูกคุกคามคาดโทษมาแล้วก็มี<br />
<span id="more-1195"></span><br />
หากพิจารณาให้ดีแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ การสะท้อนข้อเท็จจริงและปัญหาสังคมนั้น เพลงลูกทุ่งได้กระทำมาโดยตลอด  โดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของนักแต่งก็ตาม</p>
<p>เพลงลูกทุ่งนั้นอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนของสังคม  เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้นำหรือคนสำคัญของสังคมมักถูกหยิบยกไปกล่าวถึงเสมอ ตัวอย่างที่เห็นชัดเช่นกรณีพิพาทเขาพระวิหาร  เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  การดำเนินนโยบายในการบริหารประเทศของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  ดร.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นต้น</p>
<p>ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงใน เพลงลูกทุ่งเสมอๆก็คือ ความแตกต่างของฐานะทางเศรฐกิจและสังคมของคน  ซึ่งก่อให้เกิความไม่ลงรอยกันในทางความคิดและการกระทำ จนบางครั้งทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น  ที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลือดเนื้อก็มาก  ซึ่งเพลงลูกทุ่งได้สะท้อนผ่านตัวละครที่เป็นคนหนุ่มสาวมีความรักต่อกัน ขณะที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีกว่า จึงถูกกีดกันจากพ่อแม่ของตนไม่ให้ไปรักอีกฝ่าย  กรณีที่เกิดขึ้นจริงและนักแต่งเพลงได้นำมากล่าวไว้ในเพลงจนโด่งดังก็คือ  เหตุการณ์ที่หนุ่มสาวกระโดดน้ำตายบนสะพานสารสินที่เชื่อมภูเก็ตกับแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากถูกกีดกันจากพ่อแม่ของฝ่ายหญิงที่มีฐานะทางเศรฐกิจและสังคมดีกว่าฝ่ายชาย  เป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนใจผู้คนเป็นอย่างมาก</p>
<p>สัญลักษณ์ที่นักแต่งเพลงใช้ในการบ่งบอก ถึงความแตกต่างของคนในสังคมผ่านบทเพลงมีหลายอย่าง เช่น บ้าน อาหารการกิน เสื้อผ้าและเครื่องประดับ และที่เห็นบ่อยก็คือยานพาหนะ นับตั้งแต่ยานพาหนะสมัยเก่าคือเกวียนเทียมวัว มาจนถึงรถจักรยาน  รถจักรยานยนต์ รถยนต์ จนปัจจุบันนี้เครื่องบินก็ถูกกล่าวถึงบ้างแล้ว</p>
<p>ยานพาหนะที่ปรากฏในเพลงลูกทุ่งแบ่งได้ อย่างคร่าวๆ 3 ระยะดังนี้</p>
<p><strong>ระยะที่ 1 การเปรียบเทียบระหว่างเกวียนกับรถยนต์</strong> เพลงลูกทุ่งเมื่อสมัยสามสิบปีขึ้นไป เกวียนมักถูกนำมาเปรียบเทียบกับรถยนต์  แน่นอนว่าเจ้าหนุ่มต้องเป็นคนบ้านนอกเข้ากรุง เจอสาวสวย ชวนน้องไปเที่ยวบ้านนา ไปนั่งเกวียนชมจันทร์  สมัยนั้นนอกจากเป็นบ่งบอกฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของปัจเจกบุคคลแล้ว เกวียนกับรถยนต์ยังเป็นสัญลักษณ์ของลักษณะทางสังคมอีกด้วย  เกวียนนั้นย่อมเป็นสัญลักษณ์ของสังคมชนบท(สังคมแบบดั้งเดิม) ส่วนรถยนต์นั้นเป็นสัญลักษณ์ของสังคมเมือง(สังคมสมัยใหม่)</p>
<p><strong>ระยะที่ 2 การประหมัดของจักรยานกับมอเตอร์ไซค์</strong> ที่เห็นได้ชัดเจนก็ในเพลง จักรยานคนจน นอกจากจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันของ ปัจจเจกบุคคลแล้ว  ยังปรากฏประเด็นที่น่าสนใจคือ การกล่าวถึงการเข้ามามีบทบาทของต่างชาติในสังคมไทย ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในเพลงนี้ก็คือ อุตสาหกรรมผลิตรถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่นที่ทันสมัยและใหญ่กว่า (ไปนั่งท้ายมอเตอร์ไซด์ รุ่นใหม่เมดอินเจแปน) เข้ามาเบียดกระแทกอุตสาหกรรมพื้นเมือง (จักรยานของพี่ราคาไม่กี่ร้อยบาท ถึงช้าอืดอาดแต่ก็เมดอินไทยแลนด์) และสร้างพฤติกรรมการบริโภคขึ้นมาใหม่  จนในที่สุดจักรยานยนต์กลายเป็นยานพาหนะที่จำเป็นสำหรับคนเป็นจำนวนมาก  มียอดผลิตและยอดขายปีละนับล้านคันในปัจจุบัน</p>
<p><strong>ระยะ ที่ 3 การปะทะกันของมอเตอร์ไซด์กับรถยนต์</strong> เมื่อ มอเตอร์ไซด์กลายเป็นยานพาหนะที่ทุกคนสามารถมีได้ จึงไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกฐานะสูงส่งของผู้ครอบครองอีกต่อไป เพราะบัดนี้รถยนต์ได้กลายเป็นผู้นำ  ในปัจจุบันจึงได้ยินในเพลง ได้เห็นในมิวสิควิดิโออย่างชัดเจนว่า ส่วนมากแล้วหนุ่มมอเตอร์ไซด์มักเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หนุ่มที่เป็นเจ้าของรถยนต์</p>
<p>รถยนต์ จึงเป็นยานพาหนะที่บ่งบอกถึงฐานะที่ดีกว่าของผู้ครอบครองทำให้คงความได้เปรียบคู่แข่ง  ในสังคมเมืองโดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ รถยนต์นั่งหรือรถเก๋งมีบทบาทสูง ดังจะเห็นได้ในมิวสิควิดิโอแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ  ส่วนในสังคมชนบทและหัวเมืองเล็ก รถปิ๊กอัพก็สามารถฟาดฟันมอเตอร์ไซด์ให้พ่ายแพ้ลงได้ ที่เห็นเด่นชัดก็คือเพลงมอเตอร์ไซด์ฮ่าง ที่คนมีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าซึ่งมีแค่มอเตอร์ไซด์ฮ่าง(ฮ่าง= เก่าๆ หรือผุๆพังๆ) ต้องพ่ายแพ้คนที่มีฐานะเศรษฐกิจดีกว่าซึ่งมีรถปิ๊กอัพแย่งสาวไปครอง</p>
<p>การใช้ยานพาหนะบ่งบอกฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในเพลงลูกทุ่งทั้ง 3 ระยะดังที่กล่าวมาแล้ว แม้เป็นเพียงการพินิจพิจารณาโดยไม่ได้อาศัยกรอบหรือทฤษฎีทางวิชาการ  แต่อย่างน้อยก็พอจะเห็นได้ว่าเพลง ลูกทุ่งได้บันทึกข้อเท็จจริงทางสังคมไว้สม่ำเสมอ การเกิดขึ้นของเพลงแต่ละเพลงล้วนแต่มีพื้นฐานมาจากสภาพสังคมในช่วงนั้นๆ  ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ถึงสภาพสังคมในยุคสมัยที่เพลงเหล่านั้นได้เขียนขึ้นมา.</p>
<p style="text-align: left;"><strong>โกศล อนุสิม</strong></p>
<p style="text-align: center;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ตัวอย่างเพลงเกี่ยวกับยานพาหนะ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>เพลงจักรยานคนจน</strong><br />
คำร้อง/ ทำนอง  ชวนชัย ฉิมพะวง<br />
ขับร้อง   ยอดรัก สลักใจ</p>
<p>คนจนอย่างพี่ ไม่มีเงินเป็นอำนาจ  จะไปสามารถบังคับ สะกดจิตใจ คนสวยของพี่จึงคิดจะมีรักใหม่ไปนั่งท้ายมอร์เตอร์ไซด์  รุ่นใหม่เมดอินเจแปน</p>
<p>จักรยาน ของพี่ราคาไม่กี่ร้อยบาท  ถึงช้าอืดอาดแต่ก็เมดอินไทยแลนด์ ต้องใช้เท้าปั่นรถพี่มันถึงจะแล่น             ไม่เหมือนรถเครื่องต่างแดน ยิ่งวิ่งยิ่งแล่นเพราะใช้น้ำมัน</p>
<p>ลอง ตรองดูเถิดหนา ขวัญใจ จักรยานกับมอเตอร์ไซด์ อย่างไหนปลอดภัยกว่ากัน รถพี่ช้ากว่า แต่ช้าปลอดภัยถึงบ้าน มอร์เตอร์ไซด์วิ่งไวชนกัน ถึงโรงพยาบาลมาแล้วมากมาย</p>
<p>มานั่งรถพี่คนดี สบายเสียกว่า ถึงจะไม่งามสง่าแต่ก็พาเจ้าปลอดภัย กลับใจเสียก่อนพ่อแม่น้องจะร้องไห้ จักรยานและมอร์เตอร์ไซด์เจ้าจงวิจัยเลือกใครดีเอย</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/vehicle-role-in-thai-country-songs/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ของจะดีจริงหรือไม่ดี ในยุคนี้ต้องโฆษณา</title>
		<link>http://kosolanusim.org/advertising</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/advertising#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Jun 2010 16:05:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สังข์ทอง สีใส]]></category>
		<category><![CDATA[เสียเส้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=901</guid>
		<description><![CDATA[
ลองพิจารณาดูชื่อเรื่องข้างบนดูนะครับ ว่ายุคสมัยนี้เป็นอย่างนั้นหรือไม่  เหลียวมองดูสิ่งของรอบกายเราว่ามีสิ่งใดบ้างที่ไม่มีการโฆษณา
ยุคนี้เป็นยุคที่การโฆษณาครอบงำชีวิตของเราโดยเกือบจะสิ้นเชิงแล้วใช่หรือไม่  สินค้าทุกอย่าง ของที่ต้องใช้ทุกชนิด ไม่มีอะไรที่ไม่ได้โฆษณา

 ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://www.luktunglaithai.com/picture_luktung/02.jpg" alt="" width="280" height="288" /></p>
<p>ลองพิจารณาดูชื่อเรื่องข้างบนดูนะครับ ว่ายุคสมัยนี้เป็นอย่างนั้นหรือไม่  เหลียวมองดูสิ่งของรอบกายเราว่ามีสิ่งใดบ้างที่ไม่มีการโฆษณา</p>
<p>ยุคนี้เป็นยุคที่การโฆษณาครอบงำชีวิตของเราโดยเกือบจะสิ้นเชิงแล้วใช่หรือไม่  สินค้าทุกอย่าง ของที่ต้องใช้ทุกชนิด ไม่มีอะไรที่ไม่ได้โฆษณา<br />
<span id="more-901"></span><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="250" height="50" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.4shared.com/embed/131068603/3c164843" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="240" height="50" src="http://www.4shared.com/embed/131068603/3c164843" allowfullscreen="true"></embed></object> << คลิกฟังเพลง</p>
<p>เหมือนกับยุคที่สังข์ทอง สีใส ร้องไว้ในเพลงชื่อ “เสียเส้น” ว่า “ของจะดีจริงหรือไม่ดี ในยุคนี้ต้องโฆษณา”  ซึ่งอายุของเพลงนี้ไม่น่าต่ำกว่าสี่สิบปีแล้ว  ผ่านกาลเวลามายาวนานยังทันสมัย หรืออาจจะเรียกได้อีกอย่างว่า เป็นการร้องทำนายทายทักอนาคตไว้อย่างถูกต้องตรงเผง</p>
<p>เพราะยุคสังข์ทองร้องเพลงนี้นั้น การโฆษณาไม่ได้บ้าเลือดอย่างทุกวันนี้  อย่างดีก็แค่ผ่านสื่อวิทยุ รายการบันเทิงต่างๆเท่านั้น  แต่ทุกวันนี้ โฆษณามีอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ทุกอย่างต้องโฆษณา</p>
<p>ขอที่ไม่ดี เมื่อโฆษณามากๆเข้าคนก็หลงเอออห่อหมกว่าดีไปด้วย  แม้แต่ของที่เป็นพิษเป็นภัยไม่มีประโยชน์ ก็ยังหลงว่ามันของดีไปเสียได้</p>
<p>โฆษณาทำให้เกิดผลเป็นตรงกันข้ามได้ปานนี้ แล้วต่อไปจะหาความจริงที่จริงแท้ได้จากไหน</p>
<p>ของไม่ดีโฆษณาให้ดี  เรื่องที่ผิดโฆษณาให้เป็นถูก</p>
<p>ดูๆไปแล้ว  สิ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ  อันไหนแท้อันไหนเทียม เพราะมีแต่ดีๆทั้งนั้น  การโฆษณาทำให้เห็นดีไปหมด</p>
<p>"ของจะดีจริงหรือไม่ดี ในยุคนี้ต้องโฆษณา…"</p>
<p>ก็คงจะเป็นคำร้องของ สังข์ทอง สีใส นี่แหละ ที่เชื่อได้ว่าเป็นจริงในยุคที่ชีวิตมนุษย์ถูกครอบงำด้วยการโฆษณา.</p>
<p>ภาพจาก <strong>www.luktunglaithai.com</strong> ขอขอบคุณ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/advertising/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรักเป็นสากล เบ่งบานอีกครั้งเหนือฟ้าอินโดจีน</title>
		<link>http://kosolanusim.org/love-song-of-mekhong-river</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/love-song-of-mekhong-river#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 16:10:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักข้ามโขง]]></category>
		<category><![CDATA[สายัณห์ สัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สาวสองเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อินโดจีน]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำโขง]]></category>
		<category><![CDATA[แหวนเพชร วงทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=774</guid>
		<description><![CDATA[ย้อนหลังไปช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ ในอาณาบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน อันประกอบไปด้วยประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย การเผชิญหน้าระหว่างลัทธิและประเทศที่ปกครองด้วยระบอบการเมืองแตกต่างกันทำให้เกิดภาวะตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าระบอบของตนดีที่สุด และกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งจ้องรุกรานตน ความสัมพันธ์ในฐานะศัตรูทางลัทธิการเมืองพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นศัตรูคู่สงคราม ถ้าหากเพียงแค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำเนินนโยบายผิดพลาดเพียงนิดเดียว สงครามก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ สันติภาพอยู่ในภาวะล่อแหลม
ช่วงนั้นสงครามปฏิวัติในลาว เวียดนาม กัมพูชา จบลงหมาด ๆ ดาวแดงแห่งสังคมนิยมฉายแสงแรงเริงเหนือฟากฟ้าอินโดจีน ไทยกลายเป็นเมืองหน้าด่านต้านยันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ช่างน่ากลัวยิ่งนักในสายตาของใครหลายคน

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอยู่ในฐานะศัตรูกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั่นเล่า ไม่มีใครรู้ดีเท่าประชาชนเอง เพราะแท้ที่จริงแล้วประชาชนแถบนี้ต่างก็ร่วมเชื้อชาติ ร่วมวัฒนธรรมกันอยู่บ้าง แม้จะมองฐานะของอีกฝ่ายไม่ดีนักตามคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ แต่สายใยแห่งความผูกพันธ์ก็ย่อมยังมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำโขง คือลาวและไทย ต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นทั้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ต่างฝ่ายต่างมีญาติอยู่ในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถูกกางกั้นโดยพรมแดนธรรมชาติและลัทธิการเมือง
คงเป็นเรื่องเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยที่ห่างกันแค่แม่น้ำกั้น มองเห็นกันคนละฝั่ง แต่ไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ พรมแดนถูกปิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้มาแต่โบราณ คนทั้งสองฝั่งข้ามไปมาได้อย่างเสรี ความโหยหาอาลัยกันระหว่างพี่น้องสองฝั่งมีอยู่แน่นอน เพียงแต่จะแสดงออกมาในรูปแบบใดเท่านั้น ซึ่งลัทธิการเมืองที่แต่ละฝ่ายยึดถือเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความรู้สึก ความต้องการของตนได้ไม่เท่ากัน อีกฝ่ายมีอิสระเสรีมากกว่า จึงมีโอกาสแสดงความโหยหาวันคืนเก่าๆ เรียกร้องความสัมพันธ์อันอบอุ่นเหล่านั้นกลับคืนมา ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบางอย่างได้ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่แผ่นดินอินโดจีนได้ทอดเชื่อมเข้าหากันอีกครั้ง โดยลัทธิการเมืองไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว
หลักฐานที่แสดงถึงความโหยหาอาลัยกันในยุคที่แบ่งแยกโดยลัทธิการเมืองก็คือ เพลงลูกทุ่งจำนวนหนึ่งที่แต่งและร้องไว้ในช่วงนั้น นับเป็นการบันทึกเหตุการณ์ สถานการณ์ของอินโดจีนไว้อีกโสดหนึ่ง ความเป็นศัตรูระหว่างรัฐต่อรัฐได้แบ่งแยกประชาชนออกไป ปลุกเร้าให้เกลียดชังกันและกัน แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยืนยันความคิดที่แท้จริงของตนออกมา ว่าพวกเขานั้นยังมีความรักความผูกพันธ์ต่อกันไม่เปลี่ยนแปลงผ่านเพลงบางเพลง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนหลังไปช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ ในอาณาบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน อันประกอบไปด้วยประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย การเผชิญหน้าระหว่างลัทธิและประเทศที่ปกครองด้วยระบอบการเมืองแตกต่างกันทำให้เกิดภาวะตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าระบอบของตนดีที่สุด และกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งจ้องรุกรานตน ความสัมพันธ์ในฐานะศัตรูทางลัทธิการเมืองพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นศัตรูคู่สงคราม ถ้าหากเพียงแค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำเนินนโยบายผิดพลาดเพียงนิดเดียว สงครามก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ สันติภาพอยู่ในภาวะล่อแหลม</p>
<p>ช่วงนั้นสงครามปฏิวัติในลาว เวียดนาม กัมพูชา จบลงหมาด ๆ ดาวแดงแห่งสังคมนิยมฉายแสงแรงเริงเหนือฟากฟ้าอินโดจีน ไทยกลายเป็นเมืองหน้าด่านต้านยันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ช่างน่ากลัวยิ่งนักในสายตาของใครหลายคน<br />
<span id="more-774"></span><br />
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอยู่ในฐานะศัตรูกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั่นเล่า ไม่มีใครรู้ดีเท่าประชาชนเอง เพราะแท้ที่จริงแล้วประชาชนแถบนี้ต่างก็ร่วมเชื้อชาติ ร่วมวัฒนธรรมกันอยู่บ้าง แม้จะมองฐานะของอีกฝ่ายไม่ดีนักตามคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ แต่สายใยแห่งความผูกพันธ์ก็ย่อมยังมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำโขง คือลาวและไทย ต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นทั้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ต่างฝ่ายต่างมีญาติอยู่ในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถูกกางกั้นโดยพรมแดนธรรมชาติและลัทธิการเมือง</p>
<p>คงเป็นเรื่องเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยที่ห่างกันแค่แม่น้ำกั้น มองเห็นกันคนละฝั่ง แต่ไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ พรมแดนถูกปิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้มาแต่โบราณ คนทั้งสองฝั่งข้ามไปมาได้อย่างเสรี ความโหยหาอาลัยกันระหว่างพี่น้องสองฝั่งมีอยู่แน่นอน เพียงแต่จะแสดงออกมาในรูปแบบใดเท่านั้น ซึ่งลัทธิการเมืองที่แต่ละฝ่ายยึดถือเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความรู้สึก ความต้องการของตนได้ไม่เท่ากัน อีกฝ่ายมีอิสระเสรีมากกว่า จึงมีโอกาสแสดงความโหยหาวันคืนเก่าๆ เรียกร้องความสัมพันธ์อันอบอุ่นเหล่านั้นกลับคืนมา ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบางอย่างได้ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่แผ่นดินอินโดจีนได้ทอดเชื่อมเข้าหากันอีกครั้ง โดยลัทธิการเมืองไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว</p>
<p>หลักฐานที่แสดงถึงความโหยหาอาลัยกันในยุคที่แบ่งแยกโดยลัทธิการเมืองก็คือ เพลงลูกทุ่งจำนวนหนึ่งที่แต่งและร้องไว้ในช่วงนั้น นับเป็นการบันทึกเหตุการณ์ สถานการณ์ของอินโดจีนไว้อีกโสดหนึ่ง ความเป็นศัตรูระหว่างรัฐต่อรัฐได้แบ่งแยกประชาชนออกไป ปลุกเร้าให้เกลียดชังกันและกัน แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยืนยันความคิดที่แท้จริงของตนออกมา ว่าพวกเขานั้นยังมีความรักความผูกพันธ์ต่อกันไม่เปลี่ยนแปลงผ่านเพลงบางเพลง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ได้รับความนิยมในหมู่ผู้คนที่อยู่ในแถบถิ่นที่เป็นฉากในเพลง</p>
<p>ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างมาพิจารณาสักสองเพลง เพลงแรกกล่าวถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องสองฝั่งซ้ายขวาแม่น้ำโขง ชื่อเพลงก็ง่ายๆตรงๆ ฟังแล้วเข้าใจความหมายในทันที เพลงที่ว่านี้คือ <strong>รักข้ามโขง</strong> ขับร้องโดย <strong>แหวนเพชร วงทอง</strong> นักร้องลูกอีสานซึ่งโด่งดังอยู่ชั่วระยะหนึ่ง โดยเนื้อความในบทเพลงบรรยายไว้ว่า</p>
<p><strong>เพ็ญเด่นงามกลางเดือนสิบสอง น้ำโขงเอ่อไหลท่วมนอง ปิดทองพระธาตุเชียงแสน โขงกั้นกลางระหว่างพรมแดน เฮาบ่เห็นหน้าแฟน ปิดแดนเสียแล้วละหนอ</p>
<p>เฮ็ดจังใด๋สิได้เจอน้อง ค่ำคืนอ้ายยืนเฝ้ามองเบิ่งโขงไหลล่องใจหาย โขงคงฮู้ยอดชู้อยู่ใส เขาให้เฮ็ดงานอันใด๋ ไฉนบ่ส่งข่าวมา</p>
<p>ยืนอยู่ฝั่งไทย อธิปไตยเสรี อยู่ดีกินดีอุดมไปด้วยข้าวปลา เจ้าอยู่เวียงจันทน์อ้ายคิดฮอดหลายเวลา เห็นน้ำโขงเอ่อมาดั่งเหมือนน้ำตาจาบัลย์</p>
<p>โอโอ่โอ&#8230;หากบุญอ้ายมี ฝั่งซ้ายฝั่งขวาคืนดี คงมีฮักร่วมสุขสันต์ โขงแม่เอยช่วยเป็นพยาน อ้ายฮักแม่สาวเวียงจันทน์ ฮักเดียวฮักมั่นบ่ลืม</strong></p>
<p>ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีน้ำโขงกั้นเกิดกระทบกระทั่งกันบ่อยๆ การปิดพรมแดนมักเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ การไปมาหาสู่ที่ยากลำบากอยู่แล้วยิ่งลำบากขึ้นหลายเท่า จนแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ ความเป็นศัตรูระหว่างรัฐทำให้ประชาชนเหินห่างกัน เพลงรักข้ามโขง จึงเป็นความรู้สึกนึกคิดหนึ่งของผู้คนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ที่มีต่อคนฝั่งซ้ายที่เคยติดต่อสัมพันธ์กัน เป็นพยานยืนยันได้ว่าถึงแม้จะเกิดอะไรขึ้น ความผูกพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั้นไม่มีสิ่งใดมากีดกั้นได้ และยังหวังอยู่ว่าวันคืนเก่าๆจะย้อนมาอีก วันที่ ฝั่งซ้ายฝั่งขวาคืนดี มีฮักร่วมสุขสันต์ นั้นต้องย้อนคืนมา</p>
<p>รัฐต่อรัฐอาจเป็นศัตรูกัน พร้อมที่จะทำสงครามกันได้ทุกเมื่อ แต่ในส่วนประชาชนไม่ว่าจะถูกปกครองโดยรัฐใด ถูกชักจูงโดยรัฐมากเพียงใด เชื่อแน่ว่ารัฐไม่อาจควบคุมหรือชักชวนให้ประชาชนเห็นดีเห็นงามไปด้วยได้ทั้งหมดแน่ อย่างน้อยต้องมีอยู่จำนวนหนึ่งที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐ แม้จะไม่โจ่งแจ้งจนเกินไปแต่ก็เห็นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</p>
<p>นักแต่งเพลงบางคนก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาจมีความคิดไม่ตรงกับรัฐ อย่างเช่นเพลงที่จะยกตัวอย่างมาให้เห็นต่อไปนี้ที่อาจเรียกว่ามีเนื้อหาเพื่อสันติภาพ ในขณะที่สถานการณ์กำลังคุกรุ่น จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม นักแต่งเพลงผู้นี้ได้แสดงความคิดเห็นของตนออกมาว่า อยากให้ดินแดนแถบนี้มีสันติสุขมากกว่าสงคราม ผ่านเพลง <strong>สาวสองเมือง </strong>ขับร้องโดย <strong>สายัณห์ สัญญา</strong> ว่า</p>
<p><strong>ฝากคำข้ามโขง ลอยโค้งจีบสาวเวียงจันทน์ ฝากคำจำนรรจ์เลยอรัญฯจีบสาวขแมร์ ทูตใจตั้งจิตอยากผูกมิตรกับน้องจะแย่ หนุ่มไทยอยากนอนร่วมแคร่ กับโฉมแม่เจ้าสาวสองเมือง</p>
<p>อยากเป็นคู่ครอง นวลน้องเขมรและลาว เชื่อมความแตกร้าวดีดั่งคราวเมื่อครั้งฟูเฟื่อง แม้นมีลูกเต้ากับแม่สาวโฉมงามสองเมือง คงเป็นโซ่ทองเส้นเขื่อง ผูกสามเมืองให้ดีกันหนอ</p>
<p>ลูกโตฉกาจลูกอาจได้เป็นผู้นำ สายเลือดแห่งเมตตาธรรม คงด่ำใจเหมือนไทยผู้พ่อ เรื่องพาลคงจบ เรื่องชวนรบก็คงไม่ก่อ เพราะลูกสองเมืองนั่นหนอ ต้องคิดถึงข้อมีพ่อเป็นไทย</p>
<p>ขแมร์แก้มขาว อีกทั้งแม่สาวลาวเวียง พี่แอบส่งเสียงลอยมาเพียงกระซิบขวัญใจ พี่คิดเช้าเย็นเจ้าจะเห็นจริงด้วยหรือไม่ หากเราแต่งงานกันได้โลกคงวิไลไปค่อนเอเชีย</strong></p>
<p>มีอยู่สองสิ่งที่เพลง <strong>รักข้ามโขง </strong>กับ <strong>สาวสองเมือง</strong> มีเหมือนกัน ประการแรก กล่าวถึงความรักระหว่างหนุ่มสาว ซึ่งตรงจุดนี้ย่อมหมายรวมถึงความรักความผูกพันธ์ที่ผู้คนมีต่อกัน ประการต่อมา ต่างเรียกร้องหาวันคืนเก่าๆ อันสงบสุข ผู้คนไปมาหาสู่กันอย่างพี่น้อง ไม่ว่าจะในลักษณะ <em>“ฝั่งซ้ายฝั่งขวาคืนดี มีฮักร่วมสุขสันต์” </em>หรือ <em>“เชื่อมความแตกร้าวดีดั่งคราวเมื่อครั้งฟูเฟื่อง”</em> ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีที่ถูกทำลายลงด้วยความเป็นรัฐต่างลัทธิ และสิ่งที่ประชาชนต้องการก็คือ การเป็นญาติพี่น้อง หาใช่เป็นศัตรูไม่</p>
<p>นี่คงเป็นพยานยืนยันว่า<strong> “ความรักไม่มีพรมแดน” </strong>ได้เป็นอย่างดี ไม่มีลัทธิการเมืองหรือระบอบการปกครองมากีดกันได้ เพราะความรักเป็นสากล เป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ ไม่ว่าผู้คนจะเชื้อชาติหรือศาสนาอะไร</p>
<p>เมื่อตกมาถึงปัจจุบัน อินโดจีนสูญสิ้นความเป็นศัตรู กลับมาเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ถึงแม้จะยังไม่หวานชื่นสนิทสนมเท่าเมื่อก่อน แต่ก็เป็นแนวโน้มที่น่ายินดี ผู้คนสามารถยิ้มแย้มให้กันได้อย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด</p>
<p>สงครามสงบ ความเป็นศัตรูสิ้นสุดลง</p>
<p>สวัสดีสันติภาพแห่งอินโดจีน แม่น้ำโขงที่กั้นกลางระหว่างพรมแดนก็มีสะพานข้ามไปมาหาสู่กันแล้ว ขอให้ความรักของประชาชนเบ่งบานอีกครั้งเหนือฟากฟ้าอินโดจีน</p>
<p><strong>เพื่อให้ “โลกวิไลไปค่อนเอเชีย” เป็นจริงขึ้นมาในวันหนึ่งข้างหน้า</strong></p>
<p><strong>โกศล อนุสิม </strong><em>พิมพ์ครั้งแรก <strong>เนชั่นสุดสัปดาห์</strong> ๓ &#8211; ๙ ธันวาคม ๒๕๓๖</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/love-song-of-mekhong-river/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตชาวทุ่งในเพลงของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ</title>
		<link>http://kosolanusim.org/country-lifes-in-songs-of-muangmon-sombatchareon</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/country-lifes-in-songs-of-muangmon-sombatchareon#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Sep 2009 15:24:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตชาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่งไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองมนต์ สมบัติเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[โกษล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=731</guid>
		<description><![CDATA[๑.ลูกทุ่งอย่างเราชาวนา
เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วขณะนั้นอายุคงสักเจ็ดหรือแปดขวบได้ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งล่วงมาถึง วันนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นก็จำได้พอเลาๆ ว่าตื่นเช้ายังไม่สว่างนัก ภาษาบ้านนอกเรียกว่า พอเห็นลายมือ พ่อจะจูงควายออกจากคอกใต้ถุนบ้านไปยังนาของเราที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านสักสี่หรือห้ากิโลเมตร เดินลัดทุ่งไปใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ อากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ เพราะเป็นช่วงต้นฤดูฝน กลิ่นดินกลิ่นฝนยังใหม่ หอมกรุ่น ๆ อยู่ไม่จาง เมื่อเวลาผ่านไปสักเดือนกลิ่นหอมกรุ่น ๆ ที่ว่านี้ก็จะหายไป เพราะจมูกของเราชินแล้ว

พ่อจูงควายทั้งหน้าหลัง ไอ้ถึกใหญ่เดินนำหน้า ควายอีด่อน (อีเผือก) กับลูกวัยขวบของมันเดินตามหลัง พ่อจะถือมีดอีโต้เล่มใหญ่ประจำกาย สูบยาฉุนที่พันด้วยใบตองกล้วยแห้งมวนโต พ่นควันปานท่อโรงสี ควันบุหรี่ฉุน ๆ ไล่ริ้นไล่ยุงดีนัก เสียงพ่อไล่ควายดัง ฮึ่ย ๆ ฮึ่ย ๆ ค่อย ๆ ไกลออกไป ในที่สุดก็เงียบหาย เหลืออยู่แต่กลิ่นยาฉุนลอยล่องในอากาศชื้นของยามเช้า
แม่ลุกขึ้นมาก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว สาย ๆ หน่อยค่อยตามพ่อไปที่นา ส่วนนักเรียนน้อยกินข้าวเช้าเสร็จก็ไปโรงเรียน บางวันแม่เดินไปนาผ่านทางโรงเรียนก็เดินไปกับแม่ แต่ก็ไม่บ่อยนักหรอก เพราะเพื่อน ๆ เจอทีไรมันล้อว่าเป็นลูกน้อยติดแม่ทุกที
วันเสาร์-อาทิตย์โรงเรียนหยุดจึงได้ตามพ่อลงไปนา แม่จับใส่เสื้อซ้อนกันหนา ๆ สองสามตัว พอเตรียมตัวเสร็จพ่อก็อุ้มขึ้นไปนั่งบนไอ้ถึกใหญ่ มันเดินดุ่ม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>๑.ลูกทุ่งอย่างเราชาวนา</h3>
<p>เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วขณะนั้นอายุคงสักเจ็ดหรือแปดขวบได้ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งล่วงมาถึง วันนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นก็จำได้พอเลาๆ ว่าตื่นเช้ายังไม่สว่างนัก ภาษาบ้านนอกเรียกว่า พอเห็นลายมือ พ่อจะจูงควายออกจากคอกใต้ถุนบ้านไปยังนาของเราที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านสักสี่หรือห้ากิโลเมตร เดินลัดทุ่งไปใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ อากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ เพราะเป็นช่วงต้นฤดูฝน กลิ่นดินกลิ่นฝนยังใหม่ หอมกรุ่น ๆ อยู่ไม่จาง เมื่อเวลาผ่านไปสักเดือนกลิ่นหอมกรุ่น ๆ ที่ว่านี้ก็จะหายไป เพราะจมูกของเราชินแล้ว<br />
<span id="more-731"></span><br />
พ่อจูงควายทั้งหน้าหลัง ไอ้ถึกใหญ่เดินนำหน้า ควายอีด่อน (อีเผือก) กับลูกวัยขวบของมันเดินตามหลัง พ่อจะถือมีดอีโต้เล่มใหญ่ประจำกาย สูบยาฉุนที่พันด้วยใบตองกล้วยแห้งมวนโต พ่นควันปานท่อโรงสี ควันบุหรี่ฉุน ๆ ไล่ริ้นไล่ยุงดีนัก เสียงพ่อไล่ควายดัง ฮึ่ย ๆ ฮึ่ย ๆ ค่อย ๆ ไกลออกไป ในที่สุดก็เงียบหาย เหลืออยู่แต่กลิ่นยาฉุนลอยล่องในอากาศชื้นของยามเช้า</p>
<p>แม่ลุกขึ้นมาก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว สาย ๆ หน่อยค่อยตามพ่อไปที่นา ส่วนนักเรียนน้อยกินข้าวเช้าเสร็จก็ไปโรงเรียน บางวันแม่เดินไปนาผ่านทางโรงเรียนก็เดินไปกับแม่ แต่ก็ไม่บ่อยนักหรอก เพราะเพื่อน ๆ เจอทีไรมันล้อว่าเป็นลูกน้อยติดแม่ทุกที</p>
<p>วันเสาร์-อาทิตย์โรงเรียนหยุดจึงได้ตามพ่อลงไปนา แม่จับใส่เสื้อซ้อนกันหนา ๆ สองสามตัว พอเตรียมตัวเสร็จพ่อก็อุ้มขึ้นไปนั่งบนไอ้ถึกใหญ่ มันเดินดุ่ม ๆเสียงดังกุบกับไปตามทาง พ่อส่งเสียงไล่ฮึ่ย ๆ  เป็นอยู่อย่างนี้มาหลายปีจนโตพอจะบังคับควายได้ พ่อจึงให้ขี่หลังไอ้ทุยถือเชือกไล่ไปเอง ฮึ่ย ๆ   ไอ้ทุยก็เดินดุ่ม ๆ ตามคำสั่ง  โอ้โอ๋&#8230;มันช่างสุขขีเสียนี่กระไร</p>
<p>วันวานที่ว่านั้นผ่านมานานนักหนาแล้ว แต่ยังจำได้เป็นแม่นมั่นว่า ถ้าวันไหนพ่ออารมณ์ดีเป็นพิเศษ พ่อจะร้องเพลงลูกทุ่ง ๆ เบา ๆ ขณะไล่ควายที่ลูกชายนั่งอยู่บนหลังของมัน บางครั้งพ่อจะถามว่า พ่อนี่ร้องเพลงม่วนบ่ ลูกชายก็ตอบพ่อว่า ม่วนหลาย พ่อจะหัวเราะชอบใจเอิ๊กอ๊าก พร้อมกับพ่นควันยาฉุนไล่ยุงริ้น  ลูกทุ่งท้องนาอย่างพวกเราก็มีชีวิตอยู่แบบนี้แหละ มีความสุขกับสิ่งรอบตัว ถ้าฝนมาดีมีน้ำอุดม ความสุขจะไปไหนเสีย มันก็อยู่กับเราในท้องไร่ท้องนา ถึงหน้านาทีไรก็ตั้งหลักปักดำกันไป</p>
<p>สมัยโน้นแต่ละบ้านจะมีวิทยุทรานซิสเตอร์สักเครื่องเอาไว้ฟังข่าว ฟังเพลงฟังหมอลำ วิทยุเครื่องเดียวให้ทั้งสาระและบันเทิง เป็นเครื่องมือที่ทำให้รับรู้การเคลื่อนไหวของโลกนอกทุ่งนาที่ดีที่สุด ชาวนารู้ว่ามีคนพูดถึงตนเองก็ผ่านทางวิทยุ</p>
<p>รายการบันเทิงประจำวันนอกจากมีหมอลำ ลิเก ละครวิทยุแล้ว ที่สำคัญเห็นจะเป็นเพลงลูกทุ่ง วิทยุเครื่องเล็ก ๆ ราคาแค่ร้อยสองร้อยนี่เอง ที่ทำให้นักร้องหลายคนโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ มีเงินแสนเงินล้าน มีรถเก๋งขี่ คนฟังมีพลังปานนั้น ไม่ไพเราะจริงคนก็ไม่ฟัง นักจัดรายการก็ไม่เปิด ถ้าเพลงไหนถูกใจชาวนาชาวไร่ชาวทุ่ง เพลงนั้นมีทางรุ่งแน่นอน อย่างเพลงนี้ที่ชื่อว่า ลูกทุ่ง ซึ่ง เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องเอาไว้ว่า</p>
<p><strong>รุ่งอรุณยามเช้า</strong><strong> </strong><strong>เราลูกทุ่งมุ่งสู่ท้องนา</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>แบกไถไล่ควายเดินมา</strong><strong> </strong><strong>สุขใจเริงร่าตามประสากสิกร</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ถึงจะเหนื่อยเมื่อยล้า</strong><strong> </strong><strong>มิเกรงว่าเรี่ยวแรงจะโหยอ่อน</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>คราดไถหว่านดำนาดอน</strong><strong> </strong><strong>เหนื่อยนักพักผ่อนนอนผิวปากร้องเพลง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>หนุนฟางนอนต่างฟูกหมอน</strong><strong> </strong><strong>ไม่อาทรว่าใครจะข่มเหง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>นาของเราทำเมื่อไรไม่ต้องเกรง</strong><strong> </strong><strong>ไม่มีใครเบ่ง</strong><strong> </strong><strong>เป็นเจ้านายคอยใช้</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>สิ้นหน้านาหนึ่งครั้ง</strong><strong> </strong><strong>คิดจะตั้งหาผลกำไร</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ดีดลูกคิดบวกลบคูณไป</strong><strong> </strong><strong>ตัดยอดใช้จ่ายเก็บเอาไว้ซื้อทอง</strong><strong> (</strong><strong>โห่</strong><strong>&#8230;)</strong></p>
<p>เพลงนี้พูดถึงชาวนาไทยได้งดงาม ชาวนาไทยนั้นอยู่ง่าย ๆ กินง่าย ๆ รักอิสระเสรีไม่น้อยกว่าคนอาชีพอื่น บางครั้งก็ไม่อินังขังขอบกับโลกเท่าไรนัก  เสียงร้องของเมืองมนต์ดึงเอาบุคคลิกและบรรยากาศของชาวนาและท้องนาออกมาได้เต็มที่ ถึงแม้จะมีกลิ่นอายดนตรีลูกทุ่งคาวบอยอยู่ แต่ผู้แต่งทำนอง คำร้องและเรียบเรียงดนตรีออกมาให้เป็นแบบไทย ๆ ได้อารมณ์ ยิ่งเสียงโห่ของเมืองมนต์โห่ได้สนุกนัก ในบรรดานักร้องรุ่นไล่เลี่ยกันจะมีก็แต่ เพชร พนมรุ้ง เท่านั้นที่โห่ได้แบบเดียวกับเมืองมนต์</p>
<p>เพลงโห่จังหวะมัน ๆ ที่มีเนื้อหาบรรยายถึงชีวิตคนทุ่งแห่งเมืองไทยที่ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องไว้ยังมีอีกหลายเพลง เป็นต้นว่า<strong> </strong>บ้านนอกเข้ากรุง ที่เปรียบเทียบให้เห็นถึงความสงบสุขแบบลูกทุ่งกับชีวิตวุ่นวายแบบกรุงเทพฯ หรือเพลง สุริยายอแสง สวรรค์เมืองไทย ซึ่งล้วนเป็นเพลงโห่ที่เมืองมนต์วาดลวดลายลูกคอได้เด็ดขาดนัก แต่ละเพลงก็บรรยายถึงความงดงามของท้องทุ่ง สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตอันงดงามและร่มเย็นสงบของชาวนา ในยุคสมัยที่เพลงนี้ถูกแต่งขึ้น ซึ่งก็คงร่วมสามสิบปีมาแล้ว หากเปรียบเทียบกับปัจจุบันนี้สภาพก็คงแตกต่างกันไปมากทีเดียว</p>
<p>สภาพอย่างในเพลง สวรรค์เมืองไทย จะยังคงมีอยู่หรือไม่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นที่น่าสงสัยยิ่ง เพราะภาพที่เมืองมนต์ร้องเอาไว้เมื่อครั้งโน้นน่าดูน่าชมว่า</p>
<p><strong> </strong><strong>แว่วได้ยินไก่ขัน</strong><strong> </strong><strong>แสงตะวันก็กำลังจะเบิกฟ้า</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>หมู่วิหคนกการ่ำร้องครวญมา</strong><strong> </strong><strong>อรุณทาบฟ้าสีทอง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>เหลืองเหลืองเรืองรองลิบลิ่ว</strong><strong> </strong><strong>สงฆ์เดินเป็นทิวเหยียดยาวดูน่ามอง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ห่มจีวรเหลืองปลั่งดังสีทอง</strong><strong> </strong><strong>ออกโปรดสัตว์ทั้งผองตามรอยพุทธองค์</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ย่ำสุริยายอแสง</strong><strong> </strong><strong>ขอบฟ้าแดงอาทิตย์จวนอัสดง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>เหง่งหง่างแว่วมาสู่พฤกษ์พง</strong><strong> </strong><strong>เสียงสงฆ์พึมพำทำวัตรสวดพระธรรม</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>หวิวหวิวลมปลิวพัดผ่าน</strong><strong> </strong><strong>ระฆังกังวานผ่านโสตมาสุขล้ำ</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>นี่แหละคือเสียงเพลงอันชุ่มฉ่ำ</strong><strong> </strong><strong>ที่เสนาะเหลือล้ำคือรสพระธรรมเมืองไทย</strong><strong> (</strong><strong>โห่</strong><strong>&#8230;)</strong></p>
<p>เพลงนี้เริ่มต้นด้วยเสียงไก่ขัน เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก&#8230; ตามด้วยดนตรีท่อนอินโทรได้บรรยากาศยามเช้าดียิ่งนัก ท่อนที่สองก็มีเสียงระฆังดังมาเหง่งหง่าง ชวนนึกถึงพระย่ำระฆังเพื่อทำวัตรเย็น วิถีชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะบ้านนอกหรือในเมืองก็ล้วนผูกพันอยู่กับธรรมชาติและพระศาสนา ธรรมชาติให้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต พระศาสนาให้ปัจจัยที่มองไม่เห็น ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในชุมชน ให้อยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วัดเป็นศูนย์รวมใจของคนในชุมชน พระเป็นบุคคลที่สมาชิกในชุมชนให้ความเคารพนับถือร่วมกัน เป็นผู้ชี้นำสั่งสอนให้ทุกคนอยู่ในวิถีทางอันถูกต้อง</p>
<p>ตกมาถึงทุกวันนี้ ภาพยามเช้าที่ <em>&#8230;</em><em>เหลืองเหลืองเรืองรองลิบลิ่ว</em><em> </em><em>สงฆ์เดินเป็นทิวเหยียดยาวดูน่ามอง</em> หรือ .<em>..</em><em>เหง่งหง่างแว่วมาสู่พฤกษ์พง</em><em> </em><em>เสียงสงฆ์พึมพำทำวัตรสวดพระธรรม</em> จะเป็นภาพอันน่าดูชมน่าเลื่อมใสและศักดิ์สิทธิ์อยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ในเมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไป สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจะยังเป็น “ปัจจัยทางธรรมที่มองไม่เห็น” หรือว่าเป็นวัตถุที่หยิบจับแตะต้องครอบครองได้ เสียงระฆังเหง่งหง่างยังขลังอยู่หรือว่าถูกแทนด้วยดิสโก้เธคเคลื่อนที่ไปหมดแล้ว</p>
<p>ยี่สิบปีที่ผ่านมา พ่อผู้เคยจูงควายให้ลูกนั่ง  พ่นควันยาฉุนเหมือนท่อโรงสี บัดนี้ก็แก่ชราลงมาก ลูกชายที่เคยขี่หลังควายถึกในวันนั้นก็โตเป็นหนุ่มอายุเต็มสามสิบ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ผู้ร้องเพลงนี้ก็คงแก่ชราลงมากเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แม้กระทั่งชาวนาก็คงไม่ได้อยู่ในสภาพ<strong> </strong><em>ไม่อาทรว่าใครจะข่มเหง</em><em> </em><em>นาของเราทำเมื่อไรไม่ต้องเกรง</em><em> </em><em>ไม่มีใครเบ่งเป็นเจ้านายคอยใช้</em> ได้อีกแล้ว เพราะถึงแม้จะไม่มีใครมาบังคับข่มขู่ แต่ปากท้องนั่นแหละบังคับให้ต้องดิ้นรน เพราะยุคทองของชาวนาดูเหมือนจะผ่านพ้นไปแล้ว</p>
<p>ฟังเพลงลูกทุ่งของเมืองมนต์สอง-สามเพลงนี้เมื่อใด ก็ให้นึกถึงยุคอันร่มเย็นของท้องนาเมื่อก่อน นึกถึงยามเช้าที่ตามพ่อลงนา</p>
<p><strong> ใครจะนึกบ้างเล่าเพียงต่อมาไม่นาน ลูกทุ่งอย่างพวกเราจะถูกเบียดออกจากแผ่นดินของตน แทบจะเหลืออยู่แต่ภาพเก่าๆในเพลงโห่ของ<em> เมืองมนต์ สมบัติเจริญ</em> และเพลงลูกทุ่งอื่นๆ เท่านั้น</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p align="center"><strong> </strong></p>
<p align="center"><strong> </strong></p>
<h3><strong>๒</strong><strong>. รักเดียวใจเดียวของหนุ่มทุ่ง</strong></h3>
<p align="center"><strong> </strong></p>
<p><strong>หากเราสามารถย้อนเวลากลับไปสู่วันคืนในอดีต เมื่อสักสามสิบปีที่แล้ว สังคมของเรายังเป็น</strong>สังคมเกษตรกรรม ชาวนายังเป็นกระดูกสันหลังของชาติ อุตสาหกรรมเพิ่งแตกหน่ออ่อนตามนโยบายพัฒนาประเทศตามก้นอเมริกาและยุโรป ชีวิตของผู้คนยังอยู่แนบชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ ในน้ำยังมีปลาในนายังมีข้าวอุดมสมบูรณ์ ชาวสยามทั้งหลายยังมีรอยยิ้มอันเปี่ยมไมตรีและเป็นสุข</p>
<p><em>ทุ่งท้องนาคือแดนสวรรค์</em><em>&#8230;</em>เหมือนที่เพลงลูกทุ่งหลายเพลงได้ว่าเอาไว้&#8230;<em> </em><em>สองเราคงมั่นซาบซึ้งตรึงใจ</em><em> </em><em>เคียงคู่เคล้าคลอเดิน</em><em> </em><em>เพลิดเพลินพะนอไป</em><em> </em><em>ตื้นตันหวั่นไหวเกินเอ่ยวจี</em><em>&#8230;</em> หนุ่มสาวชาวทุ่งยังคงปักหลักมั่นคงอยู่กับท้องไร่ท้องนาอย่างเป็นสุข</p>
<p>วันนั้น เพลงคนทุ่งยังกังวาน ทั้งลำตัด เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ลิเก หนังตะลุง หมอลำ ยังเปี่ยมมนต์ขลัง เพลงลูกทุ่งก็ยังเป็นเพลงของชาวทุ่งในท้องไร่ท้องนา เนื้อหาก็ล้วนแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนทุ่ง  รวงข้าวหน้าเกี่ยวเรืองรองไสว มีทั้งคุณค่าและราคาเต็มเปี่ยม</p>
<p>ชาวนามีเวลาทำงานและพักผ่อนอย่างเหมาะควร สิ้นหน้านาข้าวขึ้นยุ้งก็ถึงฤดูรื่นเริง ทั้งกฐิน ผ้าป่า งานฉลองขวัญข้าว ฯลฯ ก็ล้วนครึกครื้นกันในยามนี้ เป็นเทศกาลแห่งการทำบุญสุนทานเรื่อยยาวไปจนถึงต้นฤดูฝนอีกรอบหนึ่งนั่นแหละงานรื่นเริงต่าง ๆ จึงเพลาลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นงานบุญ  ยังมีบุญเข้าพรรษา บุญสารทต่าง ๆ ต่อไปให้อิ่มบุญกันทั้งปี</p>
<p>ในช่วงหยุดงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว มีงานบุญให้เที่ยวอยู่ไม่ขาด หมู่บ้านใกล้เคียงไปร่วมทำบุญกันพร้อมเพรียง หนุ่มสาวได้มีโอกาสเจอะหน้ากันจัง ๆ ก็ตอนนี้แหละ ที่เคยเหล่เคยส่งสายตาให้กันมาก่อนถึงตอนนี้ก็ได้วัดใจกันล่ะว่า ไอ้หนุ่มจะเอาจริงแน่หรือ อีสาวจะเอ่ยวจีว่าอย่างไร โอกาสอันดีมาถึงแล้ว หรือที่รัก ๆ กันอยู่ก็มีโอกาสเคียงคู่กันมาทำบุญชมมหรสพ ผูกฝั้นความรักให้มั่นเป็นเกลียวยิ่งขึ้น จนกว่าจะถึงวันดีคืนดีที่จะได้เข้าพิธีสำคัญ</p>
<p>งานวัดเป็นที่วัดใจของคนในชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียง ว่าจะยังสามัคคีรู้รักกันอยู่ดีเพียงใด หากงานวัดบ้านไหนมีคนหนาแน่นก็แสดงว่าบ้านนั้นชุมชนนั้นยังสามัคคีกันดี พ่อผู้ใหญ่ก็ยิ้มได้เต็มหน้า ท่านสมภารก็เทศนาได้เต็มคำ ได้บุญได้กุศลกันทั่วทุกตัวคน</p>
<p>บรรยากาศของงานวัดเยี่ยงนี้หาดูได้ยากแล้ว กาลเวลาเคลื่อนคล้อยจิตใจของคนก็เคลื่อนไป ไอ้หนุ่มลูกทุ่งสมัยนี้จะยังยึดถือความคิดแบบลูกผู้ชายขวานผ่าซากอยู่หรือไม่ คือพูดจริงทำจริง คำไหนก็คำนั้น เหมือนกับที่ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องเอาไว้นานมาแล้วว่า</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>พี่เป็นชายใจซื่อ</strong><strong> </strong><strong>ถือรักเดียว</strong><strong> </strong><strong>หญิงอื่นหมื่นพันไม่ข้องไม่เกี่ยว</strong><strong> </strong><strong>ไม่แลไม่เหลียวหญิงใด</strong><strong> </strong><strong>หญิงอื่นจะสวยร่ำรวยเศรษฐีใหญ่</strong><strong> </strong><strong>พี่ก็ไม่ขอปักใจ</strong><strong> </strong><strong>จะมาสู้อะไรกับแฟนฉัน</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>งานวัดที่จัดว่าคนหนาแน่น</strong><strong> </strong><strong>ก็ยังไม่สวยเท่าแฟนเจอะหญิงทั่วแดนไม่ใฝ่ฝัน</strong><strong> </strong><strong>สาวจักรวาลปีไหน</strong><strong> </strong><strong>ๆ</strong><strong> </strong><strong>ไม่เทียมทัน</strong><strong> </strong><strong>พี่เป็นชายใจมั่นรักแฟนเท่านั้นคนเดียว</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>เดินผ่านบ้านน้องยังจำของน้องได้</strong><strong> </strong><strong>น้องได้ตากเสื้อไว้มีสีแดงและสีเขียว</strong><strong> </strong><strong>ไม่ได้พบหน้าเพียงเห็นผ้าชื่นใจจริงเชียว</strong><strong> </strong><strong>ความรักผูกมัดเป็นเกลียว</strong><strong> </strong><strong>ไม่เห็นวันเดียวพี่ก็คิดถึง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>โปรดเห็นใจ</strong><strong> </strong><strong>พี่รักจริงและพูดจริง</strong><strong> </strong><strong>ทั้งกายทั้งใจยกให้ทุกสิ่ง</strong><strong> </strong><strong>รักแม่ยอดหญิงสุดซึ้ง</strong><strong> </strong><strong>ชาตินี้รักน้องจะไม่เป็นสองขอเพียงรักหนึ่ง</strong><strong> </strong><strong>ใจเดียวรักเดียวฝังตรึง</strong><strong> </strong><strong>ขอมอบใจหนึ่งไว้ให้กับนาง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>เพลงนี้มีชื่อว่า รักแฟนคนเดียว เป็นเพลงเอกเพลงหนึ่งของเมืองมนต์ เมื่อสมัยเด็ก ๆ นั้นได้ยินเพลงนี้ดังลั่นทุ่ง สถานีวิทยุแทบแห่งพร้อมในกันเปิด อารมณ์ของเพลงไปกันได้กับใจของหนุ่มทุกคนที่กำลังมีความรัก มองอะไรก็งดงามไปหมด เดินผ่านบ้านไม่เห็นหน้าก็ขอให้เห็นผ้าที่เธอตากเอาไว้ แค่นี้ก็เป็นสุขเหลือล้นแล้ว <em>&#8230;</em><em>น้องได้ตากเสื้อไว้มีสีแดงและสีเขียว</em><em> </em><em>ไม่ได้เห็นหน้าเพียงเห็นผ้าชื่นใจจริงเชียว</em><em>&#8230;</em> ความรักนั้นทำให้คนเราเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ ความรักของคนรุ่นพ่อแม่จนไปถึงรุ่นปู่ย่าตายายของเรานั้น เป็นความรักที่มั่นคงหนักแน่นเหลือเกิน  แต่งงานอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่เฒ่า ไม่น้อยกว่าสามสิบสี่สิบปีก็ยังอยู่กันได้จนตายจากกัน นั่นคงเป็นเพราะว่าแต่ละคนมี “รักเดียวใจเดียว” เป็นพื้นฐาน อยู่ด้วยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ สภาพครอบครัวที่พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกเคว้งคว้างจึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย แต่พอหันมาดูสังคมทุกวันนี้สิคุณเอ๋ย&#8230;</p>
<p>อย่างว่าละ สมัยก่อนโน้นน่ะกว่าจะได้ความรักมาใช่ง่ายเสียเมื่อไร พ่อแม่ก็ต้องรู้เห็นทุกย่างก้าว ถ้าหนุ่มคนไหนรักสาวสวยแถมพ่อดุอีกละก็ต้องใจสู้ใจถึงล่ะจึงจะได้มา เมื่อได้มาแล้วย่อมเห็นคุณค่าของความรัก ย่อมถนอมรักษาเอาไว้ให้นานเท่านาน ฝ่ายสาวก็เช่นเดียวกันเมื่อไอ้หนุ่มอดทนฝ่าด่านมาได้ก็ย่อมแสดงว่าหมอนี่รักจริง สาวเจ้าก็ย่อมจะรักและเห็นใจอย่างล้นเหลือ ผลตามมาก็คืออยู่ด้วยกันจนตายจาก มีลูกหลานสืบสกุลคนกล้าต่อไปอีกรุ่น</p>
<p>เมื่อมีความรักแล้วใช่ว่าจะได้อยู่ด้วยกันง่าย ๆ ถึงหนุ่มจะประกาศว่ารักแฟนคนเดียวก็ตามเถอะ มึงต้องทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวให้กูเห็น พ่อตาในอนาคตคงสั่งว่าอย่างนี้ มีหรือไอ้หนุ่มจะรีรอ มุมานะทำงานหนักพร้อมกับร้องเพลง เก็บเงินแต่งงาน ของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ให้แฟนฟังเพื่อ ยืนยันความตั้งใจจริงว่า</p>
<p><strong> </strong><strong>พี่อุตส่าห์ทำงานก็เพื่อน้อง</strong><strong> </strong><strong>หวังเก็บเงินเก็บทองเอามาหมั้นแม่ขวัญตา</strong><strong> </strong><strong>ถึงงานจะหนักแม้จะเหนื่อยสักเท่าไหร่</strong><strong> </strong><strong>จะตากแดดผิวเกรียมไหม้หวังให้ได้เงินมา</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ถ้ารวบรวมเงินได้สักหนึ่งก้อน</strong><strong> </strong><strong>พี่จะมาหมั้นแม่ขวัญบังอร</strong><strong> </strong><strong>อย่าได้ตัดรอนน่ะหล่อนจ๋า</strong><strong> </strong><strong>ช่วยบอกพ่อแม่พี่จนแท้นะขวัญตา</strong><strong> </strong><strong>นึกว่าช่วยกรุณาอย่าเรียกราคาให้แพง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>เดือนหกจะยกขันหมากมา</strong><strong> </strong><strong>พร้อมกระทั่งเงินตรามีใบละร้อยแดง</strong><strong> </strong><strong>ๆ</strong><strong> </strong><strong>เรียกเท่าไรจะหามาให้ไม่เปลี่ยนแปลง</strong><strong> </strong><strong>จะขายข้าวมาจัดแจงกำใบแดง</strong><strong> </strong><strong>ๆ</strong><strong> </strong><strong>มาแต่งงาน</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>คราวนี้คงไม่ได้อายชาวบ้านเขา</strong><strong> </strong><strong>สองเราช่วยกันทำกินสร้างหลักฐาน</strong><strong> </strong><strong>จะไม่เที่ยวเตร่ฮาเฮเป็นหนุ่มสำราญ</strong><strong> </strong><strong>จะขอทำกินตลอดกาล</strong><strong> </strong><strong>อยู่กับบ้านทำงานเรื่อยไป</strong><strong> </strong></p>
<p>ผู้หญิงคนใดที่มีสามีอย่างนี้ในสมัยโน้น เป็นอันว่าเธอจะไม่อดอยากยากแค้นแน่นอน พ่อของเจ้าสาวก็คงเบาใจ แม่ยายของลูกเขยก็คงจะโล่งอก ถึงมันจะอ้อนต่อรองค่าสินสอดบ้างก็ช่างมันเถอะ แสดงว่ามันรักลูกสาวเราจริงถึงได้ยอมขนาดนี้ เอาไปเลยไอ้หนุ่มข้ายกให้เอ็งว่ะ ฮา ๆ</p>
<p>วิถีชีวิตแบบลูกทุ่งไทยที่ว่ามานี้ นับเป็นวิถีที่ดำรงมานานแสนนาน ชนเผ่าสยามเมืองยิ้มได้สืบรุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยวิถีชีวิตแบบนี้  นับแต่นี้ต่อไปคงไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ สิ่งเก่าต้องหลีกทางให้สิ่งใหม่ ถึงแม้บางครั้งสิ่งใหม่ ๆ จะดีไม่เท่าของเก่า คนเราก็อยากที่จะทดลอง</p>
<p>อุตสาหกรรมเข้ามาแทนที่เกษตรกรรม ชาวนากลายเป็นกรรมกร ธรรมชาติถูกดัดแปลงเพื่อสนองตอบความต้องการของมนุษย์ แทนที่มนุษย์จะดัดแปลงชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติเหมือนเมื่อก่อน ประเพณีถูกแทนที่ด้วย “สิทธิ” และ “เสรีภาพ” ของปัจเจกชน</p>
<p>ลูกผู้ชายขวานผ่าซาก คำไหนเป็นคำนั้น คงหายากอยู่สักหน่อย ลูกผู้หญิงที่อยู่ในโอวาทของบิดามารดาก็คงหาได้น้อย</p>
<p>สิ่งใหม่ ๆ ที่ดีงามก็จงรับมาเถิด เพราะมันเกิดประโยชน์ต่อชีวิตเรา และในขณะเดียวกันสิ่งเก่า ๆ ที่ดีงามก็ต้องรักษากันไว้ มันเป็นสิ่งที่เกื้อกูลต่อชีวิตของเราเช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> วิถีของโลกก็เหมือนกับสายน้ำ ไม่มีใครบังคับให้ไหลกลับทางเดิมได้  แต่จงช่วยกันรักษาอย่าให้มันเหือดแห้งหรือเน่าเสีย เป็นพิษภัย ส่งผลร้ายต่อตัวเราเอง</strong></p>
<p style="text-align: center;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;<br />
บทความโดย <a href="http://kosolanusim.org">โกศล อนุสิม</a> พิมพ์ครั้งแรก เนชั่นสุดสัปดาห์<br />
วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๓๗ และวันที่ ๒๘ มกราคม- ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/country-lifes-in-songs-of-muangmon-sombatchareon/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทัศนะเรื่อง ‘คน’ ในเพลงลูกทุ่งทุกคนก็ ‘คนเหมือนกัน’</title>
		<link>http://kosolanusim.org/human-being-in-thai-country-style-songs</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/human-being-in-thai-country-style-songs#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Jun 2009 15:02:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[คนในเพลงลูกทุ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosolanusim.org/?p=621</guid>
		<description><![CDATA[
ตอนที่ ๑
คำว่า ‘คน’ นั้นมีความหมายอยู่สองสถาน หนึ่ง หมายความว่า มนุษย์  อีกความหมายหนึ่งก็คือ ‘กวน’ อันเป็นกิริยาอาการที่มักกระทำต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น กวนน้ำให้ขุ่น ก็ใช้ ‘คน’  หรือเมื่อปรุงอาหารจะเป็นต้มยำ แกง คั่ว ก็ตาม ล้วนแต่ต้องอาศัยการ ‘คน’ เพื่อให้เครื่องปรุงเข้ากันได้ดี  จึงจะมีรสกลมกล่อมถูกปากคน นี่คือความหมายพอสังเขปของคำว่า ‘คน’

แล้ว คน หรือ มนุษย์ นี่มาจากไหน คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจน แม้จะมีคนพยายามค้นคว้าหาคำตอบมาทุกสมัย แต่ยังไม่มีมนุษย์ยุคใดพอใจคำตอบนั้นเลย  ศาสนาแทบทุกศาสนาตอบทำนองเดียวกันว่ามีผู้สร้างโลกและมนุษย์ขึ้นมา ผู้สร้างนั่นคือพระเจ้า  แต่ยังมีคนขี้สงสัยถามขึ้นมาว่าแล้วใครกันล่ะสร้างพระเจ้า  ส่วนทางด้านวิทยาศาสตร์นั่นก็ว่า มนุษย์วิวัฒนาการตามลำดับขั้น  มีบรรพบุรุษร่วมกับพวกลิงทั้งหลาย  แยกสายพันธุ์เป็นโฮโมซาเปี้ยนคือมนุษย์มานับล้านปี ค่อยๆ พัฒนามาเป็นลำดับจนกลายเป็นคนโดยสมบูรณ์เมื่อไม่กี่หมื่นปีมานี่เอง
คนหรือมนุษย์มาจากไหนก็ตาม นับว่าเก่งกล้าทีเดียวที่สามารถสร้างสรรค์อารยธรรมให้เจริญรุ่งเรืองมาได้  ไม่ล้มหายตายจากไปเหมือนไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่  ซ้ำยังสามารถยึดครองดวงดาวนี้ไว้จนกระทั่งตะเกียกตะกายดิ้นรนจะไปนอกโลก  ฝันจะพิชิตไปทั่วจักรวาล
แต่ในความรุ่งเรืองด้วยอารยธรรม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ตอนที่ ๑</strong></span></span></h3>
<p style="text-align: justify;">คำว่า ‘คน’ นั้นมีความหมายอยู่สองสถาน หนึ่ง หมายความว่า มนุษย์  อีกความหมายหนึ่งก็คือ ‘กวน’ อันเป็นกิริยาอาการที่มักกระทำต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น กวนน้ำให้ขุ่น ก็ใช้ ‘คน’  หรือเมื่อปรุงอาหารจะเป็นต้มยำ แกง คั่ว ก็ตาม ล้วนแต่ต้องอาศัยการ ‘คน’ เพื่อให้เครื่องปรุงเข้ากันได้ดี  จึงจะมีรสกลมกล่อมถูกปากคน นี่คือความหมายพอสังเขปของคำว่า ‘คน’</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-621"></span></p>
<p>แล้ว คน หรือ มนุษย์ นี่มาจากไหน คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจน แม้จะมีคนพยายามค้นคว้าหาคำตอบมาทุกสมัย แต่ยังไม่มีมนุษย์ยุคใดพอใจคำตอบนั้นเลย  ศาสนาแทบทุกศาสนาตอบทำนองเดียวกันว่ามีผู้สร้างโลกและมนุษย์ขึ้นมา ผู้สร้างนั่นคือพระเจ้า  แต่ยังมีคนขี้สงสัยถามขึ้นมาว่าแล้วใครกันล่ะสร้างพระเจ้า  ส่วนทางด้านวิทยาศาสตร์นั่นก็ว่า มนุษย์วิวัฒนาการตามลำดับขั้น  มีบรรพบุรุษร่วมกับพวกลิงทั้งหลาย  แยกสายพันธุ์เป็นโฮโมซาเปี้ยนคือมนุษย์มานับล้านปี ค่อยๆ พัฒนามาเป็นลำดับจนกลายเป็นคนโดยสมบูรณ์เมื่อไม่กี่หมื่นปีมานี่เอง</p>
<p>คนหรือมนุษย์มาจากไหนก็ตาม นับว่าเก่งกล้าทีเดียวที่สามารถสร้างสรรค์อารยธรรมให้เจริญรุ่งเรืองมาได้  ไม่ล้มหายตายจากไปเหมือนไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่  ซ้ำยังสามารถยึดครองดวงดาวนี้ไว้จนกระทั่งตะเกียกตะกายดิ้นรนจะไปนอกโลก  ฝันจะพิชิตไปทั่วจักรวาล</p>
<p>แต่ในความรุ่งเรืองด้วยอารยธรรม จำเริญด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีนั้น  ความเสื่อมโทรมร่วงโรยได้แทรกซึมอยู่ภายใน  มีความขัดแย้ง มีการต่อสู้ สับสนวุ่นวาย เหมือนกับกำลังถูก คน ด้วยอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น</p>
<p>ฉะนั้นหากจัดกลุ่มมนุษย์ออกมาจะได้อยู่สองกลุ่ม ไม่ว่าจะยึดอะไรเป็นบรรทัดฐานก็ตาม สองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มตรงกันข้ามเสมอ เช่น ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ  ผู้เอารัดเอาเปรียบกับผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผู้มีอำนาจปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง เป็นต้น ว่ากันว่านี่คือความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ทำให้มนุษย์สองกลุ่มเผชิญหน้ากันทั้งโดยใช้ความรุนแรงและโดยสันติ สังคมมนุษย์จึงเกิดการเคลื่อนไหว  บางช่วงก็เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ บางช่วงก็เป็นไปในทางเสื่อมเสีย หากยึดถือหรืออนุมานเอาตามเหตุผลนี้ ก็ไม่มีมือที่ไหนมา คน ให้สังคมมนุษย์เป็นเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากการปะทะกันระหว่าง คน สองกลุ่มที่กล่าวมานั่นเอง</p>
<p>แม้คนบางกลุ่มเรียกร้องไม่ให้เกิดการปะทะกันในสังคมมนุษย์ แต่ดูเหมือนไม่ได้ผลอย่างจริงจัง  แม้โลกได้ให้กำเนิด ‘เอกบุรุษ’ ขึ้นมาพยายามยับยั้งการต่อสู้แย่งชิงในหมู่มนุษย์  เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับในคุณค่า ศักดิ์ศรี ตลอดจนสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง  แต่ดูเหมือนมนุษย์กำลังเมามัน ไม่สนใจข้อแนะนำอันใด  ราวกับว่าพวกเขากลัวสังคมสงบสุขเกินไป</p>
<p>เอกบุรุษที่พร่ำสอนว่า คนทุกคนเท่าเทียมกัน จงยอมรับกันและกัน รักใคร่ปรองดองกัน  กลายเป็นคนแปลกหน้าของสังคม ตายจากไปคนแล้วคนเล่า แต่ยังดีที่แนวความคิดนี้ยังไม่เสื่อมสูญไป  ยังมีคนจำนวนหนึ่งพยายามยามเผยแพร่ต่อไป  คอยคัดง้างกับกระแสการต่อสู้แย่งชิง การข่มเหงคะเนงร้ายในสังคมมนุษย์ ทั้งโดยการเทศนารณรงค์กับผู้คนโดยตรง และทำผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งก็รวมเพลงลูกทุ่งเข้าไปด้วย</p>
<p>มีเพลงลูกทุ่งจำนวนไม่น้อยที่ผู้แต่งชี้ให้เห็นถึง “ความเท่ากัน” ของมนุษย์  ทั้งยังเรียกร้องให้ตระหนักถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของกันและกัน บางเพลงก็คล้ายกับเป็น “ประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชน” ของนักแต่งเพลง  เป็นประกาศที่มีความงดงามด้านวรรณศิลป์  มีความไพเราะด้านคีตศิลป์ และความใฝ่ฝันถึงความสงบสุขของมนุษยชาติ  โดยสะท้อนความคิดของตนออกมา โน้มน้าวให้ผู้ฟังคิด พิจารณาไตร่ตรองตาม ซึ่งเพลงเหล่านี้จะเรียกว่าเพลงรักหรือเพลงอะไรก็ตาม  หากใคร่ครวญให้ดีก็จะเห็นถึงแก่นแท้ของความคิดที่แฝงอยู่</p>
<p>แม้ในเพลงรักๆใคร่ๆที่ฟังแล้วเป็นเรื่องธรรมดา อย่างเช่นเพลง ลูกจ้าง ขับร้องโดย  แมน  เนรมิตร กล่าวถึงเรื่องลูกจ้างชายหลงรักนายจ้างหญิง ตอนหนึ่งหนุ่มลูกจ้างร้องว่า<strong>&#8230;จนหรือมีใช่ที่สำคัญ  รักต่างชนชั้นไม่สำคัญเลยสักสิ่ง  อยู่ที่ใจขอให้รักกันจริงๆ  บ่าวชายนายหญิงอันที่จริงรักกันก็ได้&#8230; </strong>นั่นคือความเชื่อในข้อที่ว่า ไม่ว่าคนจนคนรวย นายหรือบ่าวก็มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่าเทียมกัน  จึงไม่ใช่ข้ออ้างที่จะใช้รังเกียจเดียดฉันท์  ขอให้มีความรักก็สามารถอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข</p>
<p>นั่นหมายความว่า  มนุษย์จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข จะต้องมีความรักเป็นพื้นฐาน มีความรักแล้วความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็ตามมา  ดังนั้นสภาพที่ ดำ แดนสุพรรณ ร้องเอาไว้ในเพลง  <strong>คนสมัยนี้</strong> อันเป็นผลงานการประพันธ์ของ  <strong>กานท์ การุณวงศ์</strong> ตอนหนึ่งว่า.<strong>..เวลาใครล้มชอบถ่มน้ำลาย  แช่งให้ตายให้ร้ายอิ่มหนำ  มองเห็นคนเป็นกลุ่ม ไม่มีใครอุ้มมีแต่เหยียบซ้ำ&#8230;</strong>ก็คงไม่มีหรือมีน้อยกว่าที่เป็นอยู่  เพราะความรักความเห็นอกเห็นใจคงไม่ทำให้คนมีพฤติกรรมเช่นนี้</p>
<p>ความรักระหว่างคู่รักทำให้คนสองคนมีความสุขได้  หากคนทุกกลุ่มมีความรักให้แก่กันสังคมก็ย่อมสงบสุข  เพลงลูกทุ่งหลายเพลงได้เรียกร้องให้คนมอบความรัก ความเห็นใจแก่กัน พยายามโน้มน้าวให้คนที่อยู่ในฐานะได้เปรียบกว่าทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคมและทางอื่นๆ ให้เห็นอกเห็นใจคนที่อยู่ในฐานะเสียเปรียบหรือด้อยกว่า  อย่างที่<strong>ครูไพบูลย์  บุตรขัน </strong>แต่งให้ <strong>รุ่งเพชร  แหลมสิงห์ </strong> ร้องว่า&#8230;น้องเอยเกิดมาเป็นคน จะรวยหรือจนก็หนีไม่พ้นความตายเช่นกัน  เราเกิดเป็นคนมองเห็นคนไม่สำคัญ คิดเหยียบย่ำหยามกัน  เขาว่าคนนั้นไม่ใช่เป็นคน&#8230;  นี่ไม่เพียงเตือนสติให้นึกถึงคนอื่นในฐานะที่เท่าเทียมกับตนเท่านั้น ยังได้ประนามคนที่ชอบดูถูกเหยียดหยามคนด้วยกันอีกด้วย  พิเคราะห์กันตามเนื้อความแล้วจะเห็นว่า  การดูถูกเหยียดหยามกันในทัศนะของครูไพบูลย์นั้น เป็นสิ่งที่ผิดถึงขั้นร้ายแรง  ควรที่คนซึ่งมีพฤติกรรมเช่นนี้ต้องฟังเอาไว้</p>
<p>ทัศนะของ <strong>เพลิน  พรมแดน</strong> ก็ไม่ต่างจากครูไพบูลย์มากนัก  โดยแต่งเพลง อย่าลืมเมืองไทย และขับร้องเองเอาไว้อย่างน่าคิด เตือนสติให้คนไทยที่มีฐานะและโอกาสดีกว่าอย่าได้ดูถูกคนไทยด้วยกัน  โดยเฉพาะวิถีชีวิตแบบลูกทุ่งไทยดูเหมือนเพลินรักและห่วงใยเป็นพิเศษ  โดยได้เตือนผ่านเพลงมาว่า&#8230;อย่าลืมเมืองไทย ๆ ๆ  หนุ่มไทยสาวไทยเด็กไทย  จำไว้ให้ทุกๆคน  อย่าได้รังเกียจ  อย่าหยามอย่าเหยียดว่ามีหรือจน  หญิงไทยชาวไทยทุกคน  อย่าได้ลืมตนคนไทย  ได้อยู่เมืองกรุงเจริญดีจริงอย่าหยิ่งผยอง  เห็นคนทุ่งนาป่าคลอง โง่งมเป็นดังเหมือนควาย  กินหมูแก้มโป่งอย่าหมินคนกินหอยโข่งเผาไฟ นั่งโต๊ะเก้าอี้ยิ่งใหญ่อย่าข่มคนไทยหากินเช้าเย็น&#8230;แล้วก็ตบท้ายเพื่อกระทุ้งบรรดาผู้ไปชุบเนื้อชุบตัวที่ต่างบ้านต่างเมือง  ให้ตระหนักถึงกำพืดของตนว่า&#8230;ไปเรียนเมืองนอกกลับมาบางกอกอย่าลืมหลงไป  ว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ฟุตฟิตโฟไฟจนลืมไทยแลนด์</p>
<p>อย่างนี้เรียกว่าเลือดรักชาติร้อนฉ่าเลยทีเดียว</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 728x90, created 1/12/10 */
google_ad_slot = "7007998848";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>
<h3><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ตอนที่ ๒</strong></span></span></h3>
<p>คนเรานั้น จะสูงต่ำดำขาว ยากดีมีจนอย่างไรก็คนเหมือนกัน  ต่างก็พึ่งพาอาศัยกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คนที่อยู่สูงกว่าก็ไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนคนที่ต่ำกว่า ถ้าคนอยู่สูงเปรียบเสมือนยอดเจดีย์  คนที่อยู่ต่ำกว่าก็เหมือนฐาน  เมื่อไม่มีฐานแล้วยอดจะอยู่ได้อย่างไร  เมื่อต่างก็พึ่งพาอาศัยกันเช่นนี้  เมื่อดูเหยียดหยามคนอื่นก็เหมือนทำกับตัวเอง</p>
<p>ยิ่งถ้ายึดคำพระแล้วยิ่งควรหยุดกระทำดังนี้เสีย พระท่านชี้ให้เห็นความจริงแล้วว่า  ทุกคนเกิดมาสุดท้ายก็ลงหลุมกว้างยาวเท่ากับตัวเองทั้งนั้น  จะมาทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงกันทำไม  สามัคคีรักใคร่ใช้ชีวิตให้มีค่าดีกว่า  อย่างที่เพลงลูกทุ่งหลายเพลงหยิบเอาแนวคิดพุทธศาสนามาสะท้อนเอาไว้ให้คนฟังได้คิดไตร่ตรอง  เป็นเสมือนการถ่ายทอดธรรมะผ่านดนตรี ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงศาสนิกชนได้มาก</p>
<p>นักแต่งเพลงที่มีพื้นเพมาจากจังหวัดอำนาจเจริญ คือ สุรินทร์  ภาคศิริ แต่งเพลง หนี้กรรม ให้ สุมิตร  สัจจเทพ  นักร้องไทยเชื้อสายอินเดีย ร้องคู่กับ ยุพิน  แพรทอง นักร้องหญิงชื่อดัง ซึ่งเนื้อเพลงตอนหนึ่งบรรยายไว้ว่า&#8230;เกิดมาต้องตาย  ใครจะค้ำฟ้า วัฏฏะสังขาราอย่าได้มัวเมา บารมีนั้นไม่นานเนา ถูกเผาแล้วเอาอะไรไปได้&#8230;  นี่เป็นแนวคิดจากคำสอนของพุทธศาสนาที่ให้เรามองเห็นความเป็นจริงของชีวิต จะได้ไม่กอบโกยโลภมาก เพราะในที่สุดแล้วทุกคนก็ถึงจุดจบเท่าเทียมกัน</p>
<p>แต่ ‘มนุษย์’ หรือ ‘คน’  เป็นสัตว์โลกที่ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย แม้มีมันสมองที่ล้ำเลิศกว่าสัตว์อื่นในโลก  สามารถสร้างสรรค์อารยธรรมขึ้นมาจนเจริญรุ่งเรือง ถึงขนาดสร้างยานอวกาศเดินทางออกไปนอกโลกได้  ถ้าหากมองในมุมกลับ มองอย่างเป็นกลางไม่เข้าข้างตัวเอง ถึงแม้มนุษย์มีมันสมองที่ฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าในมุมหนึ่งกลับโง่งม  แถมยังบ้าคลั่ง  เพราะสิ่งที่หมิ่นเหม่ต่อการสูญเสียหรือสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยังปฏิบัติกันอยู่  โดยดูจากประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ผ่านมา  สิ่งโง่ๆที่มักทำอยู่เสมอก็คือสงคราม ไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ ระหว่างคนกลุ่มเดียวกันหรือต่างกลุ่ม  ทั้งที่รู้ว่ามีแต่การทำลายล้างและสูญเสีย  ไม่มีอะไรงอกงาม  แต่มนุษย์ก็ยังพิสมัยที่จะทำสงคราม</p>
<p>ไม่เฉพาะการทำสงครามเท่านั้น  ดูเหมือนมนุษย์ถนัดการทำลายล้างทุกประเภท  ทั้งชีวิตมนุษย์ด้วยกันเอง และทั้งชีวิตของโลกที่อาศัยอยู่ คือความอุดมสมบูรณ์ ความงาม ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์  กล่าวได้ว่า มนุษย์ หรือ คน  กำลัง คนโลก ให้เละตุ้มเป๊ะ ด้วยน้ำมือของตนเองเพียงเพื่อสนองความพอใจ เพื่อกอบโกยกักตุนปัจจัยในการดำรงชีวิตให้มากที่สุด การแย่งชิงแข่งขันจึงเกิดขึ้น สิ่งที่เรียกว่ากิเลสตัณหาจึงงอกงามกว่าสำนึกอื่นใด มิใยที่ เอกบุรุษ หรือ มหาบุรุษ ที่เรียกว่าศาสดามาประกาศศาสนา แสดงธรรมคำสอนให้ละ  โลภ โกรธ หลง กิเลสนานามาแล้วหลายศาสนาก็ตาม  แต่ดูเหมือนว่ายิ่งนับวันกิเลสมนุษย์ยิ่งพอกพูนขึ้น</p>
<p>การแก่งแย่งแข่งขันของมนุษย์ ต้องการอยู่เหนือผู้อื่น เป็นผู้ได้เปรียบ  สะสมทรัพย์สินให้มั่งคั่งกว่าใคร   พิเคราะห์ลึกๆแล้วอาจเป็นเพราะมนุษย์มีจิตใจอ่อนแอ ต้องการเอาชนะผู้อื่นเพื่อชดเชยความอ่อนแอของตน</p>
<p>แม้จะดูเหมือนว่าไม่มีหนทางยับยั้งหรือฉุดรั้งให้มนุษย์ละเลิกพฤติกรรมก้าวร้าวทำลายกันเองได้  แต่ก็มีคนหลายกลุ่มหลายเหล่าที่มองเห็นหายนะแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ได้พยายามเผยแพร่ชักจูงด้วยวิธีการต่างๆนานา  แม้จะไม่ได้ผลโดยชัดแจ้งแต่ก็พอมีหวังว่าอาจมีสักคนให้ความสนใจ เข้าใจ และช่วยกันเผยแพร่ต่อไป  ทั้งในฐานะองค์กรและฐานะปัจเจกชน  และคนอย่าง จำนงค์ เป็นสุข  หรือนามที่นักฟังเพลงลูกทุ่งรู้จักคือ  สรวง  สันติ  ก็มีส่วนร่วมในการเตือนสติมนุษย์ด้วยกัน  โดยแต่งเพลง คนเหมือนกัน ให้นักร้องหญิง บุปผา  สายชล  ร้องไว้  แฝงข้อคิดชวนไตร่ตรองว่า</p>
<p><strong>คนจนคนรวยไม่ช้าก็ม้วยมรณา   คนดีคนบ้าไม่ช้าก็มรณัง  วยมากมายเอาไปไม่ได้สักอย่าง คนอยู่หลังเขาแก่งแย่งกันวุ่นวาย<br />
คนจนคนรวยไม่ช้าก็ม้วยมรณา คนดีคนบ้าไม่ช้าทุกคนก็ตาย  ตายเน่าเหม็นใครเห็นก็เมินหน้าหน่าย  หมดความหมายสุดท้ายก็ตายเหมือนกัน<br />
คนจนก็คน คนมีก็คน  คนนั้นย่อมเป็นคน แล้วคนไหงชอบเกลียดกัน  บ้างก็รวยมากล้นเห็นคนจนก็ทำหัวสั่น  ชอบแบ่งชั้นเหยียดหยันคนยากคนจน<br />
คนจนคนรวยไม่ช้าก็ม้วยมรณา  คนดีคนบ้าไม่ช้าก็ตายทุกคน จงเลิกหยันใจกันให้มันหมองหม่น ใครอยากจะจน  ทุกคนก็อยากจะรวย</strong></p>
<p>จุดสิ้นสุดของมนุษย์ทุกคนก็คือความตาย  ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์แจ้งตลอดมา  แต่มนุษย์ก็ยังดิ้นรนที่จะอยู่เหนือผู้อื่นทั้งๆที่ก็ “เป็นคน” เช่นเดียวกัน หากทุกคนหันมาเกื้อกูล ช่วยกันสร้างสรรค์จรรโลงสังคม  สร้างโลกให้น่าอยู่ย่อมดีกว่า  เพราะทุกคนเกิดมาถึงจะ&#8230;รวยหรือจนก็หนีไม่พ้นเป็นคนเช่นกัน  มีหูมีตามีหน้ามีปากมีฟัน  ถึงต่างเพศผิวพรรณ ก็คนเหมือนกันนั่นแหละหนา&#8230; ดังที่ รุ่งเพชร  แหลมสิงห์ ได้ร้องเพลงที่ ครูไพบูลย์  บุตรขัน แต่งไว้เป็นข้อคิดเตือนใจ</p>
<p>เราทุกคนก็ ‘คน’ เหมือนกันจริงๆ นั่นแหละ  ฉะนั้นก็อย่าได้ ‘คน’ กันมานักเลย โลกจะได้น่าอยู่  สังคมจะได้น่าพักพิง เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะได้จำเริญยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดกาล.</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span><br />
<strong>ตีพิมพ์ครั้งแรก</strong> เนชั่นสุดสัปดาห์ ๘ &#8211; ๑๒ มกราคม ๒๕๓๘ และ ๑๓ &#8211; ๑๙ มกราคม ๒๕๓๘</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/human-being-in-thai-country-style-songs/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความงามของภาษาในเพลงลูกทุ่ง</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Jun 2009 18:48:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษากวี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาในเพลงลูกทุ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosolanusim.org/?p=597</guid>
		<description><![CDATA[ ๑.
บทกวีชื่อ ข้าวงาม ของ ไพวรินทร์ ขาวงาม กวีหนุ่มผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวนาแห่งภาคอีสาน จากรวมเล่มบทกวีชื่อ คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ  เป็นความงามในภาษาของกวีที่บรรยายภาพท้องนาได้อารมณ์ ความรู้สึก ความเคลื่อนไหวแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนไปยืนอยู่ท่ามกลางท้องทุ่งเลยทีเดียว

นี่ย่อมเป็นความสามารถใช้ภาษาของกวี ที่ทำให้ภาพต่างๆ เคลื่อนไหวในความรู้สึกของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นใบเขียวของต้นข้าวที่ ระริกใบไหวเอนอ่อน หรือ ลมพลิกพลิ้วบรรเลงเพลงใบข้าว หรือน้ำค้างยามเช้าที่เกาะอยู่ตามใบข้าวพอแดดส่องก็กลายเป็นภาพ น้ำค้างซ้อนเป็นเงาแดดเช้าส่อง ในสายตาของกวี ซึ่งภาษาที่ใช้แม้จะเป็นคำง่ายๆ ธรรมดาสามัญ แต่พอเรียงร้อยออกมาถูกจังหวะ อยู่ในตำแหน่งอันเหมาะสม ก็กลับกลายเป็นภาษาที่มีอารมณ์ มีความเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาษากวี  โดยจะขอได้ยกบางส่วนมาให้อ่านกันดังนี้
เขียวขจีระริกใบไหวเอนอ่อน
น้ำค้างซ้อนฝากไว้จูบใบเขียว
อุ้มหยาดน้ำราวมณีที่ริ้วเรียว
เติบโตต่อรอเคียวมาเกี่ยวคม
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.
ลมพลิกพลิ้วบรรเลงเพลงใบข้าว
เคลียหยาดหนาวน้ำฟ้ามาค้างติด
เหนืออกแม่ธรณีที่อุทิศ
แม่โพสพโอบผลิตชีวิตนั้น
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..
เขียวขจีระริกใบไหวเอนอ่อน
น้ำค้างซ้อนเป็นเงาแดดเช้าส่อง
ปลูกข้าวงามวาดหวังไว้รังรอง
ฝันเห็นกองเมล็ดข้าวอยู่เกลื่อนลาน
ภาษากวีเป็นภาษาไพเราะงดงาม เป็นงานศิลปะขั้นสูง ว่ากันว่าในสังคมสากลหรืออารย-ชนให้เกียรติและยกย่องกวียิ่งนัก เพราะถือได้ว่าเป็นผู้เข้าถึงความงาม ความสุนทรีย์ มีจิตวิญญาณสูงส่ง ภาษาของกวีก็ถึงแล้วซึ่งความงาม ความสุนทรีย์นั้น ในวงการเพลงลูกทุ่ง นักแต่งเพลงหลายคนมีความสามารถใช้ภาษาเป็นหรือไกล้เคียงลักษณะความเป็นกวี  โดยเฉพาะครูเพลงรุ่นเก่านั้นมีความสามารถและรอบรู้เรื่องภาษาอย่างแตกฉาน ที่เห็นได้ชัดเจนท่านหนึ่งคือ ไพบูลย์  บุตรขัน  ที่สามารถ“เล่น”กับคำทุกคำได้งามดังใจปรารถนา  ไม่ว่าคำศัพท์สูงๆ ยากๆ ที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต เขมร  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong> ๑.</strong></p>
<p style="text-align: justify;">บทกวีชื่อ<strong> ข้าวงาม </strong>ของ <strong>ไพวรินทร์ ขาวงาม</strong> กวีหนุ่มผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวนาแห่งภาคอีสาน จากรวมเล่มบทกวีชื่อ <strong>คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ </strong> เป็นความงามในภาษาของกวีที่บรรยายภาพท้องนาได้อารมณ์ ความรู้สึก ความเคลื่อนไหวแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนไปยืนอยู่ท่ามกลางท้องทุ่งเลยทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-597"></span></p>
<p style="text-align: justify;">นี่ย่อมเป็นความสามารถใช้ภาษาของกวี ที่ทำให้ภาพต่างๆ เคลื่อนไหวในความรู้สึกของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นใบเขียวของต้นข้าวที่ ระริกใบไหวเอนอ่อน หรือ ลมพลิกพลิ้วบรรเลงเพลงใบข้าว หรือน้ำค้างยามเช้าที่เกาะอยู่ตามใบข้าวพอแดดส่องก็กลายเป็นภาพ น้ำค้างซ้อนเป็นเงาแดดเช้าส่อง ในสายตาของกวี ซึ่งภาษาที่ใช้แม้จะเป็นคำง่ายๆ ธรรมดาสามัญ แต่พอเรียงร้อยออกมาถูกจังหวะ อยู่ในตำแหน่งอันเหมาะสม ก็กลับกลายเป็นภาษาที่มีอารมณ์ มีความเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาษากวี  โดยจะขอได้ยกบางส่วนมาให้อ่านกันดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">เขียวขจีระริกใบไหวเอนอ่อน<br />
น้ำค้างซ้อนฝากไว้จูบใบเขียว<br />
อุ้มหยาดน้ำราวมณีที่ริ้วเรียว<br />
เติบโตต่อรอเคียวมาเกี่ยวคม</p>
<p style="text-align: justify;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
ลมพลิกพลิ้วบรรเลงเพลงใบข้าว<br />
เคลียหยาดหนาวน้ำฟ้ามาค้างติด<br />
เหนืออกแม่ธรณีที่อุทิศ<br />
แม่โพสพโอบผลิตชีวิตนั้น<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..<br />
เขียวขจีระริกใบไหวเอนอ่อน<br />
น้ำค้างซ้อนเป็นเงาแดดเช้าส่อง<br />
ปลูกข้าวงามวาดหวังไว้รังรอง<br />
ฝันเห็นกองเมล็ดข้าวอยู่เกลื่อนลาน</p>
<p>ภาษากวีเป็นภาษาไพเราะงดงาม เป็นงานศิลปะขั้นสูง ว่ากันว่าในสังคมสากลหรืออารย-ชนให้เกียรติและยกย่องกวียิ่งนัก เพราะถือได้ว่าเป็นผู้เข้าถึงความงาม ความสุนทรีย์ มีจิตวิญญาณสูงส่ง ภาษาของกวีก็ถึงแล้วซึ่งความงาม ความสุนทรีย์นั้น ในวงการเพลงลูกทุ่ง นักแต่งเพลงหลายคนมีความสามารถใช้ภาษาเป็นหรือไกล้เคียงลักษณะความเป็นกวี  โดยเฉพาะครูเพลงรุ่นเก่านั้นมีความสามารถและรอบรู้เรื่องภาษาอย่างแตกฉาน ที่เห็นได้ชัดเจนท่านหนึ่งคือ ไพบูลย์  บุตรขัน  ที่สามารถ“เล่น”กับคำทุกคำได้งามดังใจปรารถนา  ไม่ว่าคำศัพท์สูงๆ ยากๆ ที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต เขมร  หรือที่เป็นคำไทยธรรมดาสามัญ ก็สามารถนำมาเรียงร้อยให้เกิดความไพเราะงดงามได้ทั้งสิ้น  โดยเฉพาะการบรรยายความงามของธรรมชาติ ไม่ว่าทุ่งนาหรือป่าเขา กลางดินกลางทรายหรือในทะเลกว้าง หากครูเพลงท่านนี้เขียนถึงแล้วย่อมได้ทั้งความงาม ความเคลื่อนไหวและอารมณ์อยู่เต็มเปี่ยม<br />
ผู้ที่ชื่นชอบเพลงลูกทุ่งย่อมคุ้นเคยกับผลงานการประพันธ์เพลงของ<strong>ไพบูลย์  บุตรขัน</strong> เป็นอย่างดี  ถึงแม้จะเสียชีวิตไปนานแล้วแต่ผลงานยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ  มีนักร้องรุ่นหลังนำนี้บันทึกเสียงใหม่อยู่ไม่ขาด<br />
นอกจาก<strong>ครูไพบูลย์ บุตรขัน</strong> แล้ว  ยังมีนักแต่งเพลงคนอื่นๆที่มีผลงานระดับครู อย่างเช่น<strong> พงศักดิ์ จันทรุกขา</strong> นักแต่งเพลงชาวอีสานก็แต่งเพลงที่ใช้ภาษาได้งดงาม กระทบใจ จนได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง  มีนักร้องใหม่ๆได้นำมาร้องหลายราย  เพลงนี้ชื่อ ทุ่งรัก ซึ่งนักร้องต้นแบบคือ ศรคีรี  ศรีประจวบ เป็นเพลงที่เรียกได้ว่าสื่อด้วยภาษากวีอีกเพลงหนึ่ง<br />
แดดบ่ายปลายคุ้งท้องทุ่งรวงทอง<br />
น้ำทรงเมื่อเดือนสิบสอง<br />
หัวใจพี่กลับนองรักน้องนางทุ่ง<br />
กระจับจอกแหน<br />
เป็นแพลอยติดก้นคุ้ง<br />
เหมือนสวาทพัดผันใจมุ่ง<br />
มุ่งปองรักสาวแม่ดาวบ้านนา<br />
ย่างเดือนสิบสองลมล่องนารัก<br />
ข้าวเอนอุ้มรวงหน่วงหนัก<br />
เหมือนใจพี่อุ้มรักภักดีกานดา<br />
เจ้าเรียมเจ้าขวัญเทวัญสถิตทุ่งนา<br />
โปรดช่วยดลหัวใจน้องข้า<br />
รักหนุ่มบ้านนาเหมือนอธิษฐาน<br />
ฯลฯ<br />
ความโดดเด่นของเพลงนี้มีอยู่สองประการ  อย่างแรก ใช้คำได้ภาพพจน์งามเหมาะใจ เห็นความงามของท้องทุ่งได้เต็มความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นภาพ แดดบ่ายปลายคุ้งท้องทุ่งรวงทอง หรือ กระจับจอกแหนเป็นแพลอยติดก้นคุ้ง  หรือภาพ ข้าวเอนอุ้มรวงหน่วงหนัก นั้นบอกเล่าให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวา ความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งนาไทย โดยไม่จำเป็นต้องบอกตรงๆว่า นี่คือความอุดมสมบูรณ์ นี่คือชีวิต แต่รับรู้ด้วยอารมณ์ความรู้สึก  ประการต่อมาคือใช้ความเปรียบได้กินใจ ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบความรักที่ถั่งท้นอยู่เต็มอกกับภาพของกระจับจอกแหนลอยเป็นแพที่ก้นคุ้ง หรือภาพของ “ใจอุ้มรัก” ที่ไม่ต่างจาก “ข้าวเอนอุ้มรวง” เป็นการอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมคือ “ความรัก” ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน มีความหมายและอารมณ์ความรู้ที่ดีงาม<br />
อีกนัยหนึ่งนั้น เพลงนี้ทั้งเพลงสรุปออกมาได้ความว่า อันความรักนั้นเมื่อเกิดขึ้นในใจใครแล้ว ก็ย่อมจะงอกเงยเติบโตงดงามขึ้น เหมือนต้นข้าวที่กำลังออกรวงให้ผลผลิตแก่ชาวนา  หากบำรุงรักษาให้ดี ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่า เพราะความรักนั่นคือความงาม คือชีวิต คือความสุข  คนที่บำรุงรักษาความรักดีๆ	ย่อมได้ตอบแทนเป็นแน่แท้ ผู้แต่งอาจต้องการบอกผ่านบทเพลงมาถึงเราอย่างนี้</p>
<p style="text-align: center;"><strong><img class="alignleft size-full wp-image-598" style="border: 0pt none; margin: 10px 15px;" title="rice-field" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2009/06/rice-field.jpg" alt="rice-field" width="174" height="189" /></strong><strong>๒.</strong></p>
<p>ความงามในภาษาเพลงนั้น นอกจากสัมผัสรูปอักษรโดยการมองเห็น สัมผัสเสียงจากการฟังแล้ว ยังสัมผัสได้จากอารมณ์หรือจากใจ ซึ่งอันหลังนี้สำคัญที่สุด หากเพลงใดฟังแล้วไม่สัมผัสใจ ความงามความไพเราะก็เห็นจะไม่สมบูรณ์  เช่นเดียวกับบทกวีที่แม้จะใช้คำได้สวยแท้งามนัก สัมผัสพร้อมไม่ผิดพลาด แต่เมื่ออ่านแล้วไม่ได้อารมณ์ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่สัมผัสใจ บทกวีนั้นก็เป็นเพียงการนำคำหรูๆมาเรียงกันไว้โดยเปล่าประโยชน์<br />
ไม่ว่าบทกวีหรือบทเพลง ถ้าผู้แต่งมือถึงจริงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้คำหรูหรา เพียงใช้คำธรรมดามาร้อยเรียงให้พอเหมาะพอเจาะ วางรูปวางเสียงให้พอดี ก็จะกลายเป็นความงามความไพเราะในความเรียบง่าย สัมผัสใจไปไม่รู้ลืม  อย่างเช่น<br />
ทุ่งข้าวเขียวขจี<br />
สีสดชื่นระรื่นลมไหว<br />
ปูปลามาเล็มไคล<br />
ในน้ำใสใต้สันตะวา<br />
สาหร่ายส่ายดอกกระจิริด<br />
แมลงน้อยนิดไร้เดียงสา<br />
เกาะดอกหญ้าบนคันนา<br />
แมงมุมตั้งท่าตะครุบกิน<br />
ฯลฯ</p>
<p>นี่คือความงามในความเรียบง่ายของบทกวีชื่อ ทุ่งข้าว ของท่านอังคาร กลัยาณพงษ์ กวีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของไทยในปัจจุบัน  บทกวีชิ้นนี้แต่งขึ้นเมื่อปี ๒๕๐๗ ถ่ายทอดความงาม ความมีชีวิตของทุ่งนาไทยออกมาได้อย่าง “จับอยู่ในใจ” ของคนอ่าน โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกหลานของชาวนาซึ่งเคยวิ่งเล่นอยู่กลางดิน สูดกลิ่นโคลนสาบควายมาก่อน<br />
ในเรื่องของเพลงก็เช่นกัน  ครูเพลงอย่าง ไพบูลย์ บุตรขัน ซึ่งมีผลงานการประพันธ์เพลงจำนวนมาก ถือเป็นแบบอย่างของการใช้ประโยชน์จากคำธรรมดาสามัญได้ดังใจปรารถนา พูดตามภาษานิยายกำลังภายในก็ว่าสูงสุดคืนสู่สามัญ หรือขั้นกระบี่อยู่ที่ใจแล้ว  ไม่ว่าจะเขียนเพลงถึงเรื่องอะไร ดูเหมือนจะใช้พลังทั้งหมดที่มีอยู่สร้างเพลงนั้นขึ้นมาให้งดงามและดีที่สุด เพลงใดที่บรรยายถึงความคิดคำนึงและอารมณ์ความรู้สึกของคนๆหนึ่งที่มีต่อสิงใดสิ่งหนึ่ง  เมื่อฟังแล้วคล้ายกับว่าผู้ฟังได้หลุดเข้าไปอยู่ในฉากในเรื่องในเพลงนั้นจริงๆ  อย่างเช่น</p>
<p>กลิ่นโคลนสาบควายมันติดผิวกายพี่มา<br />
มาอยู่กรุงเทพฯเมืองฟ้า<br />
ตั้งสามปีกว่าแล้วยังมีกลิ่น<br />
อาบน้ำประปาใสกว่าน้ำโคลนน้ำดิน<br />
ไม่อาจลบทั้งรอยและกลิ่น<br />
ไอดินกลิ่นโคลนสาบควาย<br />
กลิ่นฟางสาบสาวหอมติดใจเราเรียกร้อง<br />
เห็นแต่ใบหน้านวลน้อง<br />
ใส่งอบเดินท่องผืนนาตอนบ่าย<br />
ผิวน้องหม่นแมมสองแก้มเปื้อนดินและทราย<br />
ไม่อาจลบความงามลงง่าย<br />
ไม่วายชวนมองต้องตา<br />
ฯลฯ<br />
นี่คือเพลง ไอดินกลิ่นสาว บรรยายถึงอารมณ์คิดถึง โหยหา อาลัยอาวรณ์ได้ดีนัก ยิ่งได้เสียงเหน่อๆ ใสๆ ของ รุ่งเพชร  แหลมสิงห์ มาร้องด้วยแล้วยิ่งทำให้มีความไพเราะแบบลูกทุ่งแท้  ได้กลิ่นดินกลิ่นแก้มสาวอบอวลในใจ<br />
ภาษาเพลงของครูไพบูลย์  บุตรขัน ที่ฟังแล้ว “สัมผัสเข้าไปถึงใจ” นั้นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะผ่านมุมมองของชายหนุ่มหรือหญิงสาว มุมมองของคนอกหักหรือสมรัก บรรยายความงามของธรรมชาติหรือผู้คนที่ทมองเห็นเป็นรูปธรรม รวมทั้งบรรยายถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมเช่น ความรัก ความเกลียด ความดีหรือความเลว สามารถสัมผัสได้จากเพลงของท่านผู้นี้  ยิ่งการหยิบยกเอาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมาเปรียบเปรยกับอารมณ์ความรู้สึกของคนก็ทำได้อย่างงดงาม อย่างเช่น การหยิบยกเอาความกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลมาเปรียบกับความอ้างว้างของคน เอาท้องฟ้า เสียงลมเสียงคลื่นมาอธิบายความรู้สึกโดดเดี่ยวและเงียบเงาได้งามนัก ดังที่ปรากฏในเพลง ทะเลร่ำไห้  ขับร้องโดย ลัดดา  ศรีวรนันท์ เนื้อเพลงท่อนหนึ่งมีอยู่ว่า</p>
<p>ใครเอยจะมาตระโบมโลมไล้<br />
ดวงใจอ้างว้างเปลี่ยวใจท่ามกลางลมเป่า<br />
โขดหินหาดนี้ก่อนมีรักเรา  เงียบเหงาสะอื้น<br />
ได้ยินเสียงคลื่นคร่ำครวญ<br />
คืนหาดไร้จันทร์โอ้ฝันถึงดาว<br />
ข้างดงมะพร้าว ดึกลงยิ่งหนาวเนื้อนวล<br />
ฝันถึงเราเคยเคล้าคู่ชิดชวน<br />
ลมโบยโชยหวน ทะเลคร่ำครวญร้องไห้</p>
<p>นี่เป็นเพลงที่บรรยายถึงความรู้สึกภายในของคนๆหนึ่งได้ถึงก้นบึ้งของดวงใจ  คนที่รู้สึก “เปลี่ยวใจท่ามกลางลมเป่า” และได้ยินเสียงทะเลหรือเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่ออกจะไพเราะ แต่กลับกลายเป็นเสียง  “ทะเลคร่ำครวญร้องไห้” นั้นไม่ใช่คนเหงาธรรมดา  หากแต่เหงาเข้าขั้นตรีทูตเลยทีเดียว  คนที่สามารถบรรยายความเหงาออกมาได้ถึงอารมณ์และกินใจเช่นนี้  ต้องยกให้ไพบูลย์  บุตรขัน เป็นเอกคนหนึ่ง<br />
ถ้าไม่เชื่อก็อยากเชิญชวนท่านผู้ชายทั้งหลายฟังเพลงที่ขึ้นต้นว่า “น้ำตาผู้ชายที่ไหลริน  มันหมายถึงความสูญสิ้น อเนกอนันต์นานา  ภายในดวงใจไม่มีผู้ใดรู้ว่า  ผู้ชายที่หลั่งน้ำตายิ่งกว่าฟ้าร้องไห้” ซึ่งขับร้องโดย ทูล  ทองใจ กันดูแล้วจะรู้ว่านี่แหละคือความงามในภาษาเพลง โดยฝีมือของคีตกวีโดยแท้</p>
<p style="text-align: center;"><strong><img class="alignleft size-full wp-image-598" style="border: 0pt none; margin: 10px 15px;" title="rice-field" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2009/06/rice-field.jpg" alt="rice-field" width="183" height="199" /></strong><strong>๓</strong></p>
<p>มีเพลงอยู่จำนวนไม่น้อยได้ฟังครั้งเดียวก็จดจำรำลึกถึงได้  เนื่องมาจากความงามของภาษา ความไพเราะของดนตรีและท่วงทำนอง รวมทั้งเสียงของนักร้องที่ขับร้องเพลงนั้น  ทั้งหมดนี้จะต้องผสานกลมกลืนกัน จึงจะทำให้เพลงนั้นๆสมบูรณ์ สัมผัสเข้าไปถึงใจ  ฟังแล้วอิ่มอารมณ์ อยากฟังอยู่บ่อยๆ  หากองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งขาดหายไป ย่อมทำให้ลดความไพเราะลงเป็นอันมาก  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ   การที่นักร้องชั้นหลังนำเพลงเก่ามาร้องใหม่ เรียบเรียงดนตรีใหม่ เมื่อฟังเปรียบเทียบกับต้นฉบับเดิม  ส่วนมากหาความไพเราะได้ไม่เท่าของเก่า ขาดเสน่ห์ ไม่มีพลัง เนื่องจากนักร้องใหม่ไม่สามารถตีความเพลงนั้นๆจนเข้าใจได้  อารมณ์และน้ำเสียงจึงยังไม่เหมาะ  การเรียบเรียงดนตรีใหม่บางครั้งก็ใส่ดนตรีหลายชิ้นมากเกินไป ทำให้ยุ่งเหยิง กลบความงามของเนื้อเพลงหมด<br />
เพลงลูกทุ่งนั้น โดยเฉพาะเพลงเก่าๆ เป็นเพลงที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้นักร้องแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ทั้งน้ำเสียง ลีลา อารมณ์ ดังนั้นจึงใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น  ทำให้ไม่กลบเสียงนักร้อง<br />
เพลงที่ประสานกลมกลืนระหว่างเนื้อเพลง ท่วงทำนอง  เสียงร้องและดนตรีได้เหมาะเจาะจึงครองใจผู้ฟังเสมอมา  แม้จะผ่านกาลเวลามานาน เมื่อนำมาฟังอีกก็ยังกินใจอยู่เสมอ  ไม่ว่าเพลงนั้นจะพูดถึงอารมณ์ด้านใดของมนุษย์ ทุกข์ สุข โศก ชื่น หรือพูดถึงความงามของธรรมชาติและความดีของมนุษย์ ถ้าเพลงนั้นดีจริงแม้จะพูดถึงความผิดหวัง การพลัดพรากจากกัน ก็ยังมีความไพเราะ  ดังตัวอย่างเพลง  ฝนตกบ้านน้องฟ้าร้องบ้านพี่  ของ ชาย เมืองสิงห์ นักร้องเพลงลูกทุ่งผู้มีลีลาเป็นเอกลักษณ์ แต่งและร้องเพลงนี้ได้ถึงใจนัก บางวรรคบางตอนฟังแล้วสะท้อนอกสะท้อนใจ เช่น</p>
<p>บ้านน้องอยู่ฝั่งขะโน้น    บ้านพี่อยู่ฝั่งขะนี้<br />
ฝนตกอยู่ทางบ้านน้อง       เสียงฟ้าร้องมาถึงบ้านพี่<br />
เห็นน้ำฝนหยดใส             น้ำตาพี่ไหลแทบทุกที<br />
คิดถึงน้องคนดี                โอ้ปานฉะนี้น้องพี่คงหนาวใจ<br />
หน้าหนาวย่างเข้ามาแล้ว    น้องแก้วจะหหนาวแค่ไหน<br />
เมื่อก่อนพี่เคยกอดน้อง       น้ำตานองพี่เคยเช็ดให้<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
แว่วเสียงย่ำกลองวัดโบสถ์ พี่ปลูกข้าวโพดสาลี<br />
ลูกเขยเมื่อมันตกยาก          แม่ยายพรากลูกสาวเสียนี่<br />
แม่เอ๋ยแม่ยายหนอ             ไม่ตายจะขอดูหน้าที<br />
ปีนี้จนทั้งปี                       ปีหน้าคงมีเงินบ้างนะแม่จ๋า<br />
บ้านน้องอยู่ทางฝั่งซ้าย        พี่ชายอยู่ทางฝั่งขวา<br />
น้ำขึ้นเอ่อริมฝั่งคลอง          พี่ยังมองน้องที่ริมท่า<br />
แม่ยายเขามายืนค้อน         น้องยังสะท้อนกลั้นน้ำตา<br />
ฯลฯ<br />
ถ้าหากได้ฟังเพลงนี้แล้ว สำหรับคอลูกทุ่งขนานแท้คงไม่ปฏิเสธในความไพเราะของท่วงทำนองและความงามของภาษา  โดยภาษาที่นำมาใช้นั้นมีความเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา มีอารมณ์  แม้แต่ชื่อเพลงนอกจากมีความหมายตามตัวอักษรแล้ว  ยังมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ซ่อนอยู่ในถ้อยคำนั้น  อย่างเช่น “ฝนตกที่บ้านน้อง” ก็ไม่ต่างจากน้ำตาของสาวเจ้าที่ร้องไห้เพราะคิดถึงพี่  หรือ “ฟ้าร้องถึงบ้านพี่” ก็คือเสียงร่ำร้องในใจของพี่ที่คิดถึงเจ้า แปลความหมายออกมาสั้นๆก็คือ “น้ำตาเจ้าตกหัวอกพี่ร้อง” นั่นเอง<br />
ข้อจำกัดในการเขียนถึงความไพเราะของเพลงก็คือ ทำได้เพียงแค่ยกเนื้อเพลงมาประกอบให้ผู้อ่านได้อ่านไปด้วย การอธิบายถึงความงามความไพเราะของเพลงด้วยตัวหนังสือนั้นทำได้ยากยิ่งนัก เพราะการที่จะรู้ว่าเพลงจะไพเราะเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการฟังเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้ลองหาเทปเพลงนี้มาฟังด้วยหูพิจารณาไปพร้อมกัน<br />
กล่าวสำหรับ ชาย  เมืองสิงห์ ในฐานะนักร้องเขาได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้โดดเด่นขึ้นมาด้วยลูกคอและเสียงเอื้อนที่ไม่เหมือนใคร  รวมทั้งเสียงขึ้นจมูกเหมือนคนเป็นหวัด  การร้องก็ทำได้ทุกอารมณ์ ไม่ว่าจะเศร้า เหงา สุข ออเซาะ ตัดพ้อต่อว่า  เล่ากันว่าสมัยที่ยังหนุ่มและโด่งดังสุดขีดนั้น เป็นขวัญใจสาวแก่แม่หม้าย  ต่างคลั่งไคล้และชื่นชมน้ำเสียงของเขาไม่แพ้นักร้องยอดนิยมคนอื่นๆ<br />
ในฐานะนักแต่งเพลงก็สามารถใช้ภาษาได้อย่างงดงาม มีชีวิตชีวา มีอารมณ์อยู่ในนั้น  เพลงที่ชาย  เมืองสิงห์ขับร้องจนโด่งดังเป็นเพลงที่แต่งเองโดยใช้ชื่ออื่นแทบทั้งนั้น  ซ้ำยังมีกลิ่นอายของเพลงพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเพลงแหล่ ลิเก ลำตัด และหลายๆเพลงก็ดัดแปลงทำนองเพลงเพลงพื้นบ้านเหล่านี้ไปใช้  เช่นเดียวกับนักร้องนักแต่งเพลงจากภาคอื่นๆที่ได้นำเอาเพลงพื้นบ้านในภาคของตนมาปรับใช้<br />
จะว่าไปแล้วเพลงทุกเพลงล้วนมีความไพเราะงดงามด้วยกันทั้งสิ้น  ต่างแต่เพียงว่าเพลงใดจะยั่งยืนเป็นที่นิยมในหมู่นักฟังเพลงมากกว่ากันเท่านั้น  โดยอาศัยปัจจัยหลายๆอย่างประกอบ เพลงใดมีความงดงามไพเราะมากกว่าย่อมเป็นอมตะ ดังนั้นเพลงในโลกนี้ที่มีนับอเนกอนันต์จึงมีไม่กี่เพลงที่คงอยู่คู่กาลเวลามานาน ส่วนที่เหลือก็ค่อยๆ หายไป จนผู้คนลืมเลือนในที่สุด<br />
เมื่อได้ฟังเพลงที่ชอบก็มีความสุข ได้ผ่อนคลาย จิตใจอ่อนโยน ได้รับสุนทรียรสจากเพลงนั้น นักฟังเพลงทั้งหลายจึงต้องระลึกถึงนักแต่งเพลง นักร้อง นักดนตรีที่ได้ร่วมสร้างสรรค์บทเพลงขึ้นมา พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่บันดาลความสุขทางใจให้กับผู้ฟังโดยแท้<br />
<strong>หากขาดบุคคลทั้งสามที่กล่าวมานี้  ความงามในภาษาเพลงย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน</strong></p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>พิมพ์ครั้งแรก <strong> เนชั่นสุดสัปดาห์ </strong><br />
๒๙ กรกฎาคม &#8211; ๔ สิงหาคม ๒๕๓๗<br />
๕ &#8211; ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๗<br />
๑๒ &#8211; ๑๘ สิงหาคม ๒๕๓๗</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&quot;สั่งฟ้าไปหาน้อง&quot; และ เทพพร เพชรอุบล ขุนพลอีสาน</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Nov 2008 21:49:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เทพพร เพชรอุบลลเพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่งอีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงสั่งฟ้าไปหาน้อง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thailuktung.kosolnet.com/?p=332</guid>
		<description><![CDATA[เทพพร เพชรอุบล เป็นหนึ่งในขุนพลเพลงอีสาน รุ่นเดียวกับ ดาว บ้านดอน ศักดิ์สยาม เพชรชมภู ทั้งสามคนนี้นับว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนอีสานในยุคของพวกเขา เทพพร เพชรอุบล ชื่อจริงคือ เทพพร บุญสุข เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 2 คน ของพ่อมี แม่คำเหรียญ บุญสุข เนื่องจากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการร้องลำ สนใจดนตรีและเสียงเพลง จึงยึด

อาชีพเป็นนักประพันธ์เพลงหลังจบการศึกษา และประกวดร้องเพลงจนได้รับรางวัลอย่าง
มากมายเนื่องจากมีลีลาการร้องและสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว บุคคลที่มีอิทธิพล อย่างมากต่อการยึดอาชีพนักร้องคือ ครูพร ภิรมย์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งผู้โด่งดังในยุคนั้น
เทพพร เพชรอุบล ได้สมัครเป็นนักร้องวงดนตรีของศักดิ์ศรี ศรีอักษร โดยใช้นาม จะเด็ด เพชรอุบล หลังจากนั้นได้ร่วมกับสมัครพรรคพวกตั้งวงดนตรี เทพพรโชว์ และเปลี่ยนชื่อเป็น เทพพร เพชรอุบล แล้วร่วมก่อตั้งวงดนตรี ศักดิ์สยาม เพชรชมภู จนมีชื่อเสียงโด่งดังโดยมี เทพพร เพชรอุบล เป็นผู้ประพันธ์เพลงด้วยการนำภาษาอีสานมาผสมกับภาษากลางออกมาเป็นเพลงลูกทุ่งทำนองอีสาน ซึ่งเป็นยุคเริ่มแรกของการสร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งรูปแบบใหม่ที่ฟังง่าย ติดหูติดปากผู้ฟัง เช่น เพลง &#8220;คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ&#8221; 
หลังจากนั้นได้ตั้งวงดนตรีของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ได้รับการตอบรับจากมหาชนมิตรรักแฟนเพลงชาวอีสานอย่างมาก สร้างผลงานเพลงลูกทุ่งไม่น้อยกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เทพพร เพชรอุบล</strong> เป็นหนึ่งในขุนพลเพลงอีสาน รุ่นเดียวกับ <strong>ดาว บ้านดอน ศักดิ์สยาม เพชรชมภู </strong>ทั้งสามคนนี้นับว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนอีสานในยุคของพวกเขา เทพพร เพชรอุบล ชื่อจริงคือ <strong>เทพพร บุญสุข </strong>เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 2 คน ของพ่อมี แม่คำเหรียญ บุญสุข เนื่องจากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการร้องลำ สนใจดนตรีและเสียงเพลง จึงยึด<br />
<span id="more-332"></span><br />
อาชีพเป็นนักประพันธ์เพลงหลังจบการศึกษา และประกวดร้องเพลงจนได้รับรางวัลอย่าง<br />
มากมายเนื่องจากมีลีลาการร้องและสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว บุคคลที่มีอิทธิพล อย่างมากต่อการยึดอาชีพนักร้องคือ ครูพร ภิรมย์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งผู้โด่งดังในยุคนั้น</p>
<p>เทพพร เพชรอุบล ได้สมัครเป็นนักร้องวงดนตรีของศักดิ์ศรี ศรีอักษร โดยใช้นาม จะเด็ด เพชรอุบล หลังจากนั้นได้ร่วมกับสมัครพรรคพวกตั้งวงดนตรี เทพพรโชว์ และเปลี่ยนชื่อเป็น เทพพร เพชรอุบล แล้วร่วมก่อตั้งวงดนตรี <strong>ศักดิ์สยาม เพชรชมภู</strong> จนมีชื่อเสียงโด่งดังโดยมี เทพพร เพชรอุบล เป็นผู้ประพันธ์เพลงด้วยการนำภาษาอีสานมาผสมกับภาษากลางออกมาเป็นเพลงลูกทุ่งทำนองอีสาน ซึ่งเป็นยุคเริ่มแรกของการสร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งรูปแบบใหม่ที่ฟังง่าย ติดหูติดปากผู้ฟัง เช่น เพลง <strong>&#8220;คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ&#8221; </strong></p>
<p>หลังจากนั้นได้ตั้งวงดนตรีของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ได้รับการตอบรับจากมหาชนมิตรรักแฟนเพลงชาวอีสานอย่างมาก สร้างผลงานเพลงลูกทุ่งไม่น้อยกว่า 30 เพลง นอกจากนี้ยังประพันธ์เพลงให้กับนักร้องท่านอื่นรวมแล้วไม่น้อยกว่า 80 เพลง ส่งผลให้ศิลปินนักร้องเหล่านั้นมีชื่อเสียง นอกจากนี้ นายเทพพร เพชรอุบล ยังใช้ความสามารถที่ตนเองมีอยู่ช่วยเหลือสังคมโดยได้แต่งเพลงเพื่อการกุศล และไปเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านที่ประเทศสวิทเซอร์แลนด์ จากการทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต เป็นผลให้นายเทพพร เพชรอุบล ล้มป่วยเนื่องจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน เป็นผลให้ปัจจุบันไม่สามารถเคลื่อนไหวและช่วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง [ขอบคุณข้อมูลประวัติจาก <a href="http://www.isangate.com/entertain/tepporn.html ">www.isangate.com</a>]</p>
<p>เทพพร เพชรอุบล มีน้ำเสียงทุ้มกังวาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีใครเป็นเงาเสียงได้ ประกอบกับฝีมือการแต่งเพลงที่ใช้ภาษาไทยภาคกลางกับภาอีสานผสมได้อย่างกลมกลืน ทำให้เพลงที่แต่งเองร้องเองมีความโดดเด่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากเพลง อีสานบ้านเฮา เพลง คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ เพลง สั่งฟ้าไปหาน้อง</p>
<p>สำหรับเพลงสั่งฟ้าไปหาน้องที่นำมาให้ฟังกันนี้ เป็นเพลงหนึ่งที่ถือว่าเป็นเพลงเอกของเทพพร เพชรอุบล ในส่วนตัวของผมขอยกให้เป็นเพลงที่ประทับใจที่สุด รองลงมาก็คือเพลง คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ สองเพลงนี้มีเนื้อหาและอารมณ์ต่อเนื่องกัน โดยเพลง คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ เป็นเสมือนปฐมบท และเพลง สั่งฟ้าไปหาน้อง เป็นภาคต่อ</p>
<p>เพลง คิดฮอดอ้ายแน่เด้อ เนื้อหาบรรยายการจากลาของหนุ่มอีสานที่กำลังจะเดินทางไปกรุงเทพฯมหานครเพื่อหางานทำ อันเป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงของสังคมไทยที่คนชนบทในภาคการเกษตร อพยพเข้าไปในเมืองหลวงเพื่อทำงานในภาคอุตสาหกรรม เนื่องมาจากผลพวงของการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เน้นการผลิตอุตสาหกรรมเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ส่วนเพลง สั่งฟ้าไปหาน้อง บรรยายถึงความรู้สึกของหนุ่มอีสานในเมืองหลวงที่คิดถึงบ้าน คิดถึงสาวคนรัก</p>
<p>เพลงนี้ฟังแล้วจับใจหรือโดนใจหนุ่มอีสานในรุ่นนั้นที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก แม้เนื้อเพลงจะไม่ได้บอกว่าหนุ่มอยู่ที่ไหน แต่โดยบริบทของสังคมในช่วงเวลาที่เพลงถูกแต่งขึ้น ก็พอจะอนุมานได้ว่า เป็นคำรำพึงรำพันของหนุ่มอีสานในเมืองหลวงได้</p>
<p>แต่ก็ไม่ได้กีดกันหนุ่มอื่นที่อยู่ในที่อื่นซึ่งไกลบ้าน ไกลคนรัก ก็สามารถซาบซึ้งตรึงใจกับเพลงนี้ได้เช่นกัน ไม่ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหนก็ตามก็มีสิทธิ์ที่จะ &#8220;สั่งฟ้าไปหาน้อง&#8221; ได้โดยเท่าเทียมกัน</p>
<p>เพลงสั่งฟ้าไปหาน้อง ใช้แนวคิดของการพัดพรากเป็นแนวคิดหลัก เพลงแนวนี้สามารถทดแทนหรือเติมเต็มอารมณ์โหยหาของคนที่จากบ้านจากถิ่นที่อยู่ได้เป็นอย่างดี จึงเป็นแนวเพลงที่ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ ทุกยุคสมัย</p>
<p>.<br />
<strong>สั่งฟ้าไปหาน้อง</strong>-เทพพร เพชรอุบล</p>
<p>ฟ้าร้องก้องกังวาน คิดฮอดบ้านอีสานเมืองเก่า<br />
คิดถึงดอกจานต้นเก่า เศร้าแสนเศร้าเฝ้าชะแง้<br />
ฝนตกลงมาคราใดแอบร้องไห้ปวดใจแท้<br />
คิดถึงพี่ป้าพ่อแม่ คงจะแก่แย่เต็มทน&#8230;.. คงจะแก่แย่เต็มทน</p>
<p>ฟ้าร้องเหมือนน้องสั่งพะว้าพะวังคือใจอ้ายสิหล่น<br />
จากน้องมาก็โดน เสาวคนธ์สิบ่นหาอ้ายบ่น้อง<br />
หรือปล่อยให้อ้ายเป็นบ้าเฝ้าเพ้อหาผู้เดียวล้องล่อง<br />
จากไกลเปลี่ยนใจเป็นสอง มีรักใหม่ครองแล้วบ่น้องขวัญตา<br />
เอารักใหม่ครองแล้วบ่น้องขวัญใจ</p>
<p>ฟ้าร้องก้องอยู่หูเหมือนน้องกู่อยู่แสนไกล<br />
เอิ้นอ้ายกลับบ้านไป โอ้ขวัญใจอ้ายคงรอ<br />
จะกลับอยู่หรอกบ้านเก่า น้องอยู่เศร้านวลลออ<br />
หากมีเจ้าหนุ่มมาขอบอกว่ารอพี่นะเนื้อกลอย&#8230; บอกจะรอพี่นะเนื้อกลอย</p>
<p>ฟ้าเอ๋ยโปรดไปฮ้องก้ำบ้านน้องอีสานให้หน่อย<br />
บอกสาวจำปี ศรีสร้อย สาวซำน้อยน้องหน่อย จำปา<br />
ไปบอกสาวกุ้ง สาวไก่ ราตรี ดอกไม้ บอกว่าอ้ายสิเมือหา<br />
คอยอ้ายบ่โดนกานดา อ้ายสิมาอีสานบ้านเฮา&#8230;. อ้ายสิมาอีสานบ้านเฮา.</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 728x90, created 1/12/10 */
google_ad_slot = "0494183321";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“คนไกลบ้าน”  กลิ่นอายลูกทุ่งในลูกกรุง และเสน่ห์น้ำเสียงของ ชรัมภ์ เทพชัย</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e2%80%9c%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e2%80%9c%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2008 08:24:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชรัมภ์ เทพชัย]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงคนไกลบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกกรุง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thailuktung.kosolnet.com/?p=329</guid>
		<description><![CDATA[เพลงแนวลูกกรุงที่มีกลิ่นอายบรรยากาศแบบลูกทุ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโหยหาชีวิตแบบลูกทุ่ง ทั้งประเภทจากมุมมองของคนกรุงที่ประทับใจชีวิตแบบทุ่งแล้วหวนคิดถึง ทั้งประเภทจากมุมมองของคนทุ่งที่เข้าไปอยู่ในกรุง แล้วหวนคำนึงถึงชีวิตหนหลังของตน เมื่อครั้งที่อยู่ชนบท เพลงประเภทหลังย่อมนับเอาเพลง คนไกลบ้าน ขับร้องโดย ชรัมภ์ เทพชัย เอาไว้ด้วย

สำหรับประวัติย่อๆของชรัมภ์ เทพชัย นั้น ชรัมภ์ เทพชัย ปรากฏอยู่ในเว็บอร์ดของเว็บไซต์แม่ไม้เพลงไทย โดย “ชานระเบียง” ได้ตอบคำถามของ “กุหลาบป่า” ว่า ชื่อจริงของชรัมภ์ เทพชัยคือ นายประหลาด ศรีชลาชัย ชื่อเล่นตั้ม เกิดวันที่ 9 พฤษภาคม 2496 ที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี เริ่มเข้าสู่วงการเพลง เมื่อ พ.ศ. 2515 ส่วนที่มาของชื่อ ชรัมภ์ เทพชัย คุณต้อมเล่าว่า คุณสุรชัย ดิลกวิลาศ บอกว่า &#8220;ชรินทร์&#8221; ก็มีแล้ว ก็น่าจะชื่อ &#8220;ชรัมภ์&#8221; ครูสุเทพ วงศ์กำแหง จึงเสริมว่า นามสกุล &#8220;เทพชัย&#8221; ก็แล้วกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เพลงแนวลูกกรุงที่มีกลิ่นอายบรรยากาศแบบลูกทุ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโหยหาชีวิตแบบลูกทุ่ง ทั้งประเภทจากมุมมองของคนกรุงที่ประทับใจชีวิตแบบทุ่งแล้วหวนคิดถึง ทั้งประเภทจากมุมมองของคนทุ่งที่เข้าไปอยู่ในกรุง แล้วหวนคำนึงถึงชีวิตหนหลังของตน เมื่อครั้งที่อยู่ชนบท เพลงประเภทหลังย่อมนับเอาเพลง คนไกลบ้าน ขับร้องโดย ชรัมภ์ เทพชัย เอาไว้ด้วย<br />
<span id="more-329"></span></p>
<blockquote><p>สำหรับประวัติย่อๆของชรัมภ์ เทพชัย นั้น ชรัมภ์ เทพชัย ปรากฏอยู่ในเว็บอร์ดของเว็บไซต์แม่ไม้เพลงไทย โดย “ชานระเบียง” ได้ตอบคำถามของ “กุหลาบป่า” ว่า ชื่อจริงของชรัมภ์ เทพชัยคือ นายประหลาด ศรีชลาชัย ชื่อเล่นตั้ม เกิดวันที่ 9 พฤษภาคม 2496 ที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี เริ่มเข้าสู่วงการเพลง เมื่อ พ.ศ. 2515 ส่วนที่มาของชื่อ ชรัมภ์ เทพชัย คุณต้อมเล่าว่า คุณสุรชัย ดิลกวิลาศ บอกว่า &#8220;ชรินทร์&#8221; ก็มีแล้ว ก็น่าจะชื่อ &#8220;ชรัมภ์&#8221; ครูสุเทพ วงศ์กำแหง จึงเสริมว่า นามสกุล &#8220;เทพชัย&#8221; ก็แล้วกัน ด้านเกียรติประวัติ นั้นได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทาน ปี พ.ศ. 2519 จากเพลง &#8220;รักเหมือนเหล็กไหล&#8221; ผลงานเพลง ครูจงรัก จันทร์คณา<br />
(ขออนุญาตนำมาอ้างอิงและขอขอบคุณ ชานระเบียง และ กุหลาบป่า ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.maemaiplengthai.com/webboard/viewthread.php?tid=283&amp;extra=page%3D2&amp;page=1</p></blockquote>
<p>ชรัมภ์ เทพชัย แม้จะมีผลงานเพลงไม่มาก แต่ก็นับได้ว่าเป็นนักร้องที่มีคุณภาพคนหนึ่ง น้ำเสียงนุ่มนวล มีเสน่ห์ ร้องเพลงได้ไพเราะจับใจ เสียงออกไปทาง ธานินทร์ อินทรเทพ แต่ก็ไม่ใช่เงาเสียงหรือต้นไม้ใต้เงาของธานินทร์ อินทรเทพ แต่อย่างใด</p>
<p>ผมชอบเพลง “คนไกลบ้าน” ของ ชรัมภ์ เทพชัย มากที่สุด ฟังแล้วมันบรรยายอารมณ์โหยหาบ้านเกิดได้ดีเป็นอย่างยิ่ง เหตุอาจเป็นเพราะว่าผมนั้นไม่ค่อยได้อยู่บ้านกับครอบครัวตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนเรียนจบ ป. ก็บวชเป็นเณรน้อยหนึ่งพรรษา จากนั้นก็ไปเรียนประถมปลายที่อีกจังหวัดหนึ่ง ไปเป็นศิษย์วัด จบประถมปลายค่อยได้มาเข้าโรงเรียนมัธยมต้นที่บ้านใหม่แต่อยู่กับพ่อ ส่วนแม่ก็ยังอยู่ที่บ้านเกิดซึ่งห่างกันเป็นร้อยกิโลเมตร กว่าจะย้ายมาอยู่บ้านใหม่ด้วยกันผมก็ไปเรียนมัธยมปลายที่เดชอุดม (บ้านเกิดของคุณชรัมภ์ เทพชัย นั่นเอง)อื่น จบจากมัธยมปลายก็เข้ากรุงเทพฯ ดังนั้น ขณะที่ได้ฟังเพลงนี้เมื่อช่วงวัยรุ่นที่อยู่ประมาณมัธยมต้นต่อมัธยมปลาย จึงซาบซึ้งนัก</p>
<p>ยิ่งเมื่อตอนมาอยู่กรุงเทพฯ มาเรียนหนังสือ ได้ยินเพลงนี้ทีไรแทบจะร้องไห้แหละครับ</p>
<p>เพลงนี้เนื้อหากินใจมาก บรรยายถึงความหวัง ความฝัน ของชายหนุ่มที่แสวงหาความก้าวหน้าเป็นอย่างดี ฟังแล้วแม้จะเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวแต่มันสร้างพลังใจได้อย่างดียิ่ง โดยเฉพาะท่อนที่ว่า <strong>“&#8230;.โชคดีวันหน้าฟ้าจ้าแจ่มใส จะหอบธงชัยไต่ฟ้าหวนคืน&#8230;.” </strong>นั้นน่ะโอ้โห&#8230;แทงใจมากจริงๆครับ</p>
<p>คนส่วนมากอาจจดขำเพลงอื่นของ ชรัมภ์ เทพชัย อาทิ นานเท่าไหร่ก็จะรอ หนึ่งหญิงสองชาย ที่ร้องแก้กันกับ อุมาพร บัวพึ่ง เป็นเพลงที่ไพเราะเป็นอย่างยิ่งและน่าจดจำเช่นกัน แต่ผมรักเพลง “คนไกลบ้าน” มากกว่า เพราะเหตุที่ได้เล่ามานั่นเอง</p>
<p>ลองฟังดูนะครับ ท่านเห็นเป็นเช่นไรก็บอกเล่าให้อ่านบ้าง.</p>
<p>(เพลงนี้ กาญจนา มาศิริ นักร้องลูกทุ่งสาวสวย นำมาร้องใหม่ด้วยเมื่อไม่นานมานี้ คนที่ชอบแนวลูกทุ่งหามาฟังเปรียบเทียบดูก็ได้ครับ)</p>
<p>ป่านนี้บ้านเราคงเย็นมากแล้ว<br />
ทั่วทุกถิ่นแนวคงแลสลัว<br />
และคงเป็นยามที่ทุกครอบครัว<br />
อยู่ล้อเล่นหัวกินข้าวกินปลา</p>
<p>จากนี้ไม่นานคงเตรียมเข้านอน<br />
หวิวใจสั่นคลอนร้าวรอนผวา<br />
จะมีบ้างไหมผู้นอนลืมตา<br />
ห่วงอาวรณ์หาฉันคนอยู่ไกล</p>
<p>ทนทุกข์ทนเหงาเปล่าเปลี่ยวอารมณ์<br />
จำกล้ำกลืนฝืนข่มไขว่คว้าอนาคตไป<br />
โชคดีวันหน้าฟ้าจ้าแจ่มใส<br />
จะหอบธงชัยไต่เมฆหวนคืน</p>
<p>จะนานเท่าไรแม้ไกลสุดฟ้า<br />
รักเดียวศรัทธามั่นคงยั่งยืน<br />
หากคนคอยหันเหใจเป็นอื่น<br />
ก็สุดขัดขืนเคราะห์กรรมบาปเวร.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e2%80%9c%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อ่านเรื่องและฟังเพลงลูกทุ่งที่บล็อกคันทรีแมนแห่งเนชั่นบล็อก</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-1-%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-1-%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2008 05:44:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[คันทรีแมน]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกเพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังเพลงลูกทุ่งอนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[เนชั่นบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บเพลงลูกทุ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thailuktung.kosolnet.com/?p=324</guid>
		<description><![CDATA[
มีเว็บไซต์และบล็อกเป็นจำนวนมากที่นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อการตาลดและการประชาสัมพันธ์บ้าง เป้นบล็อกหรือเว็บสาวนตัวของนักร้องหรือของแฟนคลับที่ชอบนักร้องแต่ละคน แต่ในครั้งนี้จะขอแนะนำบล็อกที่คนชอบฟังเพลงลูกทุ่ง ทำขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเรื่องเพลงลูกทุ่ง โดยไม่ได้เจาะจงว่าเป็นนักร้องคนใด
บล็อกที่จะขอแนะนำคือบล็อกของ คันทรีแมน  ที่โอเคเนชั่นบล็อก ที่มีขาประจำเข้าไปเยี่ยมเยือนอ่านข้อเขียนและและฟังเพลงเป็นจำนวนไม่น้อย รวมถึงตัวผมเองด้วย
คันทรีแมนได้นำเรื่องราวประวัติ ความเป็นมาของนักร้องลูกทุ่งมาแนะนำให้อ่าน รวมถึงนำเอาเพลงของนักร้องคนนั้นๆมาให้ฟังด้วย ทั้งนักร้องรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ มีเกร็ดเพลงที่นำเอามาให้ฟังแถมมาด้วย ทำให้ได้รับความเพลิดเพลินและความรู้คู่กันไปด้วย
นักร้องที่คันทรีแมนแนะนำ ไม่จำกัดค่าย ไม่จำกัดรุ่น เขาเขียนได้สนุก และมีเสน่ห์ ผ่านการค้นคว้าหาข้อมูลมาดี เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเขานำมาเล่านั้น หลายๆเรื่องน่าทึ่งและนึกไม่ถึง ทำให้อ่านสนุกด้วยประการฉะนี้

ถ้าอยากรู้เกร็ดประวัตินักร้องลูกทุ่งก็ลองไปเยี่ยมเยือนคันทรี่แมนดูนะครับ รวมถึงฟังเพลงเก่าๆด้วย
เพลงที่มีให้ฟังอยู่ตอนนี้ก็นับได้หลายสิบเพลง เช่น เพลงของ คำรณ สัมบุณณานนท์ กิ่งดาว จันทร์สวัสดิ์ ศรีไพร ใจพระ วิไล พนม บรรจบ เจริญพร สุริยา ชินพันธุ์ เสกศักดิ์ ภู่กันทอง สังข์ทอง สีใส ศักดิ์สยาม เพชรชมพู บุปผา สายชล สุมิตร สัจจเทพ อุดม ชวนชื่น และอีกมากมาย
ล่าสุด (23 พฤศจิกายน 2551) เป็นเรื่องของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thailuktung.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/countryman.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-322" title="countryman" src="http://thailuktung.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/countryman.jpg" alt="countryman" width="266" height="320" /></a></p>
<p>มีเว็บไซต์และบล็อกเป็นจำนวนมากที่นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อการตาลดและการประชาสัมพันธ์บ้าง เป้นบล็อกหรือเว็บสาวนตัวของนักร้องหรือของแฟนคลับที่ชอบนักร้องแต่ละคน แต่ในครั้งนี้จะขอแนะนำบล็อกที่คนชอบฟังเพลงลูกทุ่ง ทำขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเรื่องเพลงลูกทุ่ง โดยไม่ได้เจาะจงว่าเป็นนักร้องคนใด</p>
<p>บล็อกที่จะขอแนะนำคือบล็อกของ <strong>คันทรีแมน</strong>  ที่โอเคเนชั่นบล็อก ที่มีขาประจำเข้าไปเยี่ยมเยือนอ่านข้อเขียนและและฟังเพลงเป็นจำนวนไม่น้อย รวมถึงตัวผมเองด้วย</p>
<p>คันทรีแมนได้นำเรื่องราวประวัติ ความเป็นมาของนักร้องลูกทุ่งมาแนะนำให้อ่าน รวมถึงนำเอาเพลงของนักร้องคนนั้นๆมาให้ฟังด้วย ทั้งนักร้องรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ มีเกร็ดเพลงที่นำเอามาให้ฟังแถมมาด้วย ทำให้ได้รับความเพลิดเพลินและความรู้คู่กันไปด้วย</p>
<p>นักร้องที่คันทรีแมนแนะนำ ไม่จำกัดค่าย ไม่จำกัดรุ่น เขาเขียนได้สนุก และมีเสน่ห์ ผ่านการค้นคว้าหาข้อมูลมาดี เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเขานำมาเล่านั้น หลายๆเรื่องน่าทึ่งและนึกไม่ถึง ทำให้อ่านสนุกด้วยประการฉะนี้</p>
<p><span id="more-502"></span></p>
<p>ถ้าอยากรู้เกร็ดประวัตินักร้องลูกทุ่งก็ลองไปเยี่ยมเยือนคันทรี่แมนดูนะครับ รวมถึงฟังเพลงเก่าๆด้วย</p>
<p>เพลงที่มีให้ฟังอยู่ตอนนี้ก็นับได้หลายสิบเพลง เช่น เพลงของ คำรณ สัมบุณณานนท์ กิ่งดาว จันทร์สวัสดิ์ ศรีไพร ใจพระ วิไล พนม บรรจบ เจริญพร สุริยา ชินพันธุ์ เสกศักดิ์ ภู่กันทอง สังข์ทอง สีใส ศักดิ์สยาม เพชรชมพู บุปผา สายชล สุมิตร สัจจเทพ อุดม ชวนชื่น และอีกมากมาย</p>
<p>ล่าสุด (23 พฤศจิกายน 2551) เป็นเรื่องของ กิ่งดาว จันทร์สวัสดิ์ กับเพลงเซาๆอย่าเว่าหลาย อันโด่งดังในอดีต</p>
<p>เชิญรับฟังอ่านได้ที่นี่ &gt;&gt; <a href="http://www.oknation.net/blog/countryman">http://www.oknation.net/blog/countryman</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-1-%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“มาลัยดอกรัก”  ของ “ชาย เมืองสิงห์”  เพลงฝังใจเมื่อวัยเด็ก</title>
		<link>http://kosolanusim.org/%e2%80%9c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/%e2%80%9c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2008 04:47:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชาย เมืองสิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงมาลัยดอกรัก]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่งไทยในอดีต]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกสาวใครหนอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thailuktung.kosolnet.com/?p=318</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อผมเป็นเด็ก พอจำความได้ ตีเสียว่าอายุ 4-5 ขวบ เอาเพิ่มอีกเป็น 7-8 ขวบ นั่นก็ 37-38 ปีมาแล้ว ที่บ้านโคกก่อง อำเภอวารินชำราบ อุบลฯ ห่างจากตัวอำเภอไม่ถึง 50 กิโลเมตร แต่เหมือนอยู่ในซอกหลืบลึกสุดของโลก
ความบันเทิงของชาวบ้านที่มาจากภายนอกก็คือ รายการจากวิทยุกระจายเสียง ซึ่งเป็นรายการเพลงเสียส่วนมาก ชาวบ้านทุกครัวเรือนมีวิทยุทรานซิสเตอร์ ราคาตอนนั้นก็คงร้อยสองร้อย ซึ่งนับว่าแพงเอาการ แต่ชาวบ้านก็พอมีกำลังซื้อ วิทยุนำมาซึ่งข่าวสารและความบันเทิง ให้รับรู้โลกภายนอกได้ตลอดเวลา ทำให้รู้ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแค่บ้านโคกก่อง
เด็กบ้านนอกรุ่นผมนั้น เติบโตมากับวิทยุทรานซิสเตอร์และเพลงลูกทุ่ง เมื่อออกไปเลี้ยงควายยามหน้าแล้งกลางทุ่ง จะมีคนเอาวิทยุไปด้วย ไปสุมหัวนั่งฟังกัน ควายก็กินหญ้าไป คนก็ฟังเพลงไป ควายกินหญ้าเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ คนก็ย้ายตามควายไปเรื่อยๆ จากร่มไม้หนึ่งไปยังร่วมไม้หนึ่ง ตั้งแต่สายๆยันบ่าย เมื่อได้เวลาย่ำเย็นประมาณ 4 โมงเย็น ควายก็บ่ายหน้าลงสู่ลำห้วย คนก็ตามควายไป เมื่อไปถึง ทั้งคนทั้งควายก็ลงอาบน้ำที่เดียวกัน
ควายแช่น้ำคนก็ขึ้นหลังควาย เอาฟางแห้งบ้าง ใบไม้บ้างไปถูทำความสะอวดควาย บางคนก็เอาผ้าขาวม้านั่นแหละถูหลังควาย พอขึ้นจากน้ำหลังควายมันวับสะอาดเอี่ยม ก่อนที่วันพรุ่งนี้จะไปแช่ปลักตามลำคลองหนองน้ำที่มีแต่โคลนให้คนขัดถูอีก
การรับความบันเทิงผ่านวิทยุนั้นช่างมีความสุขนัก เพลงลูกทุ่งคือความบันเทิงกระแสหลักในขณะนั้น นักรักที่โด่งดังมีมากมาย หนึ่งในนั้นคือชาย เมืองสิงห์


ผมชอบเพลงของ ชาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_319" class="wp-caption alignleft" style="width: 141px"><a href="http://thailuktung.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/chaimuangsingh.jpg"><img class="size-full wp-image-319" title="chaimuangsingh" src="http://thailuktung.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/11/chaimuangsingh.jpg" alt="ชาย เมืองสิงห์สุดหล่อและสุดยอดแห่งลูกทุ่ง" width="131" height="129" /></a><p class="wp-caption-text">ชาย เมืองสิงห์สุดหล่อและสุดยอดแห่งลูกทุ่ง</p></div>
<p>เมื่อผมเป็นเด็ก พอจำความได้ ตีเสียว่าอายุ 4-5 ขวบ เอาเพิ่มอีกเป็น 7-8 ขวบ นั่นก็ 37-38 ปีมาแล้ว ที่บ้านโคกก่อง อำเภอวารินชำราบ อุบลฯ ห่างจากตัวอำเภอไม่ถึง 50 กิโลเมตร แต่เหมือนอยู่ในซอกหลืบลึกสุดของโลก</p>
<p>ความบันเทิงของชาวบ้านที่มาจากภายนอกก็คือ รายการจากวิทยุกระจายเสียง ซึ่งเป็นรายการเพลงเสียส่วนมาก ชาวบ้านทุกครัวเรือนมีวิทยุทรานซิสเตอร์ ราคาตอนนั้นก็คงร้อยสองร้อย ซึ่งนับว่าแพงเอาการ แต่ชาวบ้านก็พอมีกำลังซื้อ วิทยุนำมาซึ่งข่าวสารและความบันเทิง ให้รับรู้โลกภายนอกได้ตลอดเวลา ทำให้รู้ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแค่บ้านโคกก่อง</p>
<p>เด็กบ้านนอกรุ่นผมนั้น เติบโตมากับวิทยุทรานซิสเตอร์และเพลงลูกทุ่ง เมื่อออกไปเลี้ยงควายยามหน้าแล้งกลางทุ่ง จะมีคนเอาวิทยุไปด้วย ไปสุมหัวนั่งฟังกัน ควายก็กินหญ้าไป คนก็ฟังเพลงไป ควายกินหญ้าเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ คนก็ย้ายตามควายไปเรื่อยๆ จากร่มไม้หนึ่งไปยังร่วมไม้หนึ่ง ตั้งแต่สายๆยันบ่าย เมื่อได้เวลาย่ำเย็นประมาณ 4 โมงเย็น ควายก็บ่ายหน้าลงสู่ลำห้วย คนก็ตามควายไป เมื่อไปถึง ทั้งคนทั้งควายก็ลงอาบน้ำที่เดียวกัน</p>
<p>ควายแช่น้ำคนก็ขึ้นหลังควาย เอาฟางแห้งบ้าง ใบไม้บ้างไปถูทำความสะอวดควาย บางคนก็เอาผ้าขาวม้านั่นแหละถูหลังควาย พอขึ้นจากน้ำหลังควายมันวับสะอาดเอี่ยม ก่อนที่วันพรุ่งนี้จะไปแช่ปลักตามลำคลองหนองน้ำที่มีแต่โคลนให้คนขัดถูอีก</p>
<p>การรับความบันเทิงผ่านวิทยุนั้นช่างมีความสุขนัก เพลงลูกทุ่งคือความบันเทิงกระแสหลักในขณะนั้น นักรักที่โด่งดังมีมากมาย หนึ่งในนั้นคือชาย เมืองสิงห์<br />
<span id="more-318"></span><br />
<object width="300" height="110" data="http://media.imeem.com/m/zV2fpWizPv" type="application/x-shockwave-flash"><param name="wmode" value="transparent" /><param name="src" value="http://media.imeem.com/m/zV2fpWizPv" /></object></p>
<p>ผมชอบเพลงของ ชาย เมืองสิงห์ ทุกเพลง แต่ที่ฝังใจมากเป็นพิเศษมีอยู่สองเพลง คือเพลงลูกสาวใครหนอ เพราะตอนเด็กๆแอบรักเพื่อนที่เรียนชั้นเดียวกัน รักตั้งแต่ตอนยังไม่เข้าโรงเรียน พอเข้าโรงเรียนก็ยังรัก แหะๆ อย่าว่าแต่เด็กสมัยนี้เลย สมัยเมื่อ 40 ปีก่อนก็ไวไฟเหมือนกัน ฮาๆ</p>
<p>เพลงลูกสาวใครหนอ ที่ขึ้นต้นว่า &#8230;ผูกสมัครรักน้องมานาน หญิงใดไม่ปานลูกสาวแม่เลย&#8230;ฟังแล้วจินตนาการเพริดแพร้วดีแท้ๆครับ ผมยังจำจินตนาการตัวเองในตอนนั้นได้อยู่ อย่าให้บรรยายเลย ท่านที่ได้อ่านก็ลองนึกถึงประสบการณ์ความรักครั้งแรกของท่านดูนะครั</p>
<p>เพลงที่สองที่ฝังใจก็คือเพลงมาลัยดอกรัก (คนละเพลงกับมาลัยน้ำใจ) เพลงนี้ก็โดนใจวัยที่ยังไม่รุ่นในตอนนั้นจริงๆเชียว ฟังแล้วจินตนาการต่อจากเพลงลูกสาวใครหนอได้ดีแท้</p>
<p>เนื้อเพลงว่า&#8230; “หอมมาลัยที่ชายรับมาจากเจ้า รับมาจากสาวเล่นเอาหัวใจชายสั่น พวงมาลัยคล้องดวงใจผูกพัน ต่างพยานรักกัน&#8230;&#8230;” ลองนึกสิครับว่าจินตนาการจะเพริดขนาดไหน</p>
<p>เพลงนี้ตอนบุญผ้าป่าซึ่งมีปีละครั้งในช่วงเดือนเมษายน โดยคณะผ้าป่ามาจากรุงเทพฯ นำโดยท่านหลวงพ่อพระมหาบุญจันทร์ ซึ่งเป็นคนบ้านโคกก่องไปบวชที่กรุงเทพฯ จนได้เป็นพระผู้ใหญ่ นำญาติโยมมาทอดผ้าป่าที่วัดบ้านเกิดทุกปี วันก่อนที่คณะผ้าป่าจะมานั้น ชาวบ้านได้จ้างเครื่องกระจายเสียงมาติดที่วัด เจ้าของเครื่องเสียงเป็นผู้เปิดเพลง เพลงที่เปิดเป็นเพลงแรกนะครับ ผมจำได้แม่นเลยก็คือเพลงมาลัยดอกรักนี่เอง</p>
<p>เพลงดังขึ้นตอนเย็นๆ กระจายจากหมู่บ้านไปยังท้องทุ่งที่กำลังจะหมดแสงตะวัน ใจของเด็กเลี้ยงควายตามเสียงเพลงไปที่วัดแล้ว ส่วนตัวยังนั่งบนหลังควายที่กำลังเดินกลางทุ่งเพื่อกลับเข้าบ้าน เมื่อไปถึงเอาควายเข้าคอกก็ได้เวลาสลัวๆ ไม่ต้องกินข้าวกันล่ะ รีบไปวัด ไปเกาะเวทีเครื่องเสียง ขอเพลง</p>
<p>“บักหล่า อยากฟังเพลงหยังบอกพ่อ พ่อสิเปิดให้ฟัง”</p>
<p>เจ้าของเครื่องเสียงใจดีดอกเด็กๆ ยิ้มอยู่ตลอดเวลา มองหน้าเด็กๆด้วยความเอ็นดู พลางเปิดลังค้นแผ่นเสียงที่มีหลายขนาด ทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ บางแผ่นมีรูเล็กๆตรงกลาง บางแผ่นรูเบ้อเร่อ ตอนเปิดต้องเอาแกนอีกอันมาสวมก่อน</p>
<p>บักหล่าที่ชื่อโกศล ย่อมขอเป็นเพลง ลูกสาวใคร หนอก่อนเพลงอื่น ซึ่งได้ฟังสมใจ</p>
<p>นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้วครับ ตอนผมอายุ 8-9 ขวบ</p>
<p>เพลงบางเพลงแม้จะไพเราะจับใจแต่พอผ่านเวลาไปนานเข้าก็ลืม ได้ฟังอีกก็ไม่ติดใจแล้ว แต่บางเพลงเป็นไปในทางตรงกันข้าม แม้จะนานแต่ก็ยังนึกถึง ได้ฟังอีก็รู้สึกเหมือนเดิม เคยไพเราะลึกซึ้งอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น</p>
<p>เพลงมาลัยดอกรัก ก็เป็นหนึ่งในเพลงประเภทนี้ สำหรับความรู้สึกของผมนะครับ<br />
<strong><br />
วันนี้ ชาย เมืองสิงห์ คือศิลปินแห่งชาติ สาขาเพลงลูกทุ่ง และยังเป็นหนึ่งในสุดยอดนักร้องลูกทุ่งตลอดกาลในความคิดของผมเหมือนเดิม.</strong></p>
<p>๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/%e2%80%9c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
