โลกปัจจุบันนี้จำเริญด้วยเทคโนโลยี เครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน มนุษย์แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย แม้แต่การออกกำลังกายก็ยังมีสารเคมีมาทดแทน แม้จะไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็มีให้ทดลอง
แต่ยิ่งเจริญ มนุษย์ยิ่งโหยหาอดีต ยิ่งก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ยิ่งยึดถือสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ อย่างเช่น เรื่องภูติผีปิศาจ เรื่องอิทธิปาฎิหาริย์ต่างๆอย่างงมงาย
แปลกแท้ๆ!
สังคมตะวันตกนำสิ่งทันสมัยมาสู่สังคมไทย ทำให้เราหลงว่าเป็นของจริงแท้ จนลืมสิ่งดีๆของสังคมเราไปแทบหมด จนวันหนึ่งจึงรู้ว่าของใหม่นั้นมีโทษมากกว่ามีคุณ ต้องกลับหลังหันมาหาของเก่าแทบไม่ทัน ยังดีที่สมบัติด้านภูมิปัญญาดั้งเดิมยังคงอยู่ จึงพอจะนำมาฟื้นฟูฟูมฟักให้ก่อประโยชน์แก่เราได้ วันนี้อาจยังไม่มากนัก แต่วันหน้าคงดีขึ้นกว่าเดิม
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
Leave a comment
“ลมพัดต้อง ใบตองขูหย่าว…”
แปลเป็นภาษากรุงเทพฯได้ว่า ลมพัดผ่านใบไม้ร่วงพรู …ทำนองนี้
ใบไม้จะเริ่มร่วงพรูเมื่อตกถึงปลายหนาวต่อต้นแล้ง ต้นไม้บางชนิดเริ่มผลัดใบ บางต้นเหลือแต่กิ่ง ใบแห้งหล่นร่วงลงดิน นกหน้าเซ่อบางตัวที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลไม่ทัน อาจจะร้องแว้กหน้าตื่นเมื่อเห็นต้นไม้ที่เคยเกาะนอนยามฝน บัดนี้ไม่มีใบเหลือติดต้นสักใบ
ลมหนาวผ่านไป ความร้อนเริ่มรุนแรงขึ้น ฟ้าแจ้งจ่างป่างปานมือยักษ์ทศกัณฑ์กวาดเอาก้อนเมฆไปไว้ที่เมืองลงกาหมด นานๆจึงจะมีเมฆหลงฟ้ามาบังดวงอาทิตย์ให้ความร้อนผ่อนคลาย แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ยังนับว่าดี
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
4 Comments
ปลายเดือนสามต้นเดือนสี่ อากาศร้อนมาเยือนท้องทุ่ง ตอฟางที่ร้างรวงข้าวตั้งแต่เดือนสิบสองต่อเดือนอ้ายเดือนยี่ ถึงบัดนี้ผุเปื่อยไปมาก กลายเป็นเศษฝุ่นเยื่อฟางกลางท้องทุ่ง ส่วนที่ยังไม่เปื่อยก็ล้มราบลงคลุมดิน ยอดหญ้าเลื้อยลอดไปใต้ฟาง แต่ละยอดแต่ละใบอวบงาม สวยเหมือนแตงร่มใบ เจ้าทุยผู้ชาญฉลาดก็พลิกฟางแทะเล็มกินยอดหญ้าอวบๆเหล่านี้อย่างเอร็ดอร่อย กลางแดดร้อนและสายลม
ถ้าหากวันใดอากาศแปรปรวนเหมือนแผ่นดินอาเพศ ลมหมุนจะอุ้มเอาเศษฟางเศษหญ้า ฝุ่นดินฝุ่นทรายจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน บางครั้งฟ้าครึ้มเหมือนฝนจะตก ลมแรงถึงขนาดไม้เล็กลู่ กิ่งไม้หัก นกกาแตกตื่นกันแซวๆ
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
3 Comments
เกิ๊ก กะ เหลิ่ง เกิ๊ก… เสียงครกมองดังแต่เช้า มีคนตำข้าวเอาไว้นึ่งกินแล้ว
โรงสีในบ้านโคกก่องมีอยู่เพียงโรงเดียวที่ท้ายบ้าน เป็นโรงสีเล็กๆแต่สีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารได้ไวกว่าครกมองหลายเท่า ติดขัดอยู่ที่ว่าหากจะใช้บริการต้องเดินไปเรียกเจ้าของในหมู่บ้าน ถ้าไม่อยู่ก็ต้องหาบข้าวเปลือกกลับเรือน
ข้าวสารไม่มีแล้วสิเฮ็ดแบบใด ก็ต้องใช้แรงงานกันล่ะทีนี้ โน่นครกมองอยู่โน่น เอาข้าวเปลือกไปตำให้เป็นข้าวสารเอาสิ
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
1 Comment
เสียงผิวปากดังหวอยๆ เจ้ากะปอมหรือกิ้งก่าผงกหัวขึ้น เอียงคอมองไปทางต้นเสียง ว่ากันว่ามันชอบฟังเสียงผิวปาก พลักหน้าหงึกหงักราวกับว่ากำลังดื่มด่ำเสียงเพลงอันสุนทรีย์ที่สุดในโลก ท่าทางเคลิ้มหลับจนแทบตกต้นไม้ นิ่งอยู่อย่างนั้นจนได้ยินเสียงกรอบแกรบจึงสะดุ้งตื่นจากภวังค์
พล่อก!
เสียงดังสั้นๆ เด็ดขาด นักฟังเพลงผู้เผลอเรอก็ร่วงผล็อยจากต้นไม้ลงมาดิ้นกระแด่วอยู่บนดิน ก้อนหินจากหนังสะติ๊กกระทบลำคออย่างแรง กระดูกตรงนั้นแตกหัก ไม่ตายก็คางเหลือง
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
1 Comment
“คันเจ้าได้ขี่ช้าง กั้งฮ่มเป็นพญา อย่าสิลืมชาวนา ผู้ขี่ควายคอนกล้า…” คำผญาโบราณว่าไว้อย่างนี้ เพื่อเตือนสติผู้คนไม่ให้ลืมกำพืดลืมตัวลืมตน ซึ่งเหล่าลูกหลานคนบ้านโคกก่องแม้ไม่ได้ท่องจนจำขึ้นใจ ก็ทำได้อย่างสม่ำเสมอมาทุกปี
หมู่บ้านที่เงียบสงบ ชีวิตที่ดำเนินไปเรียบเรื่อยในหน้าแล้ง แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็คึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมา เมื่อถึงเทศกาลงานสำคัญอันมีมาทุกปี นั่นคือผ้าป่าสามัคคี
ผู้ที่จัดผ้าป่ามาก็เป็นลูกหลานบ้านโคกก่อง ที่ไปทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อถึงเวลาต่างร่วมจิตร่วมใจกันตั้งกองผ้าป่า หาทุนรอนมาบำรุงวัดบำรุงบ้านเกิดของตนสม่ำเสมอ คนเฒ่าคนแก่จึงภูมิใจนักหนาว่าลูกหลานบ้านเฮาได้ดิบได้ดีแล้วบ่ลืมชาติกำเนิดของตน สมคำโบราณท่านสอนสั่งเอาไว้
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
Leave a comment
รถเคลื่อนช้าๆเข้ามาภายในบริเวณวัด ชาวบ้านยืนรอต้อนรับกันสลอน เด็กๆ มุดลอดขาผู้ใหญ่ออกมายืนอยู่ข้างหน้า มองดูรถบัสคันใหญ่เท่าเรือนที่เพิ่งได้เห็นใกล้ๆเป็นบุญตา คนมาจากกรุงเทพฯโผล่หน้าออกมาทางหน้าต่างรถ บ้างก็โบกไม้โบกมือส่งเสียงร้องฮู้ๆทักทายพ่อแม่พี่น้อง ผู้ชายหลายคนกระโดดหยอยลงมาทั้งๆที่รถยังไม่จอด ลงมาได้ก็ยืนยืดแข้งยืดขาไล่ความเมื่อยขบ นั่งๆ นอนๆ หลับๆ ตื่นๆ มาทั้งคืนคงเมื่อยเป็นธรรมดา
เมื่อรถจอดสนิท หมู่คนจากกรุงเทพฯทยอยกันลงจากรถ หอบกระเป๋า ของฝากหลากหลายลงมาด้วย ลูกหลานบ้านโคกก่องต่างยิ้มแย้มแจ่มใส เห็นหน้าพ่อแม่พี่น้องก็หายเหนื่อย คนอยู่เหย้าไปรับกระเป๋าเสื้อผ้าและสิ่งของจากผู้มาเยือน พี่ใคร น้องใคร ลูกใคร หลานใครก็รับเอาไป พากลับบ้านกลับเรือนพักผ่อนเอาแรง คืนนี้จะได้มาร่วมฉลองผ้าป่า ฟังลำฟังแคน สอยดาวเอารางวัลกันให้สนุก
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
Leave a comment
เสียงประกาศให้ญาติโยมทั้งหลาย นำภัตตาหารมาถวายจังหันพระพร้อมกัน ร่วมกับญาติพี่น้องที่มาจากกรุงเทพฯ ทอดผ้าป่าแด่ภิกษุสงฆ์ เมื่อเสร็จพิธีแล้วทางเมืองกรุงก็จะได้เตรียมตัวเดินทางกลับ
บนศาลาวัดครึกครื้นอบอวลไปด้วยความมีชีวิตชีวา ทั้งภิกษุสามเณรทั้งญาติโยมทั้งหนุ่มสาวเฒ่าชราและเด็กๆต่างมาร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพรียง พ่อกำนันกับผู้อาวุโสของหมู่บ้านนั่งสนทนากับหลวงพ่อมหาและหลวงปู่เจ้าอาวาสอย่างออกรส หัวข้อก็ไม่พ้นเรื่องพัฒนาวัดจัดบูรณะกุฏิศาลาที่ชำรุดทรุดโทรม หมู่คนเฒ่าคนแก่ก็พูดคุยกันเซ็งแซ่ หัวข้อก็เรื่องหมอลำเมื่อคืนนี้ที่ถูกใจนักหนา บางคนว่ากำลังม่วนกำลังสนุกอีนางน้อยมันอยากนอนอ้อนให้กลับเรือน ถ้าไม่กลับมันก็ร้องก็แอ่วอยู่อย่างนั้น รบกวนชาวบ้านชาวเมืองคนอื่นที่กำลังฟังหมอลำอยู่ จำต้องพามันไปนอน ตัวเองก็นอนฟังที่เรือนจนม่อยหลับ เลยไม่รู้ว่าบักตัวโกงมันปล้ำนางเอกสำเร็จไหม
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
Leave a comment
เมื่อตะวันตกดิน ความมืดเข้าครอบคลุมหมู่บ้าน แต่ละเรือนต่างจุดไฟให้แสงสว่างวอมแวม มีทั้งตะเกียงน้ำมันก๊าด ทั้งกะบองขี้ยาง บ้านใดมีงานสำคัญก็จุดตะเกียงเจ้าพายุสว่างไสว ส่องไกลไปทั่วลานบ้าน แจ้งจ่างป่างเหมือนตอนกลางวัน
แต่มีน้อยหรอกที่มีตะเกียงเจ้าพายุเอง ทั้งหมู่บ้านโคกก่องเห็นมีเฉพาะบ้านพ่อกำนันเท่านั้น เว้นแต่ที่วัดมีอยู่เกือบสิบดวง ยามมีงานบุญใครต้องการใช้ก็ไปยืมจากหลวงปู่ เอามาเติมน้ำมันก๊าด ปั๊มลม ซื้อไส้มาใส่เอง กว่าจะจุดได้แต่ละทีก็ทุลักทุเลพอควร
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
1 Comment
“วันตรุษสงกรานต์สนุกสนานกันน้องพี่ สาวสวยโสภีหนุ่มก็หล่อดี เชิญทางนี้นั่งล้อมวง” เสียงหวานๆของ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ นักร้องลูกทุ่งคนดังขับขานผ่านเครื่องรับวิทยุ ช่างเข้าบรรยากาศดีแท้ หมู่คนไปร่วมสรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำครูบาพระสงฆ์ เป็นการเฉลิมฉลองสงกรานต์ ขอพรจากพระจากเจ้าให้ทุกคนอยู่ดีมีแฮง ชาวบ้านโคกก่องของเราอยู่เย็นเป็นสุขเจริญด้วยสุขะ พละทั่วกัน
เดือนห้าร้อนหนักร้อนหลาย เหมือนร้อนเพื่อสั่งลาก่อนเข้าหน้าฝน ร้อนจนทุ่งแทบเกรียมคนแทบกรอบ ต้องหาวิธีดับร้อนให้ผ่อนคลาย ไม่รู้เป็นมาตั้งแต่สมัยไหน โบราณเพียงใด กว่าจะได้มาเป็นประเพณีที่เรียกว่าสงกรานต์
Written on November 25, 2008 | Posted in
ทุ่งหอม |
Leave a comment