ชีวิตชาวทุ่งในเพลงของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ

๑.ลูกทุ่งอย่างเราชาวนา

เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วขณะนั้นอายุคงสักเจ็ดหรือแปดขวบได้ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งล่วงมาถึง วันนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นก็จำได้พอเลาๆ ว่าตื่นเช้ายังไม่สว่างนัก ภาษาบ้านนอกเรียกว่า พอเห็นลายมือ พ่อจะจูงควายออกจากคอกใต้ถุนบ้านไปยังนาของเราที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านสักสี่หรือห้ากิโลเมตร เดินลัดทุ่งไปใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ อากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ เพราะเป็นช่วงต้นฤดูฝน กลิ่นดินกลิ่นฝนยังใหม่ หอมกรุ่น ๆ อยู่ไม่จาง เมื่อเวลาผ่านไปสักเดือนกลิ่นหอมกรุ่น ๆ ที่ว่านี้ก็จะหายไป เพราะจมูกของเราชินแล้ว

พ่อจูงควายทั้งหน้าหลัง ไอ้ถึกใหญ่เดินนำหน้า ควายอีด่อน (อีเผือก) กับลูกวัยขวบของมันเดินตามหลัง พ่อจะถือมีดอีโต้เล่มใหญ่ประจำกาย สูบยาฉุนที่พันด้วยใบตองกล้วยแห้งมวนโต พ่นควันปานท่อโรงสี ควันบุหรี่ฉุน ๆ ไล่ริ้นไล่ยุงดีนัก เสียงพ่อไล่ควายดัง ฮึ่ย ๆ ฮึ่ย ๆ ค่อย ๆ ไกลออกไป ในที่สุดก็เงียบหาย เหลืออยู่แต่กลิ่นยาฉุนลอยล่องในอากาศชื้นของยามเช้า

แม่ลุกขึ้นมาก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว สาย ๆ หน่อยค่อยตามพ่อไปที่นา ส่วนนักเรียนน้อยกินข้าวเช้าเสร็จก็ไปโรงเรียน บางวันแม่เดินไปนาผ่านทางโรงเรียนก็เดินไปกับแม่ แต่ก็ไม่บ่อยนักหรอก เพราะเพื่อน ๆ เจอทีไรมันล้อว่าเป็นลูกน้อยติดแม่ทุกที

วันเสาร์-อาทิตย์โรงเรียนหยุดจึงได้ตามพ่อลงไปนา แม่จับใส่เสื้อซ้อนกันหนา ๆ สองสามตัว พอเตรียมตัวเสร็จพ่อก็อุ้มขึ้นไปนั่งบนไอ้ถึกใหญ่ มันเดินดุ่ม ๆเสียงดังกุบกับไปตามทาง พ่อส่งเสียงไล่ฮึ่ย ๆ  เป็นอยู่อย่างนี้มาหลายปีจนโตพอจะบังคับควายได้ พ่อจึงให้ขี่หลังไอ้ทุยถือเชือกไล่ไปเอง ฮึ่ย ๆ   ไอ้ทุยก็เดินดุ่ม ๆ ตามคำสั่ง  โอ้โอ๋…มันช่างสุขขีเสียนี่กระไร

วันวานที่ว่านั้นผ่านมานานนักหนาแล้ว แต่ยังจำได้เป็นแม่นมั่นว่า ถ้าวันไหนพ่ออารมณ์ดีเป็นพิเศษ พ่อจะร้องเพลงลูกทุ่ง ๆ เบา ๆ ขณะไล่ควายที่ลูกชายนั่งอยู่บนหลังของมัน บางครั้งพ่อจะถามว่า พ่อนี่ร้องเพลงม่วนบ่ ลูกชายก็ตอบพ่อว่า ม่วนหลาย พ่อจะหัวเราะชอบใจเอิ๊กอ๊าก พร้อมกับพ่นควันยาฉุนไล่ยุงริ้น  ลูกทุ่งท้องนาอย่างพวกเราก็มีชีวิตอยู่แบบนี้แหละ มีความสุขกับสิ่งรอบตัว ถ้าฝนมาดีมีน้ำอุดม ความสุขจะไปไหนเสีย มันก็อยู่กับเราในท้องไร่ท้องนา ถึงหน้านาทีไรก็ตั้งหลักปักดำกันไป

สมัยโน้นแต่ละบ้านจะมีวิทยุทรานซิสเตอร์สักเครื่องเอาไว้ฟังข่าว ฟังเพลงฟังหมอลำ วิทยุเครื่องเดียวให้ทั้งสาระและบันเทิง เป็นเครื่องมือที่ทำให้รับรู้การเคลื่อนไหวของโลกนอกทุ่งนาที่ดีที่สุด ชาวนารู้ว่ามีคนพูดถึงตนเองก็ผ่านทางวิทยุ

รายการบันเทิงประจำวันนอกจากมีหมอลำ ลิเก ละครวิทยุแล้ว ที่สำคัญเห็นจะเป็นเพลงลูกทุ่ง วิทยุเครื่องเล็ก ๆ ราคาแค่ร้อยสองร้อยนี่เอง ที่ทำให้นักร้องหลายคนโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ มีเงินแสนเงินล้าน มีรถเก๋งขี่ คนฟังมีพลังปานนั้น ไม่ไพเราะจริงคนก็ไม่ฟัง นักจัดรายการก็ไม่เปิด ถ้าเพลงไหนถูกใจชาวนาชาวไร่ชาวทุ่ง เพลงนั้นมีทางรุ่งแน่นอน อย่างเพลงนี้ที่ชื่อว่า ลูกทุ่ง ซึ่ง เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องเอาไว้ว่า

รุ่งอรุณยามเช้า เราลูกทุ่งมุ่งสู่ท้องนา

แบกไถไล่ควายเดินมา สุขใจเริงร่าตามประสากสิกร

ถึงจะเหนื่อยเมื่อยล้า มิเกรงว่าเรี่ยวแรงจะโหยอ่อน

คราดไถหว่านดำนาดอน เหนื่อยนักพักผ่อนนอนผิวปากร้องเพลง

หนุนฟางนอนต่างฟูกหมอน ไม่อาทรว่าใครจะข่มเหง

นาของเราทำเมื่อไรไม่ต้องเกรง ไม่มีใครเบ่ง เป็นเจ้านายคอยใช้

สิ้นหน้านาหนึ่งครั้ง คิดจะตั้งหาผลกำไร

ดีดลูกคิดบวกลบคูณไป ตัดยอดใช้จ่ายเก็บเอาไว้ซื้อทอง (โห่…)

เพลงนี้พูดถึงชาวนาไทยได้งดงาม ชาวนาไทยนั้นอยู่ง่าย ๆ กินง่าย ๆ รักอิสระเสรีไม่น้อยกว่าคนอาชีพอื่น บางครั้งก็ไม่อินังขังขอบกับโลกเท่าไรนัก  เสียงร้องของเมืองมนต์ดึงเอาบุคคลิกและบรรยากาศของชาวนาและท้องนาออกมาได้เต็มที่ ถึงแม้จะมีกลิ่นอายดนตรีลูกทุ่งคาวบอยอยู่ แต่ผู้แต่งทำนอง คำร้องและเรียบเรียงดนตรีออกมาให้เป็นแบบไทย ๆ ได้อารมณ์ ยิ่งเสียงโห่ของเมืองมนต์โห่ได้สนุกนัก ในบรรดานักร้องรุ่นไล่เลี่ยกันจะมีก็แต่ เพชร พนมรุ้ง เท่านั้นที่โห่ได้แบบเดียวกับเมืองมนต์

เพลงโห่จังหวะมัน ๆ ที่มีเนื้อหาบรรยายถึงชีวิตคนทุ่งแห่งเมืองไทยที่ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องไว้ยังมีอีกหลายเพลง เป็นต้นว่า บ้านนอกเข้ากรุง ที่เปรียบเทียบให้เห็นถึงความสงบสุขแบบลูกทุ่งกับชีวิตวุ่นวายแบบกรุงเทพฯ หรือเพลง สุริยายอแสง สวรรค์เมืองไทย ซึ่งล้วนเป็นเพลงโห่ที่เมืองมนต์วาดลวดลายลูกคอได้เด็ดขาดนัก แต่ละเพลงก็บรรยายถึงความงดงามของท้องทุ่ง สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตอันงดงามและร่มเย็นสงบของชาวนา ในยุคสมัยที่เพลงนี้ถูกแต่งขึ้น ซึ่งก็คงร่วมสามสิบปีมาแล้ว หากเปรียบเทียบกับปัจจุบันนี้สภาพก็คงแตกต่างกันไปมากทีเดียว

สภาพอย่างในเพลง สวรรค์เมืองไทย จะยังคงมีอยู่หรือไม่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นที่น่าสงสัยยิ่ง เพราะภาพที่เมืองมนต์ร้องเอาไว้เมื่อครั้งโน้นน่าดูน่าชมว่า

แว่วได้ยินไก่ขัน แสงตะวันก็กำลังจะเบิกฟ้า

หมู่วิหคนกการ่ำร้องครวญมา อรุณทาบฟ้าสีทอง

เหลืองเหลืองเรืองรองลิบลิ่ว สงฆ์เดินเป็นทิวเหยียดยาวดูน่ามอง

ห่มจีวรเหลืองปลั่งดังสีทอง ออกโปรดสัตว์ทั้งผองตามรอยพุทธองค์

ย่ำสุริยายอแสง ขอบฟ้าแดงอาทิตย์จวนอัสดง

เหง่งหง่างแว่วมาสู่พฤกษ์พง เสียงสงฆ์พึมพำทำวัตรสวดพระธรรม

หวิวหวิวลมปลิวพัดผ่าน ระฆังกังวานผ่านโสตมาสุขล้ำ

นี่แหละคือเสียงเพลงอันชุ่มฉ่ำ ที่เสนาะเหลือล้ำคือรสพระธรรมเมืองไทย (โห่…)

เพลงนี้เริ่มต้นด้วยเสียงไก่ขัน เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก… ตามด้วยดนตรีท่อนอินโทรได้บรรยากาศยามเช้าดียิ่งนัก ท่อนที่สองก็มีเสียงระฆังดังมาเหง่งหง่าง ชวนนึกถึงพระย่ำระฆังเพื่อทำวัตรเย็น วิถีชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะบ้านนอกหรือในเมืองก็ล้วนผูกพันอยู่กับธรรมชาติและพระศาสนา ธรรมชาติให้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต พระศาสนาให้ปัจจัยที่มองไม่เห็น ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในชุมชน ให้อยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วัดเป็นศูนย์รวมใจของคนในชุมชน พระเป็นบุคคลที่สมาชิกในชุมชนให้ความเคารพนับถือร่วมกัน เป็นผู้ชี้นำสั่งสอนให้ทุกคนอยู่ในวิถีทางอันถูกต้อง

ตกมาถึงทุกวันนี้ ภาพยามเช้าที่ เหลืองเหลืองเรืองรองลิบลิ่ว สงฆ์เดินเป็นทิวเหยียดยาวดูน่ามอง หรือ ...เหง่งหง่างแว่วมาสู่พฤกษ์พง เสียงสงฆ์พึมพำทำวัตรสวดพระธรรม จะเป็นภาพอันน่าดูชมน่าเลื่อมใสและศักดิ์สิทธิ์อยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ในเมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไป สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจะยังเป็น “ปัจจัยทางธรรมที่มองไม่เห็น” หรือว่าเป็นวัตถุที่หยิบจับแตะต้องครอบครองได้ เสียงระฆังเหง่งหง่างยังขลังอยู่หรือว่าถูกแทนด้วยดิสโก้เธคเคลื่อนที่ไปหมดแล้ว

ยี่สิบปีที่ผ่านมา พ่อผู้เคยจูงควายให้ลูกนั่ง  พ่นควันยาฉุนเหมือนท่อโรงสี บัดนี้ก็แก่ชราลงมาก ลูกชายที่เคยขี่หลังควายถึกในวันนั้นก็โตเป็นหนุ่มอายุเต็มสามสิบ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ผู้ร้องเพลงนี้ก็คงแก่ชราลงมากเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แม้กระทั่งชาวนาก็คงไม่ได้อยู่ในสภาพ ไม่อาทรว่าใครจะข่มเหง นาของเราทำเมื่อไรไม่ต้องเกรง ไม่มีใครเบ่งเป็นเจ้านายคอยใช้ ได้อีกแล้ว เพราะถึงแม้จะไม่มีใครมาบังคับข่มขู่ แต่ปากท้องนั่นแหละบังคับให้ต้องดิ้นรน เพราะยุคทองของชาวนาดูเหมือนจะผ่านพ้นไปแล้ว

ฟังเพลงลูกทุ่งของเมืองมนต์สอง-สามเพลงนี้เมื่อใด ก็ให้นึกถึงยุคอันร่มเย็นของท้องนาเมื่อก่อน นึกถึงยามเช้าที่ตามพ่อลงนา

ใครจะนึกบ้างเล่าเพียงต่อมาไม่นาน ลูกทุ่งอย่างพวกเราจะถูกเบียดออกจากแผ่นดินของตน แทบจะเหลืออยู่แต่ภาพเก่าๆในเพลงโห่ของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ และเพลงลูกทุ่งอื่นๆ เท่านั้น

. รักเดียวใจเดียวของหนุ่มทุ่ง

หากเราสามารถย้อนเวลากลับไปสู่วันคืนในอดีต เมื่อสักสามสิบปีที่แล้ว สังคมของเรายังเป็นสังคมเกษตรกรรม ชาวนายังเป็นกระดูกสันหลังของชาติ อุตสาหกรรมเพิ่งแตกหน่ออ่อนตามนโยบายพัฒนาประเทศตามก้นอเมริกาและยุโรป ชีวิตของผู้คนยังอยู่แนบชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ ในน้ำยังมีปลาในนายังมีข้าวอุดมสมบูรณ์ ชาวสยามทั้งหลายยังมีรอยยิ้มอันเปี่ยมไมตรีและเป็นสุข

ทุ่งท้องนาคือแดนสวรรค์เหมือนที่เพลงลูกทุ่งหลายเพลงได้ว่าเอาไว้… สองเราคงมั่นซาบซึ้งตรึงใจ เคียงคู่เคล้าคลอเดิน เพลิดเพลินพะนอไป ตื้นตันหวั่นไหวเกินเอ่ยวจี หนุ่มสาวชาวทุ่งยังคงปักหลักมั่นคงอยู่กับท้องไร่ท้องนาอย่างเป็นสุข

วันนั้น เพลงคนทุ่งยังกังวาน ทั้งลำตัด เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ลิเก หนังตะลุง หมอลำ ยังเปี่ยมมนต์ขลัง เพลงลูกทุ่งก็ยังเป็นเพลงของชาวทุ่งในท้องไร่ท้องนา เนื้อหาก็ล้วนแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนทุ่ง  รวงข้าวหน้าเกี่ยวเรืองรองไสว มีทั้งคุณค่าและราคาเต็มเปี่ยม

ชาวนามีเวลาทำงานและพักผ่อนอย่างเหมาะควร สิ้นหน้านาข้าวขึ้นยุ้งก็ถึงฤดูรื่นเริง ทั้งกฐิน ผ้าป่า งานฉลองขวัญข้าว ฯลฯ ก็ล้วนครึกครื้นกันในยามนี้ เป็นเทศกาลแห่งการทำบุญสุนทานเรื่อยยาวไปจนถึงต้นฤดูฝนอีกรอบหนึ่งนั่นแหละงานรื่นเริงต่าง ๆ จึงเพลาลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นงานบุญ  ยังมีบุญเข้าพรรษา บุญสารทต่าง ๆ ต่อไปให้อิ่มบุญกันทั้งปี

ในช่วงหยุดงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว มีงานบุญให้เที่ยวอยู่ไม่ขาด หมู่บ้านใกล้เคียงไปร่วมทำบุญกันพร้อมเพรียง หนุ่มสาวได้มีโอกาสเจอะหน้ากันจัง ๆ ก็ตอนนี้แหละ ที่เคยเหล่เคยส่งสายตาให้กันมาก่อนถึงตอนนี้ก็ได้วัดใจกันล่ะว่า ไอ้หนุ่มจะเอาจริงแน่หรือ อีสาวจะเอ่ยวจีว่าอย่างไร โอกาสอันดีมาถึงแล้ว หรือที่รัก ๆ กันอยู่ก็มีโอกาสเคียงคู่กันมาทำบุญชมมหรสพ ผูกฝั้นความรักให้มั่นเป็นเกลียวยิ่งขึ้น จนกว่าจะถึงวันดีคืนดีที่จะได้เข้าพิธีสำคัญ

งานวัดเป็นที่วัดใจของคนในชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียง ว่าจะยังสามัคคีรู้รักกันอยู่ดีเพียงใด หากงานวัดบ้านไหนมีคนหนาแน่นก็แสดงว่าบ้านนั้นชุมชนนั้นยังสามัคคีกันดี พ่อผู้ใหญ่ก็ยิ้มได้เต็มหน้า ท่านสมภารก็เทศนาได้เต็มคำ ได้บุญได้กุศลกันทั่วทุกตัวคน

บรรยากาศของงานวัดเยี่ยงนี้หาดูได้ยากแล้ว กาลเวลาเคลื่อนคล้อยจิตใจของคนก็เคลื่อนไป ไอ้หนุ่มลูกทุ่งสมัยนี้จะยังยึดถือความคิดแบบลูกผู้ชายขวานผ่าซากอยู่หรือไม่ คือพูดจริงทำจริง คำไหนก็คำนั้น เหมือนกับที่ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องเอาไว้นานมาแล้วว่า

พี่เป็นชายใจซื่อ ถือรักเดียว หญิงอื่นหมื่นพันไม่ข้องไม่เกี่ยว ไม่แลไม่เหลียวหญิงใด หญิงอื่นจะสวยร่ำรวยเศรษฐีใหญ่ พี่ก็ไม่ขอปักใจ จะมาสู้อะไรกับแฟนฉัน

งานวัดที่จัดว่าคนหนาแน่น ก็ยังไม่สวยเท่าแฟนเจอะหญิงทั่วแดนไม่ใฝ่ฝัน สาวจักรวาลปีไหน ไม่เทียมทัน พี่เป็นชายใจมั่นรักแฟนเท่านั้นคนเดียว

เดินผ่านบ้านน้องยังจำของน้องได้ น้องได้ตากเสื้อไว้มีสีแดงและสีเขียว ไม่ได้พบหน้าเพียงเห็นผ้าชื่นใจจริงเชียว ความรักผูกมัดเป็นเกลียว ไม่เห็นวันเดียวพี่ก็คิดถึง

โปรดเห็นใจ พี่รักจริงและพูดจริง ทั้งกายทั้งใจยกให้ทุกสิ่ง รักแม่ยอดหญิงสุดซึ้ง ชาตินี้รักน้องจะไม่เป็นสองขอเพียงรักหนึ่ง ใจเดียวรักเดียวฝังตรึง ขอมอบใจหนึ่งไว้ให้กับนาง

เพลงนี้มีชื่อว่า รักแฟนคนเดียว เป็นเพลงเอกเพลงหนึ่งของเมืองมนต์ เมื่อสมัยเด็ก ๆ นั้นได้ยินเพลงนี้ดังลั่นทุ่ง สถานีวิทยุแทบแห่งพร้อมในกันเปิด อารมณ์ของเพลงไปกันได้กับใจของหนุ่มทุกคนที่กำลังมีความรัก มองอะไรก็งดงามไปหมด เดินผ่านบ้านไม่เห็นหน้าก็ขอให้เห็นผ้าที่เธอตากเอาไว้ แค่นี้ก็เป็นสุขเหลือล้นแล้ว น้องได้ตากเสื้อไว้มีสีแดงและสีเขียว ไม่ได้เห็นหน้าเพียงเห็นผ้าชื่นใจจริงเชียว ความรักนั้นทำให้คนเราเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ ความรักของคนรุ่นพ่อแม่จนไปถึงรุ่นปู่ย่าตายายของเรานั้น เป็นความรักที่มั่นคงหนักแน่นเหลือเกิน  แต่งงานอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่เฒ่า ไม่น้อยกว่าสามสิบสี่สิบปีก็ยังอยู่กันได้จนตายจากกัน นั่นคงเป็นเพราะว่าแต่ละคนมี “รักเดียวใจเดียว” เป็นพื้นฐาน อยู่ด้วยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ สภาพครอบครัวที่พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกเคว้งคว้างจึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย แต่พอหันมาดูสังคมทุกวันนี้สิคุณเอ๋ย…

อย่างว่าละ สมัยก่อนโน้นน่ะกว่าจะได้ความรักมาใช่ง่ายเสียเมื่อไร พ่อแม่ก็ต้องรู้เห็นทุกย่างก้าว ถ้าหนุ่มคนไหนรักสาวสวยแถมพ่อดุอีกละก็ต้องใจสู้ใจถึงล่ะจึงจะได้มา เมื่อได้มาแล้วย่อมเห็นคุณค่าของความรัก ย่อมถนอมรักษาเอาไว้ให้นานเท่านาน ฝ่ายสาวก็เช่นเดียวกันเมื่อไอ้หนุ่มอดทนฝ่าด่านมาได้ก็ย่อมแสดงว่าหมอนี่รักจริง สาวเจ้าก็ย่อมจะรักและเห็นใจอย่างล้นเหลือ ผลตามมาก็คืออยู่ด้วยกันจนตายจาก มีลูกหลานสืบสกุลคนกล้าต่อไปอีกรุ่น

เมื่อมีความรักแล้วใช่ว่าจะได้อยู่ด้วยกันง่าย ๆ ถึงหนุ่มจะประกาศว่ารักแฟนคนเดียวก็ตามเถอะ มึงต้องทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวให้กูเห็น พ่อตาในอนาคตคงสั่งว่าอย่างนี้ มีหรือไอ้หนุ่มจะรีรอ มุมานะทำงานหนักพร้อมกับร้องเพลง เก็บเงินแต่งงาน ของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ให้แฟนฟังเพื่อ ยืนยันความตั้งใจจริงว่า

พี่อุตส่าห์ทำงานก็เพื่อน้อง หวังเก็บเงินเก็บทองเอามาหมั้นแม่ขวัญตา ถึงงานจะหนักแม้จะเหนื่อยสักเท่าไหร่ จะตากแดดผิวเกรียมไหม้หวังให้ได้เงินมา

ถ้ารวบรวมเงินได้สักหนึ่งก้อน พี่จะมาหมั้นแม่ขวัญบังอร อย่าได้ตัดรอนน่ะหล่อนจ๋า ช่วยบอกพ่อแม่พี่จนแท้นะขวัญตา นึกว่าช่วยกรุณาอย่าเรียกราคาให้แพง

เดือนหกจะยกขันหมากมา พร้อมกระทั่งเงินตรามีใบละร้อยแดง เรียกเท่าไรจะหามาให้ไม่เปลี่ยนแปลง จะขายข้าวมาจัดแจงกำใบแดง มาแต่งงาน

คราวนี้คงไม่ได้อายชาวบ้านเขา สองเราช่วยกันทำกินสร้างหลักฐาน จะไม่เที่ยวเตร่ฮาเฮเป็นหนุ่มสำราญ จะขอทำกินตลอดกาล อยู่กับบ้านทำงานเรื่อยไป

ผู้หญิงคนใดที่มีสามีอย่างนี้ในสมัยโน้น เป็นอันว่าเธอจะไม่อดอยากยากแค้นแน่นอน พ่อของเจ้าสาวก็คงเบาใจ แม่ยายของลูกเขยก็คงจะโล่งอก ถึงมันจะอ้อนต่อรองค่าสินสอดบ้างก็ช่างมันเถอะ แสดงว่ามันรักลูกสาวเราจริงถึงได้ยอมขนาดนี้ เอาไปเลยไอ้หนุ่มข้ายกให้เอ็งว่ะ ฮา ๆ

วิถีชีวิตแบบลูกทุ่งไทยที่ว่ามานี้ นับเป็นวิถีที่ดำรงมานานแสนนาน ชนเผ่าสยามเมืองยิ้มได้สืบรุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยวิถีชีวิตแบบนี้  นับแต่นี้ต่อไปคงไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ สิ่งเก่าต้องหลีกทางให้สิ่งใหม่ ถึงแม้บางครั้งสิ่งใหม่ ๆ จะดีไม่เท่าของเก่า คนเราก็อยากที่จะทดลอง

อุตสาหกรรมเข้ามาแทนที่เกษตรกรรม ชาวนากลายเป็นกรรมกร ธรรมชาติถูกดัดแปลงเพื่อสนองตอบความต้องการของมนุษย์ แทนที่มนุษย์จะดัดแปลงชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติเหมือนเมื่อก่อน ประเพณีถูกแทนที่ด้วย “สิทธิ” และ “เสรีภาพ” ของปัจเจกชน

ลูกผู้ชายขวานผ่าซาก คำไหนเป็นคำนั้น คงหายากอยู่สักหน่อย ลูกผู้หญิงที่อยู่ในโอวาทของบิดามารดาก็คงหาได้น้อย

สิ่งใหม่ ๆ ที่ดีงามก็จงรับมาเถิด เพราะมันเกิดประโยชน์ต่อชีวิตเรา และในขณะเดียวกันสิ่งเก่า ๆ ที่ดีงามก็ต้องรักษากันไว้ มันเป็นสิ่งที่เกื้อกูลต่อชีวิตของเราเช่นกัน

วิถีของโลกก็เหมือนกับสายน้ำ ไม่มีใครบังคับให้ไหลกลับทางเดิมได้  แต่จงช่วยกันรักษาอย่าให้มันเหือดแห้งหรือเน่าเสีย เป็นพิษภัย ส่งผลร้ายต่อตัวเราเอง

——————————–
บทความโดย โกศล อนุสิม พิมพ์ครั้งแรก เนชั่นสุดสัปดาห์
วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๓๗ และวันที่ ๒๘ มกราคม- ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Saturday, September 19th, 2009 and is filed under เพลงลูกทุ่ง. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats