อ่านหนังสือ ดื่มกาแฟ ที่ร้านหนังสือ Dymocks ซิดนีย์

ผมมาที่เมืองซิดนีย์ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน น่าจะ 14 หรือ 15 ปีแล้ว ตอนนั้นเป็นเมืองที่เงียบสงบ ไม่ค่อยพลุกพล่าน บรรยากาศดี หลังจากนั้นเคยกลับมาสอง-สามครั้งบรรยากาศก็ยังเหมือนเดิม ปีนี้มาอีกครั้ง เมืองนี้เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ผมมักจะขาดไม่ได้เมื่อเดินทางไปถึงไหนต่อไหนก็คือ มองหาร้านหนังสือเพื่อจะแวะเข้าไปดูชม แม้ไม้ไดซื้อเข้าไปซึมซับบรรยากาศก็มีความสุข ที่ซิดนีย์ก็เช่นกัน ร้านที่ผมเข้าไปครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อนก็คือร้าน Dymocks ที่ถนน George Street ย่านการค้ากลางเมือง อยู่ในตึกของ Dymocks เองน่ะครับ ในตึกนี้มีร้านค้ามากมาย ตึกตั้งอยู่คนละฝั่งถนนกับตึกเดวิดโจนส์ที่คนไทยชอบไปซื้อเครื่องสำอางนั่นแหละครับ
ความเป็นมาของร้าน Dymocks ซึ่งเขาว่าเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในซิดนีย์นี้ เริ่มมีมาตั้นแต่ปี พ.ศ.2422 (ค.ศ.1879) โดยนายวิลเลียม ดีมอคส์ (William Dymock) ได้ก่อร่างสร้างธุรกิจจำหน่ายหนังสือ โดยเช่าห้องแถวที่ถนนตลาด (Market Street) กิจการรุ่งเรืองเรื่อยมา นายวิลเลี่ยมดีม็อคส์ตายเมื่ออายุ 39 ปี โดยไม่มีเมียและลูก กิจการจึงตกถึงมือน้องสาวชื่อมาจอรี (Marjory) ซึ่งแต่งงานกับ จอห์น ฟอร์ไซธ์ (John Forsyth) ตระกูลฟอร์ไซธ์จึงได้บริหารงานร้านหนังสือดีม็อคส์นับแต่นั้นมา ส่วนอาคารดีมอคส์ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ก่อนเป็นโรงแรมชื่อ Royal Hotel โดยซื้อมาเมื่อปี พ.ศ.2465 (ค.ศ.1922) ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก่อสร้างตึกเสร็จสิ้นในปี พ.ศ.2575 (ค.ศ.1932) ดังที่เห็นในปัจจุบัน
ผมจำได้ว่า มาครั้งแรกนั้น ซื้อหนังสือไปหลายเล่ม เล่มหนึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นของกาเบรียล การ์เซียร์ มาเกซ นักเขียนรางวัลโนเบลชาวโคมลัมเบีย เจ้าของนิยายเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว (แปลไทยโดย ร.จันเสน) ที่นักอ่านคนไทยชื่นชอบเป็นจำนวนไม่น้อยรวมถึงตัวผมด้วย ครั้งนั้น เห็นหนังสือของนักเขียนเพื่อนบ้านของเราคือ ปราโมทยา อนันต ตูร์ ชาวอินโดนีเซีย ตัวเก็งรางวัลโนเบลหลายสมัยวางขายอยู่ด้วย ครั้งต่อๆมาก็ซื้อติดมือกลับบ้านด้วยเช่นกัน
แต่ไปคราวนี้ไม่ได้ซื้อครับ ไปชม อ่าน และดื่มกาแฟ!
ร้านหนังสือ Dymocks ที่ผมมาเมื่อ 10 กว่าปีก่อนนั้น เป็นร้านที่แปลกในความคิดของผม เพราะมีขายกาแฟที่ชั้นสองด้วย คนเข้าร้านถ้าอยากดื่มกาแฟก็แวะเข้าไปดื่มได้ หยิบหนังสือไปอ่านอย่างสบายอารมณ์ ไม่ต้องกลัวว่าพนักงานจะเหล่แล้วแอบนินทาว่าอ่านฟรี
หลายๆคนอ่านถึงตรงนี้อาจจะบอกว่าไม่แปลก บ้านเราก็มีแบบนี้ อย่างเช่นร้านนายอินทร์ที่เป็นเจ้าตำรับ ร้านบีทูเอสก็มี ที่ว่านี้ก็ใช่ครับ แต่บ้านเรานั้นมีหลังจากร้าน Dymocks หลายปี อาจจะเป็นสิบปีก็ได้ เพราะผมถามเขาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เขาก็บอกว่ามีขายกาแฟและให้คนเอาหนังสือมาอ่านนานนักแล้ว
จุดเด่นของร้านนี้ก็คือ จัดวางหนังสือสวย เป็นหมวดหมู่ เรียงตามลำดับชื่อผู้เขียน ทำให้หาง่าย ที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือ เขามีโซนหนังสือเกี่ยวกับออสเตรเลียโดยเฉพาะ เป็นหนังสือของนักเขียนออสเตรเลียทุกแนว ดูแล้วละลานตา
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือ แผนกหนังสือเด็ก อยู่ชั้นใต้ดิน กว้างขวางมาก มีหนังสือและสื่อการเรียนรู้ทุกประเภท รวมถึงสนามเด็กเล่นย่อมๆด้วย เมื่อเข้าไปในนั้นแล้วทำให้รู้ว่า เขาให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนมาก จึงมีสื่อสำหรับเด็กมากมายเช่นนี้
ครั้งนี้หลังจากว่างเว้นไปสองสามปี มีจุดที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีกจุดหนึ่งนั่นคือ มีมุมหนังสือที่แนะนำโดยพนักงานของร้านคือ “Our Staff Love” เป็นหนังสือที่พนักงานอ่านแล้วชอบ โดยเขียนแนะนำสั้นๆเหน็บไว้กับหนังสือแต่ละเล่ม ในร้านก็มีโปสเตอร์โฆษณาหนังสือประเภทนี้ นับว่าเป็นวิธีทำการตลาดที่น่าสนใจดีทีเดียว ร้านหนังสือเมืองไทยน่าจะเอาเป็นแบบอย่างได้ ทำให้พนักงานได้อ่านหนังสือไปด้วย (จะเป็นไรไปถ้าให้พนักงานนำหนังสือที่อยากอ่านกลับไปอ่านที่บ้านด้วย อ่านแล้วก็มาเขียนแนะนำให้ลูกค้ารู้ว่าหนังสือเป็นอย่างไร ดีกว่าให้ไปยืนตามชั้นหนังสือแล้วคอยจ้องมองพร้อมกับพูดลอยๆ “สอบถามได้นะคะ-สอบถามได้นะครับ” อันเป็นการรบกวนมากกว่าจะเกิดประโยชน์จริงๆ)
อย่างที่บอก คราวนี้เดินดูและยืนอ่านหนังสือ จากนั้นก็มานั่งจิบกาแฟรสชาติอร่อย โดยร้านกาแฟอยู่บนชั้นสอง มองลงไปชั้นล่างเห็นบรรยากาศในร้านโดยทั่วถึง ที่ชั้นสองก็มีหนังสือเช่นกัน เป็นพวกหนังสือเรียน วิชาการ สารคดี ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ และพวกหนังสือสวยงาม รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์พวกแผ่นซีดี ดีวีดี เป็นต้น
ผมเกือบจะซื้อดิกชั่นนารีภาษาอังกฤษของออสเตรเลียแต่ไม่ได้ซื้อ ด้วยเห็นว่าราคาแพงน่าดู ภาษาอังกฤษของออสเตรเลียมีลักษณะเฉพาะตัวอยู่มาก ถ้อยคำ สำนวน แบบออสซี่นั้น พวกที่ใช้ภาษาอังกฤษด้วยกันก็เห็นว่าไม่รู้เรื่องก็มีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นธรรมดาของภาษาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือถูกปรับให้เข้ากับเอกลักษณ์ของท้องถิ่น แม้จะเป็นภาษาแม่เดียวกันแต่ก็แตกหน่อออกลูกออกหลานในต่างถิ่น จึงมีความหมายต่างกันไป ตัวอย่างที่เจอกับตัวเองก็คือ เคยอ่านเรื่องสั้นออสเตรเลียสมัยเมื่อเรียนมหาวิทยาลัย ติดศัพท์คำหนึ่งหาจากดิคเล่มไหนก็ไม่มี ค้นไปค้นมาหาเจอที่จากดิคของสำนักไหนก็จำไม่ได้ ดิกบอกว่าคำนี้เป็นคำที่คนออสซี่ใช้กัน
ปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษแบบออสซี คนออสซีที่ไปต่างประเทศก็มีปัญหาเหมือนกัน มีเรื่องเล่าจากป๋าดอน (เป็นผู้ปกครองของพี่สาวของภรรยาผมสมัยที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนตอนเรียนมัธยม) ป๋าดอนนั้นจะเลือกไปเที่ยาต่างประเทศเฉพาะประเทศที่พูดภาอังกฤษเท่านั้น โดยเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ปรากฏว่าครั้งหนึ่งไปเที่ยวสหรัฐ ไปสั่งอาหาร แต่พูดกันไม่รู้ความหมาย กลายเป็นปัญหาการสื่อสารทั้งๆที่พูดภาษาอังกฤษเหมือนกัน
ขนาดฝรั่งยังพูดกันไม่รู้เรื่อง เราคนไทยพูดฝรั่ง ไม่ใช่ภาษาบิดามารดาเราก็ย่อมจะมีผิดเป็นธรรมดา ดังนั้น ก็จงอย่ากลัวว่าจะพูดผิด เพราะผิดแน่ๆอยู่แล้ว จงพูดไป อย่าอาย อย่าเขิน ถ้าฝรั่งฟังไม่รู้เรื่องเขาก็จะบอกเองแหละ ผมนั้นอาศัยว่าหน้าด้านพูดส่งเดชไปเรื่อย พูดจนฝรั่งจนงง คิดดูซีว่าแน่ขนาดไหน พูดภาษาฝรั่งให้ฝรั่งงงได้ ฮาๆ
อ้าว พูดเรื่อวงร้านหนังสือยู่ดีๆ กลายเป็นเรื่องภาษาอังกฤษไปได้ สรุปว่า ร้านหนังสือดีม็อคส์นี้สมกับที่คุยว่าเป็นร้านใหญ่ที่สุด (น่าจะมีนัยว่า “ยิ่งใหญ่” ที่สุด ไม่ใช่ใหญ่เฉพาะขนาดเฉยๆ) โดยเฉพาะเรื่องหนังสือที่แนะนำโดยพนักงานนั้น ร้านหนังสือไทยน่าจะลองเอามาทำดูบ้าง นอกจากจะเป็นวิธีการทำตลาดที่แหวกแนวแล้ว ยังเป็นการช่วยยกระดับสติปัญญาของพนักงานด้วย พัฒนาคุณภาพของบุคลาการไปพร้อมกัน
ขอจบเรื่องเล่าเรื่อยเปื่อยลงเท่านี้ สวัสดีครับ.




พี่ศล สบายดีหรือเปล่าคะ
คิดถึงคะ
เป้
ราชบุรี
สวัสดีเป้ สบายดี เป้สบายดีนะ ยังอยู่บางกอกสคูลเหมือนเดิมหรือเปล่า ลูกชายเข้า ป.ไหนแล้ว น้ำหวานอยู่ ม.1
คุณแม่แข็งแรงดีนะ
เป้สบายดีคะ ย้ายมาเป็นครู-บรรณารักษ์อยู่โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ได้ 5 ปีแล้วคะ ตอนนี้ลูกสาวอยู่ป.4 แล้วคะ เรียนอยู่English Program โรงเรียนใกล้กัน อ่านงานเขียนภาษาอังกฤษทุกวัน อ่านเรื่องของพี่ศล ด้วย แม่เป้ก็เรื่อยๆคะเข้าๆออกๆโรงพยาบาล แต่ก็okตามสภาพอายุ เดี๋ยวสอนเสร็จแล้วจะแวะมาทักทายใหม่