<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศล อนุสิม กับหนังสือ</title>
	<atom:link href="http://kosolanusim.org/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosolanusim.org</link>
	<description>รวมงานเขียนและเรื่องราวนักเขียนกับหนังสือ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 07 Feb 2010 19:58:15 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>นักเลงโคลง-นกกินไฟ-ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร</title>
		<link>http://kosolanusim.org/nok-kin-fai-poetry-book</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/nok-kin-fai-poetry-book#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Feb 2010 16:02:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[กวีนิพนธ์]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือนกกินไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[อังคาร กลัยาณพงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์]]></category>
		<category><![CDATA[โคลง]]></category>
		<category><![CDATA[ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=780</guid>
		<description><![CDATA[
ว่ากันว่า-ซึ่งไม่รู้ว่าใครว่าเป็นคนแรก, แต่ว่ากันว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์นั้น กวีนิพนธ์เป็นงานอันสูงส่งกว่าประเภทใดทั้งหมด คำพูดนี้จะจริงหรือไม่อย่างใดนั้น ก็สุดแท้แต่มุมมองของใครของมัน สำหรับผมแล้ว ยอมรับว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์ที่ตนเองมีส่วนในการสร้างนั้น รักในกวีนิพนธ์มากกว่าอย่างอื่น แม้ว่า สิ่งที่เขียนนั้นจะห่างไกลจากการเป็นกวีนิพนธ์ก็ตาม

ในบรรดากวีนิพนธ์ไทยที่มี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย  ผมเองชอบโคลงมากว่าอย่างอื่น  ชอบอ่านแต่ไม่ชอบเขียน เนื่องจากโคลงนั้นเขียนยากกว่ากลอนและกาพย์   ส่วนฉันท์และร่ายนั้นไม่ต้องพูดถึง  แค่คิดจะเขียนก็ท้อใจแล้ว
โคลงที่นึกทีไรก็นึกถึงก่อนแทบทุกครั้ง ย่อมเป็นโคงกะทู้ ทะ ลุ่ม ปุ่ม ปู ของท่านมหากวีศรีปราชญ์  บทที่ว่า
ทะ        เลแม่ว่าห้วย                                   [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-781" style="border: 0pt none; margin: 5px;" title="nok_kin_fire" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/02/nok_kin_fire-200x300.jpg" alt="nok_kin_fire" width="200" height="257" /><br />
ว่ากันว่า-ซึ่งไม่รู้ว่าใครว่าเป็นคนแรก, แต่ว่ากันว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์นั้น กวีนิพนธ์เป็นงานอันสูงส่งกว่าประเภทใดทั้งหมด คำพูดนี้จะจริงหรือไม่อย่างใดนั้น ก็สุดแท้แต่มุมมองของใครของมัน สำหรับผมแล้ว ยอมรับว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์ที่ตนเองมีส่วนในการสร้างนั้น รักในกวีนิพนธ์มากกว่าอย่างอื่น แม้ว่า สิ่งที่เขียนนั้นจะห่างไกลจากการเป็นกวีนิพนธ์ก็ตาม<br />
<span id="more-780"></span><br />
ในบรรดากวีนิพนธ์ไทยที่มี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย  ผมเองชอบโคลงมากว่าอย่างอื่น  ชอบอ่านแต่ไม่ชอบเขียน เนื่องจากโคลงนั้นเขียนยากกว่ากลอนและกาพย์   ส่วนฉันท์และร่ายนั้นไม่ต้องพูดถึง  แค่คิดจะเขียนก็ท้อใจแล้ว</p>
<p>โคลงที่นึกทีไรก็นึกถึงก่อนแทบทุกครั้ง ย่อมเป็นโคงกะทู้ ทะ ลุ่ม ปุ่ม ปู ของท่านมหากวี<strong>ศรีปราชญ์ </strong> บทที่ว่า</p>
<p><strong>ทะ        เลแม่ว่าห้วย                                           เรียมฟัง<br />
ลุ่ม      ว่าดอนเรียมหวัง                             ว่าด้วย<br />
ปุ่ม      เปือกว่าปะการัง                                เรียมร่วม  คำแม่<br />
ปู           ว่าหอยแม้นกล้วย                          ว่ากล้ายเรียมตาม.</strong></p>
<p>โอ้ อะไรจะปานนั้นหนอท่านศรีปราชญ์  มิน่าเล่าสาว ๆถึงได้ติดใจท่านยิ่งนัก ด้วยว่าคารมของท่านช่างเอาใจสาว ๆ นี่เอง  จะว่าอะไรก็ว่าตามน้องได้หมด&#8230;นักเลงโคลงทั้งหลายน่าจะจดจำบทนี้ได้ดีกันแทบทุกคนนะครับ</p>
<p>นอกจากศรีปราชญ์แล้ว  <strong>นายนรินทร์อินทร์</strong> ผู้เขียน<strong>นิราศนรินทร์</strong>ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่เขียนโคลงได้จับใจ   ซึ่งคนชอบโคลงก็น่าจะรู้จักกันดีแล้ว จะไม่ขอปล่อยไก่ในที่นี้   ส่วนกวีในสมัยปัจจุบันที่ชอบโคลงของท่านก็ย่อมเป็น<strong>ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์</strong> บทที่จดจำได้ดีก็ย่อมเป็น  “โลกนี้มิอยู่ด้วย มณี เดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง”  กับบท “ฉันเอาฟ้าห่มให้ หายหนาว ดึกดื่นกินแสงดาว ต่างข้าว” และเป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านอังคารนั้นชอบเขียนโคลงกะทู้ ทะ ลุ่ม ปุ่ม ปู เช่นเดียวกับท่านศรีปราชญ์ด้วย</p>
<p>อีกท่านหนึ่งที่เขียนโคลงได้อย่างงามก็คือ<strong>ท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์</strong> คนอ่านหลายส่วนอาจคุ้นเคยกับกลอนของท่าน แต่ท่านเขียนโคลงได้ขั้นเลิศในความคิดของผม  ใครที่ไม่เคยอ่านโคลงของท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็หาหนังสือ <strong>“ชักม้าชมเมือง”</strong> กับ <strong>“อาทิตย์ถึงจันทร์” </strong>มาอ่านดูก็แล้วกัน รับประกันว่าฝีมือโคลงงดงามไม่แพ้กลอนของท่านนา</p>
<p>ส่วนมือโคลงชั้นรองลงมา หมายถึงรุ่นอายุและการสร้างงานนะครับ  มีหลายคนที่ผมชอบ หนึ่งในนั้นย่อมเป็น<strong>อาจารย์ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร</strong> แห่งสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ที่เขียนโคลงได้โดนใจผมมากยิ่งนัก</p>
<p><img class="size-full wp-image-782 alignleft" style="border: 0pt none; margin: 5px;" title="pitoon" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/02/pitoon.jpg" alt="pitoon" width="138" height="137" />หลายปีมาแล้ว  อาจารย์ไพฑูรย์ส่งหนังสือกวีนิพนธ์มาให้ผม ชื่อ <strong>“นกกินไฟ” </strong>เป็นการรวบรวมโคลงที่เขียนขึ้นในโอกาสต่าง ๆ ผมจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้  หากท่านใดอยากอ่านก็บอกมาก็แล้วกัน จะได้คัดลอกลงมาให้อ่าน  หรือไปเสาะหาตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็น่าจะพอมีให้อ่าน หรือไปขอกับท่านเจ้าของที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็น่าจะได้</p>
<p>ลีลาโคลงของอาจารย์ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร นั้น  บทจะเข้มก็เข้มขลังเป็นอันมาก  บทจะอ่อนจะหวานก็ทำได้ถึงใจแท้  อ่านแล้วแทบอยากจะเลิกเขียนโคลงไปเลย เพราะอายฝีมือ</p>
<p>ผมไม่ได้เจออาจารย์ไพฑูรย์มาหลายปีแล้ว น่าจะเกินสิบปีไปมาก  ด้วยว่าไม่ค่อยได้ออกสมาคมกับบรรดาผู้คนในแวดวงวรรณกรรมมานานแล้ว  แต่ผมยังอ่านงานวรรณกรรมอยู่ แม้จะอ่านหนังสือเก่ามากกว่าหนังสือใหม่  แต่ก็นับได้ว่าเป็นผู้ติดตามวงการวรรณกรรมคนหนึ่ง</p>
<p>เป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันกวีนิพนธ์มีแต่ผลิตผลของกลอนเป็นส่วนมาก  หรืออาจกล่าวได้ว่ากวีนิพนธ์ปัจจุบันคือกลอน  อย่างอื่นแทบสูญพันธุ์ไปหมด  โคลงก็เช่นกัน   นักเลงอ่านโคลงคงจะต้องกลับไปอ่านโคลงเก่า ๆเป็นที่ตั้ง หนึ่งในนั้นก็ขอยกเอาโคลงของอาจารย์ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร ไว้ด้วย</p>
<p>ปีนี้เห็นว่ารางวัลซีไรต์เป็นรอบของกวีนิพนธ์ ซึ่งคงมีหนังสือกวีนิพนธ์ออกมากันมาก แต่ก้หาอ่านยากเหมือนกัน เพราะปัจจุบันมีการพิมพ์ด้วยระบบดิจิตอล  พิมพ์เพียงแค่จำนวนพอส่งให้คณะกรรมการอ่าน  ไม่ค่อยมีวางขาย  จึงกลายเป็นว่าหนังสือส่วนหนึ่งที่ส่งประกวดรางวัลซีไรต์ได้อ่านเพียงเฉพาะกรรมการเท่านั้น</p>
<p><strong>อย่างไรก็ดี ฝากไปถึงอาจารย์ไพฑูรย์ด้วยว่า  อย่างทิ้งโคลงนะครับ ขอขอบคุณ.</strong></p>
<p><em><strong>โกศล อนุสิม</strong></em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/nok-kin-fai-poetry-book/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัญญาน่างึด</title>
		<link>http://kosolanusim.org/wisdom-of-esarn</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/wisdom-of-esarn#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2010 13:43:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[อีสานบ้านเฮา]]></category>
		<category><![CDATA[ผญา]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญาอีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[อีสาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=777</guid>
		<description><![CDATA[มีผญาบทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักความผู้พันของคนอย่างลึกซึ้ง  ผมเชื่อว่านี่เป็นวรรคทองของวรรณคดีอีสานอีกบทหนึ่ง  มีอยู่ว่า

ฮักกันนี่  แม่นสิอยู่ขอบฟ้า     	โขงเขตจักรวาล
กะคือสองคนเฮา	อยู่เฝือแฝงฝั่น
ซังกันนี่	บ่เหลียวแลตาต่อ	แม่นสิอยู่ฮ่วมห้อง
กะคือไม้ป่าบัง
เมื่อพิเคราะห์ข้อความและความหมายแล้ว  เห็นตรงกับโคลงโลกนิติ บทที่ว่า

รักกันอยู่ขอบฟ้า&#8230;&#8230;.. . 		เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว	&#8230;.ร่วมห้อง
ชังกันบ่อแลเหลียว	&#8230;..	ตาต่อ  กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง .. 	ป่าไม้มาบัง
ทั้งความไพเราะของคำและความลึกซึ้งของความหมาย ทั้งสองบทที่มากจากคนละถิ่นนี้  ยากที่จะตัดสินได้ว่า อันไหนดีกว่าหรืองามกว่า  เพราะว่ากันถึงความดีความงามแล้ว  ข่มกันไม่ลง
เอาเป็นว่าล้วนแต่งามและลึกซึ้งปานกัน  อ่านแล้วเกิดอารมณ์ละเลียดดึ่มด่ำเช่นเดียวกัน  ทั้งสองบทก็เป็นเพชรเช่นเดียวกัน  สะท้อนสัจธรรมของชีวิตออกมาได้เหมือนๆกัน
อ่านแล้วทำให้นึกถึงความเป็นไปของชีวิตนะครับ  ในยามที่อยู่คนเดียวสงบๆ  ผมมักยกเอาสองบทนี้ขึ้นมาท่องอยู่บ่อยๆ  พิจารณาความจริงไปด้วย  ทำให้เห็นแง่มุมของชีวิตเพิ่มขึ้นหลายอย่าง
บทกวี (ผมขอเรียกบทกวีก็แล้วกัน)ทั้งสองบทนี้  บอกถึงความเป็นสามัญของมนุษย์ ที่มีอารมณ์พื้นฐานอยู่ที่การ รัก โลภ โกรธ หลง  เมื่อใดที่มีอารมณ์โกรธต่อกัน  แม้จะอยู่ใต้ชายคา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีผญาบทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักความผู้พันของคนอย่างลึกซึ้ง  ผมเชื่อว่านี่เป็นวรรคทองของวรรณคดีอีสานอีกบทหนึ่ง  มีอยู่ว่า</p>
<p><strong><br />
<em>ฮักกันนี่  แม่นสิอยู่ขอบฟ้า     	โขงเขตจักรวาล<br />
กะคือสองคนเฮา	อยู่เฝือแฝงฝั่น<br />
ซังกันนี่	บ่เหลียวแลตาต่อ	แม่นสิอยู่ฮ่วมห้อง<br />
กะคือไม้ป่าบัง</em></strong><br />
เมื่อพิเคราะห์ข้อความและความหมายแล้ว  เห็นตรงกับโคลงโลกนิติ บทที่ว่า</p>
<p><span id="more-777"></span></p>
<p><em><strong>รักกันอยู่ขอบฟ้า&#8230;&#8230;.. . 		เขาเขียว<br />
เสมออยู่หอแห่งเดียว	&#8230;.ร่วมห้อง<br />
ชังกันบ่อแลเหลียว	&#8230;..	ตาต่อ  กันนา<br />
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง .. 	ป่าไม้มาบัง</strong></em></p>
<p>ทั้งความไพเราะของคำและความลึกซึ้งของความหมาย ทั้งสองบทที่มากจากคนละถิ่นนี้  ยากที่จะตัดสินได้ว่า อันไหนดีกว่าหรืองามกว่า  เพราะว่ากันถึงความดีความงามแล้ว  ข่มกันไม่ลง<br />
เอาเป็นว่าล้วนแต่งามและลึกซึ้งปานกัน  อ่านแล้วเกิดอารมณ์ละเลียดดึ่มด่ำเช่นเดียวกัน  ทั้งสองบทก็เป็นเพชรเช่นเดียวกัน  สะท้อนสัจธรรมของชีวิตออกมาได้เหมือนๆกัน</p>
<p>อ่านแล้วทำให้นึกถึงความเป็นไปของชีวิตนะครับ  ในยามที่อยู่คนเดียวสงบๆ  ผมมักยกเอาสองบทนี้ขึ้นมาท่องอยู่บ่อยๆ  พิจารณาความจริงไปด้วย  ทำให้เห็นแง่มุมของชีวิตเพิ่มขึ้นหลายอย่าง</p>
<p>บทกวี (ผมขอเรียกบทกวีก็แล้วกัน)ทั้งสองบทนี้  บอกถึงความเป็นสามัญของมนุษย์ ที่มีอารมณ์พื้นฐานอยู่ที่การ รัก โลภ โกรธ หลง  เมื่อใดที่มีอารมณ์โกรธต่อกัน  แม้จะอยู่ใต้ชายคา ก็เหมือนกับอยู่คนละขอบฟ้าแต่ถ้าเมื่อใดอารมณ์รักหรือหลงล่ะก็ ต่อให้อยู่จักรวาลก็เหมือนกับอยู่ร่วมชายคา</p>
<p>อย่างเช่น (อันนี้ตัวอย่าง ตัวอย่างเท่านั้น) เวลาผัวเมียทะเลาะกัน อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆยังไม่มองหน้ากัน เหมือนอยู่คนละฟากฟ้า  แต่เมื่อครั้งจีบกันใหม่ๆ  อยู่ไกลแสนไกลก็เหมือนอยู่ใกล้  หวานถึงขนาด &#8220;บัดเจ้าคึดฮอดอ้ายให้เหลียวเบิ่งเดือนดาว  สองตาเฮาสิก่ายกันอยู่เทิงฟ้า&#8221; อันเป็นขั้นเดียวกับที่ครูไพบูลย์  บุตรขัน แต่งเพลงให้ ศรคีรี  ศรีประจวบ ร้องไว้ว่า<em> &#8220;…คืนไหนเดือนแรม ฟ้าแซมดารา น้องจงมองหาดาวประจำเมือง  ทุกคืนเราจ้องดูเดือนดาว  ทุกคราวเราฝันถึงกันเนืองๆ ถึงสุดมุมเมืองไม่ไกล…&#8221; </em>นั่นแหละครับ  จริงเท็จอย่างไรก็นึกดูเมื่อสมัยเราเป็นหนุ่มเป็นสาวสิ  แล้วจะรู้ว่า ที่ยกมานี้ไม่ผิดความจริงแม้แต่น้อย</p>
<p>แถมอีกตัวอย่างหนึ่งก็ได้  อย่างพรรคการเมืองฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล  แต่ก่อนหลายพรรคเคยร่วมกันเป็นรัฐบาล  แหมรักกันเหลือเกิน  หวานหยดย้อยจนมดได้ยินก็แทบจะอ้วกแตก  แต่พอยืนกันคนละฝ่าย  เดินผ่านกันใต้ชายคาสภาก็แทบจะควักลูกตากันแล้ว  หาเรื่องด่ากันได้แต่ละวัน  นี่เรียกว่าเหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม้มาบัง(ใจ) ไม่ให้</p>
<p>ผมยังทึ่งไม่หาย  ไม่ใช่ทึ่งธรรมดานะครับ  ทึ่งถึงขนาดต้องเทียบขนาดความหมายระดับเดียวกับ &#8220;งึด&#8221; ในภาษาอีสานบ้านเราเลยแหละ  ว่าบรรพบุรษของเราท่านช่างเก่งกาจในการเรียงร้อยถ้อยคำที่บ่งความหมายได้ลึดซึ้งยิ่งนัก  ผมเชื่อว่า ความหมายในบทกวีทั้งสองใช้อธิบายมนุษย์ได้ทุกยุคสมัย ไม่ว่ายุคที่ผ่านมา  ยุคนี้ หรือยุคหน้า  อาจเรียกได้ถึงขนาดว่าเป็น &#8220;อกาลิโก&#8221; คือไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา</p>
<p>อ่านบ่อยๆ  ยกขึ้นมาท่องเรื่อยๆ  ทำให้เราจะโกรธใคร หรือไม่พอใจใคร ก็รู้ยั้งคิดได้บ้าง  ถ้าโกรธไปแล้วก็หายโกรธหรือลดความโกรธลงได้เหมือนกัน  เพราะความไพเราะของภาษา  ความหมายของคำ ช่วยกล่อมเกลาใจให้กลมกล่อมขึ้นได้จริงๆ</p>
<p>ไม่เชื่อก็ลองท่องบ่อยๆดูสิครับ  ถ้าจะทะเลาะกับเมียก็ท่องเข้าไว้แล้วระลึกถึงสมัยจีบกันใหม่ๆ  ที่สายตาจ้องมองก่ายกันบนฟ้า ก็จะทำให้เปลี่ยนจากทะเลาะกลายเป็นที่รักได้ทีเดียวเชียวนา<br />
อ่านกลอนอ่านผญาเรื่องคึดฮอด ก็ได้แง่คิดดีๆถึงปานนี้  บรรพบุรุษของเรานี่ฉลาดล้ำโดยแท้ ทั้งที่ไม่มีมหาวิทยาลัยให้เรียน  แต่สามารถสรุปสัจธรรมของชีวิตให้อยู่ในข้อความแค่ไม่ถึงสิบบรรทัด</p>
<p>เป็นตา &#8220;งึด&#8221; ในภูมิปัญญาของท่านแท้น้อ</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/wisdom-of-esarn/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรักเป็นสากล เบ่งบานอีกครั้งเหนือฟ้าอินโดจีน</title>
		<link>http://kosolanusim.org/love-song-of-mekhong-river</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/love-song-of-mekhong-river#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 16:10:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักข้ามโขง]]></category>
		<category><![CDATA[สายัณห์ สัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สาวสองเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อินโดจีน]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำโขง]]></category>
		<category><![CDATA[แหวนเพชร วงทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=774</guid>
		<description><![CDATA[ย้อนหลังไปช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ ในอาณาบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน อันประกอบไปด้วยประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย การเผชิญหน้าระหว่างลัทธิและประเทศที่ปกครองด้วยระบอบการเมืองแตกต่างกันทำให้เกิดภาวะตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าระบอบของตนดีที่สุด และกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งจ้องรุกรานตน ความสัมพันธ์ในฐานะศัตรูทางลัทธิการเมืองพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นศัตรูคู่สงคราม ถ้าหากเพียงแค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำเนินนโยบายผิดพลาดเพียงนิดเดียว สงครามก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ สันติภาพอยู่ในภาวะล่อแหลม
ช่วงนั้นสงครามปฏิวัติในลาว เวียดนาม กัมพูชา จบลงหมาด ๆ ดาวแดงแห่งสังคมนิยมฉายแสงแรงเริงเหนือฟากฟ้าอินโดจีน ไทยกลายเป็นเมืองหน้าด่านต้านยันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ช่างน่ากลัวยิ่งนักในสายตาของใครหลายคน

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอยู่ในฐานะศัตรูกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั่นเล่า ไม่มีใครรู้ดีเท่าประชาชนเอง เพราะแท้ที่จริงแล้วประชาชนแถบนี้ต่างก็ร่วมเชื้อชาติ ร่วมวัฒนธรรมกันอยู่บ้าง แม้จะมองฐานะของอีกฝ่ายไม่ดีนักตามคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ แต่สายใยแห่งความผูกพันธ์ก็ย่อมยังมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำโขง คือลาวและไทย ต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นทั้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ต่างฝ่ายต่างมีญาติอยู่ในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถูกกางกั้นโดยพรมแดนธรรมชาติและลัทธิการเมือง
คงเป็นเรื่องเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยที่ห่างกันแค่แม่น้ำกั้น มองเห็นกันคนละฝั่ง แต่ไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ พรมแดนถูกปิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้มาแต่โบราณ คนทั้งสองฝั่งข้ามไปมาได้อย่างเสรี ความโหยหาอาลัยกันระหว่างพี่น้องสองฝั่งมีอยู่แน่นอน เพียงแต่จะแสดงออกมาในรูปแบบใดเท่านั้น ซึ่งลัทธิการเมืองที่แต่ละฝ่ายยึดถือเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความรู้สึก ความต้องการของตนได้ไม่เท่ากัน อีกฝ่ายมีอิสระเสรีมากกว่า จึงมีโอกาสแสดงความโหยหาวันคืนเก่าๆ เรียกร้องความสัมพันธ์อันอบอุ่นเหล่านั้นกลับคืนมา ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบางอย่างได้ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่แผ่นดินอินโดจีนได้ทอดเชื่อมเข้าหากันอีกครั้ง โดยลัทธิการเมืองไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว
หลักฐานที่แสดงถึงความโหยหาอาลัยกันในยุคที่แบ่งแยกโดยลัทธิการเมืองก็คือ เพลงลูกทุ่งจำนวนหนึ่งที่แต่งและร้องไว้ในช่วงนั้น นับเป็นการบันทึกเหตุการณ์ สถานการณ์ของอินโดจีนไว้อีกโสดหนึ่ง ความเป็นศัตรูระหว่างรัฐต่อรัฐได้แบ่งแยกประชาชนออกไป ปลุกเร้าให้เกลียดชังกันและกัน แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยืนยันความคิดที่แท้จริงของตนออกมา ว่าพวกเขานั้นยังมีความรักความผูกพันธ์ต่อกันไม่เปลี่ยนแปลงผ่านเพลงบางเพลง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนหลังไปช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ ในอาณาบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน อันประกอบไปด้วยประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย การเผชิญหน้าระหว่างลัทธิและประเทศที่ปกครองด้วยระบอบการเมืองแตกต่างกันทำให้เกิดภาวะตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าระบอบของตนดีที่สุด และกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งจ้องรุกรานตน ความสัมพันธ์ในฐานะศัตรูทางลัทธิการเมืองพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นศัตรูคู่สงคราม ถ้าหากเพียงแค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำเนินนโยบายผิดพลาดเพียงนิดเดียว สงครามก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ สันติภาพอยู่ในภาวะล่อแหลม</p>
<p>ช่วงนั้นสงครามปฏิวัติในลาว เวียดนาม กัมพูชา จบลงหมาด ๆ ดาวแดงแห่งสังคมนิยมฉายแสงแรงเริงเหนือฟากฟ้าอินโดจีน ไทยกลายเป็นเมืองหน้าด่านต้านยันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ช่างน่ากลัวยิ่งนักในสายตาของใครหลายคน<br />
<span id="more-774"></span><br />
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอยู่ในฐานะศัตรูกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั่นเล่า ไม่มีใครรู้ดีเท่าประชาชนเอง เพราะแท้ที่จริงแล้วประชาชนแถบนี้ต่างก็ร่วมเชื้อชาติ ร่วมวัฒนธรรมกันอยู่บ้าง แม้จะมองฐานะของอีกฝ่ายไม่ดีนักตามคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ แต่สายใยแห่งความผูกพันธ์ก็ย่อมยังมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำโขง คือลาวและไทย ต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นทั้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ต่างฝ่ายต่างมีญาติอยู่ในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถูกกางกั้นโดยพรมแดนธรรมชาติและลัทธิการเมือง</p>
<p>คงเป็นเรื่องเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยที่ห่างกันแค่แม่น้ำกั้น มองเห็นกันคนละฝั่ง แต่ไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ พรมแดนถูกปิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้มาแต่โบราณ คนทั้งสองฝั่งข้ามไปมาได้อย่างเสรี ความโหยหาอาลัยกันระหว่างพี่น้องสองฝั่งมีอยู่แน่นอน เพียงแต่จะแสดงออกมาในรูปแบบใดเท่านั้น ซึ่งลัทธิการเมืองที่แต่ละฝ่ายยึดถือเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความรู้สึก ความต้องการของตนได้ไม่เท่ากัน อีกฝ่ายมีอิสระเสรีมากกว่า จึงมีโอกาสแสดงความโหยหาวันคืนเก่าๆ เรียกร้องความสัมพันธ์อันอบอุ่นเหล่านั้นกลับคืนมา ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบางอย่างได้ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่แผ่นดินอินโดจีนได้ทอดเชื่อมเข้าหากันอีกครั้ง โดยลัทธิการเมืองไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว</p>
<p>หลักฐานที่แสดงถึงความโหยหาอาลัยกันในยุคที่แบ่งแยกโดยลัทธิการเมืองก็คือ เพลงลูกทุ่งจำนวนหนึ่งที่แต่งและร้องไว้ในช่วงนั้น นับเป็นการบันทึกเหตุการณ์ สถานการณ์ของอินโดจีนไว้อีกโสดหนึ่ง ความเป็นศัตรูระหว่างรัฐต่อรัฐได้แบ่งแยกประชาชนออกไป ปลุกเร้าให้เกลียดชังกันและกัน แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยืนยันความคิดที่แท้จริงของตนออกมา ว่าพวกเขานั้นยังมีความรักความผูกพันธ์ต่อกันไม่เปลี่ยนแปลงผ่านเพลงบางเพลง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ได้รับความนิยมในหมู่ผู้คนที่อยู่ในแถบถิ่นที่เป็นฉากในเพลง</p>
<p>ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างมาพิจารณาสักสองเพลง เพลงแรกกล่าวถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องสองฝั่งซ้ายขวาแม่น้ำโขง ชื่อเพลงก็ง่ายๆตรงๆ ฟังแล้วเข้าใจความหมายในทันที เพลงที่ว่านี้คือ <strong>รักข้ามโขง</strong> ขับร้องโดย <strong>แหวนเพชร วงทอง</strong> นักร้องลูกอีสานซึ่งโด่งดังอยู่ชั่วระยะหนึ่ง โดยเนื้อความในบทเพลงบรรยายไว้ว่า</p>
<p><strong>เพ็ญเด่นงามกลางเดือนสิบสอง น้ำโขงเอ่อไหลท่วมนอง ปิดทองพระธาตุเชียงแสน โขงกั้นกลางระหว่างพรมแดน เฮาบ่เห็นหน้าแฟน ปิดแดนเสียแล้วละหนอ</p>
<p>เฮ็ดจังใด๋สิได้เจอน้อง ค่ำคืนอ้ายยืนเฝ้ามองเบิ่งโขงไหลล่องใจหาย โขงคงฮู้ยอดชู้อยู่ใส เขาให้เฮ็ดงานอันใด๋ ไฉนบ่ส่งข่าวมา</p>
<p>ยืนอยู่ฝั่งไทย อธิปไตยเสรี อยู่ดีกินดีอุดมไปด้วยข้าวปลา เจ้าอยู่เวียงจันทน์อ้ายคิดฮอดหลายเวลา เห็นน้ำโขงเอ่อมาดั่งเหมือนน้ำตาจาบัลย์</p>
<p>โอโอ่โอ&#8230;หากบุญอ้ายมี ฝั่งซ้ายฝั่งขวาคืนดี คงมีฮักร่วมสุขสันต์ โขงแม่เอยช่วยเป็นพยาน อ้ายฮักแม่สาวเวียงจันทน์ ฮักเดียวฮักมั่นบ่ลืม</strong></p>
<p>ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีน้ำโขงกั้นเกิดกระทบกระทั่งกันบ่อยๆ การปิดพรมแดนมักเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ การไปมาหาสู่ที่ยากลำบากอยู่แล้วยิ่งลำบากขึ้นหลายเท่า จนแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ ความเป็นศัตรูระหว่างรัฐทำให้ประชาชนเหินห่างกัน เพลงรักข้ามโขง จึงเป็นความรู้สึกนึกคิดหนึ่งของผู้คนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ที่มีต่อคนฝั่งซ้ายที่เคยติดต่อสัมพันธ์กัน เป็นพยานยืนยันได้ว่าถึงแม้จะเกิดอะไรขึ้น ความผูกพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั้นไม่มีสิ่งใดมากีดกั้นได้ และยังหวังอยู่ว่าวันคืนเก่าๆจะย้อนมาอีก วันที่ ฝั่งซ้ายฝั่งขวาคืนดี มีฮักร่วมสุขสันต์ นั้นต้องย้อนคืนมา</p>
<p>รัฐต่อรัฐอาจเป็นศัตรูกัน พร้อมที่จะทำสงครามกันได้ทุกเมื่อ แต่ในส่วนประชาชนไม่ว่าจะถูกปกครองโดยรัฐใด ถูกชักจูงโดยรัฐมากเพียงใด เชื่อแน่ว่ารัฐไม่อาจควบคุมหรือชักชวนให้ประชาชนเห็นดีเห็นงามไปด้วยได้ทั้งหมดแน่ อย่างน้อยต้องมีอยู่จำนวนหนึ่งที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐ แม้จะไม่โจ่งแจ้งจนเกินไปแต่ก็เห็นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</p>
<p>นักแต่งเพลงบางคนก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาจมีความคิดไม่ตรงกับรัฐ อย่างเช่นเพลงที่จะยกตัวอย่างมาให้เห็นต่อไปนี้ที่อาจเรียกว่ามีเนื้อหาเพื่อสันติภาพ ในขณะที่สถานการณ์กำลังคุกรุ่น จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม นักแต่งเพลงผู้นี้ได้แสดงความคิดเห็นของตนออกมาว่า อยากให้ดินแดนแถบนี้มีสันติสุขมากกว่าสงคราม ผ่านเพลง <strong>สาวสองเมือง </strong>ขับร้องโดย <strong>สายัณห์ สัญญา</strong> ว่า</p>
<p><strong>ฝากคำข้ามโขง ลอยโค้งจีบสาวเวียงจันทน์ ฝากคำจำนรรจ์เลยอรัญฯจีบสาวขแมร์ ทูตใจตั้งจิตอยากผูกมิตรกับน้องจะแย่ หนุ่มไทยอยากนอนร่วมแคร่ กับโฉมแม่เจ้าสาวสองเมือง</p>
<p>อยากเป็นคู่ครอง นวลน้องเขมรและลาว เชื่อมความแตกร้าวดีดั่งคราวเมื่อครั้งฟูเฟื่อง แม้นมีลูกเต้ากับแม่สาวโฉมงามสองเมือง คงเป็นโซ่ทองเส้นเขื่อง ผูกสามเมืองให้ดีกันหนอ</p>
<p>ลูกโตฉกาจลูกอาจได้เป็นผู้นำ สายเลือดแห่งเมตตาธรรม คงด่ำใจเหมือนไทยผู้พ่อ เรื่องพาลคงจบ เรื่องชวนรบก็คงไม่ก่อ เพราะลูกสองเมืองนั่นหนอ ต้องคิดถึงข้อมีพ่อเป็นไทย</p>
<p>ขแมร์แก้มขาว อีกทั้งแม่สาวลาวเวียง พี่แอบส่งเสียงลอยมาเพียงกระซิบขวัญใจ พี่คิดเช้าเย็นเจ้าจะเห็นจริงด้วยหรือไม่ หากเราแต่งงานกันได้โลกคงวิไลไปค่อนเอเชีย</strong></p>
<p>มีอยู่สองสิ่งที่เพลง <strong>รักข้ามโขง </strong>กับ <strong>สาวสองเมือง</strong> มีเหมือนกัน ประการแรก กล่าวถึงความรักระหว่างหนุ่มสาว ซึ่งตรงจุดนี้ย่อมหมายรวมถึงความรักความผูกพันธ์ที่ผู้คนมีต่อกัน ประการต่อมา ต่างเรียกร้องหาวันคืนเก่าๆ อันสงบสุข ผู้คนไปมาหาสู่กันอย่างพี่น้อง ไม่ว่าจะในลักษณะ <em>“ฝั่งซ้ายฝั่งขวาคืนดี มีฮักร่วมสุขสันต์” </em>หรือ <em>“เชื่อมความแตกร้าวดีดั่งคราวเมื่อครั้งฟูเฟื่อง”</em> ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีที่ถูกทำลายลงด้วยความเป็นรัฐต่างลัทธิ และสิ่งที่ประชาชนต้องการก็คือ การเป็นญาติพี่น้อง หาใช่เป็นศัตรูไม่</p>
<p>นี่คงเป็นพยานยืนยันว่า<strong> “ความรักไม่มีพรมแดน” </strong>ได้เป็นอย่างดี ไม่มีลัทธิการเมืองหรือระบอบการปกครองมากีดกันได้ เพราะความรักเป็นสากล เป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ ไม่ว่าผู้คนจะเชื้อชาติหรือศาสนาอะไร</p>
<p>เมื่อตกมาถึงปัจจุบัน อินโดจีนสูญสิ้นความเป็นศัตรู กลับมาเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ถึงแม้จะยังไม่หวานชื่นสนิทสนมเท่าเมื่อก่อน แต่ก็เป็นแนวโน้มที่น่ายินดี ผู้คนสามารถยิ้มแย้มให้กันได้อย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด</p>
<p>สงครามสงบ ความเป็นศัตรูสิ้นสุดลง</p>
<p>สวัสดีสันติภาพแห่งอินโดจีน แม่น้ำโขงที่กั้นกลางระหว่างพรมแดนก็มีสะพานข้ามไปมาหาสู่กันแล้ว ขอให้ความรักของประชาชนเบ่งบานอีกครั้งเหนือฟากฟ้าอินโดจีน</p>
<p><strong>เพื่อให้ “โลกวิไลไปค่อนเอเชีย” เป็นจริงขึ้นมาในวันหนึ่งข้างหน้า</strong></p>
<p><strong>โกศล อนุสิม </strong><em>พิมพ์ครั้งแรก <strong>เนชั่นสุดสัปดาห์</strong> ๓ &#8211; ๙ ธันวาคม ๒๕๓๖</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/love-song-of-mekhong-river/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสนทนาของจิ้งจกกับกวีหนุ่ม</title>
		<link>http://kosolanusim.org/conversation-of-lizard-and-young-poet</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/conversation-of-lizard-and-young-poet#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Jan 2010 06:51:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[สรรพสัตว์ล้วนเพื่อนกัน]]></category>
		<category><![CDATA[กลอน โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวีไทยร่วมสมัย]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=769</guid>
		<description><![CDATA[กวีหนุ่มกำลังสร้างสรรค์บทกวีหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ (แน่นอน กวีทุกวันนี้มีจำนวนน้อยที่เขียนต้นฉบับด้วยกระดาษ) ขณะกำลังบรรจงใช้นิ้วชี้ทั้งซ้ายขวาจิ้มแป้นพิมพ์ดีดอยู่นั้น จิ้งจกปรากฏตัวขึ้นที่ผนังห้องด้านหลังจอคอมพิวเตอร์  ส่งเสียงทักทาย
“สวัสดีคุณมนุษย์”  จิ้งจกร้องทัก  
กวีเงยหน้ามองไปทางต้นเสียง  เห็นจิ้งจกกำลังเปลี่ยนสีจากสีนวลๆเหมือนแสงไฟไปเป็นสีแดง ค่อย ๆ แดงขึ้นทีละน้อยๆ
“สวัสดีจิ้งจก”  กวีทักตอบ  มองสีจิ้งจกที่กำลังเปลี่ยนไปด้วยความแปลกใจ  “อ้าว ทำไมสีของคุณจิ้งจกเปลี่ยนเป็นสีแดงล่ะนั่น”
จิ้งจกผงกหัวให้กวี (แน่นอน เป็นการผงกหัวที่มีจุดมุ่งหมายต่างจากกิ้งก่าในนิทาน) เพื่อแสดงความขอบคุณทีกวีให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนกำลังทำ 
“เป็นการให้เกียรติผู้อื่นของชาติพันธุ์จิ้งจกโดยเปลี่ยนสีผิวให้เหมือนกับผู้ที่เรากำลังสนทนาด้วย” จิ้งจกอธิบาย
กวีหนุ่มมองดูตัวเองจึงเข้าใจ เพราะเขาใส่เสื้อยืดสีแดงนั่นเอง จิ้งจกจึงเปลี่ยนสีผิวเป็นสีแดง
“ขอบคุณ” กวีหนุ่มตอบ รู้สึกชอบใจจิ้งจกตัวนี้ขึ้นมาเป็นอันมาก  ปกติเขาก็ชอบสัตว์ประเภทพวก กิ้งก่า จิ้งเหลน ตุ๊กแก อยู่แล้ว ด้วยว่าเป็นสัตว์ที่น่ารักและหาดูได้ยากในความคิดของเขา ถ้าจะรักจิ้งจกช่างพูดตัวนี้เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี
“แล้วท่านกำลังทำอะไรอยู่ล่ะท่านมนุษย์”  จิ้งจกถาม
“เขียนบทกวี”  กวีตอบ  “จิ้งจกรู้จักบทกวีไหมล่ะ”
“บทกวีหรือ ไม่รู้จัก  บทกวีกวีมันคืออะไรล่ะท่าน”
“บทกวีก็เป็นถ้อยคำที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันชาญฉลาด  ความคิดอันยิ่งใหญ่ วัฒนธรรมอันศิวิไลซ์ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความเจริญของมนุษย์”  กวีหนุ่มสาธยายด้วยความภาคภูมิใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กวีหนุ่มกำลังสร้างสรรค์บทกวีหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ (แน่นอน กวีทุกวันนี้มีจำนวนน้อยที่เขียนต้นฉบับด้วยกระดาษ) ขณะกำลังบรรจงใช้นิ้วชี้ทั้งซ้ายขวาจิ้มแป้นพิมพ์ดีดอยู่นั้น จิ้งจกปรากฏตัวขึ้นที่ผนังห้องด้านหลังจอคอมพิวเตอร์  ส่งเสียงทักทาย</p>
<p>“สวัสดีคุณมนุษย์”  จิ้งจกร้องทัก  </p>
<p>กวีเงยหน้ามองไปทางต้นเสียง  เห็นจิ้งจกกำลังเปลี่ยนสีจากสีนวลๆเหมือนแสงไฟไปเป็นสีแดง ค่อย ๆ แดงขึ้นทีละน้อยๆ</p>
<p>“สวัสดีจิ้งจก”  กวีทักตอบ  มองสีจิ้งจกที่กำลังเปลี่ยนไปด้วยความแปลกใจ  “อ้าว ทำไมสีของคุณจิ้งจกเปลี่ยนเป็นสีแดงล่ะนั่น”</p>
<p>จิ้งจกผงกหัวให้กวี (แน่นอน เป็นการผงกหัวที่มีจุดมุ่งหมายต่างจากกิ้งก่าในนิทาน) เพื่อแสดงความขอบคุณทีกวีให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนกำลังทำ </p>
<p>“เป็นการให้เกียรติผู้อื่นของชาติพันธุ์จิ้งจกโดยเปลี่ยนสีผิวให้เหมือนกับผู้ที่เรากำลังสนทนาด้วย” จิ้งจกอธิบาย</p>
<p>กวีหนุ่มมองดูตัวเองจึงเข้าใจ เพราะเขาใส่เสื้อยืดสีแดงนั่นเอง จิ้งจกจึงเปลี่ยนสีผิวเป็นสีแดง</p>
<p>“ขอบคุณ” กวีหนุ่มตอบ รู้สึกชอบใจจิ้งจกตัวนี้ขึ้นมาเป็นอันมาก  ปกติเขาก็ชอบสัตว์ประเภทพวก กิ้งก่า จิ้งเหลน ตุ๊กแก อยู่แล้ว ด้วยว่าเป็นสัตว์ที่น่ารักและหาดูได้ยากในความคิดของเขา ถ้าจะรักจิ้งจกช่างพูดตัวนี้เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี</p>
<p>“แล้วท่านกำลังทำอะไรอยู่ล่ะท่านมนุษย์”  จิ้งจกถาม</p>
<p>“เขียนบทกวี”  กวีตอบ  “จิ้งจกรู้จักบทกวีไหมล่ะ”</p>
<p>“บทกวีหรือ ไม่รู้จัก  บทกวีกวีมันคืออะไรล่ะท่าน”</p>
<p>“บทกวีก็เป็นถ้อยคำที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันชาญฉลาด  ความคิดอันยิ่งใหญ่ วัฒนธรรมอันศิวิไลซ์ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความเจริญของมนุษย์”  กวีหนุ่มสาธยายด้วยความภาคภูมิใจ “หากโลกแล้งกวี โลกนี้ก็ไม่ต่างจากโลกอันโง่เขลา”</p>
<p>จิ้งจกนิ่งฟังกวีหนุ่มด้วยอาการสงบ  พอกวีหนุ่มสาธยายจบ จิ้งจกก็ไม่ได้พูดอะไร  นิ่งอยู่อย่างนั้น จนกวีหนุ่มแปลกใจ</p>
<p>“ทำไมเงียบไปล่ะจิ้งจก” กวีหนุ่มถามด้วยความสงสัย จิ้งจกไม่ตอบแต่กลับถามว่า</p>
<p>“บทกวีของท่านกินได้ไหม หิวแล้วเขียนบทกวีจะอิ่มเหมือนกินอาหารไหม”</p>
<p>“ไม่หรอก” กวีหนุ่มตอบเสียงอ่อนลง  พลางนึกถึงค่าเรื่องบทกวีที่ยังไม่ได้รับ  และบทกวีอีกมามายที่ส่งไปตามนิตยสารต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ “บทกวีไม่ทำให้อิ่มเหมือนกินอาหาร แต่หล่อเลี้ยงจิตใจให้เห็นในคุณค่าของความมีชีวิต”</p>
<p>“อืมมม์ งั้นบทกวีก็ไม่มีประโยชน์สำหรับจิ้งจก”  จิ้งจกบอกกวีหนุ่ม  “จิ้งจกต้องการแมลงเพื่อกินให้อิ่มเท่านั้น”</p>
<p>“อืมมม์” กวีหนุ่มส่งเสียงในลำคอ</p>
<p>“ที่นี่ไม่มีแมลง  งั้นจิ้งจกไปก่อนล่ะท่าน  ไปหาแมลงกินก่อน สวัสดี”</p>
<p>กวีหนุ่มขยับตัวเปลี่ยนแก้เมื่อยขบ  จิ้งจกวิ่งปราดไปตามผนัง ลอดรอยแยกของประตูออกไปข้างนอกโดยใช้เวลาแค่เสี้ยวนาที ปล่อยให้กวีหนุ่มอยู่กับการสร้างสรรค์บทกวีอันยิ่งใหญ่เพียงลำพัง.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
๑๓ มกราคม ๒๕๕๓</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/conversation-of-lizard-and-young-poet/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บันทึกสมัย (๓) ทุนนิยมเสื่อมสมัย</title>
		<link>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-03</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-03#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Nov 2009 21:58:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[กวีบท]]></category>
		<category><![CDATA[กลอน โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวีไทยร่วมสมัย]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=751</guid>
		<description><![CDATA[แล้วโลกแทบล่มลงอีกครั้ง
เศรษฐกิจเพพังคนแพ้พ่าย
สับสนอลม่านอันตราย
ผู้คนเจียนตายให้ลำเค็ญ
แว่วว่าเพราะมีเศรษฐีประเทศ
เป็นต้นแห่งเหตุอันทุกข์เข็ญ
ถีบธรรมาภิบาลกันกระเด็น
เพราะเห็นแก่ตัวมั่วกำไร

ก่อการซ่อนกลบนธุรกิจ
ทำผิดให้เห็นเป็นถูกได้
ก่อวิกฤตการณ์บานตะไท
ลุกลามเป็นไฟไหม้โลกา
ทุนนิยมเสรีที่เคยเชื่อ
ว่ายุติธรรมเหลือและล้ำค่า
เป็นกฎเป็นเกณฑ์กำหนดมา
ใคร่ขายใคร่ค้าแข่งขันกัน
กลับพังทลายลงเสียหมด
ฉีกกฎก่อการณ์พาลป่วนปั่น
ผู้ดีมีทรัพย์นับอนันต์
กลับสูญเสียพลันแทบทันที
โลภมากลาภหายเกิดให้เห็น
ขัดข้องลำเค็ญไปทุกที่
คนจนคนยากลำบากทวี
เพราะพวกเศรษฐีที่ฉ้อโกง
แว่วว่าเพราะมีเศรษฐีประเทศ
เป็นต้นแห่งเหตุให้ตายโหง
น้ำลดตอผุดรุดเปิดโปง
แล้วตอกฝาโลงลงฝังดิน
วิกฤตการณ์อันทุกข์ยาก
ก่อความลำบากไปทั้งสิ้น
ผู้คนสาปส่งพวกโกงกิน
ตายตกหมกถิ่นนรกานต์
ทุนนิยมแว่วว่าถึงคราเสื่อม
มีแต่ล้ำเหลื่อมมหาศาล
แข่งขันเสรีมีมานาน
ก็พาลเซซังจะพังลง
แม้นโลกลุกยืนขึ้นอีกครั้ง
หากคนนั้นยังแต่โลภหลง
ทิ้งธรรมคว่ำกฎเป็นกรรมกง
ก็คงจะย่ำมาซ้ำรอยฯ
โกศล  อนุสิม
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑ ปีฉลู
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แล้วโลกแทบล่มลงอีกครั้ง<br />
เศรษฐกิจเพพังคนแพ้พ่าย<br />
สับสนอลม่านอันตราย<br />
ผู้คนเจียนตายให้ลำเค็ญ</p>
<p>แว่วว่าเพราะมีเศรษฐีประเทศ<br />
เป็นต้นแห่งเหตุอันทุกข์เข็ญ<br />
ถีบธรรมาภิบาลกันกระเด็น<br />
เพราะเห็นแก่ตัวมั่วกำไร<br />
<span id="more-751"></span><br />
ก่อการซ่อนกลบนธุรกิจ<br />
ทำผิดให้เห็นเป็นถูกได้<br />
ก่อวิกฤตการณ์บานตะไท<br />
ลุกลามเป็นไฟไหม้โลกา</p>
<p>ทุนนิยมเสรีที่เคยเชื่อ<br />
ว่ายุติธรรมเหลือและล้ำค่า<br />
เป็นกฎเป็นเกณฑ์กำหนดมา<br />
ใคร่ขายใคร่ค้าแข่งขันกัน</p>
<p>กลับพังทลายลงเสียหมด<br />
ฉีกกฎก่อการณ์พาลป่วนปั่น<br />
ผู้ดีมีทรัพย์นับอนันต์<br />
กลับสูญเสียพลันแทบทันที</p>
<p>โลภมากลาภหายเกิดให้เห็น<br />
ขัดข้องลำเค็ญไปทุกที่<br />
คนจนคนยากลำบากทวี<br />
เพราะพวกเศรษฐีที่ฉ้อโกง</p>
<p>แว่วว่าเพราะมีเศรษฐีประเทศ<br />
เป็นต้นแห่งเหตุให้ตายโหง<br />
น้ำลดตอผุดรุดเปิดโปง<br />
แล้วตอกฝาโลงลงฝังดิน</p>
<p>วิกฤตการณ์อันทุกข์ยาก<br />
ก่อความลำบากไปทั้งสิ้น<br />
ผู้คนสาปส่งพวกโกงกิน<br />
ตายตกหมกถิ่นนรกานต์</p>
<p>ทุนนิยมแว่วว่าถึงคราเสื่อม<br />
มีแต่ล้ำเหลื่อมมหาศาล<br />
แข่งขันเสรีมีมานาน<br />
ก็พาลเซซังจะพังลง</p>
<p>แม้นโลกลุกยืนขึ้นอีกครั้ง<br />
หากคนนั้นยังแต่โลภหลง<br />
ทิ้งธรรมคว่ำกฎเป็นกรรมกง<br />
ก็คงจะย่ำมาซ้ำรอยฯ</p>
<p>โกศล  อนุสิม<br />
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒<br />
ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑ ปีฉลู</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-03/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บันทึกสมัย (๒) เสื่อมสมัย</title>
		<link>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-02</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-02#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Nov 2009 06:43:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[กวีบท]]></category>
		<category><![CDATA[กลอน โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวีร่วมสมัยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=744</guid>
		<description><![CDATA[เสียงแผ่วแว่วมาว่าเสื่อมสมัย
ความดีที่ใดก็ขาดเขิน
ความชั่วกลับงอกออกมากเกิน
โลกจักจำเริญได้อย่างไร
ศีลธรรมถูกฝังเสียทั้งหมด
คนคดอ้วนพีมีคนไหว้
ซื่อกินกลับหมดสลดใจ
คดจึงมีใช้ไม่ขาดแคลน

สังคมเส็งเคร็ง เก่งสับปลับ
ต้อนรับคนโกงอย่างถึงแก่น
โกงได้ให้บ้างต่างตอบแทน
กลายเป็นดินแดนหมื่นแสนโกง
ความชั่วหัวเราะอย่างเริงร่า
หนทางข้างหน้านั้นเตียนโล่ง
ความดีล้มตายอยู่ในโลง
ความชั่วอยู่โยงอย่างยินดี
คุณธรรมถูกทิ้งถูกถอดถอน
คุณถ่อยแลสลอนทุกแหล่งที่
เสพสุขหรรษาประดามี
ได้เกียรติได้ศรีรี่ลำพอง
เสียงแผ่วแววว่าเสื่อมสมัย
บรรลัยบรรเลงบันลือก้อง
ฝนตกขี้หมูไหลให้เนืองนอง
นับเป็นยุคทองทรชน
เสียงแผ่วแว่วว่าเสื่อมสมัย
ความดีบรรลัยไปปี้ป่น
โลกเปลี่ยนแปลงไปเพราะใจคน
พาตนหลีกหนีความดีงาม
เสียงแผ่วแว่วว่าเสื่อมสมัย
สังคมบรรลัยไม่อาจห้าม
เป็นนัยให้คิดพินิจความ
ลองนึกตรึกตามหาความจริง
เสียงแผ่วแว่วว่าชะตาสมัย
จะบรรลัยทลายล่มลงจมดิ่ง
หรือจะยังอยู่ให้ได้พักพิง
ทุกสิ่งเป็นไปในมือคน
เสียงแผ่วแว่วว่าชะตาสมัย
เป็นที่สงสัยและสับสน
จะอยู่หรือตายให้มืดมน
เชิญค้นความจริงเถิดหญิงชายฯ
โกศล อนุสิม
๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒
ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑ ปีฉลู
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เสียงแผ่วแว่วมาว่าเสื่อมสมัย<br />
ความดีที่ใดก็ขาดเขิน<br />
ความชั่วกลับงอกออกมากเกิน<br />
โลกจักจำเริญได้อย่างไร</p>
<p>ศีลธรรมถูกฝังเสียทั้งหมด<br />
คนคดอ้วนพีมีคนไหว้<br />
ซื่อกินกลับหมดสลดใจ<br />
คดจึงมีใช้ไม่ขาดแคลน<br />
<span id="more-744"></span><br />
สังคมเส็งเคร็ง เก่งสับปลับ<br />
ต้อนรับคนโกงอย่างถึงแก่น<br />
โกงได้ให้บ้างต่างตอบแทน<br />
กลายเป็นดินแดนหมื่นแสนโกง</p>
<p>ความชั่วหัวเราะอย่างเริงร่า<br />
หนทางข้างหน้านั้นเตียนโล่ง<br />
ความดีล้มตายอยู่ในโลง<br />
ความชั่วอยู่โยงอย่างยินดี</p>
<p>คุณธรรมถูกทิ้งถูกถอดถอน<br />
คุณถ่อยแลสลอนทุกแหล่งที่<br />
เสพสุขหรรษาประดามี<br />
ได้เกียรติได้ศรีรี่ลำพอง</p>
<p>เสียงแผ่วแววว่าเสื่อมสมัย<br />
บรรลัยบรรเลงบันลือก้อง<br />
ฝนตกขี้หมูไหลให้เนืองนอง<br />
นับเป็นยุคทองทรชน</p>
<p>เสียงแผ่วแว่วว่าเสื่อมสมัย<br />
ความดีบรรลัยไปปี้ป่น<br />
โลกเปลี่ยนแปลงไปเพราะใจคน<br />
พาตนหลีกหนีความดีงาม</p>
<p>เสียงแผ่วแว่วว่าเสื่อมสมัย<br />
สังคมบรรลัยไม่อาจห้าม<br />
เป็นนัยให้คิดพินิจความ<br />
ลองนึกตรึกตามหาความจริง</p>
<p>เสียงแผ่วแว่วว่าชะตาสมัย<br />
จะบรรลัยทลายล่มลงจมดิ่ง<br />
หรือจะยังอยู่ให้ได้พักพิง<br />
ทุกสิ่งเป็นไปในมือคน</p>
<p>เสียงแผ่วแว่วว่าชะตาสมัย<br />
เป็นที่สงสัยและสับสน<br />
จะอยู่หรือตายให้มืดมน<br />
เชิญค้นความจริงเถิดหญิงชายฯ</p>
<p>โกศล อนุสิม<br />
๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒<br />
ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑ ปีฉลู</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-02/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บันทึกสมัย (๑) ปรารภสมัย</title>
		<link>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-01</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-01#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Nov 2009 06:05:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[กวีบท]]></category>
		<category><![CDATA[กลอน โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวี โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[บทกวีไทยร่วมสมัย]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=736</guid>
		<description><![CDATA[จดจารจารึกบันทึกสมัย
ในยุคโลกร้อนเจียนบรรลัย
หลากเรื่องหลายนัยให้จดจำ
พุทธศกสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง
สิบเก้าพฤศจิกามาสพ้องขึ้นสองค่ำ
ข้าพเจ้าเริ่มต้นร่ายลำนำ
เรียงถ้อยร้อยคำเป็นกลกลอน

เป็นวันที่ไทยยังยื้อแย่ง
พวกเหลืองพวกแดงแบ่งแยกบ่อน
การเมืองการมุ้งยุ่งยอกย้อน
ให้อ่อนในอกสะทกใจ
แบ่งพวกแบ่งพรรคเฝ้าหักโค่น
ผิดพวกเป็นโดนกระแด่วได้
พวกข้าถ้าแตะเป็นฟืนไฟ
เลวไม่เป็นไรในพวกกู
ต่างแย่งต่างยึดตะพึดตะพือ
ไส้เดือนกิ้งกือตะโกนกู่
จะกินเดือนดาวอันพราวพรู
แล้วกลับเข้ารูอยู่ในดิน
เป็นยุคปัญญากะลาครอบ
ล้วนผู้รู้รอบเสียทั้งสิ้น
ออกเทศนาเป็นอาจินต์
ปรัชญาบ้าบิ่นเบิกกะลา
ประทุษประเทศเทวษแท้
ต่างย่ำจนแย่เพราะแห่บ้า
ต่างยึดความดีตีราคา
เฉพาะของข้าจึงจะดี
เป็นยุคที่โลกยังโศกสลด
เลือดคนไหลหยดยังทุกที่
สงครามการฆ่ายังราวี
มีต่อมีตีตลอดกาล
โลกร้อนลุกลามไปทุกแหล่ง
มนุษย์ยื้อแย่งอยู่ทุกย่าน
บริโภคโลกเกินจะต้านทาน
ต่างคนต่างผลาญสำราญชีวิต
จึงขอจารจดสลดสมัย
โลกหลากหลายนัยให้ลิขิต
อ่านแล้วคงพอได้ใช้ความคิด
จะถูกหรือผิดพินิจเทอญฯ
โกศล อนุสิม
๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑ ปี ฉลู
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จดจารจารึกบันทึกสมัย<br />
ในยุคโลกร้อนเจียนบรรลัย<br />
หลากเรื่องหลายนัยให้จดจำ</p>
<p>พุทธศกสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง<br />
สิบเก้าพฤศจิกามาสพ้องขึ้นสองค่ำ<br />
ข้าพเจ้าเริ่มต้นร่ายลำนำ<br />
เรียงถ้อยร้อยคำเป็นกลกลอน<br />
<span id="more-736"></span><br />
เป็นวันที่ไทยยังยื้อแย่ง<br />
พวกเหลืองพวกแดงแบ่งแยกบ่อน<br />
การเมืองการมุ้งยุ่งยอกย้อน<br />
ให้อ่อนในอกสะทกใจ</p>
<p>แบ่งพวกแบ่งพรรคเฝ้าหักโค่น<br />
ผิดพวกเป็นโดนกระแด่วได้<br />
พวกข้าถ้าแตะเป็นฟืนไฟ<br />
เลวไม่เป็นไรในพวกกู</p>
<p>ต่างแย่งต่างยึดตะพึดตะพือ<br />
ไส้เดือนกิ้งกือตะโกนกู่<br />
จะกินเดือนดาวอันพราวพรู<br />
แล้วกลับเข้ารูอยู่ในดิน</p>
<p>เป็นยุคปัญญากะลาครอบ<br />
ล้วนผู้รู้รอบเสียทั้งสิ้น<br />
ออกเทศนาเป็นอาจินต์<br />
ปรัชญาบ้าบิ่นเบิกกะลา</p>
<p>ประทุษประเทศเทวษแท้<br />
ต่างย่ำจนแย่เพราะแห่บ้า<br />
ต่างยึดความดีตีราคา<br />
เฉพาะของข้าจึงจะดี</p>
<p>เป็นยุคที่โลกยังโศกสลด<br />
เลือดคนไหลหยดยังทุกที่<br />
สงครามการฆ่ายังราวี<br />
มีต่อมีตีตลอดกาล</p>
<p>โลกร้อนลุกลามไปทุกแหล่ง<br />
มนุษย์ยื้อแย่งอยู่ทุกย่าน<br />
บริโภคโลกเกินจะต้านทาน<br />
ต่างคนต่างผลาญสำราญชีวิต</p>
<p>จึงขอจารจดสลดสมัย<br />
โลกหลากหลายนัยให้ลิขิต<br />
อ่านแล้วคงพอได้ใช้ความคิด<br />
จะถูกหรือผิดพินิจเทอญฯ</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒<br />
ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑ ปี ฉลู</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-01/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตชาวทุ่งในเพลงของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ</title>
		<link>http://kosolanusim.org/country-lifes-in-songs-of-muangmon-sombatchareon</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/country-lifes-in-songs-of-muangmon-sombatchareon#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Sep 2009 15:24:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตชาวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่งไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองมนต์ สมบัติเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[โกษล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=731</guid>
		<description><![CDATA[๑.ลูกทุ่งอย่างเราชาวนา
เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วขณะนั้นอายุคงสักเจ็ดหรือแปดขวบได้ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งล่วงมาถึง วันนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นก็จำได้พอเลาๆ ว่าตื่นเช้ายังไม่สว่างนัก ภาษาบ้านนอกเรียกว่า พอเห็นลายมือ พ่อจะจูงควายออกจากคอกใต้ถุนบ้านไปยังนาของเราที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านสักสี่หรือห้ากิโลเมตร เดินลัดทุ่งไปใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ อากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ เพราะเป็นช่วงต้นฤดูฝน กลิ่นดินกลิ่นฝนยังใหม่ หอมกรุ่น ๆ อยู่ไม่จาง เมื่อเวลาผ่านไปสักเดือนกลิ่นหอมกรุ่น ๆ ที่ว่านี้ก็จะหายไป เพราะจมูกของเราชินแล้ว

พ่อจูงควายทั้งหน้าหลัง ไอ้ถึกใหญ่เดินนำหน้า ควายอีด่อน (อีเผือก) กับลูกวัยขวบของมันเดินตามหลัง พ่อจะถือมีดอีโต้เล่มใหญ่ประจำกาย สูบยาฉุนที่พันด้วยใบตองกล้วยแห้งมวนโต พ่นควันปานท่อโรงสี ควันบุหรี่ฉุน ๆ ไล่ริ้นไล่ยุงดีนัก เสียงพ่อไล่ควายดัง ฮึ่ย ๆ ฮึ่ย ๆ ค่อย ๆ ไกลออกไป ในที่สุดก็เงียบหาย เหลืออยู่แต่กลิ่นยาฉุนลอยล่องในอากาศชื้นของยามเช้า
แม่ลุกขึ้นมาก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว สาย ๆ หน่อยค่อยตามพ่อไปที่นา ส่วนนักเรียนน้อยกินข้าวเช้าเสร็จก็ไปโรงเรียน บางวันแม่เดินไปนาผ่านทางโรงเรียนก็เดินไปกับแม่ แต่ก็ไม่บ่อยนักหรอก เพราะเพื่อน ๆ เจอทีไรมันล้อว่าเป็นลูกน้อยติดแม่ทุกที
วันเสาร์-อาทิตย์โรงเรียนหยุดจึงได้ตามพ่อลงไปนา แม่จับใส่เสื้อซ้อนกันหนา ๆ สองสามตัว พอเตรียมตัวเสร็จพ่อก็อุ้มขึ้นไปนั่งบนไอ้ถึกใหญ่ มันเดินดุ่ม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>๑.ลูกทุ่งอย่างเราชาวนา</h3>
<p>เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วขณะนั้นอายุคงสักเจ็ดหรือแปดขวบได้ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งล่วงมาถึง วันนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นก็จำได้พอเลาๆ ว่าตื่นเช้ายังไม่สว่างนัก ภาษาบ้านนอกเรียกว่า พอเห็นลายมือ พ่อจะจูงควายออกจากคอกใต้ถุนบ้านไปยังนาของเราที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านสักสี่หรือห้ากิโลเมตร เดินลัดทุ่งไปใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ อากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ เพราะเป็นช่วงต้นฤดูฝน กลิ่นดินกลิ่นฝนยังใหม่ หอมกรุ่น ๆ อยู่ไม่จาง เมื่อเวลาผ่านไปสักเดือนกลิ่นหอมกรุ่น ๆ ที่ว่านี้ก็จะหายไป เพราะจมูกของเราชินแล้ว<br />
<span id="more-731"></span><br />
พ่อจูงควายทั้งหน้าหลัง ไอ้ถึกใหญ่เดินนำหน้า ควายอีด่อน (อีเผือก) กับลูกวัยขวบของมันเดินตามหลัง พ่อจะถือมีดอีโต้เล่มใหญ่ประจำกาย สูบยาฉุนที่พันด้วยใบตองกล้วยแห้งมวนโต พ่นควันปานท่อโรงสี ควันบุหรี่ฉุน ๆ ไล่ริ้นไล่ยุงดีนัก เสียงพ่อไล่ควายดัง ฮึ่ย ๆ ฮึ่ย ๆ ค่อย ๆ ไกลออกไป ในที่สุดก็เงียบหาย เหลืออยู่แต่กลิ่นยาฉุนลอยล่องในอากาศชื้นของยามเช้า</p>
<p>แม่ลุกขึ้นมาก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว สาย ๆ หน่อยค่อยตามพ่อไปที่นา ส่วนนักเรียนน้อยกินข้าวเช้าเสร็จก็ไปโรงเรียน บางวันแม่เดินไปนาผ่านทางโรงเรียนก็เดินไปกับแม่ แต่ก็ไม่บ่อยนักหรอก เพราะเพื่อน ๆ เจอทีไรมันล้อว่าเป็นลูกน้อยติดแม่ทุกที</p>
<p>วันเสาร์-อาทิตย์โรงเรียนหยุดจึงได้ตามพ่อลงไปนา แม่จับใส่เสื้อซ้อนกันหนา ๆ สองสามตัว พอเตรียมตัวเสร็จพ่อก็อุ้มขึ้นไปนั่งบนไอ้ถึกใหญ่ มันเดินดุ่ม ๆเสียงดังกุบกับไปตามทาง พ่อส่งเสียงไล่ฮึ่ย ๆ  เป็นอยู่อย่างนี้มาหลายปีจนโตพอจะบังคับควายได้ พ่อจึงให้ขี่หลังไอ้ทุยถือเชือกไล่ไปเอง ฮึ่ย ๆ   ไอ้ทุยก็เดินดุ่ม ๆ ตามคำสั่ง  โอ้โอ๋&#8230;มันช่างสุขขีเสียนี่กระไร</p>
<p>วันวานที่ว่านั้นผ่านมานานนักหนาแล้ว แต่ยังจำได้เป็นแม่นมั่นว่า ถ้าวันไหนพ่ออารมณ์ดีเป็นพิเศษ พ่อจะร้องเพลงลูกทุ่ง ๆ เบา ๆ ขณะไล่ควายที่ลูกชายนั่งอยู่บนหลังของมัน บางครั้งพ่อจะถามว่า พ่อนี่ร้องเพลงม่วนบ่ ลูกชายก็ตอบพ่อว่า ม่วนหลาย พ่อจะหัวเราะชอบใจเอิ๊กอ๊าก พร้อมกับพ่นควันยาฉุนไล่ยุงริ้น  ลูกทุ่งท้องนาอย่างพวกเราก็มีชีวิตอยู่แบบนี้แหละ มีความสุขกับสิ่งรอบตัว ถ้าฝนมาดีมีน้ำอุดม ความสุขจะไปไหนเสีย มันก็อยู่กับเราในท้องไร่ท้องนา ถึงหน้านาทีไรก็ตั้งหลักปักดำกันไป</p>
<p>สมัยโน้นแต่ละบ้านจะมีวิทยุทรานซิสเตอร์สักเครื่องเอาไว้ฟังข่าว ฟังเพลงฟังหมอลำ วิทยุเครื่องเดียวให้ทั้งสาระและบันเทิง เป็นเครื่องมือที่ทำให้รับรู้การเคลื่อนไหวของโลกนอกทุ่งนาที่ดีที่สุด ชาวนารู้ว่ามีคนพูดถึงตนเองก็ผ่านทางวิทยุ</p>
<p>รายการบันเทิงประจำวันนอกจากมีหมอลำ ลิเก ละครวิทยุแล้ว ที่สำคัญเห็นจะเป็นเพลงลูกทุ่ง วิทยุเครื่องเล็ก ๆ ราคาแค่ร้อยสองร้อยนี่เอง ที่ทำให้นักร้องหลายคนโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ มีเงินแสนเงินล้าน มีรถเก๋งขี่ คนฟังมีพลังปานนั้น ไม่ไพเราะจริงคนก็ไม่ฟัง นักจัดรายการก็ไม่เปิด ถ้าเพลงไหนถูกใจชาวนาชาวไร่ชาวทุ่ง เพลงนั้นมีทางรุ่งแน่นอน อย่างเพลงนี้ที่ชื่อว่า ลูกทุ่ง ซึ่ง เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องเอาไว้ว่า</p>
<p><strong>รุ่งอรุณยามเช้า</strong><strong> </strong><strong>เราลูกทุ่งมุ่งสู่ท้องนา</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>แบกไถไล่ควายเดินมา</strong><strong> </strong><strong>สุขใจเริงร่าตามประสากสิกร</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ถึงจะเหนื่อยเมื่อยล้า</strong><strong> </strong><strong>มิเกรงว่าเรี่ยวแรงจะโหยอ่อน</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>คราดไถหว่านดำนาดอน</strong><strong> </strong><strong>เหนื่อยนักพักผ่อนนอนผิวปากร้องเพลง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>หนุนฟางนอนต่างฟูกหมอน</strong><strong> </strong><strong>ไม่อาทรว่าใครจะข่มเหง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>นาของเราทำเมื่อไรไม่ต้องเกรง</strong><strong> </strong><strong>ไม่มีใครเบ่ง</strong><strong> </strong><strong>เป็นเจ้านายคอยใช้</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>สิ้นหน้านาหนึ่งครั้ง</strong><strong> </strong><strong>คิดจะตั้งหาผลกำไร</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ดีดลูกคิดบวกลบคูณไป</strong><strong> </strong><strong>ตัดยอดใช้จ่ายเก็บเอาไว้ซื้อทอง</strong><strong> (</strong><strong>โห่</strong><strong>&#8230;)</strong></p>
<p>เพลงนี้พูดถึงชาวนาไทยได้งดงาม ชาวนาไทยนั้นอยู่ง่าย ๆ กินง่าย ๆ รักอิสระเสรีไม่น้อยกว่าคนอาชีพอื่น บางครั้งก็ไม่อินังขังขอบกับโลกเท่าไรนัก  เสียงร้องของเมืองมนต์ดึงเอาบุคคลิกและบรรยากาศของชาวนาและท้องนาออกมาได้เต็มที่ ถึงแม้จะมีกลิ่นอายดนตรีลูกทุ่งคาวบอยอยู่ แต่ผู้แต่งทำนอง คำร้องและเรียบเรียงดนตรีออกมาให้เป็นแบบไทย ๆ ได้อารมณ์ ยิ่งเสียงโห่ของเมืองมนต์โห่ได้สนุกนัก ในบรรดานักร้องรุ่นไล่เลี่ยกันจะมีก็แต่ เพชร พนมรุ้ง เท่านั้นที่โห่ได้แบบเดียวกับเมืองมนต์</p>
<p>เพลงโห่จังหวะมัน ๆ ที่มีเนื้อหาบรรยายถึงชีวิตคนทุ่งแห่งเมืองไทยที่ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องไว้ยังมีอีกหลายเพลง เป็นต้นว่า<strong> </strong>บ้านนอกเข้ากรุง ที่เปรียบเทียบให้เห็นถึงความสงบสุขแบบลูกทุ่งกับชีวิตวุ่นวายแบบกรุงเทพฯ หรือเพลง สุริยายอแสง สวรรค์เมืองไทย ซึ่งล้วนเป็นเพลงโห่ที่เมืองมนต์วาดลวดลายลูกคอได้เด็ดขาดนัก แต่ละเพลงก็บรรยายถึงความงดงามของท้องทุ่ง สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตอันงดงามและร่มเย็นสงบของชาวนา ในยุคสมัยที่เพลงนี้ถูกแต่งขึ้น ซึ่งก็คงร่วมสามสิบปีมาแล้ว หากเปรียบเทียบกับปัจจุบันนี้สภาพก็คงแตกต่างกันไปมากทีเดียว</p>
<p>สภาพอย่างในเพลง สวรรค์เมืองไทย จะยังคงมีอยู่หรือไม่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นที่น่าสงสัยยิ่ง เพราะภาพที่เมืองมนต์ร้องเอาไว้เมื่อครั้งโน้นน่าดูน่าชมว่า</p>
<p><strong> </strong><strong>แว่วได้ยินไก่ขัน</strong><strong> </strong><strong>แสงตะวันก็กำลังจะเบิกฟ้า</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>หมู่วิหคนกการ่ำร้องครวญมา</strong><strong> </strong><strong>อรุณทาบฟ้าสีทอง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>เหลืองเหลืองเรืองรองลิบลิ่ว</strong><strong> </strong><strong>สงฆ์เดินเป็นทิวเหยียดยาวดูน่ามอง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ห่มจีวรเหลืองปลั่งดังสีทอง</strong><strong> </strong><strong>ออกโปรดสัตว์ทั้งผองตามรอยพุทธองค์</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ย่ำสุริยายอแสง</strong><strong> </strong><strong>ขอบฟ้าแดงอาทิตย์จวนอัสดง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>เหง่งหง่างแว่วมาสู่พฤกษ์พง</strong><strong> </strong><strong>เสียงสงฆ์พึมพำทำวัตรสวดพระธรรม</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>หวิวหวิวลมปลิวพัดผ่าน</strong><strong> </strong><strong>ระฆังกังวานผ่านโสตมาสุขล้ำ</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>นี่แหละคือเสียงเพลงอันชุ่มฉ่ำ</strong><strong> </strong><strong>ที่เสนาะเหลือล้ำคือรสพระธรรมเมืองไทย</strong><strong> (</strong><strong>โห่</strong><strong>&#8230;)</strong></p>
<p>เพลงนี้เริ่มต้นด้วยเสียงไก่ขัน เอ้ก อี เอ้ก เอ้ก&#8230; ตามด้วยดนตรีท่อนอินโทรได้บรรยากาศยามเช้าดียิ่งนัก ท่อนที่สองก็มีเสียงระฆังดังมาเหง่งหง่าง ชวนนึกถึงพระย่ำระฆังเพื่อทำวัตรเย็น วิถีชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะบ้านนอกหรือในเมืองก็ล้วนผูกพันอยู่กับธรรมชาติและพระศาสนา ธรรมชาติให้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต พระศาสนาให้ปัจจัยที่มองไม่เห็น ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในชุมชน ให้อยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วัดเป็นศูนย์รวมใจของคนในชุมชน พระเป็นบุคคลที่สมาชิกในชุมชนให้ความเคารพนับถือร่วมกัน เป็นผู้ชี้นำสั่งสอนให้ทุกคนอยู่ในวิถีทางอันถูกต้อง</p>
<p>ตกมาถึงทุกวันนี้ ภาพยามเช้าที่ <em>&#8230;</em><em>เหลืองเหลืองเรืองรองลิบลิ่ว</em><em> </em><em>สงฆ์เดินเป็นทิวเหยียดยาวดูน่ามอง</em> หรือ .<em>..</em><em>เหง่งหง่างแว่วมาสู่พฤกษ์พง</em><em> </em><em>เสียงสงฆ์พึมพำทำวัตรสวดพระธรรม</em> จะเป็นภาพอันน่าดูชมน่าเลื่อมใสและศักดิ์สิทธิ์อยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ในเมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไป สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจะยังเป็น “ปัจจัยทางธรรมที่มองไม่เห็น” หรือว่าเป็นวัตถุที่หยิบจับแตะต้องครอบครองได้ เสียงระฆังเหง่งหง่างยังขลังอยู่หรือว่าถูกแทนด้วยดิสโก้เธคเคลื่อนที่ไปหมดแล้ว</p>
<p>ยี่สิบปีที่ผ่านมา พ่อผู้เคยจูงควายให้ลูกนั่ง  พ่นควันยาฉุนเหมือนท่อโรงสี บัดนี้ก็แก่ชราลงมาก ลูกชายที่เคยขี่หลังควายถึกในวันนั้นก็โตเป็นหนุ่มอายุเต็มสามสิบ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ผู้ร้องเพลงนี้ก็คงแก่ชราลงมากเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แม้กระทั่งชาวนาก็คงไม่ได้อยู่ในสภาพ<strong> </strong><em>ไม่อาทรว่าใครจะข่มเหง</em><em> </em><em>นาของเราทำเมื่อไรไม่ต้องเกรง</em><em> </em><em>ไม่มีใครเบ่งเป็นเจ้านายคอยใช้</em> ได้อีกแล้ว เพราะถึงแม้จะไม่มีใครมาบังคับข่มขู่ แต่ปากท้องนั่นแหละบังคับให้ต้องดิ้นรน เพราะยุคทองของชาวนาดูเหมือนจะผ่านพ้นไปแล้ว</p>
<p>ฟังเพลงลูกทุ่งของเมืองมนต์สอง-สามเพลงนี้เมื่อใด ก็ให้นึกถึงยุคอันร่มเย็นของท้องนาเมื่อก่อน นึกถึงยามเช้าที่ตามพ่อลงนา</p>
<p><strong> ใครจะนึกบ้างเล่าเพียงต่อมาไม่นาน ลูกทุ่งอย่างพวกเราจะถูกเบียดออกจากแผ่นดินของตน แทบจะเหลืออยู่แต่ภาพเก่าๆในเพลงโห่ของ<em> เมืองมนต์ สมบัติเจริญ</em> และเพลงลูกทุ่งอื่นๆ เท่านั้น</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p align="center"><strong> </strong></p>
<p align="center"><strong> </strong></p>
<h3><strong>๒</strong><strong>. รักเดียวใจเดียวของหนุ่มทุ่ง</strong></h3>
<p align="center"><strong> </strong></p>
<p><strong>หากเราสามารถย้อนเวลากลับไปสู่วันคืนในอดีต เมื่อสักสามสิบปีที่แล้ว สังคมของเรายังเป็น</strong>สังคมเกษตรกรรม ชาวนายังเป็นกระดูกสันหลังของชาติ อุตสาหกรรมเพิ่งแตกหน่ออ่อนตามนโยบายพัฒนาประเทศตามก้นอเมริกาและยุโรป ชีวิตของผู้คนยังอยู่แนบชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ ในน้ำยังมีปลาในนายังมีข้าวอุดมสมบูรณ์ ชาวสยามทั้งหลายยังมีรอยยิ้มอันเปี่ยมไมตรีและเป็นสุข</p>
<p><em>ทุ่งท้องนาคือแดนสวรรค์</em><em>&#8230;</em>เหมือนที่เพลงลูกทุ่งหลายเพลงได้ว่าเอาไว้&#8230;<em> </em><em>สองเราคงมั่นซาบซึ้งตรึงใจ</em><em> </em><em>เคียงคู่เคล้าคลอเดิน</em><em> </em><em>เพลิดเพลินพะนอไป</em><em> </em><em>ตื้นตันหวั่นไหวเกินเอ่ยวจี</em><em>&#8230;</em> หนุ่มสาวชาวทุ่งยังคงปักหลักมั่นคงอยู่กับท้องไร่ท้องนาอย่างเป็นสุข</p>
<p>วันนั้น เพลงคนทุ่งยังกังวาน ทั้งลำตัด เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ลิเก หนังตะลุง หมอลำ ยังเปี่ยมมนต์ขลัง เพลงลูกทุ่งก็ยังเป็นเพลงของชาวทุ่งในท้องไร่ท้องนา เนื้อหาก็ล้วนแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนทุ่ง  รวงข้าวหน้าเกี่ยวเรืองรองไสว มีทั้งคุณค่าและราคาเต็มเปี่ยม</p>
<p>ชาวนามีเวลาทำงานและพักผ่อนอย่างเหมาะควร สิ้นหน้านาข้าวขึ้นยุ้งก็ถึงฤดูรื่นเริง ทั้งกฐิน ผ้าป่า งานฉลองขวัญข้าว ฯลฯ ก็ล้วนครึกครื้นกันในยามนี้ เป็นเทศกาลแห่งการทำบุญสุนทานเรื่อยยาวไปจนถึงต้นฤดูฝนอีกรอบหนึ่งนั่นแหละงานรื่นเริงต่าง ๆ จึงเพลาลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นงานบุญ  ยังมีบุญเข้าพรรษา บุญสารทต่าง ๆ ต่อไปให้อิ่มบุญกันทั้งปี</p>
<p>ในช่วงหยุดงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว มีงานบุญให้เที่ยวอยู่ไม่ขาด หมู่บ้านใกล้เคียงไปร่วมทำบุญกันพร้อมเพรียง หนุ่มสาวได้มีโอกาสเจอะหน้ากันจัง ๆ ก็ตอนนี้แหละ ที่เคยเหล่เคยส่งสายตาให้กันมาก่อนถึงตอนนี้ก็ได้วัดใจกันล่ะว่า ไอ้หนุ่มจะเอาจริงแน่หรือ อีสาวจะเอ่ยวจีว่าอย่างไร โอกาสอันดีมาถึงแล้ว หรือที่รัก ๆ กันอยู่ก็มีโอกาสเคียงคู่กันมาทำบุญชมมหรสพ ผูกฝั้นความรักให้มั่นเป็นเกลียวยิ่งขึ้น จนกว่าจะถึงวันดีคืนดีที่จะได้เข้าพิธีสำคัญ</p>
<p>งานวัดเป็นที่วัดใจของคนในชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียง ว่าจะยังสามัคคีรู้รักกันอยู่ดีเพียงใด หากงานวัดบ้านไหนมีคนหนาแน่นก็แสดงว่าบ้านนั้นชุมชนนั้นยังสามัคคีกันดี พ่อผู้ใหญ่ก็ยิ้มได้เต็มหน้า ท่านสมภารก็เทศนาได้เต็มคำ ได้บุญได้กุศลกันทั่วทุกตัวคน</p>
<p>บรรยากาศของงานวัดเยี่ยงนี้หาดูได้ยากแล้ว กาลเวลาเคลื่อนคล้อยจิตใจของคนก็เคลื่อนไป ไอ้หนุ่มลูกทุ่งสมัยนี้จะยังยึดถือความคิดแบบลูกผู้ชายขวานผ่าซากอยู่หรือไม่ คือพูดจริงทำจริง คำไหนก็คำนั้น เหมือนกับที่ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องเอาไว้นานมาแล้วว่า</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>พี่เป็นชายใจซื่อ</strong><strong> </strong><strong>ถือรักเดียว</strong><strong> </strong><strong>หญิงอื่นหมื่นพันไม่ข้องไม่เกี่ยว</strong><strong> </strong><strong>ไม่แลไม่เหลียวหญิงใด</strong><strong> </strong><strong>หญิงอื่นจะสวยร่ำรวยเศรษฐีใหญ่</strong><strong> </strong><strong>พี่ก็ไม่ขอปักใจ</strong><strong> </strong><strong>จะมาสู้อะไรกับแฟนฉัน</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>งานวัดที่จัดว่าคนหนาแน่น</strong><strong> </strong><strong>ก็ยังไม่สวยเท่าแฟนเจอะหญิงทั่วแดนไม่ใฝ่ฝัน</strong><strong> </strong><strong>สาวจักรวาลปีไหน</strong><strong> </strong><strong>ๆ</strong><strong> </strong><strong>ไม่เทียมทัน</strong><strong> </strong><strong>พี่เป็นชายใจมั่นรักแฟนเท่านั้นคนเดียว</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>เดินผ่านบ้านน้องยังจำของน้องได้</strong><strong> </strong><strong>น้องได้ตากเสื้อไว้มีสีแดงและสีเขียว</strong><strong> </strong><strong>ไม่ได้พบหน้าเพียงเห็นผ้าชื่นใจจริงเชียว</strong><strong> </strong><strong>ความรักผูกมัดเป็นเกลียว</strong><strong> </strong><strong>ไม่เห็นวันเดียวพี่ก็คิดถึง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>โปรดเห็นใจ</strong><strong> </strong><strong>พี่รักจริงและพูดจริง</strong><strong> </strong><strong>ทั้งกายทั้งใจยกให้ทุกสิ่ง</strong><strong> </strong><strong>รักแม่ยอดหญิงสุดซึ้ง</strong><strong> </strong><strong>ชาตินี้รักน้องจะไม่เป็นสองขอเพียงรักหนึ่ง</strong><strong> </strong><strong>ใจเดียวรักเดียวฝังตรึง</strong><strong> </strong><strong>ขอมอบใจหนึ่งไว้ให้กับนาง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>เพลงนี้มีชื่อว่า รักแฟนคนเดียว เป็นเพลงเอกเพลงหนึ่งของเมืองมนต์ เมื่อสมัยเด็ก ๆ นั้นได้ยินเพลงนี้ดังลั่นทุ่ง สถานีวิทยุแทบแห่งพร้อมในกันเปิด อารมณ์ของเพลงไปกันได้กับใจของหนุ่มทุกคนที่กำลังมีความรัก มองอะไรก็งดงามไปหมด เดินผ่านบ้านไม่เห็นหน้าก็ขอให้เห็นผ้าที่เธอตากเอาไว้ แค่นี้ก็เป็นสุขเหลือล้นแล้ว <em>&#8230;</em><em>น้องได้ตากเสื้อไว้มีสีแดงและสีเขียว</em><em> </em><em>ไม่ได้เห็นหน้าเพียงเห็นผ้าชื่นใจจริงเชียว</em><em>&#8230;</em> ความรักนั้นทำให้คนเราเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ ความรักของคนรุ่นพ่อแม่จนไปถึงรุ่นปู่ย่าตายายของเรานั้น เป็นความรักที่มั่นคงหนักแน่นเหลือเกิน  แต่งงานอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่เฒ่า ไม่น้อยกว่าสามสิบสี่สิบปีก็ยังอยู่กันได้จนตายจากกัน นั่นคงเป็นเพราะว่าแต่ละคนมี “รักเดียวใจเดียว” เป็นพื้นฐาน อยู่ด้วยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ สภาพครอบครัวที่พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกเคว้งคว้างจึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย แต่พอหันมาดูสังคมทุกวันนี้สิคุณเอ๋ย&#8230;</p>
<p>อย่างว่าละ สมัยก่อนโน้นน่ะกว่าจะได้ความรักมาใช่ง่ายเสียเมื่อไร พ่อแม่ก็ต้องรู้เห็นทุกย่างก้าว ถ้าหนุ่มคนไหนรักสาวสวยแถมพ่อดุอีกละก็ต้องใจสู้ใจถึงล่ะจึงจะได้มา เมื่อได้มาแล้วย่อมเห็นคุณค่าของความรัก ย่อมถนอมรักษาเอาไว้ให้นานเท่านาน ฝ่ายสาวก็เช่นเดียวกันเมื่อไอ้หนุ่มอดทนฝ่าด่านมาได้ก็ย่อมแสดงว่าหมอนี่รักจริง สาวเจ้าก็ย่อมจะรักและเห็นใจอย่างล้นเหลือ ผลตามมาก็คืออยู่ด้วยกันจนตายจาก มีลูกหลานสืบสกุลคนกล้าต่อไปอีกรุ่น</p>
<p>เมื่อมีความรักแล้วใช่ว่าจะได้อยู่ด้วยกันง่าย ๆ ถึงหนุ่มจะประกาศว่ารักแฟนคนเดียวก็ตามเถอะ มึงต้องทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวให้กูเห็น พ่อตาในอนาคตคงสั่งว่าอย่างนี้ มีหรือไอ้หนุ่มจะรีรอ มุมานะทำงานหนักพร้อมกับร้องเพลง เก็บเงินแต่งงาน ของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ให้แฟนฟังเพื่อ ยืนยันความตั้งใจจริงว่า</p>
<p><strong> </strong><strong>พี่อุตส่าห์ทำงานก็เพื่อน้อง</strong><strong> </strong><strong>หวังเก็บเงินเก็บทองเอามาหมั้นแม่ขวัญตา</strong><strong> </strong><strong>ถึงงานจะหนักแม้จะเหนื่อยสักเท่าไหร่</strong><strong> </strong><strong>จะตากแดดผิวเกรียมไหม้หวังให้ได้เงินมา</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ถ้ารวบรวมเงินได้สักหนึ่งก้อน</strong><strong> </strong><strong>พี่จะมาหมั้นแม่ขวัญบังอร</strong><strong> </strong><strong>อย่าได้ตัดรอนน่ะหล่อนจ๋า</strong><strong> </strong><strong>ช่วยบอกพ่อแม่พี่จนแท้นะขวัญตา</strong><strong> </strong><strong>นึกว่าช่วยกรุณาอย่าเรียกราคาให้แพง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>เดือนหกจะยกขันหมากมา</strong><strong> </strong><strong>พร้อมกระทั่งเงินตรามีใบละร้อยแดง</strong><strong> </strong><strong>ๆ</strong><strong> </strong><strong>เรียกเท่าไรจะหามาให้ไม่เปลี่ยนแปลง</strong><strong> </strong><strong>จะขายข้าวมาจัดแจงกำใบแดง</strong><strong> </strong><strong>ๆ</strong><strong> </strong><strong>มาแต่งงาน</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>คราวนี้คงไม่ได้อายชาวบ้านเขา</strong><strong> </strong><strong>สองเราช่วยกันทำกินสร้างหลักฐาน</strong><strong> </strong><strong>จะไม่เที่ยวเตร่ฮาเฮเป็นหนุ่มสำราญ</strong><strong> </strong><strong>จะขอทำกินตลอดกาล</strong><strong> </strong><strong>อยู่กับบ้านทำงานเรื่อยไป</strong><strong> </strong></p>
<p>ผู้หญิงคนใดที่มีสามีอย่างนี้ในสมัยโน้น เป็นอันว่าเธอจะไม่อดอยากยากแค้นแน่นอน พ่อของเจ้าสาวก็คงเบาใจ แม่ยายของลูกเขยก็คงจะโล่งอก ถึงมันจะอ้อนต่อรองค่าสินสอดบ้างก็ช่างมันเถอะ แสดงว่ามันรักลูกสาวเราจริงถึงได้ยอมขนาดนี้ เอาไปเลยไอ้หนุ่มข้ายกให้เอ็งว่ะ ฮา ๆ</p>
<p>วิถีชีวิตแบบลูกทุ่งไทยที่ว่ามานี้ นับเป็นวิถีที่ดำรงมานานแสนนาน ชนเผ่าสยามเมืองยิ้มได้สืบรุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยวิถีชีวิตแบบนี้  นับแต่นี้ต่อไปคงไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ สิ่งเก่าต้องหลีกทางให้สิ่งใหม่ ถึงแม้บางครั้งสิ่งใหม่ ๆ จะดีไม่เท่าของเก่า คนเราก็อยากที่จะทดลอง</p>
<p>อุตสาหกรรมเข้ามาแทนที่เกษตรกรรม ชาวนากลายเป็นกรรมกร ธรรมชาติถูกดัดแปลงเพื่อสนองตอบความต้องการของมนุษย์ แทนที่มนุษย์จะดัดแปลงชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติเหมือนเมื่อก่อน ประเพณีถูกแทนที่ด้วย “สิทธิ” และ “เสรีภาพ” ของปัจเจกชน</p>
<p>ลูกผู้ชายขวานผ่าซาก คำไหนเป็นคำนั้น คงหายากอยู่สักหน่อย ลูกผู้หญิงที่อยู่ในโอวาทของบิดามารดาก็คงหาได้น้อย</p>
<p>สิ่งใหม่ ๆ ที่ดีงามก็จงรับมาเถิด เพราะมันเกิดประโยชน์ต่อชีวิตเรา และในขณะเดียวกันสิ่งเก่า ๆ ที่ดีงามก็ต้องรักษากันไว้ มันเป็นสิ่งที่เกื้อกูลต่อชีวิตของเราเช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong> วิถีของโลกก็เหมือนกับสายน้ำ ไม่มีใครบังคับให้ไหลกลับทางเดิมได้  แต่จงช่วยกันรักษาอย่าให้มันเหือดแห้งหรือเน่าเสีย เป็นพิษภัย ส่งผลร้ายต่อตัวเราเอง</strong></p>
<p style="text-align: center;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;<br />
บทความโดย <a href="http://kosolanusim.org">โกศล อนุสิม</a> พิมพ์ครั้งแรก เนชั่นสุดสัปดาห์<br />
วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๓๗ และวันที่ ๒๘ มกราคม- ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/country-lifes-in-songs-of-muangmon-sombatchareon/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เชิญนักเขียนอีสานร่วมประชุมใหญ่สโมสรนักเขียนภาคอีสาน</title>
		<link>http://kosolanusim.org/esan-writer-meeting-2552</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/esan-writer-meeting-2552#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Sep 2009 00:05:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[คำสิงห์ ศรีนอก]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุมนักเขียนภาคอีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[สมคิด สิงสง]]></category>
		<category><![CDATA[สุมาลี สุวรรณกร]]></category>
		<category><![CDATA[สโมสรนักเขียนภาคอีสาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=728</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้รับอีเมล์จากนายกสโมสรนักเขียนภาคอีสาน สุมาลี สุวรรณกร ชวนไปงานประชุมใหญ่สโมสรนักเขียนภาคอีสานประจำปี 2552 ที่ขอนแก่นโดยปีนี้จัดที่โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย อ.โคกโพธิ์ชัย  วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม โดยตั้งชื่องานไว้ว่า “ 20 ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน ย่างสู่ปีที่ 60 ของสมคิด สิงสง”

กิจกรรมในงาน ภาคเช้าจะเสนอพรีเซ็นเตชั่นเรื่อง “กว่าจะถึง 20 ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน” โดย ประยูร ลาแสง รองประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน  จากนั้นก็ฟังปาถกฐา “20 ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน-งานยังหนักต้องถักทอ” โดย คำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ และที่ปรึกษาของสโมสรฯ และมอบรางวัลการประกวดบทกวี “วิถีคนกับควาย วิถีชาติไทยดั้งเดิม”ให้กับนักเรียนที่ได้รับรางวัล โดย สมคิด สิงสง นักเขียนอาวุโส  นักเขียนศรีสโมสร ประธานมูลนิธิคนกับควาย ปิดท้ายด้วยการมอบเกียรติบัตรแก่ผู้สนับสนุนการจัดงาน
ภาคบ่ายเป็นการประชุมใหญ่ของสโมสรนักเขียนภาคอีสาน รายงานกิจกรรมต่างๆที่จัดมาทั้งหมดโดยนายกสโมสร จากนั้นก็จะเลือกนายกสโมสรคนใหม่  และเมื่อได้ตัวนายกสโมสรคนใหม่แล้ว นายกสโมสรก็จะแถลงแก่สมาชิกตามธรรมเนียม
ตกเย็นย่ำจนถึงค่ำคืน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้รับอีเมล์จากนายกสโมสรนักเขียนภาคอีสาน สุมาลี สุวรรณกร ชวนไปงานประชุมใหญ่สโมสรนักเขียนภาคอีสานประจำปี 2552 ที่ขอนแก่นโดยปีนี้จัดที่โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย อ.โคกโพธิ์ชัย  วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม โดยตั้งชื่องานไว้ว่า “ 20 ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน ย่างสู่ปีที่ 60 ของสมคิด สิงสง”<br />
<span id="more-728"></span><br />
กิจกรรมในงาน ภาคเช้าจะเสนอพรีเซ็นเตชั่นเรื่อง “กว่าจะถึง 20 ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน” โดย ประยูร ลาแสง รองประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน  จากนั้นก็ฟังปาถกฐา “20 ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน-งานยังหนักต้องถักทอ” โดย คำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ และที่ปรึกษาของสโมสรฯ และมอบรางวัลการประกวดบทกวี “วิถีคนกับควาย วิถีชาติไทยดั้งเดิม”ให้กับนักเรียนที่ได้รับรางวัล โดย สมคิด สิงสง นักเขียนอาวุโส  นักเขียนศรีสโมสร ประธานมูลนิธิคนกับควาย ปิดท้ายด้วยการมอบเกียรติบัตรแก่ผู้สนับสนุนการจัดงาน</p>
<p>ภาคบ่ายเป็นการประชุมใหญ่ของสโมสรนักเขียนภาคอีสาน รายงานกิจกรรมต่างๆที่จัดมาทั้งหมดโดยนายกสโมสร จากนั้นก็จะเลือกนายกสโมสรคนใหม่  และเมื่อได้ตัวนายกสโมสรคนใหม่แล้ว นายกสโมสรก็จะแถลงแก่สมาชิกตามธรรมเนียม</p>
<p>ตกเย็นย่ำจนถึงค่ำคืน ร่วมรับประทานอาหารในงาน “วันคล้ายวันเกิด สมคิด สิงสง ย่างสู่ปีที่ 60” พร้อมชมคอนเสริ์ต “หงา คาราวาน” จะมีการอ่านบทกวีโดย ไพวรินทร์ ขาวงาม พระไม้ เสรี ทัศนศิลป์ วีระ สุดสังข์ เยี่ยม ทองน้อย ต่อด้วยการมอบโล่ห์เกียรติยศเชิดชูเกียรติ 3 นักเขียนอีสาน “สมคิด สิงสง , เจริญ กุลสุวรรณ ,จันทร์แดง คำลือหาญ” ในฐานะนักเขียนศรีสโมสร ที่สร้างสรรค์ผลงาน ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา  โดยลุงคำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้มอบ</p>
<p>ผู้เข้าร่วมงานนี้สมทบค่าใช้จ่ายคนละ 500 บาท และช่วยเตรียมเครื่องนอนไปด้วย เพราะอากาศในช่วงเดือนตุลาคมนั้นเย็นจัดแล้ว  </p>
<p>ขอเชิญนักเขียนภาคอีสานที่ได้รับจดหมายเชิญไปร่วมงานกันมากๆนะครับ ไปพบปะสังสรรค์พูดคุยกัน จะได้อบอุ่น  </p>
<p>ผมเองก็อยากจะไปร่วมงานเช่นกัน ถ้าไม่ติดขัดอะไร ปีนี้ตั้งใจว่าจะไปด้วย</p>
<p>เอาเป็นว่า นัดเจอกันในงานไว้ก่อน อยากจะไปคารวะท่านผู้อาวุโสและพบปะเพื่อนพ้องน้องพี่เหมือนกัน สวัสดีครับ.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม </strong><br />
12 กันยายน 2552</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/esan-writer-meeting-2552/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลูกอีสาน ตำนานชีวิตแห่งที่ราบสูง</title>
		<link>http://kosolanusim.org/book-of-esan-people</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/book-of-esan-people#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2009 10:16:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[คำพูน บุญทวี]]></category>
		<category><![CDATA[นวนิยายไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกอีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[วรรกรรมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือรางวัลซีไรต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=724</guid>
		<description><![CDATA[คงไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับ คำพูน บุญทวี หรือ ลุงคำพูนที่ผมและคนรุ่นลูกหลายเรียกขานด้วยความนับถือและสนิทสม ทั้งๆที่หลายๆคนไม่เคยรู้จักตัวจริงของลุงคำพูน  แต่รู้ผ่านตัวหนังสือแล้วเกิดความรัก นับถือ ผูกพัน เมื่อเจอตัวจริงแล้ว ก็รู้สึกเช่นนั้น  เพราะลุงคำพูนเป็นคนใจดี อารมณ์ดี มีความเมตตาแก่ลูกๆหลานๆพูดคุยสนุกสนานเป็นกันเองกับทุกคน
เมื่อ ได้ผมลุงคำพูนทีไร ผมย่อมจะคุยหรืออันที่จริงแล้วถามและฟังลุงคำพูนเล่าเรื่องชีวิตอีสานแต่หน หลัง ดังที่ปรากฏในนิยายของลุงหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง “ลูกอีสาน” ที่ได้รับรางวัลในงานสัปดาห์หนังสือและรางวัลซีไรต์ จากนั้นก็กลายเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับที่เป็นตำนานอีกคนหนึ่งของวงการหนังไทยคือ วิจิตร คุณาวุฒิ และท่านผู้นี้ยังเป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่มีฝีมือชั้นครูอีกคนหนึ่งด้วย

นั่นคือเรื่องราวของลุงคำพูน บุญทวี ที่ผมได้รู้จักเมื่อยังมีชีวิตอยู่    แม้ลุงจากไปแล้ว ความทรงจำที่มีก็ยังชัดแจ้ง  นึกถึงทีไรก็เคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาอยู่ทุกครั้ง

“ลูกอีสาน” คือบันทึกประวัติศาสตร์สังคมและชีวิตของชาวอีสานในอดีตในรูปนิยาย  สิ่งที่ลุงคำพูนได้เขียนถึงครอบคลุมในเรื่องภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ชีวิต สังคม ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์  ความเป็นชาติพันธุ์ของชาวอีสานที่พูดภาษาลาว  ซึ่งในทางชาติพันธุ์นั้นย่อมเป็นกลุ่มเดียวกับผู้คนในแถบถิ่นแม่น้ำโขงบริเวณอาณาจักรล้านช้าง  อันประกอบไปด้วยประเทศลาวและภาคอีสานของไทยที่ถูกแบ่งแยกโดยเขตแดนของรัฐสมัยใหม่ในปัจจุบัน
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..
&#60;&#60; ลุงคำพูน บุญทวี ตำนานลูกอีสาน
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..
ลุงคำพูนสะท้อนภาพความทุกข์ยากของชาวอีสาน ในช่วงเวลาที่ลุงคำพูนเป็นเด็ก ซึ่งก็กินเวลากว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว  โดยเฉพาะความทุกข์ยากที่เกิดจากการดำรงชีพในสังคมเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยธรรมชาติคือฝนช่วยในการผลิตปัจจัยดำรงชีวิตคือข้าวปลาอาหาร  ที่มักประสบกับความแห้งแล้งอยู่ประจำ อันเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของการดำรงชีวิต และเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของอีสานที่ถูกกล่าวถึงในวรรณกรรมทั้งหลาย  ทั้งแนวเพื่อชีวิตและบันเทิงเริงรมย์

แม้ลุงคำพูนจะพูดถึงสภาพความทุกข์ยากแร้นแค้นที่ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด  แต่ลุงคำพูนไม่ได้บอกเล่าเพียงแค่แง่มุมเดียวเหมือนในวรรณกรรม “เพื่อชีวิต” ของนักเขียน “หัวก้าวหน้า” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คงไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับ <strong>คำพูน บุญทวี</strong> หรือ <strong>ลุงคำพูน</strong>ที่ผมและคนรุ่นลูกหลายเรียกขานด้วยความนับถือและสนิทสม ทั้งๆที่หลายๆคนไม่เคยรู้จักตัวจริงของลุงคำพูน  แต่รู้ผ่านตัวหนังสือแล้วเกิดความรัก นับถือ ผูกพัน เมื่อเจอตัวจริงแล้ว ก็รู้สึกเช่นนั้น  เพราะลุงคำพูนเป็นคนใจดี อารมณ์ดี มีความเมตตาแก่ลูกๆหลานๆพูดคุยสนุกสนานเป็นกันเองกับทุกคน</p>
<p align="justify">เมื่อ ได้ผมลุงคำพูนทีไร ผมย่อมจะคุยหรืออันที่จริงแล้วถามและฟังลุงคำพูนเล่าเรื่องชีวิตอีสานแต่หน หลัง ดังที่ปรากฏในนิยายของลุงหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง <strong>“ลูกอีสาน”</strong> ที่ได้รับรางวัลในงานสัปดาห์หนังสือและรางวัลซีไรต์ จากนั้นก็กลายเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับที่เป็นตำนานอีกคนหนึ่งของวงการหนังไทยคือ <strong>วิจิตร คุณาวุฒิ</strong> และท่านผู้นี้ยังเป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่มีฝีมือชั้นครูอีกคนหนึ่งด้วย</p>
<p><span id="more-724"></span></p>
<p align="justify">นั่นคือเรื่องราวของลุงคำพูน บุญทวี ที่ผมได้รู้จักเมื่อยังมีชีวิตอยู่    แม้ลุงจากไปแล้ว ความทรงจำที่มีก็ยังชัดแจ้ง  นึกถึงทีไรก็เคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาอยู่ทุกครั้ง</p>
<p><img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/862/13862/images/kumpoon.jpg" alt="" width="171" height="235" /><br />
“ลูกอีสาน” คือบันทึกประวัติศาสตร์สังคมและชีวิตของชาวอีสานในอดีตในรูปนิยาย  สิ่งที่ลุงคำพูนได้เขียนถึงครอบคลุมในเรื่องภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ชีวิต สังคม ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์  ความเป็นชาติพันธุ์ของชาวอีสานที่พูดภาษาลาว  ซึ่งในทางชาติพันธุ์นั้นย่อมเป็นกลุ่มเดียวกับผู้คนในแถบถิ่นแม่น้ำโขงบริเวณอาณาจักรล้านช้าง  อันประกอบไปด้วยประเทศลาวและภาคอีสานของไทยที่ถูกแบ่งแยกโดยเขตแดนของรัฐสมัยใหม่ในปัจจุบัน</p>
<p><span style="color: #993300;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..<br />
&lt;&lt; ลุงคำพูน บุญทวี ตำนานลูกอีสาน<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</span></p>
<p>ลุงคำพูนสะท้อนภาพความทุกข์ยากของชาวอีสาน ในช่วงเวลาที่ลุงคำพูนเป็นเด็ก ซึ่งก็กินเวลากว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว  โดยเฉพาะความทุกข์ยากที่เกิดจากการดำรงชีพในสังคมเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยธรรมชาติคือฝนช่วยในการผลิตปัจจัยดำรงชีวิตคือข้าวปลาอาหาร  ที่มักประสบกับความแห้งแล้งอยู่ประจำ อันเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของการดำรงชีวิต และเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของอีสานที่ถูกกล่าวถึงในวรรณกรรมทั้งหลาย  ทั้งแนวเพื่อชีวิตและบันเทิงเริงรมย์<br />
<img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/862/13862/images/peopleofesanbook.jpg" alt="" width="164" height="239" /></p>
<p align="justify">แม้ลุงคำพูนจะพูดถึงสภาพความทุกข์ยากแร้นแค้นที่ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด  แต่ลุงคำพูนไม่ได้บอกเล่าเพียงแค่แง่มุมเดียวเหมือนในวรรณกรรม “เพื่อชีวิต” ของนักเขียน “หัวก้าวหน้า” ที่เขียนขึ้นมาเพื่อรับใช้อุดมการณ์ทางการเมืองในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  ลุงคำพูนได้เก็บกำรายละเอียดการใช้ชีวิตของชาวอีสานที่เรียบง่าย สนุกสนาน  หัวเราะได้แม้ยามที่มีความทุกข์   ฯลฯ เอาไว้ในหนังสืออย่างมีชีวิตชีวา จะว่าไปแล้ว  บุคลิกจริงของลุงคำพูนก็คือบุคลิกของคนอีสานจริงๆนั่นเอง  ลุงคำพูนเป็นอย่างไร คนอีสานก็เป็นอย่างนั้น  คนอีสานเป็นอย่างไร ตัวละครในเรื่องลูกอีสานก็เป็นอย่างนั้น</p>
<p align="justify">สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ลุงคำพูนได้สะท้อนถึงความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคอีสานเอาไว้ด้วย  และความหลากหลายนั้นแม้จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ  แต่ลึกๆก็มีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง  ชาติพันธุ์อื่นที่นอกเหนือจากชาวอีสานแท้ๆที่ลุงคำพูนกล่าวถึงในหนังสือก็คือ  คนจีนกับคนญวน (เวียดนาม) หรือที่คนอีสานเรียกว่า “แกว”  และคนจีนกับคนญวนนั้นก็มีความไม่ลงรอยหรือไม่ชอบหน้ากัน  ดัง ที่ปรากฏในเรื่องว่า ลูกชายคนจีนกับลูกสาวคนญวนรักกัน แต่คนรุ่นพ่อแม่ไม่ชอบกัน ก่อเกิดการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างคนรุ่นพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย กระทบถึงรุ่นลูก  นี่ย่อมเป็นนัยสะท้อนให้เห็นถึง ความขัดแย้งของทั้งสองเผ่าพันธุ์ที่เป็นมายาวนานในประวัติศาสตร์ ไม่ต่างจากที่ไทยกับพม่ามีความรู้สึกไม่ไว้วางใจกัน อันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณนั่นเอง</p>
<p align="justify">ลูกอีสาน ฉบับภาพยนตร์โดยการกำกับของวิจิตร คุณาวุฒิ  ก็เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่นับได้ว่าเป็นต้นแบบหรือ อมตะ  (Classic) ในบรรดาหนังไทยทั้งหลาย  ผู้แสดงทุกคนที่รับบทตัวละครต่างๆก็แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ  โดยเฉพาะฉากกองเกวียนพักแรมในยามค่ำคืนที่<strong>ธงชัย ประสงค์สันติ</strong> ลำยาวบรรยายถึงความทุกข์ยากของชาวอีสานนั้น เป็นฉากที่ประทับใจมากจริงๆ  แม้ ตัวผมเองไม่ค่อยชอบฉากสุดท้ายที่พ่อของคูณกลับจากการหาปลาที่แม่น้ำมูลแล้ว รีบไถนาเพื่อหว่านกล้านั้น เป็นการจงใจแสดงให้เห็นถึงความขยันทำกินของตัวละครมากเกินไป  แต่ก็ยอมรับได้เมื่อคิดว่า  เป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่ทำให้เกิดความสะเทือนใจหรือความประทับใจตามศิลปะแห่งภาพยนตร์</p>
<p><img src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/862/13862/images/peopleofesanfilms.jpg" alt="" /></p>
<p align="justify">เรื่องราวที่ปรากฏในลูกอีสาน ทั้งในหนังสือและในภาพยนตร์ คือบันทึกตำนานชีวิตของชาวอีสานที่ยิ่งใหญ่ในอดีต  เมื่อตกมาถึงปัจจุบันภาพทั้งหลายเหล่านั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  วิถีชีวิตที่ของชาวอีสานในปัจจุบันย่อมแตกต่างจากอดีตเมื่อ 60 หรือ 70 ปีก่อน  แต่คุณค่าของหนังสือและภาพยนตร์หาได้ลดน้อยลงไม่ ในทางตรงกันข้ามกลับมีแต่จะทวีคูณขึ้น  เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับชีวิตชาวอีสานที่สูญหายไปจากชีวิตจริง ได้ถูกบันทึกไว้อย่างมีชีวิตชีวาในหนังสือและบนแผ่นฟิล์ม</p>
<p align="justify">ลูกอีสานในปัจจุบันหรือในอนาคตที่สนใจสืบสาวราวเรื่องรากเหง้าของตน ย่อมอาศัยหนังสือและภาพยนตร์เป็นหลักเขตชี้ทางได้อย่างแน่นอน.</p>
<p><strong>๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒</strong></p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 300x250, created 1/12/10 */
google_ad_slot = "7406569537";
google_ad_width = 300;
google_ad_height = 250;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/book-of-esan-people/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
