<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โกศล อนุสิม กับหนังสือ</title>
	<atom:link href="http://kosolanusim.org/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kosolanusim.org</link>
	<description>รวมงานเขียนและเรื่องราวนักเขียนกับหนังสือ</description>
	<lastBuildDate>Thu, 05 Aug 2010 09:36:53 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ข้าพเจ้าเขียน ท่านอ่าน ท่านไม่อ่านข้าพ เจ้ายังเขียน.</title>
		<link>http://kosolanusim.org/i-write-you-read</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/i-write-you-read#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Aug 2010 09:36:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ในโลกหนังสือ 365 วัน]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนหนังสือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1253</guid>
		<description><![CDATA[
ข้างบนเป็นข้อความที่เราสรุปรวบ ยอดเรื่องการเขียนหนังสือของตัวเอง แล้วยึดถือเป็นหลักในการเขียนหนังสือ เพราะเมื่อเขียนมาถึงจุดหนึ่งไม่ มีแรงดึงดูดใจในเรื่องใด มากกว่าการที่ได้เขียน โดยเขียนในสิ่งที่เชื่อว่ามีประโยชน์แก่คนอ่าน แม้สักคนหนึ่งก็ดีมากแล้ว ทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่เผยแพร่ เพราะทุกวันนี้โลกออนไลน์ได้เปิดพื้นที่ให้อย่างแทบจะไร้ข้อจำกัด
โลกออนไลน์คือแหล่งเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร เราได้ใช้ประโยชน์มากมายจากข้อมูล ข่าวสารที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ ดังนั้นการที่ได้เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์สู่โลก ออนไลน์บ้าง จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ
แน่นอนว่า ข้อมูลข่าวสารที่ผมได้เผยแพร่ออกไปในรูปแบบการเขียนอันหลากหลายนี้ หากตรงกับความต้องการของใคร คนนั้นก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หากไม่ตรงกับความต้องการคนนั้นย่อมผ่านเลยไป อันถือเป็นเรื่องปกติ
ข้าพเจ้าเขียน ท่านอ่าน &#8211; - หากชอบใจก็นำไปใช้ประโยชน์ได้
ท่านไม่อ่าน ข้าพเจ้ายังเขียน &#8211; - ท่านไม่อ่าน ข้าพเจ้าก็ยังเขียนต่อไป เพราะบางคนอาจได้อ่าน และใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียน
ดังนั้น ข้าพเจ้าเขียน ท่านอ่าน ท่านไม่อ่านข้าพ เจ้ายังเขียน.
โกศล อนุสิม
5 สิงหาคม 2553
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/writing.jpg" alt="" /></p>
<p>ข้างบนเป็นข้อความที่เราสรุปรวบ ยอดเรื่องการเขียนหนังสือของตัวเอง แล้วยึดถือเป็นหลักในการเขียนหนังสือ เพราะเมื่อเขียนมาถึงจุดหนึ่งไม่ มีแรงดึงดูดใจในเรื่องใด มากกว่าการที่ได้เขียน โดยเขียนในสิ่งที่เชื่อว่ามีประโยชน์แก่คนอ่าน แม้สักคนหนึ่งก็ดีมากแล้ว ทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่เผยแพร่ เพราะทุกวันนี้โลกออนไลน์ได้เปิดพื้นที่ให้อย่างแทบจะไร้ข้อจำกัด</p>
<p>โลกออนไลน์คือแหล่งเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร เราได้ใช้ประโยชน์มากมายจากข้อมูล ข่าวสารที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ ดังนั้นการที่ได้เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์สู่โลก ออนไลน์บ้าง จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ</p>
<p>แน่นอนว่า ข้อมูลข่าวสารที่ผมได้เผยแพร่ออกไปในรูปแบบการเขียนอันหลากหลายนี้ หากตรงกับความต้องการของใคร คนนั้นก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หากไม่ตรงกับความต้องการคนนั้นย่อมผ่านเลยไป อันถือเป็นเรื่องปกติ</p>
<p>ข้าพเจ้าเขียน ท่านอ่าน &#8211; - หากชอบใจก็นำไปใช้ประโยชน์ได้<br />
ท่านไม่อ่าน ข้าพเจ้ายังเขียน &#8211; - ท่านไม่อ่าน ข้าพเจ้าก็ยังเขียนต่อไป เพราะบางคนอาจได้อ่าน และใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียน</p>
<p>ดังนั้น ข้าพเจ้าเขียน ท่านอ่าน ท่านไม่อ่านข้าพ เจ้ายังเขียน.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
5 สิงหาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/i-write-you-read/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรรมการรางวัลซีไรต์ไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างสรรค์วรรณกรรม</title>
		<link>http://kosolanusim.org/the-sea-write-award-2553</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/the-sea-write-award-2553#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Jul 2010 09:29:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลซีไรต์ 2553]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือซีไรต์ 2553]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1244</guid>
		<description><![CDATA[
รางวัลซีไรต์เป็นรางวัลวรรณกรรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของประเทศไทย ข้อนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้  แต่ละปีมีหนังสือส่งเข้าประกวดจำนวนหลายสิบเรื่อง แต่มีเพียงหนึ่งเรื่องเท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้ โดยมีคณะกรรมการดำเนินการ 2 คณะ (ต่อไปในบทความนี้จะเรียกรวมกันว่าคณะกรรมการรางวัลซีไรต์) คือ คณะกรรมการคัดเลือกทำหน้าที่คัดเลือกหนังสือที่เข้าส่งประกวดทั้งหมดให้เหลือไม่เกิน 10 เล่ม จากนั้นคณะกรรมการตัดสินจะคัดเลือกเล่มที่สมควรได้รับรางวัลซีไรต์
ในปีนี้ (พ.ศ.2553) คณะกรรมการคัดเลือก ได้คัดเลือกหนังสือเพื่อส่งให้คณะกรรมการตัดสินพิจารณาจำนวน 6 เรื่องเรียงตามลำดับอักษร คือ &#8220;ฉันอยากร้อง เพลงสักเพลง&#8221; ของ ศิริวร แก้วกาญจน์  &#8221;เดินตามรอย&#8221; ของ วันเนาว์ ยูเด็น  &#8221;ในความไหวนิ่งงัน&#8221; ของ นายทิวา &#8220;เมืองในแสงแดด&#8221; ของ โกสินทร์ ขาวงาม  &#8221;ไม่มีหญิงสาวในบทกวี&#8221; ของซะการีย์ยา อมตยา  &#8221;รูปฉายลายชีพ&#8221; ของ โชคชัย บัณฑิต และที่พิเศษในปีนี้ก็คือ มีความเห็นของคณะกรรมการคัดเลือกต่อภาพรวมของกวีนิพนธ์  พร้อมข้อสังเกตที่ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของงานกวีนิพนธ์หลายประการ รวมทั้งมีข้อเสนอแนะในการจัดพิมพ์หนังสือกวีนิพนธ์ด้วย
หลังการประกาศชื่อหนังสือทั้ง 6 เรื่องก็มีเสียงสะท้อนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ โดยมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการตัดสินการประกวดทุกอย่าง ซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในปีนี้เน้นหนักเรื่องข้อสังเกตของคณะกรรมการคัดเลือกเกี่ยวกับการใช้ฉันทลักษณ์ในกวีนิพนธ์  ว่ามีแนวโน้มยึดติดกับฉันทลักษณ์ ซึ่งจะเป็นการนำกวีนิพนธ์ถอยหลังเข้าคลอง  และเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ด้วย
การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกรรมการนั้นเป็นเรื่องปกติ  แต่ต้องเป็นไปด้วยหลักการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><img class="size-full wp-image-1246 alignleft" style="border: 0pt none; margin: 2px;" title="swr" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/swr.jpg" alt="swr" width="280" height="291" /></p>
<p style="text-align: justify;">รางวัลซีไรต์เป็นรางวัลวรรณกรรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของประเทศไทย ข้อนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้  แต่ละปีมีหนังสือส่งเข้าประกวดจำนวนหลายสิบเรื่อง แต่มีเพียงหนึ่งเรื่องเท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้ โดยมีคณะกรรมการดำเนินการ 2 คณะ (ต่อไปในบทความนี้จะเรียกรวมกันว่าคณะกรรมการรางวัลซีไรต์) คือ คณะกรรมการคัดเลือกทำหน้าที่คัดเลือกหนังสือที่เข้าส่งประกวดทั้งหมดให้เหลือไม่เกิน 10 เล่ม จากนั้นคณะกรรมการตัดสินจะคัดเลือกเล่มที่สมควรได้รับรางวัลซีไรต์</p>
<p style="text-align: justify;">ในปีนี้ (พ.ศ.2553) คณะกรรมการคัดเลือก ได้คัดเลือกหนังสือเพื่อส่งให้คณะกรรมการตัดสินพิจารณาจำนวน 6 เรื่องเรียงตามลำดับอักษร คือ &#8220;ฉันอยากร้อง เพลงสักเพลง&#8221; ของ ศิริวร แก้วกาญจน์  &#8221;เดินตามรอย&#8221; ของ วันเนาว์ ยูเด็น  &#8221;ในความไหวนิ่งงัน&#8221; ของ นายทิวา &#8220;เมืองในแสงแดด&#8221; ของ โกสินทร์ ขาวงาม  &#8221;ไม่มีหญิงสาวในบทกวี&#8221; ของซะการีย์ยา อมตยา  &#8221;รูปฉายลายชีพ&#8221; ของ โชคชัย บัณฑิต และที่พิเศษในปีนี้ก็คือ มีความเห็นของคณะกรรมการคัดเลือกต่อภาพรวมของกวีนิพนธ์  พร้อมข้อสังเกตที่ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของงานกวีนิพนธ์หลายประการ รวมทั้งมีข้อเสนอแนะในการจัดพิมพ์หนังสือกวีนิพนธ์ด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">หลังการประกาศชื่อหนังสือทั้ง 6 เรื่องก็มีเสียงสะท้อนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ โดยมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการตัดสินการประกวดทุกอย่าง ซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในปีนี้เน้นหนักเรื่องข้อสังเกตของคณะกรรมการคัดเลือกเกี่ยวกับการใช้ฉันทลักษณ์ในกวีนิพนธ์  ว่ามีแนวโน้มยึดติดกับฉันทลักษณ์ ซึ่งจะเป็นการนำกวีนิพนธ์ถอยหลังเข้าคลอง  และเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกรรมการนั้นเป็นเรื่องปกติ  แต่ต้องเป็นไปด้วยหลักการ เหตุผลที่นำไปสู่การถกเถียงเพื่อให้เกิดสติปัญญา ซึ่งเท่าที่ปรากฏตามสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออินเตอร์เน็ตถึงวันที่เขียนเรื่องนี้ (23 ก.ค.53) มีการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผลเป็นส่วนมาก</p>
<p style="text-align: justify;">ในฐานะผมเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกที่ต้องไปทำหน้าที่กรรมการตัดสินด้วยนั้น  โดยมารยาทไม่ควรแสดงความเห็นคัดค้านหรือโต้แย้งใด ๆ ต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ อีกทั้งผู้สร้างสรรค์งาน ผู้จัดพิมพ์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง และสาธารณชนคือ ผู้อ่าน สื่อมวลชน ผู้สนใจทั่วไปก็มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการรางวัลซีไรต์พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ซึ่งคณะกรรมการรางวัลซีไรต์ควรจะรับฟังและนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินงาน</p>
<p style="text-align: justify;">การวิพากษ์วิจารณ์ที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ถือได้ว่าเป็นการทำหน้าที่เพื่อพัฒนารางวัลซีไรต์ให้มีคุณภาพยิ่ง ๆ ขึ้น แต่ต้องทำด้วยความสุจริตใจ ไม่ด่ากราดสาดเสียเทเสีย และต้องทำให้มากกว่าการให้ความสนใจเพียงแค่ว่า ใครผ่านเข้ารอบแรก ใครได้รับรางวัล กรรมการให้เหตุผลว่าอย่างไร เมื่อเห็นด้วยก็ชมกรรมการ หากไม่เห็นด้วยก็ด่ากรรมการ แล้วก็จบ รอจนกว่าจะมีการประกวดในปีต่อไปจึงให้ความสนใจอีกครั้ง  หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีทางที่จะพัฒนาคุณภาพของรางวัลซีไรต์ให้ดีขึ้นกว่านี้ได้</p>
<p style="text-align: justify;">คงไม่เป็นการผิดมารยาทของกรรมการซีไรต์ หากผมจะขอเสนอความคิดเห็นส่วนตัวเพื่อเป็นแนวทางในการร่วมพัฒนารางวัลซีไรต์ไว้ในที่นี้ 2 ข้อ ดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>1.อย่ามองว่ากรรมการเป็นอุปสรรค</strong> ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์พร้อมแสดงความกังวลว่าข้อสังเกตของคณะกรรมการคัดเลือกปี 2553 ในเรื่องฉันทลักษณ์ อาจเป็นอุปสรรค์ในการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์นั้น  ข้อนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะเป็นเพียงข้อสังเกตของคณะกรรมการคัดเลือก ต่อหนังสือที่ส่งเข้าประกวดในปี 2553 เท่านั้น  ไม่ใช่การสร้างกติกาขึ้นมาบังคับใช้  ดังนั้นจึงไม่มีผลผูกพันต่อกรรมการซีไรต์คณะอื่น ๆ ในปีต่อไป  ส่วนข้อเสนอแนะก็ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมาใหม่  เป็นแต่เพียงสิ่งที่คณะกรรมการคัดเลือกปี 2553 ให้คำแนะนำไว้เท่านั้น  คณะกรรมการซีไรต์คณะอื่นในปีต่อ ๆไป อาจมีหรือไม่มีก็ได้  ที่สำคัญ ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังกล่าวก็อยู่ในขอบเขตของรางวัลซีไรต์เท่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้นหากไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของกรรมการซีไรต์ ก็อย่าได้นำไปเป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์งาน จงทำงานตามความคิด ความเชื่อและแนวทางของตนให้เต็มที่</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>2.อย่าสนใจแค่ชื่อผู้แต่งกับชื่อหนังสือ </strong>เมื่อคณะกรรมการซีไรต์ประกาศรายชื่อหนังสือรอบคัดเลือก และหนังสือที่ได้รับรางวัลในแต่ละปี ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายมักสนใจเพียงว่าใครได้เข้ารอบคัดเลือกและใครได้รางวัลซีไรต์จากหนังสือเรื่องใด   ตามมาด้วยการแสดงความยินดี คำชื่นชม และการเฉลิมฉลอง</p>
<p style="text-align: justify;">สิ่งที่ควรทำนอกเหนือจากที่กล่าวไว้ในย่อหน้าข้างบนก็คือ สาธารณชนต้องให้ความสนใจเนื้อหาหนังสือด้วยการอ่านอย่างจริงจังทั้งเรื่องที่เข้ารอบคัดเลือกและเรื่องที่ไม่เข้ารอบคัดเลือกแต่ตนเห็นว่าสมควรจะเข้ารอบ   และเรื่องที่ได้รับรางวัลกับเรื่องที่ไม่ได้รับรางวัลแต่ตนเห็นว่าควรจะได้รับรางวัล หากไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของคณะกรรมการรางวัลซีไรต์ก็จะได้วิเคราะห์ วิจารณ์โต้แย้ง พร้อมยกเนื้อหามาเทียบเคียงกันให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  มีความดีเด่น สร้างสรรค์มากกว่ากันอย่างไรบ้าง</p>
<p style="text-align: justify;">ที่สำคัญ สื่อมวลชนควรทำหน้าที่นี้เป็นอย่างยิ่ง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ (โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ไทย  หรือ PBS ที่ได้งบประมาณจากเงินภาษีของประชาชนปีละนับพันล้านบาท) หากคิดว่ารางวัลซีไรต์ (รวมทั้งรางวัลวรรณกรรมอื่น ๆ) เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ภูมิปัญญาแก่สังคม  ควรให้เวลาในการนำเสนอเนื้อหาของหนังสือเพื่อให้เกิดสติปัญญาแก่ผู้ชมมากขึ้น เว้นเสียแต่สื่อเห็นว่าการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาแก่สังคมไม่ใช่หน้าที่ของสื่อก็แล้วกันไป  ส่วนผู้ที่ใช้สื่ออินเตอร์เน็ตเป็นเวทีในการแสดงความคิดเห็น ก็ควรทำดังที่กล่าวไว้ในย่อหน้าข้างบนนั้นเช่นกัน  ผลที่จะได้ก็คือเกิดปัญญาแก่ตนเป็นเบื้องแรก  ต่อสาธารชนเป็นลำดับถัดไป และท้ายที่สุดก็ส่งผลไปถึงการพัฒนารางวัลซีไรต์ในทางใดทางหนึ่งด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">นอกจากนี้ยังมีสิ่งหนึ่งที่จะต้องทำความเข้าใจคือ  การประเมินคุณค่าของงานศิลปะไม่ว่าแขนงใด ย่อมไม่มีสูตรสำเร็จเหมือนสูตรเคมีหรือคณิตศาสตร์ที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว  ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับความคิด ความเชื่อ มุมมอง ภูมิปัญญา ฉันทาคติของผู้ประเมินเป็นสำคัญ โดยอยู่ภายใต้ความซื่อตรงต่อหลักการแห่งศิลปะแขนงนั้น ๆ และซื่อตรงต่อความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของตน ปราศจากการชักจูงหรือครอบงำจากบุคคลอื่น หนังสือทั้ง 6 เรื่องที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกรางวัลซีไรต์ปี 2553 ก็ผ่านเข้ารอบด้วยการประเมินคุณค่าตามหลักการข้างต้น หาใช่ถูกดันเข้ามาโดยใครคนใดคนหนึ่ง และหนังสือที่ไม่ผ่านเข้ารอบรอบคัดเลือกก็ไม่ได้ถูกผลักออกไปโดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นไปตามมติแห่งคณะกรรมการภายใต้หลักการดังกล่าว</p>
<p style="text-align: justify;">ผู้สร้างสรรค์งานจงอย่าให้รางวัลซีไรต์และคำตัดสินของคณะกรรมการรางวัลซีไรต์เป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์งาน  เพราะรางวัลซีไรต์และคณะกรรมการรางวัลซีไรต์ไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้การสร้างสรรค์งานดีขึ้นหรือแย่ลง  แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างงานของผู้สร้างสรรค์เอง  ในกรณีงานกวีนิพนธ์นั้น จะเป็นงานฉันทลักษณ์หรือไร้ฉันทลักษณ์    จะเป็นงานที่ยึดถือขนบ หรือแหวกขนบก็ตาม หากยืนยันและมั่นใจในความคิดความเชื่อและแนวทางของตน จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานอันสุดยอดขึ้นมาได้อย่างแท้จริงแล้ว คณะกรรมการรางวัลซีไรต์กี่คณะก็ไม่สามารถขวางทางความสำเร็จได้  ดังนักเขียนไทยผู้เคยตกรอบแรกรางวัลซีไรต์ได้สร้างสรรค์ผลงานจนก้าวข้ามปริมณฑลของรางวัลซีไรต์ไปสู่ขอบเขตสากลก็มีให้เห็นเป็นแบบอย่างแล้ว และในทางกลับกัน นักเขียนที่เคยได้รับรางวัลซีไรต์แต่ถูกลืมเลือนไปก็มีไม่น้อย  แม้แต่นักเขียนผู้ที่ได้รับรางวัลใหญ่ระดับโลกอย่างรางวัลโนเบลก็มีจำนวนมากที่ถูกลืม แต่ผู้ที่พลาดจากรางวัลกลายเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่และยิ่งยงก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้น คณะกรรมการรางวัลซีไรต์จึงไม่ใช่อุปสรรคการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมดังที่มีผู้แสดงความกังวล อุปสรรคหากจะมีก็คือตัวผู้สร้างสรรค์เองนั่นแหละหาใช่ใครอื่นไม่.<br />
<strong></strong></p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
23 กรกฎาคม 2553</p>
<p><strong><span style="font-size: 11pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="font-weight: bold; color: #990000;">หมายเหตุ </span><span style="color: #990000;">ข้อเขียนนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์   หากไม่นำไปขายค้าหากำไร ทุกคนสามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้โดยเสรี</span></span><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/the-sea-write-award-2553/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประกาศผลรอบแรกรางวัลซีไรต์ปี 2553 และข้อสังเกตจากคณะกรรมการคัดเลือก</title>
		<link>http://kosolanusim.org/sea-write-award-short-lists-2010</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/sea-write-award-short-lists-2010#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Jul 2010 16:37:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ประกาศผลรางวัลซีไรต์รอบแรก ปี 2553]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือรางวัลซีไรต์ปี 2553]]></category>
		<category><![CDATA[หลายเรื่องหลากรส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1231</guid>
		<description><![CDATA[รางวัลซีไรต์รอบแรกปี 2553 ซึ่งเป็นปีกวีนิพนธ์ ประกาศเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 มีหนังสือเข้ารอบแรกจำนวน 6 เล่ม คือ
1.ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง ของ ศิริวรณ์ แก้วกาญจน์
2.เดินตามรอย ของ วันเนาว์ ยูเด็น
3.ในความไหวนิ่งงัน ของ นายทิวา
4.เมืองในแสงแดด ของ โกสินทร์ ขาวงาม
5.ไม่มีหญิงสาวในบทกวี ของ ซะการีย์ยา อมตยา
6.รูปฉายลายชีพ ของ โชคชัย บัณฑิต
คณะกรรมการคัดเลือกได้ให้ข้อสังเกตมีรายละเอียดดังนี้


&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.
&#60;&#60; คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ขึ้น
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.
ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง
ของ ศิริวร แก้วกาญจน์
ท่ามกลางความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เสียงจากสื่อมวลชนที่โหมรายงานข่าวรายวัน วันแล้ววันเล่าที่เรารับรู้ข่าวสารจนชาชิน หากแต่ข่าวที่รายงานข้อเท็จจริงไม่เคยสะท้อนเสียงจากความรู้สึกของผู้คน ผิดกับเสียงใน ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง ที่ขับกังวานเสียงแห่งความหวาดกลัว ตื่นตระหนก สะทก และแม้แต่เยาะหยันต่อโชคชะตา
ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง นำผู้อ่านไปสัมผัสชีวิตของผู้คนที่ดำรงอยู่ท่ามกลางควันปืนและไฟสงคราม ความตายที่ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา สถานที่ และเวลา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนนั้น เป็นสิ่งที่ผู้แต่งกำลังตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ระหว่าง พระเจ้า โชคชะตา และมนุษย์
ผู้แต่งเล่าถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้คนโดย เฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยถ้อยคำที่กระชับ ชัดเจน แต่เปี่ยมด้วยพลังกระทบใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รางวัลซีไรต์รอบแรกปี 2553 ซึ่งเป็นปีกวีนิพนธ์ ประกาศเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 มีหนังสือเข้ารอบแรกจำนวน 6 เล่ม คือ</p>
<p>1.ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง ของ ศิริวรณ์ แก้วกาญจน์</p>
<p>2.เดินตามรอย ของ วันเนาว์ ยูเด็น</p>
<p>3.ในความไหวนิ่งงัน ของ นายทิวา</p>
<p>4.เมืองในแสงแดด ของ โกสินทร์ ขาวงาม</p>
<p>5.ไม่มีหญิงสาวในบทกวี ของ ซะการีย์ยา อมตยา</p>
<p>6.รูปฉายลายชีพ ของ โชคชัย บัณฑิต</p>
<p style="text-align: center;"><strong>คณะกรรมการคัดเลือกได้ให้ข้อสังเกตมีรายละเอียดดังนี้</strong><br />
<span id="more-1231"></span><br />
<a href="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/SEA-Write-2010.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1232" title="SEA Write 2010" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/SEA-Write-2010.jpg" alt="SEA Write 2010" width="383" height="540" /></a><br />
<span style="color: #0000ff;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
&lt;&lt; คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ขึ้น<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง<br />
ของ ศิริวร แก้วกาญจน์</strong></p>
<p>ท่ามกลางความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เสียงจากสื่อมวลชนที่โหมรายงานข่าวรายวัน วันแล้ววันเล่าที่เรารับรู้ข่าวสารจนชาชิน หากแต่ข่าวที่รายงานข้อเท็จจริงไม่เคยสะท้อนเสียงจากความรู้สึกของผู้คน ผิดกับเสียงใน ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง ที่ขับกังวานเสียงแห่งความหวาดกลัว ตื่นตระหนก สะทก และแม้แต่เยาะหยันต่อโชคชะตา</p>
<p>ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง นำผู้อ่านไปสัมผัสชีวิตของผู้คนที่ดำรงอยู่ท่ามกลางควันปืนและไฟสงคราม ความตายที่ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา สถานที่ และเวลา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนนั้น เป็นสิ่งที่ผู้แต่งกำลังตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ระหว่าง พระเจ้า โชคชะตา และมนุษย์</p>
<p>ผู้แต่งเล่าถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้คนโดย เฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยถ้อยคำที่กระชับ ชัดเจน แต่เปี่ยมด้วยพลังกระทบใจ นอกจากการเล่าเรื่องโดยเน้นรายละเอียดของชีวิตคนในพื้นที่จะเป็นกลวิธีสำคัญ ที่ดึงผู้อ่านเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์แห่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว การขัดความและการตั้งคำถามยังช่วยให้สารเข้มข้นและแฝงนัยเย้ยหยันอย่างบาด ลึกอีกด้วย</p>
<p>แม้กวีนิพนธ์เล่มนี้จะชี้ให้เห็นความรุนแรงที่เกิด ขึ้นกับมวลมนุษยชาติ แต่ถึงที่สุดแล้วชีวิตก็ยังมีความหวังอยู่เสมอ มนุษย์อาจเป็นต้นเหตุทำลายธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันให้แตกสลายก็จริงอยู่ แต่มนุษย์ก็สามารถเยียวยาประคับประคองสังคมให้ดีขึ้นได้ พลังสร้างสรรค์ของกวีนิพนธ์อาจขับกล่อมและบรรเทาทุกข์ในทุกหัวใจที่ผ่าวร้อน ให้ผ่อนเย็นลง</p>
<p>เมื่ออ่านกวีนิพนธ์เล่มนี้แล้ว ทำให้เราตระหนักว่าวันนี้สังคมไทยของเรากำลังต้องการเสียง “…ร้องเพลงสักเพลง กล่อมประเทศเราเอง ให้เธอฟัง”</p>
<p><strong>เดินตามรอย<br />
ของ วันเนาว์ ยูเด็น</strong></p>
<p>วันเนาว์ ยูเด็น ประพันธ์เรื่องเดินตามรอยเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวในวโรกาสที่เจริญพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา ด้วยเห็นว่าพระองค์ทรงมีพระราชจริยวัตรอันงดงาม และกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่พสกนิกรในโอกาสต่างๆ ล้วนเปี่ยมด้วยคติธรรมซึ่งได้แนวทางมาจากโคลงโลกนิติ ผู้เขียนจึงเลือกโคลงโลกนิติ ๘๐ บทเพื่อให้เหมาะแก่วโรกาสอันเป็นมงคลนี้</p>
<p>สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร ทรง นิพนธ์โคลงโลกนิติขึ้นเมื่อเกือบ ๑๘๐ ปีมาแล้ว หลายบท มีสำนวนภาษาเก่า เกินกว่าที่คนในปัจจุบันจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ จึงค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้ วันเนาว์ ผู้เห็นว่าโคลงโลกนิติเป็นวรรณกรรมคำสอนที่ทรงคุณค่า จึงพยายามที่จะสร้างสรรค์วรรณกรรมขึ้นมาใหม่ให้อ่านง่ายขึ้นโดยมีโคลงโลก นิติบทที่เป็นต้นแบบ จัดวางพิมพ์ไว้ในหน้าซ้าย แล้วแต่งกลอนสุภาพพิมพ์ไว้ในหน้าขวา โดยคุมความหมายโคลง ๑ บาท ให้เท่ากับกลอนสุภาพ ๑ บท ดังนั้น โคลง ๑ บทจึงประพันธ์เป็นกลอนได้ ๔ บท แต่ผู้ประพันธ์มิได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความหมายออกมาในรูปบทกลอนเท่านั้น ยังได้ประพันธ์ต่อท้ายด้วยกลอนบทที่ ๕ ที่แสดงความรู้สึกนึกคิด  ทัศนะ  อีกทั้งวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนั้นๆ โดยอาศัยทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิและประสบการณ์อันยาวนานในชีวิต มองความเป็นไปในโลกนี้ด้วยความเชื่อมั่น</p>
<p>นอกจากความสามารถในการคุมคำ คุมความได้อย่างครบถ้วนแล้ว วัน เนาว์ ยังได้แสดงฝีมือนักกลอนชั้นครู แหลมคมด้วยการเลือกใช้คำที่เข้าใจง่าย ถึงพร้อมด้วยวรรณศิลป์ ไพเราะสละสลวย น่าประทับใจและน่าจดจำ เช่น</p>
<p>เมื่อทำชอบชอบต้องสนองกลับ  ไม่ เลือนลับความชอบตอบต่อผล</p>
<p>ยื่นความชอบมอบให้แก่ใจคน ความชอบดล สิ่งชอบมาตอบแทน</p>
<p>เดินตามรอย จึงเป็นวรรณกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการเป็นสะพานแห่งยุคสมัยที่เชื่อมต่อ ระหว่างวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าในอดีตกับปัจจุบันซึ่งคนรุ่นใหม่สามารถใช้เป็น หลักคิดได้ และอาจย้อนกลับไปอ่านโคลงโลกนิติเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม ดังที่ผู้เขียนกล่าวว่า</p>
<p>คำเตือนติงสิ่งสอนแต่ก่อนเก่า  ช่วย ให้เรานั้นมีที่ปรึกษา</p>
<p>เดินตามทางอย่างดีที่มีมา ย่อมดีกว่า งวยงงเดินหลงทาง</p>
<p>อาจ นับว่า เดินตามรอยเป็นวรรณกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างหมดจด งดงาม</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ในความไหวนิ่ง งัน<br />
ของ นายทิวา</strong></p>
<p>ใน ความไหวนิ่งงัน เป็นกวีนิพนธ์การเมืองที่สะท้อนวิกฤติการณ์ความขัดแย้ง ของผู้คนในสังคมไทย  โดยชี้ให้เห็นว่า วิกฤติของสังคมไทยปัจจุบันมีมูลเหตุมาจากการที่นักการเมือง (โดยเฉพาะบางคน) มุ่งผลประโยชน์ตนมากกว่าผลประโยชน์ชาติ พาให้ผู้คนในสังคมไทยแตกแยกทางความคิดจนเกิดแบ่งฝักแบ่งฝ่าย วิกฤติการณ์เช่นนี้ฉายให้เห็นถึงความไม่เข้าใจแก่นแท้ของประชาธิปไตยของคน ไทย  ทั้งยังฉายให้เห็นถึงการขาดจิตสำนึกของนักการเมืองที่ทำ ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อของการเมือง เรื่องส่วนตน และทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งความเกลียดชัง เข่นฆ่าทำร้ายกันเองโดยขาดสติ</p>
<p>แม้ นายทิวาจะนำเสนอกวีนิพนธ์หลายบทด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน ประชด เสียดสี เพื่อตั้งคำถามและกระตุ้นให้ผู้อ่านได้ร่วมคิดร่วมตระหนักกับบาดแผลที่ร้าว ลึกของสังคมไทย แต่ก็ยังได้ใช้บทกวีบางบทปลุกปลอบและเตือนสติผู้อ่านให้ยึดมั่นในสำนึกรัก ชาติ มองวิกฤติความเปลี่ยนแปลงด้วยสติ เมตตา ปล่อยวางแต่ใช่จะนิ่งดูดาย และเชื่อในกฎแห่งกรรม พร้อมเสนอว่าท้ายที่สุด การมองวิกฤตินี้ด้วยปัญญาจะทำให้เห็นว่าวิกฤติครั้งนี้ จะไม่มีชัยชนะ และไม่มีใครชนะ</p>
<p>ใน ความไหวนิ่งงัน  แสดงให้เห็นชั้นเชิงการประพันธ์กลอน กาพย์ และโคลงของนายทิวา ที่สืบทอดฉันทลักษณ์ตามขนบโดยสร้างสรรค์ลีลา จังหวะ และท่วงทำนองที่มีลักษณะเฉพาะตัว มีฝีมือโดดเด่นในเรื่องของการเล่นเสียง การเล่นคำซ้ำคำ และการใช้คำที่มีความหมายตรงกันข้าม อันเป็นกลวิธีที่ผู้แต่งสามารถสร้างจินตภาพเชื่อมโยงกับวิกฤติการณ์ทางการ เมืองได้โดยไม่ต้องเล่าถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในลักษณะที่เป็นบันทึกเหตุการณ์ แต่เป็นการใช้ภาษาวรรณศิลป์เพื่อเป็นกระบอกเสียง และเป็นเครื่องมือบันทึกความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของผู้คนผ่านสายตาของ ผู้แต่งที่ได้เฝ้ามองสังคมการเมืองไทยที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ด้วยความนิ่ง งัน</p>
<p style="text-align: center;"><strong>เมืองในแสงแดด<br />
ของ โกสินทร์ ขาวงาม</strong></p>
<p>เมืองในแสงแดด สะท้อนภาพชีวิตประจำวันที่ประทับอยู่ในใจของผู้แต่งผ่านบทร้อย กรองที่ละเมียดละไมในอารมณ์ คล้ายผู้แต่งกำลังวาดภาพด้วยภาษา แตะแต้มรายละเอียดให้ผู้อ่านสัมผัสรับรู้รูป รส กลิ่น เสียง ที่ผู้แต่งรู้สึก</p>
<p>ภาพที่ผู้แต่งวาดไว้สะท้อนถึงพื้น หลังของชีวิตและสังคมที่รองรับ แม้เป็นเพียงภาพของสบู่หอมนกแก้ว ตุ๊กตา รอยสัก แมวกับงู หรือดวงตาปลาช่อน เพียงภาพของคนเล็กๆ เช่น ช่างเขียนป้าย อดีตแชมป์มวย หญิงเลี้ยงวัว ช่างเครื่องเสียง พระชรา หรือพ่อค้าร้านของชำ เพียงภาพของสถานที่ธรรมดา เช่น บ้านในซอย อพาร์ตเมนต์ สวนสาธารณะ โรงหนัง หรือบนรถทัวร์ ล้วนบอกเล่าชีวิตร่วมสมัยของคนสามัญที่เป็นอยู่จริง แม้จะเป็นชีวิตที่ลำบากยากเข็ญ ผู้แต่งก็ยังมองเห็นแง่มุมของความงาม และอารมณ์ละเมียดละไมที่กล่อมเกลาจิตใจให้มีแรงกำลังที่จะดำรงอยู่</p>
<p>กวีนิพนธ์เล่มนี้เด่นที่ การใช้กระบวนจินตภาพปะติดความ (collage) พรรณนาเร้าประสาทสัมผัสของผู้อ่านได้อย่างมีชีวิตชีวา สัมผัสสระและอักษรให้เสียงที่กลมกลืนคล้องจองกันอยู่ในท่วงทำนองหวานเศร้า จะ เร่งจังหวะกระชั้นหรือทอดอารมณ์ตามเนื้อความก็อยู่ในอรรถรสเช่นนั้น</p>
<p>เมืองในแสงแดด จึงเปรียบเหมือนแดดอ่อนที่อาบไล้ ภาพที่กวีวาดไว้ทั้งหมด ทั้งสิ่งสามัญ สิ่งที่น่ายินดีและน่าเศร้า จนกลายเป็นความงามอันโดดเด่น</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ไม่มีหญิงสาวใน บทกวี<br />
ของ ซะการีย์ยา อมตยา</strong></p>
<p>ไม่มีหญิงสาวในบทกวี เป็นหนังสือรวมกวีนิพนธ์แบบไร้ฉันทลักษณ์ (free verse)  ที่มีความสั้น-ยาวแตกต่างกันตั้งแต่ ๑๑ บรรทัดจบในครึ่งหน้าจนถึงร้อยกว่าบรรทัดหลายหน้าจบ รวม ๓๖ บท หากนับรวมบทเกริ่นด้วยก็จะเป็น ๓๗ บท บทเกริ่นที่กล่าวถึงนี้ประกอบด้วยข้อความเพียง ๓ บรรทัดที่บอกเจตนารมณ์ของผู้แต่งไว้อย่างคมคาย ดังนี้</p>
<p>ฉันกำลังเดินทาง ในบทกวี</p>
<p>บทกวีกำลังเดิน ทางในฉัน</p>
<p>เราต่างมุ่งหน้า สู่ปลายทางเดียวกัน</p>
<p>ไม่มีหญิงสาวในบทกวี  สื่อ ประสบการณ์และทัศนะอันหลากหลายของผู้แต่ง ตั้งแต่การสำรวจตนเอง ทัศนะต่อบทบาท ธรรมชาติ หน้าที่ของกวีและกวีนิพนธ์  ไป จนถึงทัศนะต่อมนุษย์ ชีวิต ปรากฏการณ์และสถานการณ์ร่วมสมัยในสังคมทั้งในระดับบุคคลและก้าวไปถึงระดับ มนุษยชาติโดยเชิญชวนให้ผู้อ่านร่วมคิดไปกับเขา แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ผู้อ่านและผู้แต่งมองเห็นหรือค้นพบอาจไม่ใช่สิ่ง หรือคำตอบเดียวกัน</p>
<p>ซะการีย์ยา ไม่ได้เลือกที่จะนำเสนอประสบการณ์และทัศนะที่น่ารื่นรมย์ ตรงกันข้ามเขาได้นำเสนอเรื่องที่น่าเศร้าโศกไว้เป็นอันมาก  แต่ ก็มิได้พยายามบีบคั้นความรู้สึกผู้อ่านด้วยการแสดงออกอย่างขมขื่น เกรี้ยวกราด กลับปล่อยให้ความเข้มข้นของ”สาร”ที่ ผู้อ่านรับได้ขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสในการอ่าน เช่น เขาใช้ถ้อยคำน้ำเสียงซึ่งโดยผิวเผินดูชวนขันในบท “หากฉันตาย” “กรณี วิวาทกับความเงียบ” และ “สระ ใอใม้มลายเสีย” แต่เมื่ออ่านซ้ำแล้ว ฉุกคิดก็จะรู้สึกได้ถึงอารมณ์ขมและการประชดเหน็บแนมที่แฝงอยู่ หรือแม้แต่ในบทที่ชวนให้หม่นหมองมากอย่าง “จนกว่าพล ทหารคนสุดท้ายจะกลับมา” เขาก็ “เล่น” กับอารมณ์เศร้าด้วยการนำรูปแบบที่ดูผ่อนคลายของรางรถไฟ อาการเคลื่อนอย่างโขยกเขยกของรถไฟ มาแทรกไว้ ซึ่งนับได้ว่าเป็นความสามารถเชิงสร้างสรรค์ที่น่ายกย่อง</p>
<p>ความเด่นของไม่มีหญิงสาวในบทกวี อีกประการหนึ่งอยู่ที่การอ้างถึง (allusion) บุคคล ผลงานและสถานที่ในวัฒนธรรมที่แตกต่าง ซึ่งไม่เพียงแต่จะสะท้อนความเป็นนักอ่านของผู้แต่งเองเท่านั้นแต่ยังเป็นการ จุดประกายความคิด เชิญชวนให้พอใจที่จะเปิดหน้าต่างการอ่านออกไปสู่บรรณพิภพอันกว้างไกลเพื่อ ขยายโลกทัศน์และภูมิรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><strong>รูปฉายลายชีพ<br />
ของ โชคชัย บัณทิต</strong></p>
<p>รูปฉายลายชีพ เป็น หนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ ๕๖ บท ระหว่างช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๑ จนถึงต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๓ กวีนิพนธ์แต่ละบทแม้จะแต่งขึ้นต่างกรรมต่างวาระ แต่ได้ผ่านการคัดสรรและจัดลำดับภายในกรอบของโครงเรื่อง “รูปเล่าเรื่อง”</p>
<p>“รูป” ในที่นี้มีทั้งภาพวาด ภาพถ่าย ภาพในจินตนาการ ภาพที่ได้พบเห็น ภาพในความทรงจำ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนถึง “เรื่อง” อันได้แก่ชีวิตหลากหลายแง่มุมที่หลายคนอาจจะมองข้ามออกมาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นหญิงบ้า หมอดู คนใบ้หวย เด็กขายของ ขโมยหรือพระ  “ชีวิต” เหล่านี้มีทั้งที่เจาะจงเฉพาะชีวิตใครคนใดคนหนึ่งและชีวิตของผู้คนที่มารวม กันในที่นั้นๆ ด้วยเหตุผลต่างๆ กันในกวีนิพนธ์แต่ละบท กวีนิพนธ์บทแรกคือ “รูปฉายลายชีพ” เป็นเสมือนบทนำ กวีนิพนธ์บทที่ ๒๙ คือ “รูปฉายลายชีพ: แอ็คชั่น” เป็นบทเชื่อมระหว่างบทนำกับบทลงท้ายให้มีความต่อเนื่องกัน โดยมีกวีนิพนธ์บทที่ ๕๖ คือ “รูปฉายลายชีพ: แอนิเมชั่น” เป็นเสมือนบทลงท้ายที่ฉายให้เห็นจุดเริ่มต้นจากวัยเด็กที่ดำเนินมาสู่จุดสุด ท้ายคือวัยชรา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กวีนิพนธ์เล่มนี้มีทั้งเอกภาพด้านโครงเรื่อง และเป็นเอกเทศในแต่ละบทที่นำมาร้อยรวมเข้าด้วยกัน สะท้อนถึงความเป็นมาและเป็นไปของชีวิตผ่านสายตากวี</p>
<p>รูปฉายลายชีพ ใช้คำประพันธ์ประเภทกลอนเป็นส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยเป็นกาพย์ยานี ๑๑ จังหวะกลอนและกาพย์รื่นไหล ใช้ภาษาที่เรียบง่าย งดงาม มีความหมายกระทบใจ กวีนิพนธ์หลายบทเขียนให้คิดไปได้ไกลกว่าถ้อยคำที่ปรากฏ โดยเฉพาะการตั้งชื่อกวีนิพนธ์แต่ละบทมีทั้งตรงไปตรงมา เสียดสี และชวนให้คิด เช่น “ภาพในเพลง” “คนขายอนาคต” “นิทรรศกาม”</p>
<p>กลวิธีการนำเสนอ เป็นไปในลักษณะเล่าเรื่อง บางครั้งทิ้งคำถามไว้ในบทกวีเพื่อให้ผู้อ่านหาคำตอบด้วยตัวเอง ที่น่าสนใจคือผู้แต่งใช้กวีนิพนธ์ทำหน้าที่เสมือนกล้องบันทึกความสัมพันธ์ ระหว่าง “รูป” และ “ชีวิต”  รูปฉายลายชีพ จึงเป็นชื่อที่ครอบคลุมเนื้อเรื่องทั้งหมด เพราะเป็นการฉายรูปให้เห็นว่า “ชีวิต” เป็นอย่างไร “รูป” ก็เป็นอย่างนั้นไม่ต่างกัน เพราะ “รูป” ก็คือชีวิต “ชีวิต” ก็คือ “รูป” นั่นเอง</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ข้อสังเกตจากคณะกรรมการคัดเลือกกวีนิพนธ์<br />
รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอา เซียน (ซีไรต์) ประจำปี ๒๕๕๓</strong></p>
<p>หนังสือ ส่งเข้าประกวดรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นรอบของวรรณกรรมสร้างสรรค์ประเภทกวีนิพนธ์มีทั้งหมด ๗๔ เรื่อง คณะกรรมการคัดเลือกได้ตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ พบว่า มีหนังสือไม่เข้าหลักเกณฑ์จำนวน ๓ เรื่อง เป็นนวนิยาย ๑ เรื่อง หนังสือร้อยแก้วทั่วไป ๑ เรื่อง และหนังสือไม่มี เลข มาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) ๑ เรื่อง จึงมีกวีนิพนธ์ที่พิจารณาคัดเลือกจำนวน  ๗๑ เรื่อง</p>
<p><strong>ภาพรวมของกวีนิพนธ์ที่ส่งเข้าพิจารณาคัดเลือก</strong></p>
<p><strong>๑. รูปแบบคำประพันธ์ มี ๓ รูปแบบ คือ </strong></p>
<p>๑.๑ กวีนิพนธ์ที่แต่งโดยใช้ฉันทลักษณ์ไทย ได้แก่ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย</p>
<p>๑.๒ กวีนิพนธ์แบบไร้ฉันทลักษณ์ (free verse) หรือกลอนเปล่า   ๑.๓ กวีนิพนธ์ที่แต่งโดยใช้ร้อยกรองพื้นบ้าน เช่น เพลงกล่อมเด็ก ผญา กลอน หัวเดียว เป็นต้น</p>
<p>กวีนิพนธ์ที่ส่ง เข้าพิจารณาคัดเลือกนิยมใช้ฉันทลักษณ์ไทยมากที่สุด นอกจากนี้ พบว่า ยังนิยมใช้ฉันทลักษณ์ไทยและกลอนเปล่าในเล่มเดียวกัน ใช้กลอน เปล่าทั้งเล่ม และใช้ร้อยกรองพื้นบ้าน มากน้อยลงมาตามลำดับ</p>
<p>กวีนิพนธ์ที่แต่งโดยใช้ฉันทลักษณ์ไทยมักใช้กลอนเป็นหลัก ส่วนคำประพันธ์ประเภทกาพย์ โคลง ฉันท์ และร่าย แม้จะพบอยู่ในกวีนิพนธ์หลายเรื่อง แต่ก็มีในสัดส่วนที่ไม่มากนัก</p>
<p><strong> ๒. เนื้อหา </strong> กวีนิพนธ์ที่ส่งเข้าพิจารณาคัดเลือกมี เนื้อหาหลากหลาย ครอบคลุมแนวคิดทั้งทางโลกและทางธรรม สะท้อนเหตุการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม ความคิดและการใช้ชีวิตของปัจเจกบุคคล ประเด็นสำคัญที่มักนำเสนอ ได้แก่</p>
<p>๒.๑ การเมือง ผู้แต่งมักแสดงทัศนะเกี่ยวกับการเมืองที่สืบ เนื่องมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อันเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลให้สังคมไทยแบ่งกลุ่มทางการเมืองออกเป็นสองกลุ่ม อย่างชัดเจน รวมทั้งยังได้วิพากษ์วิจารณ์สภาพการเมืองโดยรวมของสังคมไทยจากมุมมองความคิด ความเชื่อของผู้แต่งเอง</p>
<p>๒.๒ สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประเด็นที่ผู้แต่งเขียน ถึงมากอย่างมีนัยสำคัญ พบว่า ผู้แต่งทั้งที่เป็นชาวใต้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และที่ไปอาศัยอยู่ในภูมิภาค อื่น ๆ ได้ร่วมกันถ่ายทอดภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ผ่านมุมมองของตน โดยสะท้อนภาพการดำรงชีวิตทั้งที่สุขและทุกข์ ทั้งที่สร้างสรรค์และทำลาย</p>
<p>๒.๓ ศาสนา ผู้แต่งได้สะท้อนความเชื่อความศรัทธาในศาสดาและหลักศาสนาของศาสนิกชนไม่ เฉพาะแต่พุทธศาสนาเท่านั้น น่าสังเกตว่ามีผู้แต่งหลายท่านที่กล่าวถึงศาสนาอื่น ๆ โดยเฉพาะศาสนาอิสลามอีกด้วย ประเด็นที่เกี่ยวกับศาสนานี้มี ทั้งที่เขียนถึงความดีงามความสูงส่งของศาสนา และที่ตั้งคำถาม ต่อศาสนาและหลักคำสอน</p>
<p>๒.๔ สังคม ผู้แต่งจำนวนมากได้สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วของสังคมที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีว่าความก้าว หน้าดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลต่อความคิด การใช้ชีวิต และพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน ทั้งยังตั้งคำถามถึงทางเลือกระหว่างวิถีชีวิตแบบเก่าที่ผู้คนสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิดกับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีจนทำให้ผู้คนห่าง เหินกัน นอกจากนี้ ผู้แต่งยังสะท้อนแนวคิดและการใช้ชีวิตของปัจเจกบุคคลที่พยายามแสดงความเป็น อิสระและเสรีนิยมทางความคิดความเชื่อทางการเมืองและศาสนา รวมถึงการใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ผูกมัดกับกฎเกณฑ์ของสังคม โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่</p>
<p>๒.๕ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นที่กล่าวถึงพอสมควร ผู้แต่งกล่าวถึงความเสียหายของ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ โดยแสดงความวิตกกังวลถึงภัยต่าง ๆ จากธรรมชาติ และเรียกร้องให้มนุษย์ช่วยกันรักษาธรรมชาติ</p>
<p>๓. ผู้แต่ง จากประวัติโดยย่อของผู้แต่งในหนังสือแต่ละเล่ม พบว่า ผู้แต่งมีทั้งผู้ที่ทำงานวรรณกรรมคือเป็นนักเขียนส่วนหนึ่ง และผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นแล้วสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ไปด้วยอีกส่วนหนึ่ง ในกลุ่มหลังนี้ที่พบมาก ได้แก่ ข้าราชการครู ข้าราชการอื่น ๆ และ สื่อมวลชน  การที่ผู้แต่งมาจากหลายสาขาอาชีพนี้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เนื้อหา ความคิด และมุมมองที่นำเสนอมีความหลากหลาย ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ มีพระสงฆ์ส่งกวีนิพนธ์เข้าพิจารณาในครั้งนี้ด้วย และนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตทางโลกได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p><strong>ข้อสังเกต</strong></p>
<p>คณะกรรมการคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมซีไรต์ ประจำปี ๒๕๕๓ มีข้อสังเกตเกี่ยวกับ กวีนิพนธ์ทั้ง ๗๑ เรื่อง ดังนี้</p>
<p>๑. รูปแบบการประพันธ์ พบว่า กวีนิพนธ์ที่แต่งโดยใช้ฉันทลักษณ์ประเภทกลอนและกาพย์มีการใช้สัมผัสซ้ำและ สัมผัสเลือนเป็นจำนวนมาก ในกรณีสัมผัสซ้ำ มีทั้งสัมผัสซ้ำในบทและระหว่างบท และในกรณีของสัมผัสเลือนมักพบการใช้คำที่มีเสียงสระคล้ายกันเป็นคำรับส่ง สัมผัส ส่วนคำประพันธ์ประเภทอื่น ๆ เช่น โคลง พบว่านอกจากจะมีข้อบกพร่องในเรื่องตำแหน่งคำเอก คำโท และคำสร้อยในบาทที่ ๑ และบาทที่ ๓ แล้ว ในโคลงดั้น ยังมีที่แต่งโดยขาดโทคู่ในบาทสุดท้าย นอกจากนี้ การจัดรูปแบบของโคลงกระทู้ หรือแม้แต่โคลงสี่สุภาพ ยังพบว่าผิดไปจากขนบการประพันธ์ ส่วนคำประพันธ์ประเภทฉันท์ พบว่า มีการเลือกคำมาใช้ในตำแหน่งครุและลหุโดยเปลี่ยนแปลงรูปคำไปจนผิดหลัก ไวยากรณ์และไม่สื่อความ</p>
<p>๒. การใช้ถ้อยคำ พบว่า มีการใช้ถ้อยคำที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับบริบทอยู่เป็นจำนวนมาก มีการสร้างสรรค์ถ้อยคำใหม่ ๆ และการประสมคำที่ไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ทำ ให้เป็นคำที่เข้าใจเฉพาะผู้แต่ง ไม่สื่อความหมายแก่คนทั่วไป รวมทั้งการนำคำภาษาต่างประเทศที่เขียนด้วยอักษรโรมันมาใช้ บางกรณีก็เกินความจำเป็น บางกรณีก็สื่อความหมายคลาดเคลื่อนไปจากภาษาเดิม</p>
<p>นอก จากนี้ ยังพบว่ามีการใช้คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษโดยออกเสียงตามความเข้าใจของ  ผู้ แต่ง ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการรับส่งสัมผัสอันเกิดจากการออกเสียงที่ไม่ถูกต้องอีก ด้วย</p>
<p>๓. การบรรณาธิกรณ์ พบว่า กวีนิพนธ์หลายเล่มมีเนื้อหาโดยรวมน่าสนใจ แต่ขาดการบรรณาธิกรณ์ที่ดี ทำให้การจัดเรียงเนื้อหาไม่มีแนวคิดที่เป็นเอกภาพ รวมทั้งการพิสูจน์อักษรยังผิดพลาดเป็นจำนวนมาก และพบคำที่สะกดผิดในกวีนิพนธ์เกือบทุกเล่ม เป็นการลดทอนคุณค่าของหนังสือลงไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบ ว่า กวีนิพนธ์ที่ใช้ฉันทลักษณ์และไร้ฉันทลักษณ์ในเล่มเดียวกัน เมื่อนำมาอยู่ร่วมกันทำให้ไม่มีเอกภาพ เพราะรูปแบบฉันทลักษณ์ทั้งสองแบบมีข้อเด่นคนละด้าน จึงทำให้หนังสือมีข้อด้อยกว่าเล่มที่ใช้คำประพันธ์รูปแบบเดียวกันทั้งเล่ม ส่วนกวีนิพนธ์ที่ผู้แต่งพยายามใช้ฉันทลักษณ์หลายรูปแบบในเล่มเดียวกัน กลับสะท้อนให้เห็นระดับฝีมือการประพันธ์ฉันทลักษณ์แต่ละชนิดว่าไม่เสมอกัน ทำให้คุณภาพของงานโดยรวมลดลง</p>
<p>อนึ่ง การเขียนคำนำหรือคำนิยมของบรรณาธิการหรือผู้อื่นนั้น ข้อมูลที่นำมากล่าวถึงและการใช้คำควรคำนึงถึงความถูกต้องทางวิชาการและความ เหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาสาระในกวีนิพนธ์และระดับฝีมือของผู้แต่งด้วย</p>
<p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong></p>
<p>๑. การจัดพิมพ์หนังสือกวีนิพนธ์ควรมีการบรรณาธิกรณ์ เพื่อให้หนังสือมีเนื้อหาที่เป็นเอกภาพ มีแนวคิดชัดเจน มีการตรวจแก้ไขคำผิดและปรับปรุงสำนวนให้ถูกต้อง</p>
<p>๒. การใช้คำภาษาต่างประเทศในกวีนิพนธ์ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม หากนำมาใช้เพื่อเป็นคำรับส่งสัมผัสควรตรวจสอบเรื่องการออกเสียงให้ถูกต้อง ว่าสามารถรับส่งสัมผัสได้หรือไม่</p>
<p>๓. การใช้ฉันทลักษณ์ หากต้องการยึดฉันทลักษณ์ตามขนบ ควรระมัดระวังเรื่องสัมผัสเนื่องจากเป็นหลักสำคัญที่ทำให้บทกวีมีฉันทลักษณ์ ที่ถูกต้องและไพเราะงดงาม อีกทั้งยังเป็นการพิสูจน์ความรู้รอบทางภาษาของผู้แต่งได้อย่างแท้จริง ควรเลี่ยงสัมผัสซ้ำและสัมผัสเลือน  ทั้ง ยังควรคำนึงถึงการวางรูปแบบฉันทลักษณ์ประเภทต่าง ๆ ให้ถูกต้องด้วย</p>
<p>อย่าง ไรก็ดี ผู้แต่งมีสิทธิ์สร้างสรรค์ฉันทลักษณ์ขึ้นใหม่  และในการนำเสนอควรแสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์ นั้นอย่างชัดเจน สามารถสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจฉันทลักษณ์ของตนได้</p>
<p>๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/sea-write-award-short-lists-2010/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชมโปสการ์ดสีอายุร่วม 100 ปี ฝรั่งทำไทยใช้</title>
		<link>http://kosolanusim.org/poscard-100-years-old</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/poscard-100-years-old#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jul 2010 04:22:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รูปเล่าเรื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[หลายเรื่องหลากรส]]></category>
		<category><![CDATA[โปสการ์ดสมัยรัชการที่ 6]]></category>
		<category><![CDATA[โปสการ์ดเก่าอายุ 100 ปี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1216</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้โปสการ์ดเก่า ๆ หลายใบเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากดูโดยละเอียดพบว่าเป็นของเก่าอายุร่วม 100 ปี ส่วนมากประทับตราไปรษณีย์ปี ค.ศ.1913 หรือ พ.ศ.2456 ส่งโดยคนไทยจากประเทศในยุโรป มีทั้งที่สางหากันในยุโรปและส่งมาที่เมืองไทย อายุของโปสการ์ดนับถึงปีนี้ (พ.ศ.2553) ก็หย่อน 100 ปีเล็กน้อย หย่อนเท่าใดก็ลองคิดเลขดูนะครับ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็น่าจะอนุมานได้ว่า อายุจริงของโปสการ์ดเหล่านี้น่าจะครบ 100 ปีแล้ว เพราะการพิมพ์โปสการ์ดน่าจะพิมพ์แล้วขายหลายปี เทียบกับโปสการ์ดในปัจจุบันที่พิมพ์แล้ววางขายเป็นเวลานาน สมัยก่อนก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน

โปสการ์ดนี้เป็นรูปสถานที่สำคัญของเมืองเบอร์ลิน จะเป็นสถานที่ใดก็สุดจะเดาเพราะเขียนเป็นภาษาเยอรมัน และที่บ้านก็ไม่มีพจนานุกรมภาษาเยอรมันจึงขอคัดลอกอักษรโรมันที่พิมพ์อยู่บนโปสการ์ดมาให้อ่าน ดังนี้
Berlin Platz vor dem Reichstagsgebaude mit Bismarck-Denkmel
เดา ๆ เอาว่า สถานที่นี้น่าจะตั้งชื่อ หรือเกี่ยวข้องกับรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเยอรมันคือบิสมาร์ค ผิดถูกอย่างไรไม่รับประกัน
โปสการ์ดแผ่นนี้ส่งโดยคนไทยไปหาคนไทยด้วยกัน ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นข้าราชการที่ไปเรียนในยุโรป หรือไม่ก็ติดตามเจ้านายไปอยู่ที่ยุโรป โปสการ์ดแผ่นนี้เขียนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2456 หรือ ค.ศ.1913 ในช่วงต้นรัชการที่ 6 ซึ่งในเนื้อความกล่าวว่าจะมี &#8220;เสด็จในกรมฯ&#8221; จะเสด็จถึงฮัมเบิก (สันนิษฐานว่าคือเมือง Hamburg ในเยอรมันนี) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้โปสการ์ดเก่า ๆ หลายใบเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากดูโดยละเอียดพบว่าเป็นของเก่าอายุร่วม 100 ปี ส่วนมากประทับตราไปรษณีย์ปี ค.ศ.1913 หรือ พ.ศ.2456 ส่งโดยคนไทยจากประเทศในยุโรป มีทั้งที่สางหากันในยุโรปและส่งมาที่เมืองไทย อายุของโปสการ์ดนับถึงปีนี้ (พ.ศ.2553) ก็หย่อน 100 ปีเล็กน้อย หย่อนเท่าใดก็ลองคิดเลขดูนะครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-1218" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="oldposcard2" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/oldposcard2.jpg" alt="oldposcard2" width="296" height="193" /></p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็น่าจะอนุมานได้ว่า อายุจริงของโปสการ์ดเหล่านี้น่าจะครบ 100 ปีแล้ว เพราะการพิมพ์โปสการ์ดน่าจะพิมพ์แล้วขายหลายปี เทียบกับโปสการ์ดในปัจจุบันที่พิมพ์แล้ววางขายเป็นเวลานาน สมัยก่อนก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน<br />
<span id="more-1216"></span><br />
โปสการ์ดนี้เป็นรูปสถานที่สำคัญของเมืองเบอร์ลิน จะเป็นสถานที่ใดก็สุดจะเดาเพราะเขียนเป็นภาษาเยอรมัน และที่บ้านก็ไม่มีพจนานุกรมภาษาเยอรมันจึงขอคัดลอกอักษรโรมันที่พิมพ์อยู่บนโปสการ์ดมาให้อ่าน ดังนี้</p>
<p><span style="color: #0000ff;">Berlin Platz vor dem Reichstagsgebaude mit Bismarck-Denkmel</span></p>
<p>เดา ๆ เอาว่า สถานที่นี้น่าจะตั้งชื่อ หรือเกี่ยวข้องกับรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเยอรมันคือบิสมาร์ค ผิดถูกอย่างไรไม่รับประกัน</p>
<p>โปสการ์ดแผ่นนี้ส่งโดยคนไทยไปหาคนไทยด้วยกัน ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นข้าราชการที่ไปเรียนในยุโรป หรือไม่ก็ติดตามเจ้านายไปอยู่ที่ยุโรป โปสการ์ดแผ่นนี้เขียนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2456 หรือ ค.ศ.1913 ในช่วงต้นรัชการที่ 6 ซึ่งในเนื้อความกล่าวว่าจะมี &#8220;เสด็จในกรมฯ&#8221; จะเสด็จถึงฮัมเบิก (สันนิษฐานว่าคือเมือง Hamburg ในเยอรมันนี) ดังนั้น จึงคิดว่าเจ้าของโปสการ์ดและผู้รับ น่าจะเป็นคนสำคัญอยู่ไม่น้อย</p>
<p style="text-align: justify;"><a href="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/oldposcard11.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1220" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="oldposcard1" src="http://kosolanusim.org/wp-content/uploads/2010/07/oldposcard11.jpg" alt="oldposcard1" width="448" height="285" /></a>ผมก็ไม่นึกฝันว่าจะได้เห็นโปสการ์ดอายุนับร้อยปีมาก่อน ยิ่งการจะได้มาเป็นของตนเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ตอนนี้อยู่ ๆ ก็ได้มาโดยไม่คาดฝัน จึงเอามาอ่านและชมอยู่บ่อย ๆ  ในความรู้สึกนั้นไม่คิดว่านี่เป็นเพียงโปสการ์ดแผ่นหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์สังคมเลยทีเดียว</p>
<p>น่าค้นหาว่า ผู้เขียนและผู้รับเป็นใคร ไปทำอะไรที่ประเทศในยุโรปเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน จาการอ่านข้อความในโปสการ์ดแผ่นอื่น ๆ ก็พออนุมานได้ว่า ทั้งสองเป็นข้าราชการในสังกัดของเจ้านาย  ผู้รับโปสการ์ดคือนายสุ่น (Nai Soon) เป็นข้าราชการในสังกัดของ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช พระบิดาแห่งกองทัพบกไทย เพราะมีโปสการ์ดใบหนึ่งจ่าหน้าถึง  <strong>นายสุ่น ส่งวังกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช Bangkok Saim</strong> แต่ผู้ส่งเป็นใครยังไม่สามารถสันนิษฐานได้</p>
<p>ที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งคือ เมื่อ 100 ปีก่อนชาวยุโรปมีเทคโนโลยีการพิมพ์สีที่คมชัดสวยงามแล้ว  คุณภาพไม่ต้องพูดถึง เพราะผ่านมาร้อยปียังสีสวยสดอยู่เลย ถ้าภาษาอีสานบ้านผมก็ต้องบอกว่า &#8220;เป็นตางึด&#8221; คือเหนือความคาดหมายแบบสุด ๆ จริง ๆ</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/poscard-100-years-old/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ในโลกหนังสือวันที่ 10 : โลกมหัศจรรย์</title>
		<link>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-10</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-10#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jul 2010 01:12:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ในโลกหนังสือ 365 วัน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกมหัศจรรย์]]></category>
		<category><![CDATA[โลกหนังสือคือโลกมหัศจรรย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1213</guid>
		<description><![CDATA[โลกหนังสือเป็นโลกมหัศจรรย์เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้  สิ่งที่เป็นข้อจำกัดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ล้วนสามารถเกิดขึ้นได้ในโลกหนังสือ
เนื่องจากมนุษย์เป็นผู้สร้างโลกหนังสือขึ้นมา ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหนังสือ คือสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้นในโลกจริง ๆ  แต่ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง
ความมหัศจรรย์ในโลกหนังสือเป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์เอาชนะข้อจำกัดของตนเองได้  นั่นคือ สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ทีี่มนุษย์ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันในปัจจุบันนั้น มีเป็นจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นในโลกหนังสือก่อน
เครื่องบิน เรือดำน้ำ ดาวเทียม โทรทัศน์  ฯลฯ ล้วนเป็นเพียงจินตนาการในหนังสือมาก่อน ในยุคสมัยที่หนังสือเหล่านั้นได้ถูกตีพิมพ์ขึ้น ของเหล่านี้เป็นเพียงจินตนาการเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่มนุษย์คุ้นเคยกันโดยทั่วไป
โลกหนังสือจึงเป็นโลกมหัศจรรย์ แต่ที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่าคือสติปัญญาของมนุษย์ที่สร้างโลกมหัศจรรย์ในหนังสือขึ้นมา จากนั้นก็สร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่เคยมีแต่ในโลกหนังสือให้กลายเป็นจริง
นี่แหละความมหัศจรรย์ที่แท้.
โกศล อนุสิม
11 กรกฎาคม 2553
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกหนังสือเป็นโลกมหัศจรรย์เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้  สิ่งที่เป็นข้อจำกัดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ล้วนสามารถเกิดขึ้นได้ในโลกหนังสือ</p>
<p>เนื่องจากมนุษย์เป็นผู้สร้างโลกหนังสือขึ้นมา ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหนังสือ คือสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้นในโลกจริง ๆ  แต่ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง</p>
<p>ความมหัศจรรย์ในโลกหนังสือเป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์เอาชนะข้อจำกัดของตนเองได้  นั่นคือ สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ทีี่มนุษย์ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันในปัจจุบันนั้น มีเป็นจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นในโลกหนังสือก่อน</p>
<p>เครื่องบิน เรือดำน้ำ ดาวเทียม โทรทัศน์  ฯลฯ ล้วนเป็นเพียงจินตนาการในหนังสือมาก่อน ในยุคสมัยที่หนังสือเหล่านั้นได้ถูกตีพิมพ์ขึ้น ของเหล่านี้เป็นเพียงจินตนาการเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่มนุษย์คุ้นเคยกันโดยทั่วไป</p>
<p>โลกหนังสือจึงเป็นโลกมหัศจรรย์ แต่ที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่าคือสติปัญญาของมนุษย์ที่สร้างโลกมหัศจรรย์ในหนังสือขึ้นมา จากนั้นก็สร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่เคยมีแต่ในโลกหนังสือให้กลายเป็นจริง</p>
<p>นี่แหละความมหัศจรรย์ที่แท้.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
11 กรกฎาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-10/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ในโลกหนังสือวันที่ 9 : ตัวประกอบในวรรณคดี</title>
		<link>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-9</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-9#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Jul 2010 08:18:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ในโลกหนังสือ 365 วัน]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวละครในวรรณคดี]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณคดีไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1199</guid>
		<description><![CDATA[.
เมื่ออ่านวรรณคดีเรื่องสำคัญของไทย เช่น ขุนช้างขุนแผน อิเหนา รามเกียรติ์ รวมถึงวรรณกรรมจีนที่แปลเป็นไทยอย่าง สามก๊ก จะเห็นว่ามีตัวละครเป็นจำนวนมากทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องราวให้ดำเนินไปอย่างสนุกสนาน มีชีวิตชีวา มีความต่อเนื่องจากต้นจนจบ
วรรณกรรมทุกเรื่องมีทั้งตัวละครที่เป็นตัวเอกและตัวประกอบ เป็นตัวแทนของกลุ่มชนทุกชั้นในสังคม ไม่มีวรรณคดีเรื่องใดที่ดำเนินไปโดยตัวละครที่เป็นชนชั้นเดียวกันล้วน ๆ ได้ ดังนั้น หากพินิจถ้อยคำของ บรรจง บรรเจิดศิลป์ ซึ่งเป็นนักวิชาการวรรณกรรมคนสำคัญของไทยคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า &#8220;ดูวรรณกรรมจากสังคม ดูสังคมจากวรรณกรรม&#8221; ย่อมจะเห็นเป็นจริงแท้ เพราะวรรณคดีทุกเรื่องล้วนแต่สะท้อนภาพความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมทั้งสิ้น
ในบรรดาตัวละครทั้งหลายเหล่านั้น เราสนใจตัวละครที่ไม่ใช่ตัวเอกมากกว่าตัวเอก ในที่นี้ของเรียกว่า &#8220;ตัวประกอบในวรรณคดี&#8221; ไปพลางก่อน ตัวละครเหล่านี้มองอย่างผิวเผินเป็นเพียงตัวแทนของผู้คนเล็ก ๆ ที่ไม่มีบทบาทสำคัญแต่อย่างใด หลายตัวละครเรื่องสามก๊กปรากฏตัวออกมาเพียงเพื่อให้ตัวเอกซึ่งเป็นบุคคลสำคัญได้แสดงออกถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือผู้คนเท่านั้น เช่น ปรากฏตัวออกมาเพื่อให้แม่ทัพนายกองสั่งตัดศีรษะเพื่อเน้นย้ำถึงความเป็นผู้มีอำนาจ ตัวละครเช่นนี้มีอยู่มากมายในโลกวรรณคดี
สังมมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ มีคนมากมายมีชีวิตอยู่ในลักษณะเดียวกับตัวประกอบในวรรณคดี หากมองผิวเผินแล้วเป็นบุคคลที่ไม่มีความสำคัญในสังคม แต่แท้จริงแล้ว หากปราศจากคนเหล่านี้ คนสำคัญทั้งหลายก็ไม่สามารถจะทำอะไรเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นคนสำคัญขึ้นมาได้
ไม่ว่าตัวประกอบในวรรณคดีหรือตัวประกอบในชีวิตจริง ล้วนแต่มีส่วนในการอุ้มชูตัวเอกให้มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น.
โกศล อนุสิม
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓
.
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ffffff;">.</span><br />
เมื่ออ่านวรรณคดีเรื่องสำคัญของไทย เช่น <strong>ขุนช้างขุนแผน อิเหนา รามเกียรติ์ </strong>รวมถึงวรรณกรรมจีนที่แปลเป็นไทยอย่าง<strong> สามก๊ก</strong> จะเห็นว่ามีตัวละครเป็นจำนวนมากทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องราวให้ดำเนินไปอย่างสนุกสนาน มีชีวิตชีวา มีความต่อเนื่องจากต้นจนจบ</p>
<p>วรรณกรรมทุกเรื่องมีทั้งตัวละครที่เป็นตัวเอกและตัวประกอบ เป็นตัวแทนของกลุ่มชนทุกชั้นในสังคม ไม่มีวรรณคดีเรื่องใดที่ดำเนินไปโดยตัวละครที่เป็นชนชั้นเดียวกันล้วน ๆ ได้ ดังนั้น หากพินิจถ้อยคำของ บรรจง บรรเจิดศิลป์ ซึ่งเป็นนักวิชาการวรรณกรรมคนสำคัญของไทยคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า<strong> &#8220;ดูวรรณกรรมจากสังคม ดูสังคมจากวรรณกรรม&#8221; </strong>ย่อมจะเห็นเป็นจริงแท้ เพราะวรรณคดีทุกเรื่องล้วนแต่สะท้อนภาพความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมทั้งสิ้น</p>
<p>ในบรรดาตัวละครทั้งหลายเหล่านั้น เราสนใจตัวละครที่ไม่ใช่ตัวเอกมากกว่าตัวเอก ในที่นี้ของเรียกว่า<strong> &#8220;ตัวประกอบในวรรณคดี&#8221; </strong>ไปพลางก่อน ตัวละครเหล่านี้มองอย่างผิวเผินเป็นเพียงตัวแทนของผู้คนเล็ก ๆ ที่ไม่มีบทบาทสำคัญแต่อย่างใด หลายตัวละครเรื่องสามก๊กปรากฏตัวออกมาเพียงเพื่อให้ตัวเอกซึ่งเป็นบุคคลสำคัญได้แสดงออกถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือผู้คนเท่านั้น เช่น ปรากฏตัวออกมาเพื่อให้แม่ทัพนายกองสั่งตัดศีรษะเพื่อเน้นย้ำถึงความเป็นผู้มีอำนาจ ตัวละครเช่นนี้มีอยู่มากมายในโลกวรรณคดี</p>
<p>สังมมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ มีคนมากมายมีชีวิตอยู่ในลักษณะเดียวกับตัวประกอบในวรรณคดี หากมองผิวเผินแล้วเป็นบุคคลที่ไม่มีความสำคัญในสังคม แต่แท้จริงแล้ว หากปราศจากคนเหล่านี้ คนสำคัญทั้งหลายก็ไม่สามารถจะทำอะไรเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นคนสำคัญขึ้นมาได้</p>
<p>ไม่ว่าตัวประกอบในวรรณคดีหรือตัวประกอบในชีวิตจริง ล้วนแต่มีส่วนในการอุ้มชูตัวเอกให้มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-9/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยานพาหนะกับการบ่งชี้ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในเพลงลูกทุ่ง</title>
		<link>http://kosolanusim.org/vehicle-role-in-thai-country-songs</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/vehicle-role-in-thai-country-songs#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Jul 2010 07:40:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยอดรัก สลักใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ยานพาหนะในเพลงลูกทุ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1195</guid>
		<description><![CDATA[.
เนื้อหาเพลงลูกทุ่งแม้ส่วนมากใช้ความรัก เป็นแก่นในการดำเนินเรื่อง หากมองผิวเผินอาจเห็นเพียงความไร้สาระของความรัก อกหัก ผิดหวัง ขมขื่น การตัดพ้อต่อว่าของผู้หญิงผู้ชาย แต่หากมองให้ลึกแล้วจะเห็นว่า เพลงลูกทุ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของสังคมในยุคสมัยที่เพลงนั้นได้ เขียนขึ้นมา
ในบางยุคสมัยหลายอย่างที่กล่าวถึงในเพลงลูกทุ่ง เป็นข้อเท็จจริง เป็นการวิเคราะห์ลักษณะสังคมอย่างคมชัดและลึกซึ้ง ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง มีผลทำให้ทั้งผู้เขียนและผู้ร้องถูกคุกคามคาดโทษมาแล้วก็มี

หากพิจารณาให้ดีแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ การสะท้อนข้อเท็จจริงและปัญหาสังคมนั้น เพลงลูกทุ่งได้กระทำมาโดยตลอด  โดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของนักแต่งก็ตาม
เพลงลูกทุ่งนั้นอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนของสังคม  เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้นำหรือคนสำคัญของสังคมมักถูกหยิบยกไปกล่าวถึงเสมอ ตัวอย่างที่เห็นชัดเช่นกรณีพิพาทเขาพระวิหาร  เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  การดำเนินนโยบายในการบริหารประเทศของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  ดร.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นต้น
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงใน เพลงลูกทุ่งเสมอๆก็คือ ความแตกต่างของฐานะทางเศรฐกิจและสังคมของคน  ซึ่งก่อให้เกิความไม่ลงรอยกันในทางความคิดและการกระทำ จนบางครั้งทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น  ที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลือดเนื้อก็มาก  ซึ่งเพลงลูกทุ่งได้สะท้อนผ่านตัวละครที่เป็นคนหนุ่มสาวมีความรักต่อกัน ขณะที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีกว่า จึงถูกกีดกันจากพ่อแม่ของตนไม่ให้ไปรักอีกฝ่าย  กรณีที่เกิดขึ้นจริงและนักแต่งเพลงได้นำมากล่าวไว้ในเพลงจนโด่งดังก็คือ  เหตุการณ์ที่หนุ่มสาวกระโดดน้ำตายบนสะพานสารสินที่เชื่อมภูเก็ตกับแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากถูกกีดกันจากพ่อแม่ของฝ่ายหญิงที่มีฐานะทางเศรฐกิจและสังคมดีกว่าฝ่ายชาย  เป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนใจผู้คนเป็นอย่างมาก
สัญลักษณ์ที่นักแต่งเพลงใช้ในการบ่งบอก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p style="text-align: left;">เนื้อหาเพลงลูกทุ่งแม้ส่วนมากใช้ความรัก เป็นแก่นในการดำเนินเรื่อง หากมองผิวเผินอาจเห็นเพียงความไร้สาระของความรัก อกหัก ผิดหวัง ขมขื่น การตัดพ้อต่อว่าของผู้หญิงผู้ชาย แต่หากมองให้ลึกแล้วจะเห็นว่า เพลงลูกทุ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของสังคมในยุคสมัยที่เพลงนั้นได้ เขียนขึ้นมา</p>
<p>ในบางยุคสมัยหลายอย่างที่กล่าวถึงในเพลงลูกทุ่ง เป็นข้อเท็จจริง เป็นการวิเคราะห์ลักษณะสังคมอย่างคมชัดและลึกซึ้ง ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง มีผลทำให้ทั้งผู้เขียนและผู้ร้องถูกคุกคามคาดโทษมาแล้วก็มี<br />
<span id="more-1195"></span><br />
หากพิจารณาให้ดีแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ การสะท้อนข้อเท็จจริงและปัญหาสังคมนั้น เพลงลูกทุ่งได้กระทำมาโดยตลอด  โดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของนักแต่งก็ตาม</p>
<p>เพลงลูกทุ่งนั้นอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนของสังคม  เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้นำหรือคนสำคัญของสังคมมักถูกหยิบยกไปกล่าวถึงเสมอ ตัวอย่างที่เห็นชัดเช่นกรณีพิพาทเขาพระวิหาร  เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  การดำเนินนโยบายในการบริหารประเทศของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  ดร.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นต้น</p>
<p>ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงใน เพลงลูกทุ่งเสมอๆก็คือ ความแตกต่างของฐานะทางเศรฐกิจและสังคมของคน  ซึ่งก่อให้เกิความไม่ลงรอยกันในทางความคิดและการกระทำ จนบางครั้งทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น  ที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลือดเนื้อก็มาก  ซึ่งเพลงลูกทุ่งได้สะท้อนผ่านตัวละครที่เป็นคนหนุ่มสาวมีความรักต่อกัน ขณะที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีกว่า จึงถูกกีดกันจากพ่อแม่ของตนไม่ให้ไปรักอีกฝ่าย  กรณีที่เกิดขึ้นจริงและนักแต่งเพลงได้นำมากล่าวไว้ในเพลงจนโด่งดังก็คือ  เหตุการณ์ที่หนุ่มสาวกระโดดน้ำตายบนสะพานสารสินที่เชื่อมภูเก็ตกับแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากถูกกีดกันจากพ่อแม่ของฝ่ายหญิงที่มีฐานะทางเศรฐกิจและสังคมดีกว่าฝ่ายชาย  เป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนใจผู้คนเป็นอย่างมาก</p>
<p>สัญลักษณ์ที่นักแต่งเพลงใช้ในการบ่งบอก ถึงความแตกต่างของคนในสังคมผ่านบทเพลงมีหลายอย่าง เช่น บ้าน อาหารการกิน เสื้อผ้าและเครื่องประดับ และที่เห็นบ่อยก็คือยานพาหนะ นับตั้งแต่ยานพาหนะสมัยเก่าคือเกวียนเทียมวัว มาจนถึงรถจักรยาน  รถจักรยานยนต์ รถยนต์ จนปัจจุบันนี้เครื่องบินก็ถูกกล่าวถึงบ้างแล้ว</p>
<p>ยานพาหนะที่ปรากฏในเพลงลูกทุ่งแบ่งได้ อย่างคร่าวๆ 3 ระยะดังนี้</p>
<p><strong>ระยะที่ 1 การเปรียบเทียบระหว่างเกวียนกับรถยนต์</strong> เพลงลูกทุ่งเมื่อสมัยสามสิบปีขึ้นไป เกวียนมักถูกนำมาเปรียบเทียบกับรถยนต์  แน่นอนว่าเจ้าหนุ่มต้องเป็นคนบ้านนอกเข้ากรุง เจอสาวสวย ชวนน้องไปเที่ยวบ้านนา ไปนั่งเกวียนชมจันทร์  สมัยนั้นนอกจากเป็นบ่งบอกฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของปัจเจกบุคคลแล้ว เกวียนกับรถยนต์ยังเป็นสัญลักษณ์ของลักษณะทางสังคมอีกด้วย  เกวียนนั้นย่อมเป็นสัญลักษณ์ของสังคมชนบท(สังคมแบบดั้งเดิม) ส่วนรถยนต์นั้นเป็นสัญลักษณ์ของสังคมเมือง(สังคมสมัยใหม่)</p>
<p><strong>ระยะที่ 2 การประหมัดของจักรยานกับมอเตอร์ไซค์</strong> ที่เห็นได้ชัดเจนก็ในเพลง จักรยานคนจน นอกจากจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันของ ปัจจเจกบุคคลแล้ว  ยังปรากฏประเด็นที่น่าสนใจคือ การกล่าวถึงการเข้ามามีบทบาทของต่างชาติในสังคมไทย ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในเพลงนี้ก็คือ อุตสาหกรรมผลิตรถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่นที่ทันสมัยและใหญ่กว่า (ไปนั่งท้ายมอเตอร์ไซด์ รุ่นใหม่เมดอินเจแปน) เข้ามาเบียดกระแทกอุตสาหกรรมพื้นเมือง (จักรยานของพี่ราคาไม่กี่ร้อยบาท ถึงช้าอืดอาดแต่ก็เมดอินไทยแลนด์) และสร้างพฤติกรรมการบริโภคขึ้นมาใหม่  จนในที่สุดจักรยานยนต์กลายเป็นยานพาหนะที่จำเป็นสำหรับคนเป็นจำนวนมาก  มียอดผลิตและยอดขายปีละนับล้านคันในปัจจุบัน</p>
<p><strong>ระยะ ที่ 3 การปะทะกันของมอเตอร์ไซด์กับรถยนต์</strong> เมื่อ มอเตอร์ไซด์กลายเป็นยานพาหนะที่ทุกคนสามารถมีได้ จึงไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกฐานะสูงส่งของผู้ครอบครองอีกต่อไป เพราะบัดนี้รถยนต์ได้กลายเป็นผู้นำ  ในปัจจุบันจึงได้ยินในเพลง ได้เห็นในมิวสิควิดิโออย่างชัดเจนว่า ส่วนมากแล้วหนุ่มมอเตอร์ไซด์มักเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หนุ่มที่เป็นเจ้าของรถยนต์</p>
<p>รถยนต์ จึงเป็นยานพาหนะที่บ่งบอกถึงฐานะที่ดีกว่าของผู้ครอบครองทำให้คงความได้เปรียบคู่แข่ง  ในสังคมเมืองโดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ รถยนต์นั่งหรือรถเก๋งมีบทบาทสูง ดังจะเห็นได้ในมิวสิควิดิโอแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ  ส่วนในสังคมชนบทและหัวเมืองเล็ก รถปิ๊กอัพก็สามารถฟาดฟันมอเตอร์ไซด์ให้พ่ายแพ้ลงได้ ที่เห็นเด่นชัดก็คือเพลงมอเตอร์ไซด์ฮ่าง ที่คนมีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าซึ่งมีแค่มอเตอร์ไซด์ฮ่าง(ฮ่าง= เก่าๆ หรือผุๆพังๆ) ต้องพ่ายแพ้คนที่มีฐานะเศรษฐกิจดีกว่าซึ่งมีรถปิ๊กอัพแย่งสาวไปครอง</p>
<p>การใช้ยานพาหนะบ่งบอกฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในเพลงลูกทุ่งทั้ง 3 ระยะดังที่กล่าวมาแล้ว แม้เป็นเพียงการพินิจพิจารณาโดยไม่ได้อาศัยกรอบหรือทฤษฎีทางวิชาการ  แต่อย่างน้อยก็พอจะเห็นได้ว่าเพลง ลูกทุ่งได้บันทึกข้อเท็จจริงทางสังคมไว้สม่ำเสมอ การเกิดขึ้นของเพลงแต่ละเพลงล้วนแต่มีพื้นฐานมาจากสภาพสังคมในช่วงนั้นๆ  ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ถึงสภาพสังคมในยุคสมัยที่เพลงเหล่านั้นได้เขียนขึ้นมา.</p>
<p style="text-align: left;"><strong>โกศล อนุสิม</strong></p>
<p style="text-align: center;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ตัวอย่างเพลงเกี่ยวกับยานพาหนะ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>เพลงจักรยานคนจน</strong><br />
คำร้อง/ ทำนอง  ชวนชัย ฉิมพะวง<br />
ขับร้อง   ยอดรัก สลักใจ</p>
<p>คนจนอย่างพี่ ไม่มีเงินเป็นอำนาจ  จะไปสามารถบังคับ สะกดจิตใจ คนสวยของพี่จึงคิดจะมีรักใหม่ไปนั่งท้ายมอร์เตอร์ไซด์  รุ่นใหม่เมดอินเจแปน</p>
<p>จักรยาน ของพี่ราคาไม่กี่ร้อยบาท  ถึงช้าอืดอาดแต่ก็เมดอินไทยแลนด์ ต้องใช้เท้าปั่นรถพี่มันถึงจะแล่น             ไม่เหมือนรถเครื่องต่างแดน ยิ่งวิ่งยิ่งแล่นเพราะใช้น้ำมัน</p>
<p>ลอง ตรองดูเถิดหนา ขวัญใจ จักรยานกับมอเตอร์ไซด์ อย่างไหนปลอดภัยกว่ากัน รถพี่ช้ากว่า แต่ช้าปลอดภัยถึงบ้าน มอร์เตอร์ไซด์วิ่งไวชนกัน ถึงโรงพยาบาลมาแล้วมากมาย</p>
<p>มานั่งรถพี่คนดี สบายเสียกว่า ถึงจะไม่งามสง่าแต่ก็พาเจ้าปลอดภัย กลับใจเสียก่อนพ่อแม่น้องจะร้องไห้ จักรยานและมอร์เตอร์ไซด์เจ้าจงวิจัยเลือกใครดีเอย</p>
<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/vehicle-role-in-thai-country-songs/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ในโลกหนังสือวันที่ 8 : การแบ่งปัน</title>
		<link>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-8</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-8#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Jul 2010 06:41:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ในโลกหนังสือ 365 วัน]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[การแบ่งปัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1187</guid>
		<description><![CDATA[การแบ่งปันเป็นเรื่องสร้างสรรค์อันสูงส่ง เป็นหลักของมนุษยธรรม หากมนุษย์มีการแบ่งปันย่อมแสดงว่ามนุษย์ยังเห็นความสำคัญของผู้อื่น  การแบ่งปันคือการแสดงออกถึงความรัก ความปรารถนาดี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเมตตาที่มีต่อกัน ซึ่งรวมกันเข้าเป็นน้ำใจ เมื่อมนุษย์ยังมีน้ำใจ มนุษย์ก็ร่วมกันได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทานคือการให้ที่ยิ่งใหญ่กว่าการให้ทั้งปวง การให้ธรรมทานคือการให้สติปัญญา ในระดับธรรมดา ผู้รับใช้ปัญญาแสวงหาปัจจัยมาเลี้ยงดูตนเองได้  ในระดับสูง ผู้รับใช้ปัญญาแสวงหาความหลุดพ้นได้
เราตั้งใจว่า จะแบ่งปันปัญญาแก่เพื่อนร่วมชาติมนุษย์เท่าที่จะสามารถทำได้  โดยการเขียนเรื่องราวต่าง ๆ เผยแพร่ให้อ่าน รวมทั้งมีส่วนในการเผยแพร่สิ่งที่ผู้อื่นเขียนแล้วให้คนได้อ่านกันอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ที่ทำไปแล้วตอนนี้ก็คือ การทำเว็บไซต์รวบรวมงานเขียนของ ดร.ไสว บุญมา ซึ่งเป็นข้อเขียนที่มีประโยชน์แก่สังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง รวมรวบมาไว้ในเว็บไซต์ SawaiBoonma.Com ทุกคนสามารอ่านได้โดยเสรี นำความคิดที่เป็นประโยชน์ไปใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ผู้เขียนคือ ดร.ไสว บุญมา ได้อนุญาตแล้ว เว้นแต่เอาไปแสวงหารายได้ อันนี้ห้าม
ต่อไปเราจะจัดทำเว็บไซต์รวบรวม eBook ไทย โดยจะขอบริจาคบทความ หนังสือ ข้อเขียนจากบุคคลต่าง ๆ มาทำเป็นไฟล์ PDF (eBook) ให้คนดาวน์ดหลดไปอ่านฟรี  แบบนี้ความรู้มหาศาลในโลกอินเตอร์เน็ตก็จะถึงมือผู้ต้องการมากยิ่งขึ้น
นี่เป็นสิ่งที่เราตั้งใจไว้ ว่าจะหาโอกาสแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ แก่ผู้อื่น และสิ่งที่เราแบ่งปันแล้วไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ตัวเอง หรือเดือดร้อนน้อยที่สุดก็คือแบ่งปันภูมิปัญญา
โกศล อนุสิม
9 กรกฎาคม 2553
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การแบ่งปันเป็นเรื่องสร้างสรรค์อันสูงส่ง เป็นหลักของมนุษยธรรม หากมนุษย์มีการแบ่งปันย่อมแสดงว่ามนุษย์ยังเห็นความสำคัญของผู้อื่น  การแบ่งปันคือการแสดงออกถึงความรัก ความปรารถนาดี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเมตตาที่มีต่อกัน ซึ่งรวมกันเข้าเป็นน้ำใจ เมื่อมนุษย์ยังมีน้ำใจ มนุษย์ก็ร่วมกันได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ</p>
<p>พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทานคือการให้ที่ยิ่งใหญ่กว่าการให้ทั้งปวง การให้ธรรมทานคือการให้สติปัญญา ในระดับธรรมดา ผู้รับใช้ปัญญาแสวงหาปัจจัยมาเลี้ยงดูตนเองได้  ในระดับสูง ผู้รับใช้ปัญญาแสวงหาความหลุดพ้นได้</p>
<p>เราตั้งใจว่า จะแบ่งปันปัญญาแก่เพื่อนร่วมชาติมนุษย์เท่าที่จะสามารถทำได้  โดยการเขียนเรื่องราวต่าง ๆ เผยแพร่ให้อ่าน รวมทั้งมีส่วนในการเผยแพร่สิ่งที่ผู้อื่นเขียนแล้วให้คนได้อ่านกันอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ที่ทำไปแล้วตอนนี้ก็คือ การทำเว็บไซต์รวบรวมงานเขียนของ ดร.ไสว บุญมา ซึ่งเป็นข้อเขียนที่มีประโยชน์แก่สังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง รวมรวบมาไว้ในเว็บไซต์ <a href="http://sawaiboonma.Com ">SawaiBoonma.Com </a>ทุกคนสามารอ่านได้โดยเสรี นำความคิดที่เป็นประโยชน์ไปใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ผู้เขียนคือ ดร.ไสว บุญมา ได้อนุญาตแล้ว เว้นแต่เอาไปแสวงหารายได้ อันนี้ห้าม</p>
<p>ต่อไปเราจะจัดทำเว็บไซต์รวบรวม eBook ไทย โดยจะขอบริจาคบทความ หนังสือ ข้อเขียนจากบุคคลต่าง ๆ มาทำเป็นไฟล์ PDF (eBook) ให้คนดาวน์ดหลดไปอ่านฟรี  แบบนี้ความรู้มหาศาลในโลกอินเตอร์เน็ตก็จะถึงมือผู้ต้องการมากยิ่งขึ้น</p>
<p>นี่เป็นสิ่งที่เราตั้งใจไว้ ว่าจะหาโอกาสแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ แก่ผู้อื่น และสิ่งที่เราแบ่งปันแล้วไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ตัวเอง หรือเดือดร้อนน้อยที่สุดก็คือแบ่งปันภูมิปัญญา</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
9 กรกฎาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-8/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ในโลกหนังสือวันที่ 7 : การเขียนหนังสือ</title>
		<link>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-7</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-7#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Jul 2010 06:22:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ในโลกหนังสือ 365 วัน]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนหนังสือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1181</guid>
		<description><![CDATA[.
เขียนหนังสือมาหลายปี มีหนังสือพิมพ์เป็นเล่มจำนวนหนึ่ง และที่ยังไม่ได้พิมพ์เป็นเล่มก็มีไม่น้อย แม้จะไม่ใช่นักเขียนผู้โด่งดัง ไม่มีงานเขียนดีเลิศ ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่ชื่นชอบ แต่การเขียนหนังสือก็ทำให้มีความสุข
เมื่อเขียนหนังสือแรก ๆ เมื่อสมัยหนุ่ม ความปรารถนาก็คือผลงานได้รับการตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารต่าง ๆ และพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม  รวมทั้งการเป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และได้รับคำชื่นชมจากผู้อ่าน
ความปรารถนาดังกล่าวผ่านแล้วผ่านเลย เมื่อถึงวันนี้ แรงจูงใจที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวัยหนุ่มได้อันตรธานไปพร้อมกับวันวัย การเขียนหนังสือในวันนี้ มิใช่เพื่ออื่นใด หากแต่เพื่อแสดงความคิดและสติปัญญาของเราเพื่อหวังว่าจะเกิดประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่เกี่ยวที่จะเผยแพร่งานออกไปสู่การรับรู้ของผู้คนโดยวิธีใด  ไม่ว่าจะผ่านหน้ากระดาษหรือหน้าเว็บไซต์ในโลกอินเตอร์เน็ต
สิ่งที่เขียนในวันนี้จึงมุ่งประโยชน์เพื่อคนอื่น ๆ ด้วย  หาใช่เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเพียงฝ่ายเดียว
หากมีคนอ่านหนังสือที่เราเขียน ไม่ว่าจะในหน้ากระดาาหรือในอินเตอร์เน็ตแล้วได้ประโยชน์แม้เล็ก ๆ น้อย ๆ  เรามีความสุขแล้ว
ความสุขของการเขียนหนังสือในวันนี้ จึงไม่ใช่มาจากความสำเร็จของตัวเอง หากแต่เป็นความสำเร็จของผู้อ่านที่ได้ประโยชน์จากหนังสือของเรา.
โกศล อนุสิม
8 กรกฎาคม 2553
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ffffff;">.</span></p>
<p>เขียนหนังสือมาหลายปี มีหนังสือพิมพ์เป็นเล่มจำนวนหนึ่ง และที่ยังไม่ได้พิมพ์เป็นเล่มก็มีไม่น้อย แม้จะไม่ใช่นักเขียนผู้โด่งดัง ไม่มีงานเขียนดีเลิศ ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่ชื่นชอบ แต่การเขียนหนังสือก็ทำให้มีความสุข</p>
<p>เมื่อเขียนหนังสือแรก ๆ เมื่อสมัยหนุ่ม ความปรารถนาก็คือผลงานได้รับการตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารต่าง ๆ และพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม  รวมทั้งการเป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และได้รับคำชื่นชมจากผู้อ่าน</p>
<p>ความปรารถนาดังกล่าวผ่านแล้วผ่านเลย เมื่อถึงวันนี้ แรงจูงใจที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวัยหนุ่มได้อันตรธานไปพร้อมกับวันวัย การเขียนหนังสือในวันนี้ มิใช่เพื่ออื่นใด หากแต่เพื่อแสดงความคิดและสติปัญญาของเราเพื่อหวังว่าจะเกิดประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่เกี่ยวที่จะเผยแพร่งานออกไปสู่การรับรู้ของผู้คนโดยวิธีใด  ไม่ว่าจะผ่านหน้ากระดาษหรือหน้าเว็บไซต์ในโลกอินเตอร์เน็ต</p>
<p>สิ่งที่เขียนในวันนี้จึงมุ่งประโยชน์เพื่อคนอื่น ๆ ด้วย  หาใช่เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเพียงฝ่ายเดียว</p>
<p>หากมีคนอ่านหนังสือที่เราเขียน ไม่ว่าจะในหน้ากระดาาหรือในอินเตอร์เน็ตแล้วได้ประโยชน์แม้เล็ก ๆ น้อย ๆ  เรามีความสุขแล้ว</p>
<p>ความสุขของการเขียนหนังสือในวันนี้ จึงไม่ใช่มาจากความสำเร็จของตัวเอง หากแต่เป็นความสำเร็จของผู้อ่านที่ได้ประโยชน์จากหนังสือของเรา.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
8 กรกฎาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-7/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ในโลกหนังสือวันที่ 6 : ดาบสองคม</title>
		<link>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-6</link>
		<comments>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-6#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2010 16:17:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ในโลกหนังสือ 365 วัน]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลวรรณกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kosolanusim.org/?p=1173</guid>
		<description><![CDATA[รางวัลวรรณกรรมเป็นดาบสองคม คมหนึ่คือคมสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริม ให้กำลังใจ และรับรองคุณภาพผลงานของผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม อีกคมหนึ่งคือคมทำลาย เป็นการบั่นทอนศักยภาพของผู้สร้างสรรค์ ให้ยุติการทำงานไปโดยปริยาย
ดังจะเห็นได้ว่า นักเขียนและกวีผู้ได้รับรางวัลทั้งหลาย ทั้งรางวัลโนเบล รางวัลพูลิตเซอร์ แม้กระทั่งรางวัลซีไรต์ บางคนเมื่อได้รางวัลแล้วยิ่งมีการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพออกมาอย่างสม่ำเสมอ แต่บางคุณเมื่อได้รางวัลแล้วกลับไม่มีงานใหม่ ๆ และค่อย ๆ หายไปจากการรับรู้และความทรงจำของผู้คน
รางวัลวรรณกรรมจึงไม่ได้มีผลต่อการสร้างสรรค์งานของผู้ที่ได่รับรางวัลว่าจะสามารถสร้างสรรค์งานดี ๆ ออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การที่นักเขียนหรือกวีจะสร้างสรรค์ผลงานออกมาดีหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรางวัลที่ได้รับแต่อย่างใด
ในชีวิตการเขียนหนังสือ เราก็ได้รับรางวัลทางวรรณกรรมอยู่บ้าง เริ่มตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมปลาย ได้รับรางวัลแต่งกลอนคำขวัญกรมตำรวจ  เมื่อได้เข้าสู่วงการนักเขียนก็ได้รับรางวัลบทกวีจากสมาคมภาษาและหนังสือ ใน ปี พ.ศ.2537 รางวัลจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2539 รางวัลหนังสือดีวิทยาศาสตร์ไทย 88 เรื่อง ประเภทบันเทิงคดี ของ สกว. ปี พ.ศ.2544 รางวัลเหล่านี้ถือเป็นเกียรติและรับรองว่าเราเป็นผู้สร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของรางวัลในครั้งนั้น ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรับประกันคุณภาพการเขียนหนังสือของเราตลอดไป
รางวัลวรรณกรรมจึงไม่ได้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพของผู้สร้างสรรค์งานแต่อย่างใด และยังเป็นดาบสองคมสำหรับผู้ได้รับอีกด้วย บางคนอาจได้รับคมสร้างสรรค์ บางคนอาจได้คมทำลาย.
โกศล อนุสิม
7 กรกฎาคม 2553
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">รางวัลวรรณกรรมเป็นดาบสองคม คมหนึ่คือคมสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริม ให้กำลังใจ และรับรองคุณภาพผลงานของผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม อีกคมหนึ่งคือคมทำลาย เป็นการบั่นทอนศักยภาพของผู้สร้างสรรค์ ให้ยุติการทำงานไปโดยปริยาย</p>
<p style="text-align: justify;">ดังจะเห็นได้ว่า นักเขียนและกวีผู้ได้รับรางวัลทั้งหลาย ทั้งรางวัลโนเบล รางวัลพูลิตเซอร์ แม้กระทั่งรางวัลซีไรต์ บางคนเมื่อได้รางวัลแล้วยิ่งมีการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพออกมาอย่างสม่ำเสมอ แต่บางคุณเมื่อได้รางวัลแล้วกลับไม่มีงานใหม่ ๆ และค่อย ๆ หายไปจากการรับรู้และความทรงจำของผู้คน</p>
<p style="text-align: justify;">รางวัลวรรณกรรมจึงไม่ได้มีผลต่อการสร้างสรรค์งานของผู้ที่ได่รับรางวัลว่าจะสามารถสร้างสรรค์งานดี ๆ ออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การที่นักเขียนหรือกวีจะสร้างสรรค์ผลงานออกมาดีหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรางวัลที่ได้รับแต่อย่างใด</p>
<p style="text-align: justify;">ในชีวิตการเขียนหนังสือ เราก็ได้รับรางวัลทางวรรณกรรมอยู่บ้าง เริ่มตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมปลาย ได้รับรางวัลแต่งกลอนคำขวัญกรมตำรวจ  เมื่อได้เข้าสู่วงการนักเขียนก็ได้รับรางวัลบทกวีจากสมาคมภาษาและหนังสือ ใน ปี พ.ศ.2537 รางวัลจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2539 รางวัลหนังสือดีวิทยาศาสตร์ไทย 88 เรื่อง ประเภทบันเทิงคดี ของ สกว. ปี พ.ศ.2544 รางวัลเหล่านี้ถือเป็นเกียรติและรับรองว่าเราเป็นผู้สร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของรางวัลในครั้งนั้น ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรับประกันคุณภาพการเขียนหนังสือของเราตลอดไป</p>
<p style="text-align: justify;">รางวัลวรรณกรรมจึงไม่ได้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพของผู้สร้างสรรค์งานแต่อย่างใด และยังเป็นดาบสองคมสำหรับผู้ได้รับอีกด้วย บางคนอาจได้รับคมสร้างสรรค์ บางคนอาจได้คมทำลาย.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
7 กรกฎาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kosolanusim.org/365-days-in-book-world-6/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
