<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>โกศล อนุสิม กับหนังสือ</title>
	<link>http://kosolanusim.org</link>
	<description>รวมงานเขียนและเรื่องราวนักเขียนกับหนังสือ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 07 Feb 2010 19:58:15 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>นักเลงโคลง-นกกินไฟ-ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร</title>
		<description>
ว่ากันว่า-ซึ่งไม่รู้ว่าใครว่าเป็นคนแรก, แต่ว่ากันว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์นั้น กวีนิพนธ์เป็นงานอันสูงส่งกว่าประเภทใดทั้งหมด คำพูดนี้จะจริงหรือไม่อย่างใดนั้น ก็สุดแท้แต่มุมมองของใครของมัน สำหรับผมแล้ว ยอมรับว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์ที่ตนเองมีส่วนในการสร้างนั้น รักในกวีนิพนธ์มากกว่าอย่างอื่น แม้ว่า สิ่งที่เขียนนั้นจะห่างไกลจากการเป็นกวีนิพนธ์ก็ตาม

ในบรรดากวีนิพนธ์ไทยที่มี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย  ผมเองชอบโคลงมากว่าอย่างอื่น  ชอบอ่านแต่ไม่ชอบเขียน เนื่องจากโคลงนั้นเขียนยากกว่ากลอนและกาพย์   ส่วนฉันท์และร่ายนั้นไม่ต้องพูดถึง  แค่คิดจะเขียนก็ท้อใจแล้ว

โคลงที่นึกทีไรก็นึกถึงก่อนแทบทุกครั้ง ย่อมเป็นโคงกะทู้ ทะ ลุ่ม ปุ่ม ปู ของท่านมหากวีศรีปราชญ์  บทที่ว่า

ทะ        เลแม่ว่าห้วย                              ...</description>
		<link>http://kosolanusim.org/nok-kin-fai-poetry-book</link>
			</item>
	<item>
		<title>ปัญญาน่างึด</title>
		<description>มีผญาบทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักความผู้พันของคนอย่างลึกซึ้ง  ผมเชื่อว่านี่เป็นวรรคทองของวรรณคดีอีสานอีกบทหนึ่ง  มีอยู่ว่า


ฮักกันนี่  แม่นสิอยู่ขอบฟ้า     	โขงเขตจักรวาล
กะคือสองคนเฮา	อยู่เฝือแฝงฝั่น
ซังกันนี่	บ่เหลียวแลตาต่อ	แม่นสิอยู่ฮ่วมห้อง
กะคือไม้ป่าบัง
เมื่อพิเคราะห์ข้อความและความหมายแล้ว  เห็นตรงกับโคลงโลกนิติ บทที่ว่า



รักกันอยู่ขอบฟ้า........ . 		เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว	....ร่วมห้อง
ชังกันบ่อแลเหลียว	.....	ตาต่อ  กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง .. 	ป่าไม้มาบัง

ทั้งความไพเราะของคำและความลึกซึ้งของความหมาย ทั้งสองบทที่มากจากคนละถิ่นนี้  ยากที่จะตัดสินได้ว่า อันไหนดีกว่าหรืองามกว่า  เพราะว่ากันถึงความดีความงามแล้ว  ข่มกันไม่ลง
เอาเป็นว่าล้วนแต่งามและลึกซึ้งปานกัน  อ่านแล้วเกิดอารมณ์ละเลียดดึ่มด่ำเช่นเดียวกัน  ทั้งสองบทก็เป็นเพชรเช่นเดียวกัน  สะท้อนสัจธรรมของชีวิตออกมาได้เหมือนๆกัน

อ่านแล้วทำให้นึกถึงความเป็นไปของชีวิตนะครับ  ในยามที่อยู่คนเดียวสงบๆ  ผมมักยกเอาสองบทนี้ขึ้นมาท่องอยู่บ่อยๆ  พิจารณาความจริงไปด้วย  ทำให้เห็นแง่มุมของชีวิตเพิ่มขึ้นหลายอย่าง

บทกวี (ผมขอเรียกบทกวีก็แล้วกัน)ทั้งสองบทนี้  บอกถึงความเป็นสามัญของมนุษย์ ที่มีอารมณ์พื้นฐานอยู่ที่การ รัก โลภ โกรธ ...</description>
		<link>http://kosolanusim.org/wisdom-of-esarn</link>
			</item>
	<item>
		<title>ความรักเป็นสากล เบ่งบานอีกครั้งเหนือฟ้าอินโดจีน</title>
		<description>

ย้อนหลังไปช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ ในอาณาบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน อันประกอบไปด้วยประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย การเผชิญหน้าระหว่างลัทธิและประเทศที่ปกครองด้วยระบอบการเมืองแตกต่างกันทำให้เกิดภาวะตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าระบอบของตนดีที่สุด และกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งจ้องรุกรานตน ความสัมพันธ์ในฐานะศัตรูทางลัทธิการเมืองพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นศัตรูคู่สงคราม ถ้าหากเพียงแค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำเนินนโยบายผิดพลาดเพียงนิดเดียว สงครามก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ สันติภาพอยู่ในภาวะล่อแหลม

ช่วงนั้นสงครามปฏิวัติในลาว เวียดนาม กัมพูชา จบลงหมาด ๆ ดาวแดงแห่งสังคมนิยมฉายแสงแรงเริงเหนือฟากฟ้าอินโดจีน ไทยกลายเป็นเมืองหน้าด่านต้านยันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ช่างน่ากลัวยิ่งนักในสายตาของใครหลายคน

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอยู่ในฐานะศัตรูกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั่นเล่า ไม่มีใครรู้ดีเท่าประชาชนเอง เพราะแท้ที่จริงแล้วประชาชนแถบนี้ต่างก็ร่วมเชื้อชาติ ร่วมวัฒนธรรมกันอยู่บ้าง แม้จะมองฐานะของอีกฝ่ายไม่ดีนักตามคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ แต่สายใยแห่งความผูกพันธ์ก็ย่อมยังมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำโขง คือลาวและไทย ต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นทั้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ต่างฝ่ายต่างมีญาติอยู่ในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถูกกางกั้นโดยพรมแดนธรรมชาติและลัทธิการเมือง

คงเป็นเรื่องเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยที่ห่างกันแค่แม่น้ำกั้น มองเห็นกันคนละฝั่ง แต่ไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ พรมแดนถูกปิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้มาแต่โบราณ คนทั้งสองฝั่งข้ามไปมาได้อย่างเสรี ความโหยหาอาลัยกันระหว่างพี่น้องสองฝั่งมีอยู่แน่นอน เพียงแต่จะแสดงออกมาในรูปแบบใดเท่านั้น ซึ่งลัทธิการเมืองที่แต่ละฝ่ายยึดถือเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความรู้สึก ความต้องการของตนได้ไม่เท่ากัน อีกฝ่ายมีอิสระเสรีมากกว่า จึงมีโอกาสแสดงความโหยหาวันคืนเก่าๆ เรียกร้องความสัมพันธ์อันอบอุ่นเหล่านั้นกลับคืนมา ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบางอย่างได้ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่แผ่นดินอินโดจีนได้ทอดเชื่อมเข้าหากันอีกครั้ง โดยลัทธิการเมืองไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว

หลักฐานที่แสดงถึงความโหยหาอาลัยกันในยุคที่แบ่งแยกโดยลัทธิการเมืองก็คือ เพลงลูกทุ่งจำนวนหนึ่งที่แต่งและร้องไว้ในช่วงนั้น นับเป็นการบันทึกเหตุการณ์ สถานการณ์ของอินโดจีนไว้อีกโสดหนึ่ง ...</description>
		<link>http://kosolanusim.org/love-song-of-mekhong-river</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทสนทนาของจิ้งจกกับกวีหนุ่ม</title>
		<description>

กวีหนุ่มกำลังสร้างสรรค์บทกวีหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ (แน่นอน กวีทุกวันนี้มีจำนวนน้อยที่เขียนต้นฉบับด้วยกระดาษ) ขณะกำลังบรรจงใช้นิ้วชี้ทั้งซ้ายขวาจิ้มแป้นพิมพ์ดีดอยู่นั้น จิ้งจกปรากฏตัวขึ้นที่ผนังห้องด้านหลังจอคอมพิวเตอร์  ส่งเสียงทักทาย

“สวัสดีคุณมนุษย์”  จิ้งจกร้องทัก  

กวีเงยหน้ามองไปทางต้นเสียง  เห็นจิ้งจกกำลังเปลี่ยนสีจากสีนวลๆเหมือนแสงไฟไปเป็นสีแดง ค่อย ๆ แดงขึ้นทีละน้อยๆ

“สวัสดีจิ้งจก”  กวีทักตอบ  มองสีจิ้งจกที่กำลังเปลี่ยนไปด้วยความแปลกใจ  “อ้าว ทำไมสีของคุณจิ้งจกเปลี่ยนเป็นสีแดงล่ะนั่น”

จิ้งจกผงกหัวให้กวี (แน่นอน เป็นการผงกหัวที่มีจุดมุ่งหมายต่างจากกิ้งก่าในนิทาน) เพื่อแสดงความขอบคุณทีกวีให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนกำลังทำ 

“เป็นการให้เกียรติผู้อื่นของชาติพันธุ์จิ้งจกโดยเปลี่ยนสีผิวให้เหมือนกับผู้ที่เรากำลังสนทนาด้วย” จิ้งจกอธิบาย

กวีหนุ่มมองดูตัวเองจึงเข้าใจ เพราะเขาใส่เสื้อยืดสีแดงนั่นเอง จิ้งจกจึงเปลี่ยนสีผิวเป็นสีแดง

“ขอบคุณ” กวีหนุ่มตอบ รู้สึกชอบใจจิ้งจกตัวนี้ขึ้นมาเป็นอันมาก  ปกติเขาก็ชอบสัตว์ประเภทพวก กิ้งก่า จิ้งเหลน ตุ๊กแก อยู่แล้ว ด้วยว่าเป็นสัตว์ที่น่ารักและหาดูได้ยากในความคิดของเขา ถ้าจะรักจิ้งจกช่างพูดตัวนี้เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี

“แล้วท่านกำลังทำอะไรอยู่ล่ะท่านมนุษย์”  จิ้งจกถาม

“เขียนบทกวี”  กวีตอบ  “จิ้งจกรู้จักบทกวีไหมล่ะ”

“บทกวีหรือ ไม่รู้จัก  บทกวีกวีมันคืออะไรล่ะท่าน”

“บทกวีก็เป็นถ้อยคำที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันชาญฉลาด  ...</description>
		<link>http://kosolanusim.org/conversation-of-lizard-and-young-poet</link>
			</item>
	<item>
		<title>บันทึกสมัย (๓) ทุนนิยมเสื่อมสมัย</title>
		<description>



แล้วโลกแทบล่มลงอีกครั้ง
เศรษฐกิจเพพังคนแพ้พ่าย
สับสนอลม่านอันตราย
ผู้คนเจียนตายให้ลำเค็ญ

แว่วว่าเพราะมีเศรษฐีประเทศ
เป็นต้นแห่งเหตุอันทุกข์เข็ญ
ถีบธรรมาภิบาลกันกระเด็น
เพราะเห็นแก่ตัวมั่วกำไร

ก่อการซ่อนกลบนธุรกิจ
ทำผิดให้เห็นเป็นถูกได้
ก่อวิกฤตการณ์บานตะไท
ลุกลามเป็นไฟไหม้โลกา

ทุนนิยมเสรีที่เคยเชื่อ
ว่ายุติธรรมเหลือและล้ำค่า
เป็นกฎเป็นเกณฑ์กำหนดมา
ใคร่ขายใคร่ค้าแข่งขันกัน

กลับพังทลายลงเสียหมด
ฉีกกฎก่อการณ์พาลป่วนปั่น
ผู้ดีมีทรัพย์นับอนันต์
กลับสูญเสียพลันแทบทันที

โลภมากลาภหายเกิดให้เห็น
ขัดข้องลำเค็ญไปทุกที่
คนจนคนยากลำบากทวี
เพราะพวกเศรษฐีที่ฉ้อโกง

แว่วว่าเพราะมีเศรษฐีประเทศ
เป็นต้นแห่งเหตุให้ตายโหง
น้ำลดตอผุดรุดเปิดโปง
แล้วตอกฝาโลงลงฝังดิน

วิกฤตการณ์อันทุกข์ยาก
ก่อความลำบากไปทั้งสิ้น
ผู้คนสาปส่งพวกโกงกิน
ตายตกหมกถิ่นนรกานต์

ทุนนิยมแว่วว่าถึงคราเสื่อม
มีแต่ล้ำเหลื่อมมหาศาล
แข่งขันเสรีมีมานาน
ก็พาลเซซังจะพังลง

แม้นโลกลุกยืนขึ้นอีกครั้ง
หากคนนั้นยังแต่โลภหลง
ทิ้งธรรมคว่ำกฎเป็นกรรมกง
ก็คงจะย่ำมาซ้ำรอยฯ

โกศล  อนุสิม
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑ ปีฉลู

 </description>
		<link>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-03</link>
			</item>
	<item>
		<title>บันทึกสมัย (๒) เสื่อมสมัย</title>
		<description>

เสียงแผ่วแว่วมาว่าเสื่อมสมัย
ความดีที่ใดก็ขาดเขิน
ความชั่วกลับงอกออกมากเกิน
โลกจักจำเริญได้อย่างไร

ศีลธรรมถูกฝังเสียทั้งหมด
คนคดอ้วนพีมีคนไหว้
ซื่อกินกลับหมดสลดใจ
คดจึงมีใช้ไม่ขาดแคลน

สังคมเส็งเคร็ง เก่งสับปลับ
ต้อนรับคนโกงอย่างถึงแก่น
โกงได้ให้บ้างต่างตอบแทน
กลายเป็นดินแดนหมื่นแสนโกง

ความชั่วหัวเราะอย่างเริงร่า
หนทางข้างหน้านั้นเตียนโล่ง
ความดีล้มตายอยู่ในโลง
ความชั่วอยู่โยงอย่างยินดี

คุณธรรมถูกทิ้งถูกถอดถอน
คุณถ่อยแลสลอนทุกแหล่งที่
เสพสุขหรรษาประดามี
ได้เกียรติได้ศรีรี่ลำพอง

เสียงแผ่วแววว่าเสื่อมสมัย
บรรลัยบรรเลงบันลือก้อง
ฝนตกขี้หมูไหลให้เนืองนอง
นับเป็นยุคทองทรชน

เสียงแผ่วแว่วว่าเสื่อมสมัย
ความดีบรรลัยไปปี้ป่น
โลกเปลี่ยนแปลงไปเพราะใจคน
พาตนหลีกหนีความดีงาม

เสียงแผ่วแว่วว่าเสื่อมสมัย
สังคมบรรลัยไม่อาจห้าม
เป็นนัยให้คิดพินิจความ
ลองนึกตรึกตามหาความจริง

เสียงแผ่วแว่วว่าชะตาสมัย
จะบรรลัยทลายล่มลงจมดิ่ง
หรือจะยังอยู่ให้ได้พักพิง
ทุกสิ่งเป็นไปในมือคน

เสียงแผ่วแว่วว่าชะตาสมัย
เป็นที่สงสัยและสับสน
จะอยู่หรือตายให้มืดมน
เชิญค้นความจริงเถิดหญิงชายฯ

โกศล อนุสิม
๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒
ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑ ปีฉลู
 </description>
		<link>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-02</link>
			</item>
	<item>
		<title>บันทึกสมัย (๑) ปรารภสมัย</title>
		<description>จดจารจารึกบันทึกสมัย
ในยุคโลกร้อนเจียนบรรลัย
หลากเรื่องหลายนัยให้จดจำ

พุทธศกสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง
สิบเก้าพฤศจิกามาสพ้องขึ้นสองค่ำ
ข้าพเจ้าเริ่มต้นร่ายลำนำ
เรียงถ้อยร้อยคำเป็นกลกลอน

เป็นวันที่ไทยยังยื้อแย่ง
พวกเหลืองพวกแดงแบ่งแยกบ่อน
การเมืองการมุ้งยุ่งยอกย้อน
ให้อ่อนในอกสะทกใจ

แบ่งพวกแบ่งพรรคเฝ้าหักโค่น
ผิดพวกเป็นโดนกระแด่วได้
พวกข้าถ้าแตะเป็นฟืนไฟ 
เลวไม่เป็นไรในพวกกู

ต่างแย่งต่างยึดตะพึดตะพือ
ไส้เดือนกิ้งกือตะโกนกู่
จะกินเดือนดาวอันพราวพรู
แล้วกลับเข้ารูอยู่ในดิน

เป็นยุคปัญญากะลาครอบ
ล้วนผู้รู้รอบเสียทั้งสิ้น
ออกเทศนาเป็นอาจินต์
ปรัชญาบ้าบิ่นเบิกกะลา

ประทุษประเทศเทวษแท้
ต่างย่ำจนแย่เพราะแห่บ้า
ต่างยึดความดีตีราคา
เฉพาะของข้าจึงจะดี

เป็นยุคที่โลกยังโศกสลด
เลือดคนไหลหยดยังทุกที่
สงครามการฆ่ายังราวี
มีต่อมีตีตลอดกาล

โลกร้อนลุกลามไปทุกแหล่ง
มนุษย์ยื้อแย่งอยู่ทุกย่าน
บริโภคโลกเกินจะต้านทาน
ต่างคนต่างผลาญสำราญชีวิต
 
จึงขอจารจดสลดสมัย
โลกหลากหลายนัยให้ลิขิต
อ่านแล้วคงพอได้ใช้ความคิด
จะถูกหรือผิดพินิจเทอญฯ

โกศล อนุสิม
๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑ ปี ฉลู


 </description>
		<link>http://kosolanusim.org/bantuksamai-the-poem-01</link>
			</item>
	<item>
		<title>ชีวิตชาวทุ่งในเพลงของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ</title>
		<description>๑.ลูกทุ่งอย่างเราชาวนา
เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วขณะนั้นอายุคงสักเจ็ดหรือแปดขวบได้ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งล่วงมาถึง วันนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นก็จำได้พอเลาๆ ว่าตื่นเช้ายังไม่สว่างนัก ภาษาบ้านนอกเรียกว่า พอเห็นลายมือ พ่อจะจูงควายออกจากคอกใต้ถุนบ้านไปยังนาของเราที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านสักสี่หรือห้ากิโลเมตร เดินลัดทุ่งไปใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ อากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ เพราะเป็นช่วงต้นฤดูฝน กลิ่นดินกลิ่นฝนยังใหม่ หอมกรุ่น ๆ อยู่ไม่จาง เมื่อเวลาผ่านไปสักเดือนกลิ่นหอมกรุ่น ๆ ที่ว่านี้ก็จะหายไป เพราะจมูกของเราชินแล้ว

พ่อจูงควายทั้งหน้าหลัง ไอ้ถึกใหญ่เดินนำหน้า ควายอีด่อน (อีเผือก) กับลูกวัยขวบของมันเดินตามหลัง พ่อจะถือมีดอีโต้เล่มใหญ่ประจำกาย สูบยาฉุนที่พันด้วยใบตองกล้วยแห้งมวนโต พ่นควันปานท่อโรงสี ควันบุหรี่ฉุน ๆ ไล่ริ้นไล่ยุงดีนัก เสียงพ่อไล่ควายดัง ฮึ่ย ๆ ฮึ่ย ๆ ค่อย ๆ ไกลออกไป ในที่สุดก็เงียบหาย เหลืออยู่แต่กลิ่นยาฉุนลอยล่องในอากาศชื้นของยามเช้า

แม่ลุกขึ้นมาก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว สาย ๆ หน่อยค่อยตามพ่อไปที่นา ส่วนนักเรียนน้อยกินข้าวเช้าเสร็จก็ไปโรงเรียน บางวันแม่เดินไปนาผ่านทางโรงเรียนก็เดินไปกับแม่ แต่ก็ไม่บ่อยนักหรอก เพราะเพื่อน ๆ เจอทีไรมันล้อว่าเป็นลูกน้อยติดแม่ทุกที

วันเสาร์-อาทิตย์โรงเรียนหยุดจึงได้ตามพ่อลงไปนา ...</description>
		<link>http://kosolanusim.org/country-lifes-in-songs-of-muangmon-sombatchareon</link>
			</item>
	<item>
		<title>เชิญนักเขียนอีสานร่วมประชุมใหญ่สโมสรนักเขียนภาคอีสาน</title>
		<description>
ผมได้รับอีเมล์จากนายกสโมสรนักเขียนภาคอีสาน สุมาลี สุวรรณกร ชวนไปงานประชุมใหญ่สโมสรนักเขียนภาคอีสานประจำปี 2552 ที่ขอนแก่นโดยปีนี้จัดที่โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย อ.โคกโพธิ์ชัย  วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม โดยตั้งชื่องานไว้ว่า “ 20 ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน ย่างสู่ปีที่ 60 ของสมคิด สิงสง” 

กิจกรรมในงาน ภาคเช้าจะเสนอพรีเซ็นเตชั่นเรื่อง “กว่าจะถึง 20 ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน” โดย ประยูร ลาแสง รองประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน  จากนั้นก็ฟังปาถกฐา “20 ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน-งานยังหนักต้องถักทอ” โดย คำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ และที่ปรึกษาของสโมสรฯ และมอบรางวัลการประกวดบทกวี “วิถีคนกับควาย วิถีชาติไทยดั้งเดิม”ให้กับนักเรียนที่ได้รับรางวัล โดย สมคิด สิงสง นักเขียนอาวุโส  นักเขียนศรีสโมสร ประธานมูลนิธิคนกับควาย ...</description>
		<link>http://kosolanusim.org/esan-writer-meeting-2552</link>
			</item>
	<item>
		<title>ลูกอีสาน ตำนานชีวิตแห่งที่ราบสูง</title>
		<description>คงไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับ คำพูน บุญทวี หรือ ลุงคำพูนที่ผมและคนรุ่นลูกหลายเรียกขานด้วยความนับถือและสนิทสม ทั้งๆที่หลายๆคนไม่เคยรู้จักตัวจริงของลุงคำพูน  แต่รู้ผ่านตัวหนังสือแล้วเกิดความรัก นับถือ ผูกพัน เมื่อเจอตัวจริงแล้ว ก็รู้สึกเช่นนั้น  เพราะลุงคำพูนเป็นคนใจดี อารมณ์ดี มีความเมตตาแก่ลูกๆหลานๆพูดคุยสนุกสนานเป็นกันเองกับทุกคน
เมื่อ ได้ผมลุงคำพูนทีไร ผมย่อมจะคุยหรืออันที่จริงแล้วถามและฟังลุงคำพูนเล่าเรื่องชีวิตอีสานแต่หน หลัง ดังที่ปรากฏในนิยายของลุงหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง “ลูกอีสาน” ที่ได้รับรางวัลในงานสัปดาห์หนังสือและรางวัลซีไรต์ จากนั้นก็กลายเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับที่เป็นตำนานอีกคนหนึ่งของวงการหนังไทยคือ วิจิตร คุณาวุฒิ และท่านผู้นี้ยังเป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่มีฝีมือชั้นครูอีกคนหนึ่งด้วย


นั่นคือเรื่องราวของลุงคำพูน บุญทวี ที่ผมได้รู้จักเมื่อยังมีชีวิตอยู่    แม้ลุงจากไปแล้ว ความทรงจำที่มีก็ยังชัดแจ้ง  นึกถึงทีไรก็เคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาอยู่ทุกครั้ง


“ลูกอีสาน” คือบันทึกประวัติศาสตร์สังคมและชีวิตของชาวอีสานในอดีตในรูปนิยาย  สิ่งที่ลุงคำพูนได้เขียนถึงครอบคลุมในเรื่องภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ชีวิต สังคม ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์  ความเป็นชาติพันธุ์ของชาวอีสานที่พูดภาษาลาว  ซึ่งในทางชาติพันธุ์นั้นย่อมเป็นกลุ่มเดียวกับผู้คนในแถบถิ่นแม่น้ำโขงบริเวณอาณาจักรล้านช้าง  อันประกอบไปด้วยประเทศลาวและภาคอีสานของไทยที่ถูกแบ่งแยกโดยเขตแดนของรัฐสมัยใหม่ในปัจจุบัน

...............................................
&#60;&#60; ลุงคำพูน บุญทวี ตำนานลูกอีสาน
...............................................

ลุงคำพูนสะท้อนภาพความทุกข์ยากของชาวอีสาน ในช่วงเวลาที่ลุงคำพูนเป็นเด็ก ซึ่งก็กินเวลากว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว  โดยเฉพาะความทุกข์ยากที่เกิดจากการดำรงชีพในสังคมเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยธรรมชาติคือฝนช่วยในการผลิตปัจจัยดำรงชีวิตคือข้าวปลาอาหาร  ที่มักประสบกับความแห้งแล้งอยู่ประจำ อันเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของการดำรงชีวิต และเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของอีสานที่ถูกกล่าวถึงในวรรณกรรมทั้งหลาย  ...</description>
		<link>http://kosolanusim.org/book-of-esan-people</link>
			</item>
</channel>
</rss>
