ทัศนะเรื่อง ‘คน’ ในเพลงลูกทุ่งทุกคนก็ ‘คนเหมือนกัน’
ตอนที่ ๑
คำว่า ‘คน’ นั้นมีความหมายอยู่สองสถาน หนึ่ง หมายความว่า มนุษย์ อีกความหมายหนึ่งก็คือ ‘กวน’ อันเป็นกิริยาอาการที่มักกระทำต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น กวนน้ำให้ขุ่น ก็ใช้ ‘คน’ หรือเมื่อปรุงอาหารจะเป็นต้มยำ แกง คั่ว ก็ตาม ล้วนแต่ต้องอาศัยการ ‘คน’ เพื่อให้เครื่องปรุงเข้ากันได้ดี จึงจะมีรสกลมกล่อมถูกปากคน นี่คือความหมายพอสังเขปของคำว่า ‘คน’
แล้ว คน หรือ มนุษย์ นี่มาจากไหน คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจน แม้จะมีคนพยายามค้นคว้าหาคำตอบมาทุกสมัย แต่ยังไม่มีมนุษย์ยุคใดพอใจคำตอบนั้นเลย ศาสนาแทบทุกศาสนาตอบทำนองเดียวกันว่ามีผู้สร้างโลกและมนุษย์ขึ้นมา ผู้สร้างนั่นคือพระเจ้า แต่ยังมีคนขี้สงสัยถามขึ้นมาว่าแล้วใครกันล่ะสร้างพระเจ้า ส่วนทางด้านวิทยาศาสตร์นั่นก็ว่า มนุษย์วิวัฒนาการตามลำดับขั้น มีบรรพบุรุษร่วมกับพวกลิงทั้งหลาย แยกสายพันธุ์เป็นโฮโมซาเปี้ยนคือมนุษย์มานับล้านปี ค่อยๆ พัฒนามาเป็นลำดับจนกลายเป็นคนโดยสมบูรณ์เมื่อไม่กี่หมื่นปีมานี่เอง
คนหรือมนุษย์มาจากไหนก็ตาม นับว่าเก่งกล้าทีเดียวที่สามารถสร้างสรรค์อารยธรรมให้เจริญรุ่งเรืองมาได้ ไม่ล้มหายตายจากไปเหมือนไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่ ซ้ำยังสามารถยึดครองดวงดาวนี้ไว้จนกระทั่งตะเกียกตะกายดิ้นรนจะไปนอกโลก ฝันจะพิชิตไปทั่วจักรวาล
แต่ในความรุ่งเรืองด้วยอารยธรรม จำเริญด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีนั้น ความเสื่อมโทรมร่วงโรยได้แทรกซึมอยู่ภายใน มีความขัดแย้ง มีการต่อสู้ สับสนวุ่นวาย เหมือนกับกำลังถูก คน ด้วยอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น
ฉะนั้นหากจัดกลุ่มมนุษย์ออกมาจะได้อยู่สองกลุ่ม ไม่ว่าจะยึดอะไรเป็นบรรทัดฐานก็ตาม สองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มตรงกันข้ามเสมอ เช่น ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ ผู้เอารัดเอาเปรียบกับผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผู้มีอำนาจปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง เป็นต้น ว่ากันว่านี่คือความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ทำให้มนุษย์สองกลุ่มเผชิญหน้ากันทั้งโดยใช้ความรุนแรงและโดยสันติ สังคมมนุษย์จึงเกิดการเคลื่อนไหว บางช่วงก็เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ บางช่วงก็เป็นไปในทางเสื่อมเสีย หากยึดถือหรืออนุมานเอาตามเหตุผลนี้ ก็ไม่มีมือที่ไหนมา คน ให้สังคมมนุษย์เป็นเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากการปะทะกันระหว่าง คน สองกลุ่มที่กล่าวมานั่นเอง
แม้คนบางกลุ่มเรียกร้องไม่ให้เกิดการปะทะกันในสังคมมนุษย์ แต่ดูเหมือนไม่ได้ผลอย่างจริงจัง แม้โลกได้ให้กำเนิด ‘เอกบุรุษ’ ขึ้นมาพยายามยับยั้งการต่อสู้แย่งชิงในหมู่มนุษย์ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับในคุณค่า ศักดิ์ศรี ตลอดจนสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ดูเหมือนมนุษย์กำลังเมามัน ไม่สนใจข้อแนะนำอันใด ราวกับว่าพวกเขากลัวสังคมสงบสุขเกินไป
เอกบุรุษที่พร่ำสอนว่า คนทุกคนเท่าเทียมกัน จงยอมรับกันและกัน รักใคร่ปรองดองกัน กลายเป็นคนแปลกหน้าของสังคม ตายจากไปคนแล้วคนเล่า แต่ยังดีที่แนวความคิดนี้ยังไม่เสื่อมสูญไป ยังมีคนจำนวนหนึ่งพยายามยามเผยแพร่ต่อไป คอยคัดง้างกับกระแสการต่อสู้แย่งชิง การข่มเหงคะเนงร้ายในสังคมมนุษย์ ทั้งโดยการเทศนารณรงค์กับผู้คนโดยตรง และทำผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งก็รวมเพลงลูกทุ่งเข้าไปด้วย
มีเพลงลูกทุ่งจำนวนไม่น้อยที่ผู้แต่งชี้ให้เห็นถึง “ความเท่ากัน” ของมนุษย์ ทั้งยังเรียกร้องให้ตระหนักถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของกันและกัน บางเพลงก็คล้ายกับเป็น “ประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชน” ของนักแต่งเพลง เป็นประกาศที่มีความงดงามด้านวรรณศิลป์ มีความไพเราะด้านคีตศิลป์ และความใฝ่ฝันถึงความสงบสุขของมนุษยชาติ โดยสะท้อนความคิดของตนออกมา โน้มน้าวให้ผู้ฟังคิด พิจารณาไตร่ตรองตาม ซึ่งเพลงเหล่านี้จะเรียกว่าเพลงรักหรือเพลงอะไรก็ตาม หากใคร่ครวญให้ดีก็จะเห็นถึงแก่นแท้ของความคิดที่แฝงอยู่
แม้ในเพลงรักๆใคร่ๆที่ฟังแล้วเป็นเรื่องธรรมดา อย่างเช่นเพลง ลูกจ้าง ขับร้องโดย แมน เนรมิตร กล่าวถึงเรื่องลูกจ้างชายหลงรักนายจ้างหญิง ตอนหนึ่งหนุ่มลูกจ้างร้องว่า…จนหรือมีใช่ที่สำคัญ รักต่างชนชั้นไม่สำคัญเลยสักสิ่ง อยู่ที่ใจขอให้รักกันจริงๆ บ่าวชายนายหญิงอันที่จริงรักกันก็ได้… นั่นคือความเชื่อในข้อที่ว่า ไม่ว่าคนจนคนรวย นายหรือบ่าวก็มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่าเทียมกัน จึงไม่ใช่ข้ออ้างที่จะใช้รังเกียจเดียดฉันท์ ขอให้มีความรักก็สามารถอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข
นั่นหมายความว่า มนุษย์จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข จะต้องมีความรักเป็นพื้นฐาน มีความรักแล้วความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็ตามมา ดังนั้นสภาพที่ ดำ แดนสุพรรณ ร้องเอาไว้ในเพลง คนสมัยนี้ อันเป็นผลงานการประพันธ์ของ กานท์ การุณวงศ์ ตอนหนึ่งว่า...เวลาใครล้มชอบถ่มน้ำลาย แช่งให้ตายให้ร้ายอิ่มหนำ มองเห็นคนเป็นกลุ่ม ไม่มีใครอุ้มมีแต่เหยียบซ้ำ…ก็คงไม่มีหรือมีน้อยกว่าที่เป็นอยู่ เพราะความรักความเห็นอกเห็นใจคงไม่ทำให้คนมีพฤติกรรมเช่นนี้
ความรักระหว่างคู่รักทำให้คนสองคนมีความสุขได้ หากคนทุกกลุ่มมีความรักให้แก่กันสังคมก็ย่อมสงบสุข เพลงลูกทุ่งหลายเพลงได้เรียกร้องให้คนมอบความรัก ความเห็นใจแก่กัน พยายามโน้มน้าวให้คนที่อยู่ในฐานะได้เปรียบกว่าทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคมและทางอื่นๆ ให้เห็นอกเห็นใจคนที่อยู่ในฐานะเสียเปรียบหรือด้อยกว่า อย่างที่ครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ร้องว่า…น้องเอยเกิดมาเป็นคน จะรวยหรือจนก็หนีไม่พ้นความตายเช่นกัน เราเกิดเป็นคนมองเห็นคนไม่สำคัญ คิดเหยียบย่ำหยามกัน เขาว่าคนนั้นไม่ใช่เป็นคน… นี่ไม่เพียงเตือนสติให้นึกถึงคนอื่นในฐานะที่เท่าเทียมกับตนเท่านั้น ยังได้ประนามคนที่ชอบดูถูกเหยียดหยามคนด้วยกันอีกด้วย พิเคราะห์กันตามเนื้อความแล้วจะเห็นว่า การดูถูกเหยียดหยามกันในทัศนะของครูไพบูลย์นั้น เป็นสิ่งที่ผิดถึงขั้นร้ายแรง ควรที่คนซึ่งมีพฤติกรรมเช่นนี้ต้องฟังเอาไว้
ทัศนะของ เพลิน พรมแดน ก็ไม่ต่างจากครูไพบูลย์มากนัก โดยแต่งเพลง อย่าลืมเมืองไทย และขับร้องเองเอาไว้อย่างน่าคิด เตือนสติให้คนไทยที่มีฐานะและโอกาสดีกว่าอย่าได้ดูถูกคนไทยด้วยกัน โดยเฉพาะวิถีชีวิตแบบลูกทุ่งไทยดูเหมือนเพลินรักและห่วงใยเป็นพิเศษ โดยได้เตือนผ่านเพลงมาว่า…อย่าลืมเมืองไทย ๆ ๆ หนุ่มไทยสาวไทยเด็กไทย จำไว้ให้ทุกๆคน อย่าได้รังเกียจ อย่าหยามอย่าเหยียดว่ามีหรือจน หญิงไทยชาวไทยทุกคน อย่าได้ลืมตนคนไทย ได้อยู่เมืองกรุงเจริญดีจริงอย่าหยิ่งผยอง เห็นคนทุ่งนาป่าคลอง โง่งมเป็นดังเหมือนควาย กินหมูแก้มโป่งอย่าหมินคนกินหอยโข่งเผาไฟ นั่งโต๊ะเก้าอี้ยิ่งใหญ่อย่าข่มคนไทยหากินเช้าเย็น…แล้วก็ตบท้ายเพื่อกระทุ้งบรรดาผู้ไปชุบเนื้อชุบตัวที่ต่างบ้านต่างเมือง ให้ตระหนักถึงกำพืดของตนว่า…ไปเรียนเมืองนอกกลับมาบางกอกอย่าลืมหลงไป ว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ฟุตฟิตโฟไฟจนลืมไทยแลนด์
อย่างนี้เรียกว่าเลือดรักชาติร้อนฉ่าเลยทีเดียว
ตอนที่ ๒
คนเรานั้น จะสูงต่ำดำขาว ยากดีมีจนอย่างไรก็คนเหมือนกัน ต่างก็พึ่งพาอาศัยกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คนที่อยู่สูงกว่าก็ไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนคนที่ต่ำกว่า ถ้าคนอยู่สูงเปรียบเสมือนยอดเจดีย์ คนที่อยู่ต่ำกว่าก็เหมือนฐาน เมื่อไม่มีฐานแล้วยอดจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อต่างก็พึ่งพาอาศัยกันเช่นนี้ เมื่อดูเหยียดหยามคนอื่นก็เหมือนทำกับตัวเอง
ยิ่งถ้ายึดคำพระแล้วยิ่งควรหยุดกระทำดังนี้เสีย พระท่านชี้ให้เห็นความจริงแล้วว่า ทุกคนเกิดมาสุดท้ายก็ลงหลุมกว้างยาวเท่ากับตัวเองทั้งนั้น จะมาทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงกันทำไม สามัคคีรักใคร่ใช้ชีวิตให้มีค่าดีกว่า อย่างที่เพลงลูกทุ่งหลายเพลงหยิบเอาแนวคิดพุทธศาสนามาสะท้อนเอาไว้ให้คนฟังได้คิดไตร่ตรอง เป็นเสมือนการถ่ายทอดธรรมะผ่านดนตรี ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงศาสนิกชนได้มาก
นักแต่งเพลงที่มีพื้นเพมาจากจังหวัดอำนาจเจริญ คือ สุรินทร์ ภาคศิริ แต่งเพลง หนี้กรรม ให้ สุมิตร สัจจเทพ นักร้องไทยเชื้อสายอินเดีย ร้องคู่กับ ยุพิน แพรทอง นักร้องหญิงชื่อดัง ซึ่งเนื้อเพลงตอนหนึ่งบรรยายไว้ว่า…เกิดมาต้องตาย ใครจะค้ำฟ้า วัฏฏะสังขาราอย่าได้มัวเมา บารมีนั้นไม่นานเนา ถูกเผาแล้วเอาอะไรไปได้… นี่เป็นแนวคิดจากคำสอนของพุทธศาสนาที่ให้เรามองเห็นความเป็นจริงของชีวิต จะได้ไม่กอบโกยโลภมาก เพราะในที่สุดแล้วทุกคนก็ถึงจุดจบเท่าเทียมกัน
แต่ ‘มนุษย์’ หรือ ‘คน’ เป็นสัตว์โลกที่ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย แม้มีมันสมองที่ล้ำเลิศกว่าสัตว์อื่นในโลก สามารถสร้างสรรค์อารยธรรมขึ้นมาจนเจริญรุ่งเรือง ถึงขนาดสร้างยานอวกาศเดินทางออกไปนอกโลกได้ ถ้าหากมองในมุมกลับ มองอย่างเป็นกลางไม่เข้าข้างตัวเอง ถึงแม้มนุษย์มีมันสมองที่ฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าในมุมหนึ่งกลับโง่งม แถมยังบ้าคลั่ง เพราะสิ่งที่หมิ่นเหม่ต่อการสูญเสียหรือสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยังปฏิบัติกันอยู่ โดยดูจากประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ผ่านมา สิ่งโง่ๆที่มักทำอยู่เสมอก็คือสงคราม ไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ ระหว่างคนกลุ่มเดียวกันหรือต่างกลุ่ม ทั้งที่รู้ว่ามีแต่การทำลายล้างและสูญเสีย ไม่มีอะไรงอกงาม แต่มนุษย์ก็ยังพิสมัยที่จะทำสงคราม
ไม่เฉพาะการทำสงครามเท่านั้น ดูเหมือนมนุษย์ถนัดการทำลายล้างทุกประเภท ทั้งชีวิตมนุษย์ด้วยกันเอง และทั้งชีวิตของโลกที่อาศัยอยู่ คือความอุดมสมบูรณ์ ความงาม ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ กล่าวได้ว่า มนุษย์ หรือ คน กำลัง คนโลก ให้เละตุ้มเป๊ะ ด้วยน้ำมือของตนเองเพียงเพื่อสนองความพอใจ เพื่อกอบโกยกักตุนปัจจัยในการดำรงชีวิตให้มากที่สุด การแย่งชิงแข่งขันจึงเกิดขึ้น สิ่งที่เรียกว่ากิเลสตัณหาจึงงอกงามกว่าสำนึกอื่นใด มิใยที่ เอกบุรุษ หรือ มหาบุรุษ ที่เรียกว่าศาสดามาประกาศศาสนา แสดงธรรมคำสอนให้ละ โลภ โกรธ หลง กิเลสนานามาแล้วหลายศาสนาก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ายิ่งนับวันกิเลสมนุษย์ยิ่งพอกพูนขึ้น
การแก่งแย่งแข่งขันของมนุษย์ ต้องการอยู่เหนือผู้อื่น เป็นผู้ได้เปรียบ สะสมทรัพย์สินให้มั่งคั่งกว่าใคร พิเคราะห์ลึกๆแล้วอาจเป็นเพราะมนุษย์มีจิตใจอ่อนแอ ต้องการเอาชนะผู้อื่นเพื่อชดเชยความอ่อนแอของตน
แม้จะดูเหมือนว่าไม่มีหนทางยับยั้งหรือฉุดรั้งให้มนุษย์ละเลิกพฤติกรรมก้าวร้าวทำลายกันเองได้ แต่ก็มีคนหลายกลุ่มหลายเหล่าที่มองเห็นหายนะแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ได้พยายามเผยแพร่ชักจูงด้วยวิธีการต่างๆนานา แม้จะไม่ได้ผลโดยชัดแจ้งแต่ก็พอมีหวังว่าอาจมีสักคนให้ความสนใจ เข้าใจ และช่วยกันเผยแพร่ต่อไป ทั้งในฐานะองค์กรและฐานะปัจเจกชน และคนอย่าง จำนงค์ เป็นสุข หรือนามที่นักฟังเพลงลูกทุ่งรู้จักคือ สรวง สันติ ก็มีส่วนร่วมในการเตือนสติมนุษย์ด้วยกัน โดยแต่งเพลง คนเหมือนกัน ให้นักร้องหญิง บุปผา สายชล ร้องไว้ แฝงข้อคิดชวนไตร่ตรองว่า
คนจนคนรวยไม่ช้าก็ม้วยมรณา คนดีคนบ้าไม่ช้าก็มรณัง วยมากมายเอาไปไม่ได้สักอย่าง คนอยู่หลังเขาแก่งแย่งกันวุ่นวาย
คนจนคนรวยไม่ช้าก็ม้วยมรณา คนดีคนบ้าไม่ช้าทุกคนก็ตาย ตายเน่าเหม็นใครเห็นก็เมินหน้าหน่าย หมดความหมายสุดท้ายก็ตายเหมือนกัน
คนจนก็คน คนมีก็คน คนนั้นย่อมเป็นคน แล้วคนไหงชอบเกลียดกัน บ้างก็รวยมากล้นเห็นคนจนก็ทำหัวสั่น ชอบแบ่งชั้นเหยียดหยันคนยากคนจน
คนจนคนรวยไม่ช้าก็ม้วยมรณา คนดีคนบ้าไม่ช้าก็ตายทุกคน จงเลิกหยันใจกันให้มันหมองหม่น ใครอยากจะจน ทุกคนก็อยากจะรวย
จุดสิ้นสุดของมนุษย์ทุกคนก็คือความตาย ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์แจ้งตลอดมา แต่มนุษย์ก็ยังดิ้นรนที่จะอยู่เหนือผู้อื่นทั้งๆที่ก็ “เป็นคน” เช่นเดียวกัน หากทุกคนหันมาเกื้อกูล ช่วยกันสร้างสรรค์จรรโลงสังคม สร้างโลกให้น่าอยู่ย่อมดีกว่า เพราะทุกคนเกิดมาถึงจะ…รวยหรือจนก็หนีไม่พ้นเป็นคนเช่นกัน มีหูมีตามีหน้ามีปากมีฟัน ถึงต่างเพศผิวพรรณ ก็คนเหมือนกันนั่นแหละหนา… ดังที่ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ได้ร้องเพลงที่ ครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งไว้เป็นข้อคิดเตือนใจ
เราทุกคนก็ ‘คน’ เหมือนกันจริงๆ นั่นแหละ ฉะนั้นก็อย่าได้ ‘คน’ กันมานักเลย โลกจะได้น่าอยู่ สังคมจะได้น่าพักพิง เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะได้จำเริญยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดกาล.
.
ตีพิมพ์ครั้งแรก เนชั่นสุดสัปดาห์ ๘ – ๑๒ มกราคม ๒๕๓๘ และ ๑๓ – ๑๙ มกราคม ๒๕๓๘




เขียนแนวนี้มาให้อ่านอีกหน่อยดิ จำได้ไหมว่านายเคยส่งมาให้เราแล้วเราก็นำไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่อุบล มีคนถามหาอยู่นะ แต่ว่าตอนนี้หนังสือพิมพ์เราเจ๊งแล้วว่ะ
เสี่ยสุธีหมู่แพง มีให้อ่านอีกในหมวดหมู่ “เพลงลูกทุ่ง” กิ๊กเข้าไปโลด มีหลายเรื่อง