“ชาวหนุ่มกองลำเลียง” หนังสือรวมเรื่องสั้นยุคปฏิวัติลาว
ประเทศ ลาวเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดของไทย ทั้งดินแดนและเชื้อชาติวัฒนธรรม เป็นสองประเทศในโลกที่คุยกันคนละภาษาแต่เข้าใจกันได้ การเจรจาความเมืองกันระหว่างสองประเทศนี้จึงไม่ต้องมีล่าม แม้จะพูดภาาใครภาษามันก็ตาม
แต่ คนไทยแม้จะใกล้ชิดกับล่าว ก็ดูเหมือนว่าไม่ค่อยรู้เรื่องราวความเป็นมาและความเป็นไปของเพื่อนบ้านที่ อยู่กันคนละฝั่งแม่น้ำโขงนัก พูดกันตามตรง ไม่อ้อมค้อม คนไทยส่วนมากออกจะดูถูกคนลาวด้วยซ้ำไป นี่ไม่ใช่กล่าวร้าย แต่เป็นการพูดความจริงให้รู้ ถ้า ใครยังคิดแบบนี้อยู่ควรจะเลิกคิดได้แล้ว และหันมาเรียนรู้ ทำความเข้าใจเพื่อนบ้านร่วมเชื้อชาติและวัฒนธรรมเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันอย่าง เท่าเทียม
การ ทำความรู้จักกันที่ดีอย่างหนึ่ง ก็ด้วยการอ่านหนังสือของกันและกัน เพราะหนังสือที่เขียนขึ้นโดยคนในสังคมก็ย่อมสะท้อนความเป็นจริงในสังคมนั้น การที่คนภายนอกได้อ่านก็ย่อมจะทำให้สามารถรับรู้และทำความเข้าใจได้
ผมได้เสาะค้นหนังสือลาวที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เพื่อนำมาแนะนำให้ท่านทั้งหลายได้รู้ เรื่องที่จะนำมาแนะนำในครั้งนี้คือ “ชาวหนุ่มกองลำเลียง” เป็น “โฮมเลื่องสั้น” หรือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนหนุ่มสาวลาวที่เป็นผลผลิตของสงครามปฏิวัติ ตั้งแต่สมัยการปลดแอกเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสมาจนถึงสมัยสงครามปลอดปล่อยของ พรรคประคอมมิวนิสต์ลาว ที่สืบทอดอำนาจมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วยเรื่องสั้น ๖ เรื่อง ได้แก่ เรื่อง ชาวหนุ่มกองลำเลียง เขียนโดย บุนยง ไซปันยา เรื่อง กลับคืนสู่บ้านแม่ เขียนโดย บุนเสิม แสงมะนี เรื่อง คืนที่นางกลับใจ เขียนโดย เพ็ดน้ำเงิน เรื่อง ดอกคายจอมเขาสูง เขียนโดย จำปาแดง เรื่อง แผ่นดินของเฮา เขียนโดย เทิดทูน ทะวีไซ และเรื่องสุดท้าย เมื่อสิ้นสงคราม เขียนโดย พายุแดง พิมพ์เมื่อปี ค.ศ.๑๙๘๕ ก็ร่วม ๒๕ ปีมาแล้ว
เนื้อหา โดยรวมเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท่ามกลางสงครามของประเทศลาว สะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจาการกดขี่ ตามอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ลาว ซึ่งเป็นผู้นำการต่อสู้ในสงครามปลดปล่อย จนสามารถเอาชนะรับบาลที่มีโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาหนุนหลัง และได้ครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนถึงปัจจุบัน
ตก มาถึงปัจจุบันนี้ เนื้อหาในเรื่องสั้นทุกเรื่องอาจกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว หนุ่มสาวชาวลาวในยุคปัจจุบันอาจไม่เข้าใจหากเอ่ยถึงความคิดและอุดมการณ์ใน หนังสือเล่มนี้และเล่มอื่นๆในยุคสมัยเดียวกัน เช่นเดียวกับการเอ่ยถึงเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หรือ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ให้หนุ่มสาวไทยในพ.ศ.นี้ได้ฟังก็คงไม่รับรู้หรือเข้าใจใดๆ แม้กระนั้นก็ตาม คุณค่าของหนังสือก็หาได้ด้อยค่าลงไม่ เพราะมันเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เสี้ยวหนึ่งของประเทศ เป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกโดยประชาชน ดังนั้น แม้จะเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ แต่โดยคุณค่านั้นไม่เล็กเลย เพราะเรื่องใดก็ตามที่ประชาชนมีส่วนในการสร้างโดยการสละเลือดเนื้อและชีวิต แลกมาแล้วไซร้ หาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่
ความ จริงที่น่าเจ็บปวดอย่างหนึ่งก็คือ ประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นโดยประชาชนมีส่วนร่วมมักถูกลืมเสมอ เหล่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลลาวปัจจุบันอาจจะหลงๆลืมๆประวัติศาสตร์ปลีกย่อยไป แล้ว อันเนื่องมาจากผู้นำรุ่นเก่าที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขในสงครามปฏิวัติกับประชาชน ต่างล้มหายตายจากไปเกือบหมด ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ชราภาพหรือไม่ก็พ้นไปจากวงจรอำนาจแล้ว ผู้นำรุ่นใหม่ก็ไม่ใช่ผู้ที่ผ่านการต่อสู้มาโดยตรง และที่สำคัญ ณ ปัจจุบันนี้กระแสลมแห่งทุนนิยมพัดกลับ พัดเอาความทันสมัย สิทธิและเสรีภาพในความหมายใหม่มาโปรยหว่านจนล้นแล้ว
แต่ยังดีที่มีหนังสือมากมายได้บันทึกเอาไว้ รวมถึง “โฮมเลื่องสั้น ชาวหนุ่มกองลำเลียง” เล่มนี้ด้วย เป็นหลักฐานให้รู้ว่า ครั้งหนึ่งดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่เรียกกันว่าแผ่นดินล้านช้าง ประชาชนเคยลุกขึ้นมาสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองมาแล้ว
วรรณกรรม ลาวมีความโดดเด่นเรื่องการนำเสนออย่างตรงไปตรงมา มีการปรุงแต่งด้วยกลวิธีทางการเขียนน้อยมาก ซึ่งข้อนี้นักวิชาการวรรณกรรมอาจมองว่าขาดวรรณศิลป์ แต่ผมกลับมองว่าเป็นเสน่ห์อย่างยิ่ง เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่มีเทคนิคอำพรางใดๆ อ่านปั๊บโดนก็โดน ไม่โดนก็รู้เลย ไม่ต้องพูดกันมาก
หากแปลเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นภาษาไทย เชื่อแน่ว่าจะทำให้คนอ่านชาวไทยรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ของเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย
สำนักพิมพ์ใหญ่ทุนหนาทั้งหลาย ใครจะเป็นผู้อาสา?




บ่เคยเห็นปื้มหัวนี้มาก่อนเลย แม่นเจ้าได้แต่ใดมา
ระยะเกือบปีที่ผ่านมา เราเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในแขวงสาละวัน หนังสือวรรณกรรมที่ตีพิมพ์มีน้อยมากแต่พอหาอ่านได้บ้าง จะส่งก็อบปี้ให้นายอ่านเร็วๆนี้
ສະແດງຄວາມຮັກແພງ ທ່ານໂກສົນ
ເຫັນວ່າເວັບຂອງທ່ານມີຫລາຍອັນເປັນໜ້າສົນໃຈ
ແລະ ຂໍຍ້ອງຍໍທ່ານ ທີ່ພະຍາຍາມສ້າງຄວາມຮັກແພງ ຣະຫວ່າງພີ່ນ້ອງ ລາວ-ໄທຍ
ຮັກແພງ
ໄຜ່ໜາມ
ขอขบคุณท่านสุธีร์ แต่แานนี่ยังบ่ได้เลยหนังสือท่าว่านั่นน่ะ แหะๆ
ขอบใจและขอบคุณท่าน ໄຜ່ໜາມ ที่มาเยี่ยมยามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ถือว่าโตเองเป็นลาวผู้หนึ่งคือกัน หากแต่ว่าอยู่คนละประเทศ ประเทศบ่สามารถแยกคนออกจากกันได้ปานใด๋ดอก พี่น้องกันทั้งหมดเนาะ
ฮักแพง
โกศล
ຂອບໃຈທ່ານ
ຍິນດີໂອ້ລົມນຳທ່ານເປັນກາຣສ່ວນຕົວ
ຫາກມີເວລາ ກະຣຸນາຂຽນຫາຕາມທີ່ຢູ່
ດ້ວຍຄວາມຮັກແພງ
ໄຜ່ໜາມ
ท่าน ໄຜ່ໜາມ ยินดีหลาย ผมจะส่งจหมายไปคุยกับท่านนะครับ
ท่านเป็นอาจารย์ของบล็กเกอร์น้องซำมะแจะ ที่น้องบอกว่าอาจารย์อยู่อเมริกา ใช่ไหมครับ
ขอบใจและขอบคุณท่านหลายๆ
ສະບາຍດີ ທ່ານໂກສົນ
ບໍ່ເຖິງຂັ້ນນັ້ນດອກເດີ
ຈະລໍຖ້າ ຈມ ຈາກທ່ານ
ຮັກແພງ
ท่าน ໄຜ່ໜາມ ผมส่งจดหมายหาท่าน.สอง-สามวันแล้วท่าน ได้รับหรือยัง สงสัยอยู่ใน junk box หรือไม่
ຈ໊າກກກ
.
.
ຈ໋ອຍເລີຍຊຳມະແຈະ
ສະບາຍດີຄ່ະອາຈານໄຜ່ຫນາມແລະຍາອ້າຍໂກສົນ
ແມ່ນແລ້ວຄ່ະຍາອ້າຍ ອ.ໄຜຫນາມເປັນຄົນຄອຍແນະນຳນ້ອງເຣື່ອງພາສາລາວແລະກາບກອນ
ແລະອີກຫຼາຍເລື່ອງ
ນ້ອງວ່າທີ່ ອ.ຕອບເມລຊ້າຍ້ານແມ່ນຫນາວຫຼາຍຄ່ະ
ດ້ວຍຄວາມເຄົາຣົບ
ຊຳມະແຈະ
คุณ จำปาแดง น้องก็ได้อ่านงานเขียนของเพิ่น เยอะมาก
และก็ได้ลมกันทาง ยาฮู เพิ่นเป็นคนเขียนได้เก่งทั้งเรื่องสั้น และกาพย์กลอน รวมทั้งดนตรี
มีงานเขียนของ คุณโมทนา อีกคนค่ะญาอ้าย ที่เขียนได้น่าดีมาก
คุณจำปาแดงก็อยู่อเมริกา คุณโมทานาอยู่ฝรั่งเศษ
ส่วนอ.ไผ่หนาม ก็เก่งทั้งด้านการเขียน วาดรูป และดนตรีเจ้าค่ะ
อีกคนค่ะญาอ้าย ที่เขียนได้น่าดีมาก
แก้ไขเขียนตกเจ้าค่ะ เป็นเขียนได้น่าอ่านและดีมากหลายเรื่อง
ทั้งกลอน นิยาย เรื่องสั้น การเมือง
ขอบคุณน้องฉายที่มาเพิ่มเติมข้อมูล สงสัยว่าไม่ค่อยได้เขียนไทยเลยตกหล่นเยอะ คงเน้นภาษาลาว อิอิ แซวเล่นเด้อ
อิ อิ
สะบายดีค่ะญาอ้ายโกศล
เดี๋ยวนี้เขียนไทยกะไม่ถืก เขียนลาวก็ผิด มั่วไปหมดเลยค่ะ
น้องเว้าสำเนียงลาวเวียงพอได้แล้วนะคะ โม้ซะเลย
ฮักแพงนับถือค่ะ
ซำมะแจะ
สะบายดีน้องซำมะแจะ เป็นสาวเวียงล่ะติ
เอ่อ เพิ่งรู้ว่าภาษาลาวที่อาจารย์ไผ่หนามเขียนนั้น อ่านด้วย IE ไม่ได้ ทุกทีเปิดด้วย Firefox อ่านได้ แต่วันนี้เปิดด้วย IE มีแต่สี่เหลี่ยมจตุรัตเต็มไปหมด
สะบายดีค่ะ
เอ…ทำไมเครื่องน้องมันอ่านได้หมดล่ะคะ ใช้ IE หรือ Firefox ก็อ่านได้ค่ะ
ญาอ้ายคะ นิทานเรื่อง ท้าวกำพร้านั้น น้องเขียนเองนะคะ นิทานเรื่องแรกค่ะ เอ…ไม่ใช่สิ ต้องเป็นเรื่องที่สอง ต่อจาก นิทานลิ้นห้อย แฮ่
คะแนนเต็มสิบ ญาอ้ายให้กี่แต้มคะ
ความตั้งใจให้ไปเลยเต็ม ๑๐ แต้ม ส่วนเรื่องภาษา ลีลา วรรณศิลป์ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเด้อ อ้ายมีแต่วิชาเกินบ่มีวิชาการ