...

ความรักเป็นสากล เบ่งบานอีกครั้งเหนือฟ้าอินโดจีน

ย้อนหลังไปช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ ในอาณาบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน อันประกอบไปด้วยประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทย การเผชิญหน้าระหว่างลัทธิและประเทศที่ปกครองด้วยระบอบการเมืองแตกต่างกันทำให้เกิดภาวะตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าระบอบของตนดีที่สุด และกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งจ้องรุกรานตน ความสัมพันธ์ในฐานะศัตรูทางลัทธิการเมืองพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นศัตรูคู่สงคราม ถ้าหากเพียงแค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำเนินนโยบายผิดพลาดเพียงนิดเดียว สงครามก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นได้ สันติภาพอยู่ในภาวะล่อแหลม

ช่วงนั้นสงครามปฏิวัติในลาว เวียดนาม กัมพูชา จบลงหมาด ๆ ดาวแดงแห่งสังคมนิยมฉายแสงแรงเริงเหนือฟากฟ้าอินโดจีน ไทยกลายเป็นเมืองหน้าด่านต้านยันการรุกรานของคอมมิวนิสต์ ช่างน่ากลัวยิ่งนักในสายตาของใครหลายคน

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอยู่ในฐานะศัตรูกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั่นเล่า ไม่มีใครรู้ดีเท่าประชาชนเอง เพราะแท้ที่จริงแล้วประชาชนแถบนี้ต่างก็ร่วมเชื้อชาติ ร่วมวัฒนธรรมกันอยู่บ้าง แม้จะมองฐานะของอีกฝ่ายไม่ดีนักตามคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ แต่สายใยแห่งความผูกพันธ์ก็ย่อมยังมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำโขง คือลาวและไทย ต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นทั้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ต่างฝ่ายต่างมีญาติอยู่ในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถูกกางกั้นโดยพรมแดนธรรมชาติและลัทธิการเมือง

คงเป็นเรื่องเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยที่ห่างกันแค่แม่น้ำกั้น มองเห็นกันคนละฝั่ง แต่ไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ พรมแดนถูกปิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้มาแต่โบราณ คนทั้งสองฝั่งข้ามไปมาได้อย่างเสรี ความโหยหาอาลัยกันระหว่างพี่น้องสองฝั่งมีอยู่แน่นอน เพียงแต่จะแสดงออกมาในรูปแบบใดเท่านั้น ซึ่งลัทธิการเมืองที่แต่ละฝ่ายยึดถือเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความรู้สึก ความต้องการของตนได้ไม่เท่ากัน อีกฝ่ายมีอิสระเสรีมากกว่า จึงมีโอกาสแสดงความโหยหาวันคืนเก่าๆ เรียกร้องความสัมพันธ์อันอบอุ่นเหล่านั้นกลับคืนมา ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบางอย่างได้ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่แผ่นดินอินโดจีนได้ทอดเชื่อมเข้าหากันอีกครั้ง โดยลัทธิการเมืองไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว

หลักฐานที่แสดงถึงความโหยหาอาลัยกันในยุคที่แบ่งแยกโดยลัทธิการเมืองก็คือ เพลงลูกทุ่งจำนวนหนึ่งที่แต่งและร้องไว้ในช่วงนั้น นับเป็นการบันทึกเหตุการณ์ สถานการณ์ของอินโดจีนไว้อีกโสดหนึ่ง ความเป็นศัตรูระหว่างรัฐต่อรัฐได้แบ่งแยกประชาชนออกไป ปลุกเร้าให้เกลียดชังกันและกัน แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยืนยันความคิดที่แท้จริงของตนออกมา ว่าพวกเขานั้นยังมีความรักความผูกพันธ์ต่อกันไม่เปลี่ยนแปลงผ่านเพลงบางเพลง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ได้รับความนิยมในหมู่ผู้คนที่อยู่ในแถบถิ่นที่เป็นฉากในเพลง

ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างมาพิจารณาสักสองเพลง เพลงแรกกล่าวถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องสองฝั่งซ้ายขวาแม่น้ำโขง ชื่อเพลงก็ง่ายๆตรงๆ ฟังแล้วเข้าใจความหมายในทันที เพลงที่ว่านี้คือ รักข้ามโขง ขับร้องโดย แหวนเพชร วงทอง นักร้องลูกอีสานซึ่งโด่งดังอยู่ชั่วระยะหนึ่ง โดยเนื้อความในบทเพลงบรรยายไว้ว่า

เพ็ญเด่นงามกลางเดือนสิบสอง น้ำโขงเอ่อไหลท่วมนอง ปิดทองพระธาตุเชียงแสน โขงกั้นกลางระหว่างพรมแดน เฮาบ่เห็นหน้าแฟน ปิดแดนเสียแล้วละหนอ

เฮ็ดจังใด๋สิได้เจอน้อง ค่ำคืนอ้ายยืนเฝ้ามองเบิ่งโขงไหลล่องใจหาย โขงคงฮู้ยอดชู้อยู่ใส เขาให้เฮ็ดงานอันใด๋ ไฉนบ่ส่งข่าวมา

ยืนอยู่ฝั่งไทย อธิปไตยเสรี อยู่ดีกินดีอุดมไปด้วยข้าวปลา เจ้าอยู่เวียงจันทน์อ้ายคิดฮอดหลายเวลา เห็นน้ำโขงเอ่อมาดั่งเหมือนน้ำตาจาบัลย์

โอโอ่โอ…หากบุญอ้ายมี ฝั่งซ้ายฝั่งขวาคืนดี คงมีฮักร่วมสุขสันต์ โขงแม่เอยช่วยเป็นพยาน อ้ายฮักแม่สาวเวียงจันทน์ ฮักเดียวฮักมั่นบ่ลืม

ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีน้ำโขงกั้นเกิดกระทบกระทั่งกันบ่อยๆ การปิดพรมแดนมักเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ การไปมาหาสู่ที่ยากลำบากอยู่แล้วยิ่งลำบากขึ้นหลายเท่า จนแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ ความเป็นศัตรูระหว่างรัฐทำให้ประชาชนเหินห่างกัน เพลงรักข้ามโขง จึงเป็นความรู้สึกนึกคิดหนึ่งของผู้คนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ที่มีต่อคนฝั่งซ้ายที่เคยติดต่อสัมพันธ์กัน เป็นพยานยืนยันได้ว่าถึงแม้จะเกิดอะไรขึ้น ความผูกพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนนั้นไม่มีสิ่งใดมากีดกั้นได้ และยังหวังอยู่ว่าวันคืนเก่าๆจะย้อนมาอีก วันที่ ฝั่งซ้ายฝั่งขวาคืนดี มีฮักร่วมสุขสันต์ นั้นต้องย้อนคืนมา

รัฐต่อรัฐอาจเป็นศัตรูกัน พร้อมที่จะทำสงครามกันได้ทุกเมื่อ แต่ในส่วนประชาชนไม่ว่าจะถูกปกครองโดยรัฐใด ถูกชักจูงโดยรัฐมากเพียงใด เชื่อแน่ว่ารัฐไม่อาจควบคุมหรือชักชวนให้ประชาชนเห็นดีเห็นงามไปด้วยได้ทั้งหมดแน่ อย่างน้อยต้องมีอยู่จำนวนหนึ่งที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐ แม้จะไม่โจ่งแจ้งจนเกินไปแต่ก็เห็นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

นักแต่งเพลงบางคนก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาจมีความคิดไม่ตรงกับรัฐ อย่างเช่นเพลงที่จะยกตัวอย่างมาให้เห็นต่อไปนี้ที่อาจเรียกว่ามีเนื้อหาเพื่อสันติภาพ ในขณะที่สถานการณ์กำลังคุกรุ่น จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม นักแต่งเพลงผู้นี้ได้แสดงความคิดเห็นของตนออกมาว่า อยากให้ดินแดนแถบนี้มีสันติสุขมากกว่าสงคราม ผ่านเพลง สาวสองเมือง ขับร้องโดย สายัณห์ สัญญา ว่า

ฝากคำข้ามโขง ลอยโค้งจีบสาวเวียงจันทน์ ฝากคำจำนรรจ์เลยอรัญฯจีบสาวขแมร์ ทูตใจตั้งจิตอยากผูกมิตรกับน้องจะแย่ หนุ่มไทยอยากนอนร่วมแคร่ กับโฉมแม่เจ้าสาวสองเมือง

อยากเป็นคู่ครอง นวลน้องเขมรและลาว เชื่อมความแตกร้าวดีดั่งคราวเมื่อครั้งฟูเฟื่อง แม้นมีลูกเต้ากับแม่สาวโฉมงามสองเมือง คงเป็นโซ่ทองเส้นเขื่อง ผูกสามเมืองให้ดีกันหนอ

ลูกโตฉกาจลูกอาจได้เป็นผู้นำ สายเลือดแห่งเมตตาธรรม คงด่ำใจเหมือนไทยผู้พ่อ เรื่องพาลคงจบ เรื่องชวนรบก็คงไม่ก่อ เพราะลูกสองเมืองนั่นหนอ ต้องคิดถึงข้อมีพ่อเป็นไทย

ขแมร์แก้มขาว อีกทั้งแม่สาวลาวเวียง พี่แอบส่งเสียงลอยมาเพียงกระซิบขวัญใจ พี่คิดเช้าเย็นเจ้าจะเห็นจริงด้วยหรือไม่ หากเราแต่งงานกันได้โลกคงวิไลไปค่อนเอเชีย

มีอยู่สองสิ่งที่เพลง รักข้ามโขง กับ สาวสองเมือง มีเหมือนกัน ประการแรก กล่าวถึงความรักระหว่างหนุ่มสาว ซึ่งตรงจุดนี้ย่อมหมายรวมถึงความรักความผูกพันธ์ที่ผู้คนมีต่อกัน ประการต่อมา ต่างเรียกร้องหาวันคืนเก่าๆ อันสงบสุข ผู้คนไปมาหาสู่กันอย่างพี่น้อง ไม่ว่าจะในลักษณะ “ฝั่งซ้ายฝั่งขวาคืนดี มีฮักร่วมสุขสันต์” หรือ “เชื่อมความแตกร้าวดีดั่งคราวเมื่อครั้งฟูเฟื่อง” ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีที่ถูกทำลายลงด้วยความเป็นรัฐต่างลัทธิ และสิ่งที่ประชาชนต้องการก็คือ การเป็นญาติพี่น้อง หาใช่เป็นศัตรูไม่

นี่คงเป็นพยานยืนยันว่า “ความรักไม่มีพรมแดน” ได้เป็นอย่างดี ไม่มีลัทธิการเมืองหรือระบอบการปกครองมากีดกันได้ เพราะความรักเป็นสากล เป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ ไม่ว่าผู้คนจะเชื้อชาติหรือศาสนาอะไร

เมื่อตกมาถึงปัจจุบัน อินโดจีนสูญสิ้นความเป็นศัตรู กลับมาเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ถึงแม้จะยังไม่หวานชื่นสนิทสนมเท่าเมื่อก่อน แต่ก็เป็นแนวโน้มที่น่ายินดี ผู้คนสามารถยิ้มแย้มให้กันได้อย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด

สงครามสงบ ความเป็นศัตรูสิ้นสุดลง

สวัสดีสันติภาพแห่งอินโดจีน แม่น้ำโขงที่กั้นกลางระหว่างพรมแดนก็มีสะพานข้ามไปมาหาสู่กันแล้ว ขอให้ความรักของประชาชนเบ่งบานอีกครั้งเหนือฟากฟ้าอินโดจีน

เพื่อให้ “โลกวิไลไปค่อนเอเชีย” เป็นจริงขึ้นมาในวันหนึ่งข้างหน้า

โกศล อนุสิม พิมพ์ครั้งแรก เนชั่นสุดสัปดาห์ ๓ – ๙ ธันวาคม ๒๕๓๖

This entry was posted on Tuesday, January 19th, 2010 and is filed under เพลงลูกทุ่ง. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats