...

นักเลงโคลง-นกกินไฟ-ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร

nok_kin_fire
ว่ากันว่า-ซึ่งไม่รู้ว่าใครว่าเป็นคนแรก, แต่ว่ากันว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์นั้น กวีนิพนธ์เป็นงานอันสูงส่งกว่าประเภทใดทั้งหมด คำพูดนี้จะจริงหรือไม่อย่างใดนั้น ก็สุดแท้แต่มุมมองของใครของมัน สำหรับผมแล้ว ยอมรับว่า ในบรรดางานวรรณศิลป์ที่ตนเองมีส่วนในการสร้างนั้น รักในกวีนิพนธ์มากกว่าอย่างอื่น แม้ว่า สิ่งที่เขียนนั้นจะห่างไกลจากการเป็นกวีนิพนธ์ก็ตาม

ในบรรดากวีนิพนธ์ไทยที่มี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ผมเองชอบโคลงมากว่าอย่างอื่น ชอบอ่านแต่ไม่ชอบเขียน เนื่องจากโคลงนั้นเขียนยากกว่ากลอนและกาพย์ ส่วนฉันท์และร่ายนั้นไม่ต้องพูดถึง แค่คิดจะเขียนก็ท้อใจแล้ว

โคลงที่นึกทีไรก็นึกถึงก่อนแทบทุกครั้ง ย่อมเป็นโคงกะทู้ ทะ ลุ่ม ปุ่ม ปู ของท่านมหากวีศรีปราชญ์ บทที่ว่า

ทะ      เลแม่ว่าห้วย                    เรียมฟัง
ลุ่ม     ว่าดอนเรียมหวัง            ว่าด้วย
ปุ่ม    เปือกว่าปะการัง              เรียมร่วม คำแม่
ปู       ว่าหอยแม้นกล้วย           ว่ากล้ายเรียมตาม.

โอ้ อะไรจะปานนั้นหนอท่านศรีปราชญ์ มิน่าเล่าสาว ๆถึงได้ติดใจท่านยิ่งนัก ด้วยว่าคารมของท่านช่างเอาใจสาว ๆ นี่เอง จะว่าอะไรก็ว่าตามน้องได้หมด…นักเลงโคลงทั้งหลายน่าจะจดจำบทนี้ได้ดีกันแทบทุกคนนะครับ

นอกจากศรีปราชญ์แล้ว นายนรินทร์อินทร์ ผู้เขียนนิราศนรินทร์ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่เขียนโคลงได้จับใจ ซึ่งคนชอบโคลงก็น่าจะรู้จักกันดีแล้ว จะไม่ขอปล่อยไก่ในที่นี้ ส่วนกวีในสมัยปัจจุบันที่ชอบโคลงของท่านก็ย่อมเป็นท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ บทที่จดจำได้ดีก็ย่อมเป็น “โลกนี้มิอยู่ด้วย มณี เดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง” กับบท “ฉันเอาฟ้าห่มให้ หายหนาว ดึกดื่นกินแสงดาว ต่างข้าว” และเป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านอังคารนั้นชอบเขียนโคลงกะทู้ ทะ ลุ่ม ปุ่ม ปู เช่นเดียวกับท่านศรีปราชญ์ด้วย

อีกท่านหนึ่งที่เขียนโคลงได้อย่างงามก็คือท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คนอ่านหลายส่วนอาจคุ้นเคยกับกลอนของท่าน แต่ท่านเขียนโคลงได้ขั้นเลิศในความคิดของผม ใครที่ไม่เคยอ่านโคลงของท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็หาหนังสือ “ชักม้าชมเมือง” กับ “อาทิตย์ถึงจันทร์” มาอ่านดูก็แล้วกัน รับประกันว่าฝีมือโคลงงดงามไม่แพ้กลอนของท่านนา

ส่วนมือโคลงชั้นรองลงมา หมายถึงรุ่นอายุและการสร้างงานนะครับ มีหลายคนที่ผมชอบ หนึ่งในนั้นย่อมเป็นอาจารย์ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร แห่งสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เขียนโคลงได้โดนใจผมมากยิ่งนัก

pitoonหลายปีมาแล้ว อาจารย์ไพฑูรย์ส่งหนังสือกวีนิพนธ์มาให้ผม ชื่อ “นกกินไฟ” เป็นการรวบรวมโคลงที่เขียนขึ้นในโอกาสต่าง ๆ ผมจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้ หากท่านใดอยากอ่านก็บอกมาก็แล้วกัน จะได้คัดลอกลงมาให้อ่าน หรือไปเสาะหาตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็น่าจะพอมีให้อ่าน หรือไปขอกับท่านเจ้าของที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็น่าจะได้

ลีลาโคลงของอาจารย์ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร นั้น บทจะเข้มก็เข้มขลังเป็นอันมาก บทจะอ่อนจะหวานก็ทำได้ถึงใจแท้ อ่านแล้วแทบอยากจะเลิกเขียนโคลงไปเลย เพราะอายฝีมือ

ผมไม่ได้เจออาจารย์ไพฑูรย์มาหลายปีแล้ว น่าจะเกินสิบปีไปมาก ด้วยว่าไม่ค่อยได้ออกสมาคมกับบรรดาผู้คนในแวดวงวรรณกรรมมานานแล้ว แต่ผมยังอ่านงานวรรณกรรมอยู่ แม้จะอ่านหนังสือเก่ามากกว่าหนังสือใหม่ แต่ก็นับได้ว่าเป็นผู้ติดตามวงการวรรณกรรมคนหนึ่ง

เป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันกวีนิพนธ์มีแต่ผลิตผลของกลอนเป็นส่วนมาก หรืออาจกล่าวได้ว่ากวีนิพนธ์ปัจจุบันคือกลอน อย่างอื่นแทบสูญพันธุ์ไปหมด โคลงก็เช่นกัน นักเลงอ่านโคลงคงจะต้องกลับไปอ่านโคลงเก่า ๆเป็นที่ตั้ง หนึ่งในนั้นก็ขอยกเอาโคลงของอาจารย์ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร ไว้ด้วย

ปีนี้เห็นว่ารางวัลซีไรต์เป็นรอบของกวีนิพนธ์ ซึ่งคงมีหนังสือกวีนิพนธ์ออกมากันมาก แต่ก้หาอ่านยากเหมือนกัน เพราะปัจจุบันมีการพิมพ์ด้วยระบบดิจิตอล พิมพ์เพียงแค่จำนวนพอส่งให้คณะกรรมการอ่าน ไม่ค่อยมีวางขาย จึงกลายเป็นว่าหนังสือส่วนหนึ่งที่ส่งประกวดรางวัลซีไรต์ได้อ่านเพียงเฉพาะกรรมการเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ฝากไปถึงอาจารย์ไพฑูรย์ด้วยว่า อย่างทิ้งโคลงนะครับ ขอขอบคุณ.

โกศล อนุสิม

This entry was posted on Thursday, February 4th, 2010 and is filed under อ่านหนังสือ. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats