ศรีคำรุ้ง : หนังสือบทกวีเล่มเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่
นักเขียน กวี ศิลปิน บางคน มีผลงานเพียงไม่มาก แต่ผลงานนั้นเป็นของแท้ ติดอยู่ในใจของผู้คน สำหรับผมแล้ว วรฤทธิ์์ ฤทธาคนี เป็นหนึ่งในนั้น
ชื่อของ วรฤทธิ์ ฤทธาคณี คงมีคนอ่านหนังสือน้อยคนที่คุ้นเคยชื่อนี้ เพราะไม่ใช่นักเขียนที่โด่งดัง ผลงานก็มีไม่กี่เล่ม เท่าที่ทราบ นอกจาก ศรีคำรุ้ง ก็มี รวมเรื่องสั้น ศรีขาว และบทกวีขาวสีขาว (ถ้าจำไม่ผิด)
ผมรู้จักชื่อ วรฤทธิ์ ฤทธาคณี ผ่านการแนะนำของ เฉินซัน เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนน้อยในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นับเวลาก็ล่วงเลยมาร่วม 24-25 ปีแล้ว การแนะนำของเฉินซันนั้นก็มิใช่แนะนำด้วยคำพูด หากแต่ด้วยข้อเขียนในสมุดเยี่ยมของชมรมวรรณศิลป์ เขาเขียนบทกวีของวรฤทธิ์ ฤทธาคนี ไว้ และมีน้ำเสียงแสดงความชื่นชมอย่างถึงขนาด
ในวันเวลานั้น เฉินซันคือคนเขียนหนังสือที่โดดเด่นในรั้วมหาวิทยาลัย ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งในธรรมศาสตร์และนอกธรรมศาสตร์ การที่เขาชื่นชมใครก็ย่อมเป็นที่น่าสนใจ และบทกวีที่เขาได้ยกของ วรฤทธิ์ ฤทธาคณี มานั้นก็ตรงกับใจของผมด้วยเช่นกัน
จากบทกวีที่เฉินซันยกมาไว้ในสมุดเยี่ยมของชมรมวรรณศิลป์ (ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง สมัยนั้นชมรมต่างๆจะมีสมุดเล่มหนึ่งวางไว้ให้คนที่มาเยี่ยมได้เขียนบันทึก รวมทั้งสมาชิกชมรมก็เขียนด้วย เป็นเสมือนเวทีในการระบายความรู้สึก แสดงความคิด และอวดฝีมือในทางประพันธ์ เขียนกันอ่านกันสนุกสนาน) ทำให้ผมต้องตามหาหนังสือในห้องสมุด ได้อ่าน ศรีคำรุ้ง ฉบับเต็ม และหนังสือรวมเรื่องสั้น (จำชื่อไม่ได้) อ่านแล้ว ศรีคำรุ้ง นับเป็นสุดยอดกว่าเรื่องใดๆของเขา
ศรีคำรุ้ง จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรกเดือนกันยายน 2518 จำนวน 3,000 เล่มๆละ 18 บาท เนื้อในเป็นลายมือของผู้เขียนซึ่งเป็นจิตกรด้วย ภาพประกอบเขียนเป็นลายเส้นอ่อนช้อยสวยงาม แต่มีไม่มาก เป็นภาพเล็กๆ บทกวีเป็นชนิดที่เรียกว่ากลอนเปล่า ซึ่งโดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ผมยกให้เป็นกลอนเปล่าที่มีความงดงามที่สุด พลิ้วไหว อ่อนหวาน จับใจ กลอนแต่ละชิ้นเป็นเรื่องราวที่ลุ่มลึก บางเรื่องก็กระจ่างชัด บางเรื่องก็ลึกลับ บางช่วงตอนก็ให้ความคิดเชิงปรัชญา ดังเช่น
“…เราวณิพกกวี
จะขอเล่านิทานแก่เธอบ้าง
เพื่อบางที
เธออาจรำลึกถึงวันเก่าๆอันแสนสุข
และถ้าเธอชอบนิทานของเรา
ก็จงหย่อนเหรียญแห่งความรักแลเมตตา
ลงในขันทองของดวงใจเรา
หากเธอโยนให้อย่างยถากรรม
เสียงเหรียญกระทบกับขันก้จะดัง
คนอื่นที่ได้ยินอาจจักว่าเธอโอ้อวด
หรือตำหนิเธอว่า
มิได้ให้ด้วยเจตนา
ขอเธอจงวางเหรียญนั้นอย่างเงียบๆ
ลงในขันทองของดวงใจเราเถิด
ลวดลายอันวิจิตร
ที่เราสลักไว้ที่ขันอันงดงามนั้น
ก็จักไม่บุบสลายด้วย
แลใครทั้งหลายที่พบเห็น
ก็จักสรรเสริญเธอว่า
เป็นผู้ให้ที่ถ่อมตน…”
นี่อาจเป็นเรื่องความชอบส่วนตน เป็นความเห็นส่วนตัวที่จะบอกว่า ลีลากลอนเปล่าของ วรฤทธิ์ ฤทาคนี นั้นเปรียบเสมือนท่วงทำนองแห่งดนตรีที่นุ่มนวลอ่อนหวาน ถ้าลองอ่านออกเสียงเบาๆพอได้ยินคนเดียวในที่เงียบๆสักหน่อย ก็จะรู้สึกชัดเจน
ผมยอมรับตรงๆว่า เป็นผู้ลุ่มหลงหนังสือกลอนเปล่าเล่มนี้ เห็นที่ไหนก็ซื้อ ซื้อเก็บไว้ให้คนที่ชอบ ผมซื้อนับสิบเล่มแต่ก็ให้คนอื่นไปหมด เหลือไว้เพียงเล่มเดียว เล่มสุดท้ายที่ให้คนอื่นไปก็คือ ส่งให้น้องคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกของ เวบ Thaiwriter.net เธอชื่ออะไรก็จำไม่ได้เพราะผ่านมาหลายปีแล้ว และไม่รู้ว่าเธอดื่มด่ำปานใดกับบทกวีเล่มนี้
ในวันเวลานี้ หากใครอ่านที่ผมเขียนแล้วชอบใจจนอยากอ่านเต็มๆ ผมก็ยินดีที่จะถ่ายเอกสารส่งให้ เพื่อแบ่งปันกัน
สำหรับผม นี่เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่อ่านแล้วไม่ลืม และอยากอ่านอีกอยู่เสมอ
บางครั้งผมก็รู้สึกลึกๆว่า ตัวเองนั้นเป็นวณิพกกวีเหมือนในหนังสือของวรฤทธิ์ ฤทธาคนี เป็นวณิพกที่เดินอยู่ท่ามกลางสายรุ้งแห่งบทกวีที่ไม่เคยสูญหาย เพราะอัดแน่นอยู่ใจหัวใจและจิตวิญญาณ ที่เป็นดังนี้ได้ ย่อมเพราะอิทธิพลของ “ศรีคำรุ้ง” ด้วยอย่างแน่นอน
ผมยกให้ ศรีคำรุ้ง เป็นหนังสือบทกวีที่ยิ่งใหญ่เล่มหนึ่ง แม้หนังสือจะเล่มเล็กๆบางๆ และคนเขียนคือ วรฤทธิ์ ฤทธาคนี จะถูกสังคมคนอ่านหนังสือลืมเลือนไปแล้วก็ตาม.







Leave a Reply