ปัญญาน่างึด

มีผญาบทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักความผู้พันของคนอย่างลึกซึ้ง ผมเชื่อว่านี่เป็นวรรคทองของวรรณคดีอีสานอีกบทหนึ่ง มีอยู่ว่า


ฮักกันนี่ แม่นสิอยู่ขอบฟ้า โขงเขตจักรวาล
กะคือสองคนเฮา อยู่เฝือแฝงฝั่น
ซังกันนี่ บ่เหลียวแลตาต่อ แม่นสิอยู่ฮ่วมห้อง
กะคือไม้ป่าบัง

เมื่อพิเคราะห์ข้อความและความหมายแล้ว เห็นตรงกับโคลงโลกนิติ บทที่ว่า

รักกันอยู่ขอบฟ้า…….. . เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว ….ร่วมห้อง
ชังกันบ่อแลเหลียว ….. ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง .. ป่าไม้มาบัง

ทั้งความไพเราะของคำและความลึกซึ้งของความหมาย ทั้งสองบทที่มากจากคนละถิ่นนี้ ยากที่จะตัดสินได้ว่า อันไหนดีกว่าหรืองามกว่า เพราะว่ากันถึงความดีความงามแล้ว ข่มกันไม่ลง
เอาเป็นว่าล้วนแต่งามและลึกซึ้งปานกัน อ่านแล้วเกิดอารมณ์ละเลียดดึ่มด่ำเช่นเดียวกัน ทั้งสองบทก็เป็นเพชรเช่นเดียวกัน สะท้อนสัจธรรมของชีวิตออกมาได้เหมือนๆกัน

อ่านแล้วทำให้นึกถึงความเป็นไปของชีวิตนะครับ ในยามที่อยู่คนเดียวสงบๆ ผมมักยกเอาสองบทนี้ขึ้นมาท่องอยู่บ่อยๆ พิจารณาความจริงไปด้วย ทำให้เห็นแง่มุมของชีวิตเพิ่มขึ้นหลายอย่าง

บทกวี (ผมขอเรียกบทกวีก็แล้วกัน)ทั้งสองบทนี้ บอกถึงความเป็นสามัญของมนุษย์ ที่มีอารมณ์พื้นฐานอยู่ที่การ รัก โลภ โกรธ หลง เมื่อใดที่มีอารมณ์โกรธต่อกัน แม้จะอยู่ใต้ชายคา ก็เหมือนกับอยู่คนละขอบฟ้าแต่ถ้าเมื่อใดอารมณ์รักหรือหลงล่ะก็ ต่อให้อยู่จักรวาลก็เหมือนกับอยู่ร่วมชายคา

อย่างเช่น (อันนี้ตัวอย่าง ตัวอย่างเท่านั้น) เวลาผัวเมียทะเลาะกัน อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆยังไม่มองหน้ากัน เหมือนอยู่คนละฟากฟ้า แต่เมื่อครั้งจีบกันใหม่ๆ อยู่ไกลแสนไกลก็เหมือนอยู่ใกล้ หวานถึงขนาด “บัดเจ้าคึดฮอดอ้ายให้เหลียวเบิ่งเดือนดาว สองตาเฮาสิก่ายกันอยู่เทิงฟ้า” อันเป็นขั้นเดียวกับที่ครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งเพลงให้ ศรคีรี ศรีประจวบ ร้องไว้ว่า “…คืนไหนเดือนแรม ฟ้าแซมดารา น้องจงมองหาดาวประจำเมือง ทุกคืนเราจ้องดูเดือนดาว ทุกคราวเราฝันถึงกันเนืองๆ ถึงสุดมุมเมืองไม่ไกล…” นั่นแหละครับ จริงเท็จอย่างไรก็นึกดูเมื่อสมัยเราเป็นหนุ่มเป็นสาวสิ แล้วจะรู้ว่า ที่ยกมานี้ไม่ผิดความจริงแม้แต่น้อย

แถมอีกตัวอย่างหนึ่งก็ได้ อย่างพรรคการเมืองฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล แต่ก่อนหลายพรรคเคยร่วมกันเป็นรัฐบาล แหมรักกันเหลือเกิน หวานหยดย้อยจนมดได้ยินก็แทบจะอ้วกแตก แต่พอยืนกันคนละฝ่าย เดินผ่านกันใต้ชายคาสภาก็แทบจะควักลูกตากันแล้ว หาเรื่องด่ากันได้แต่ละวัน นี่เรียกว่าเหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม้มาบัง(ใจ) ไม่ให้

ผมยังทึ่งไม่หาย ไม่ใช่ทึ่งธรรมดานะครับ ทึ่งถึงขนาดต้องเทียบขนาดความหมายระดับเดียวกับ “งึด” ในภาษาอีสานบ้านเราเลยแหละ ว่าบรรพบุรษของเราท่านช่างเก่งกาจในการเรียงร้อยถ้อยคำที่บ่งความหมายได้ลึดซึ้งยิ่งนัก ผมเชื่อว่า ความหมายในบทกวีทั้งสองใช้อธิบายมนุษย์ได้ทุกยุคสมัย ไม่ว่ายุคที่ผ่านมา ยุคนี้ หรือยุคหน้า อาจเรียกได้ถึงขนาดว่าเป็น “อกาลิโก” คือไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา

อ่านบ่อยๆ ยกขึ้นมาท่องเรื่อยๆ ทำให้เราจะโกรธใคร หรือไม่พอใจใคร ก็รู้ยั้งคิดได้บ้าง ถ้าโกรธไปแล้วก็หายโกรธหรือลดความโกรธลงได้เหมือนกัน เพราะความไพเราะของภาษา ความหมายของคำ ช่วยกล่อมเกลาใจให้กลมกล่อมขึ้นได้จริงๆ

ไม่เชื่อก็ลองท่องบ่อยๆดูสิครับ ถ้าจะทะเลาะกับเมียก็ท่องเข้าไว้แล้วระลึกถึงสมัยจีบกันใหม่ๆ ที่สายตาจ้องมองก่ายกันบนฟ้า ก็จะทำให้เปลี่ยนจากทะเลาะกลายเป็นที่รักได้ทีเดียวเชียวนา
อ่านกลอนอ่านผญาเรื่องคึดฮอด ก็ได้แง่คิดดีๆถึงปานนี้ บรรพบุรุษของเรานี่ฉลาดล้ำโดยแท้ ทั้งที่ไม่มีมหาวิทยาลัยให้เรียน แต่สามารถสรุปสัจธรรมของชีวิตให้อยู่ในข้อความแค่ไม่ถึงสิบบรรทัด

เป็นตา “งึด” ในภูมิปัญญาของท่านแท้น้อ

โกศล อนุสิม

เชิญอ่านเรื่องแนวเดียวกันเพิ่มเติม

This entry was posted on Wednesday, February 3rd, 2010 and is filed under หลายเรื่องหลากรส. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นที่นี่ครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.kosolanusim.org หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. มูลนิธินักอ่านบ้านนา

สโมสรหนอนหนังสือ

ในโลกหนังสือ 365 วัน

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าอ่าน

คนร่วมคุย

Free counter and web stats